Advertisements

10 อันดับหนังทำเงินสูงสุดประจำซัมเมอร์ 2017 ในสหรัฐ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสุดสัปดาห์สุดท้ายของซัมเมอร์ในสหรัฐครับ และก็ทำให้มีการสรุปตัวเลขรายได้หนังกันออกมาจาก Box Office Mojo ว่าเรื่องไหนทำเงินกันไปเท่าไหร่แล้วพบว่า Wonder Woman กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดประจำปีนี้ของสหรัฐครับ ด้วยการเปิดตัวสูงถึง 103.2 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปร่วม 408.9 ล้านเหรียญ รายได้จากนอกบ้านก็ห่างกันนิดหน่อยที่ 403.7 ล้านเหรียญ
อันดับ 2 และอันดับ 3 ยังคงเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นของฝั่งมาร์เวล เริ่มที่ Guardians of the Galaxy Vol. 2 ที่เปิดตัวในบ้าน 146.5 ล้านเหรียญ ทำเงินไปแล้วกว่า 389.6 ล้านเหรียญ ขณะที่มีรายได้จากนอกบ้านสูงถึง 473.4 ล้านเหรียญ ตามด้วย Spider-Man: Homecoming ที่เปิดตัวในบ้าน 117 ล้านเหรียญ ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 324 ล้านเหรียญ และทำเงินจากต่างประเทศไปอีก 422 ล้านเหรียญ
อันดับ 4 สำหรับรายได้ในสหรัฐเป็นของหนังอนิเมชั่นภาคต่อ Despicable Me 3 ทำเงินในบ้านไปแล้วในตอนนี้ 257.8 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้ตกลงมากจากภาค 2 และภาคแยก Minions แต่ยังดีที่ทำเงินมากกว่าภาคแรก และมีรายได้จากต่างประเทศอีก 736.1 ล้านเหรียญมาช่วย ทำให้ทำเงินทั่วโลกแตะ 993 ล้านเหรียญไปแล้ว ยูนิเวอร์แซลฯ คงไม่ต้องห่วงอะไรกับ Minions 2 ที่จะออกฉายปี 2020
อันดับ 5 เป็นของ Dunkirk จากผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ทำเงินในบ้านไปแล้ว 178.7 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 280 ล้านเหรียญ และเริ่มเข้าฉายในตลาดใหญ่ๆ ต่างประเทศในช่วงนี้แล้ว จากทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ น่าจะเป็นอีกเรื่องที่สร้างกำไรให้วอร์เนอร์ฯ ในปีนี้รวมกับ Wonder Woman ครับ
อันดับ 6 เป็นของ Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales ที่เปิดตัวในสหรัฐไปเบาะๆ 63 ล้านเหรียญ รายได้ในบ้านอยู่ที่ 172.2 ล้านเหรียญ ตัวเลขรายได้ในบ้านยังห่างไกล 241 ล้านเหรียญที่เป็นรายได้ของภาค 4 ที่ทำเงินในสหรัฐไว้ต่ำสุด แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยอีก 619.6 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกแซงภาคแรกที่ฉายปี 2003 ไปแล้ว แต่อาจจะได้ไม่เท่ากับภาค 2-4 ดิสนี่ย์ไม่น่าขาดทุน แต่คงไม่ได้กำไรไม่มากจากการฉายโรง และคงคิดหนักที่จะตัดสินใจสร้างภาคต่อ
อันดับ 7 เป็นของ Cars 3 ที่ทำเงินในบ้านไป 150 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ 2 ภาคแรก ที่รายได้ยังห่างไกลทั้งรายได้ในบ้าน และรายได้จากต่างประเทศ และคำวิจารณ์ก็ค่อนข้างไม่ดี
อันดับ 8 เป็นของ War for the Planet of the Apes ทำเงินในบ้านไปในตอนนี้ 144.2 ล้านเหรียญ ถือว่าทำรายได้ต่ำที่สุดกว่าทุกภาคเช่นกันแม้ว่าคำวิจารณ์จะดี ผู้ชมอาจเริ่มเบื่อกับหนังชุดนี้แล้วและอาจต้องให้ภาคนี้เป็นภาคปิดฉากจริงๆ
อันดับ 9 เป็นของ Transformers: The Last Knight ที่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 130 ล้านเหรียญ หนังได้รายได้อีก 473.8 ล้านเหรียญ จากต่างประเทศมาช่วยพอสมควร แต่วัดจากทุนสร้าง 217 ล้านเหรียญ ที่ยังไม่ได้หักค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์แล้ว หนังมีโอกาสได้ทุนคืน แต่กำไรอาจต้องไปพึ่งพวกดีวีดีหรือสตรีมมิ่งแทน และเป็นรายได้หนังที่คงไม่มีใครคาดคิดว่า Transformers จะทำเงินต่ำกว่า Despicable Me แม้แต่ในตลาดโลก
อันดับ 10 เป็นของ Girl Trip หนังตลกว่าด้วยความสัมพันธ์ของแก๊งเพื่อนผู้หญิง เปิดตัวในสัปดาห์แรกอยู่อันดับ 2 ที่ 31 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 111.5 ล้านเหรียญ
(แก้ไขอันดับ 10 ใหม่ครับ เป็น Girl Trip แทน Baby Driver ซึ่งถูกแซงไปอยู่อันดับที่ 11 ด้านล่างนี้เป็นข้อความดั้งเดิม
Baby Driver ที่ทำเงินเงียบๆ ไม่หวือหวา เปิดตัวอยู่อันดับ 2 ประจำสัปดาห์ที่รายได้ 20.5 ล้านเหรียญ แต่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 105.5 ล้านเหรียญ และจากตลาดต่างประเทศอีก 102 ล้านเหรียญ ด้วยทุนสร้างเพียง 34 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นหนังซัมเมอร์เล็กๆ ที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำแบบเงียบๆ ครับ เป็นข้อพิสูจน์ว่าถ้าทำหนังออกมาดีและสนุก มีไอเดียสดใหม่ ไม่ต้องทุนใหญ่แบบ The Mummy ไม่ต้องมีดาราระดับทอม ครูส ก็มีโอกาสทำกำไรเยอะ)
จาก 10 อันดับนี้ หลายเรื่องยังทำเงินในบ้าน หรือแม้แต่ทั่วโลกสู้หนังที่เปิดฉายก่อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่ได้เลย Beauty and the Beast ยังคงเป็นหนังที่ทำเงินสูงที่สุดประจำปีในบ้านตอนนี้ที่ 504 ล้านเหรียญ ขณะที่ Dunkirk ซึ่งอยู่อันดับ 5 ก็ยังทำเงินต่ำกว่า Logan และ Fast and Furious 8 ค่ายหนังอาจต้องคิดใหม่ว่าทุกสัปดาห์ของทุกปีมีความสำคัญไม่แพ้กัน คงจะจัดหนังใหญ่มาปะทะกันในช่วงซัมเมอร์เหมือนเดิมอีกไม่ได้
ตัวเลขรายได้ของซัมเมอร์นี้ก็ยังเป็นไปตามคาดครับว่ารายได้หนังในสหรัฐจะทำเงินตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบสิบกว่าปี ตอนนี้กำลังรอสรุปตัวเลขรายได้แน่ชัดก่อนว่าจะต่ำสุดระดับไหนครับ ซึ่งบางค่ายได้รายได้จากต่างประเทศมาช่วย แต่ไม่ใช่เกือบทุกเรื่องเหมือนปีที่ผ่านๆ มาอีกต่อไปแล้ว ดูเหมือนผู้ชมในตลาดโลกก็เริ่มฉลาดและล้ากับหนังสูตรสำเร็จบางประเภทแล้วเหมือนกันครับ
ดูสรุปตัวเลขอีกทีด้านในครับ
Read more of this post
Advertisements

รายได้ Transformers: The Last Knight ในจีน ร่วง 82.2% เทียบศุกร์แรกกับศุกร์ที่สอง

รายได้ของหนังซัมเมอร์ของฮอลลีวู้ดปีนี้จะลดฮวบฮาบเป็นประวัติการณ์ตามที่นักวิเคราะห์ทำนายเอาไว้แน่ๆ เพราะรายได้ในอเมริกาเหนือของหนังหลายเรื่องตกต่ำลงไปมาก แต่หนังเหล่านี้หลายเรื่องก็ได้รายได้จากตลาดนอกสหรัฐมาช่วยกอบกู้เอาไว้ ซึ่งทำเงินได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะจากตลาดในจีน

หนังชุด Transformers เองก็ได้รายได้จากจีนมาช่วยเหลืออย่างมากนับตั้งแต่ภาคแรกที่แล้ว Transformers: Age of Extinction ที่ทำเงินจากการฉายในจีนไปทั้งสิ้น 320 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้ในสหรัฐอยู่ที่ 245 ล้านเหรียญ

รายได้ของ Transformers: The Last Knight ก็ดูเหมือนจะทำได้แบบนั้นอีกครั้งจากตลาดในจีนครับ เพราะรายได้วันแรกของการเปิดตัวหนังทำเงินสูงถึง 48 ล้านเหรียญ เหนือกว่ารายได้วันแรก 15.6 ล้านเหรียญในสหรัฐไปหลายขุม ทำให้คาดกันว่าหนังน่าจะทำเงินในจีนอย่างต่ำ 290 ล้านเหรียญ

แต่สิ่งที่คาดไว้ในทีแรกไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้วครับ ตามรายงานจากฟอร์บส์บอกว่า รายได้วันศุกร์นี้ของจีนทำไปแค่ 8.5 ล้านเหรียญ ร่วงจากศุกร์ที่แล้วถึง 82.2% ซึ่งคอลัมนิสต์บอกว่า “เป็นการร่วงลงที่ฮวบฮาบที่สุดเทียบแบบศุกร์ต่อศุกร์เท่าที่จำได้ในบรรดาหนังที่ฉายทั่วไปในจีน

ดังนั้น การทำนายรายได้ในจีนตอนนี้ลดลงเหนืออย่างต่ำ 240 ล้านเหรียญครับ โดยการทำนายเพิ่มปัจจัยการเติบโตของตลาดในจีนเข้าไปด้วย เพราะตลาดโตเพิ่มมากขึ้น 50% นับตั้งแต่ Age of Extinction (รายงานล่าสุดบอกว่าโรงฉายหนังในจีนในตอนนี้มีมากกว่าในสหรัฐแล้ว)

จนถึงวันนี้ รายได้ทั่วโลกของ Transformers: The Light Knight อยู่ที่ 288 ล้านเหรียญครับ

ที่มา: Forbes

Read more of this post

ผู้สร้างรอกระแสตอบรับก่อนวางโครงเรื่อง Transformers 6

หนึ่งในจุดขายของ Transformers: The Last Knight ก็คือ เป็นจุดเปิดเรื่องที่จะพาไปสู่เรื่องราวใหม่ที่จะสานต่อในภาคต่อๆ ไป จากการระดมนักเขียนมากมายมาช่วยกันวางแผนจนเกิดเป็นทั้งภาคแยก Bumblebee และภาคต่อที่จะใช้หลังจากนี้

เรายังไม่รู้ชัดในตอนนี้ว่าการระดมนักเขียนได้วางโครงเรื่องไว้ไกลแค่ไหน โดยเฉพาะในแง่ของเนื้อเรื่องหลัก แต่จากการให้สัมภาษณ์ของโลเรนโซ ดี โบนาเวนทูรา ผู้อำนวยการสร้างของหนัง ดูเหมือนว่าทีมผู้สร้างรอกระแสตอบรับก่อนที่จะเริ่มวางโครงเรื่องต่อไปครับ

เรามีแนวความคิดบางอย่างเอาไว้แล้วบ้าง แต่อาจได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ในหนังภาคหน้า เรากำลังรอดูการตอบรับจากผู้ชมต่อหนังภาคนี้ก่อน และองค์ประกอบไหนบ้างที่ผู้ชมรัก เพราะสิ่งหนึ่งในฐานะคนทำหนังที่เราได้ค้นพบก็คือ มันมีความอิสระอย่างมากที่จู่ๆ เราได้หลุดออกจากเรื่องราวง่ายๆ ของ Decepticons vs Autobots แล้วมาเป็นเรื่องราวตำนานอาร์เธอร์ และอัศวิน แล้วตอนนี้มนุษย์ก็ได้มีบทบาท และนั่นเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นสำหรับเรา คงเพราะเราอยากที่จะไม่ย่ำอยู่กับที่

รายได้เปิดตัวของ Transformers: The Last Knight น่าจะบอกอะไรแก่ผู้สร้างได้ไม่มากก็น้อยครับ ในการนำไปวิเคราะห์ครับ หนังเปิดตัวในบ้านด้วยรายได้ต่ำที่สุดกว่าทุกภาค รายได้ 5 วันโดยประมาณอยู่ที่ 69 ล้านเหรียญ ขณะที่ตลาดต่างประเทศนั้นเป็นไปตามคาดครับ หนังเปิดตัวสูงถึง 196 ล้านเหรียญ จาก 41 ประเทศ

ที่มา: Screen Rant

Read more of this post

มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ไม่คิดว่า ไมเคิล เบย์ จะเลิกกำกับ Transformers จริงๆ

ทั้งมาร์ค วอห์ลเบิร์ก กับ ไมเคิล เบย์ ต่างออกมาบอกทั้งคู่แล้วว่า Transformers: The Last Knight จะเป็นภาคสุดท้ายในการทำงานให้แก่หนังชุดนี้ของพวกเขา วอห์ลเบิร์กเพิ่งเล่นหนังชุดนี้ครั้งแรกในภาคที่แล้ว และนี่ก็เป็นการพูดครั้งแรกของเขาว่าจะอำลาจากหนังชุดนี้ แต่เบย์นั้นเป็นการพูดครั้งที่สามแล้ว เพราะเคยบอกว่าจะเลิกกำกับให้ตั้งแต่ภาค 3 และภาค 4 ครับ แต่ก็ยังกลับมากำกับต่อจนภาคที่ 5 ทำให้แฟนหนังไม่เชื่อว่าเบย์จะเลิกได้จริงๆ วอห์ลเบิร์กก็ดูเหมือนจะคิดแบบเดียวกับเหล่าแฟนหนัง

มันเป็นเพราะไมเคิลได้สร้างจักรวาลนี้ขึ้นมา และเขาจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าเขาอยากจะทำอะไรกับมัน และจะทำกับมันยังไง ตอนนี้ เขาบอกว่าเขาไม่อยากทำอีกภาค และเขาก็พูดแบบนี้มาทุกภาค เพราะมันเป็นหนังที่สร้างยากและเขาก็ค่อนข้างสร้างมันด้วยตัวเองล้วนๆ แม้ว่าเขาจะมีความช่วยเหลือทุกอย่าง แต่เพราะหนังทั้งหมดก็มาจากมันสมองของเขา เขาจึงจะต้องตัดสินใจแบบนั้นและผมก็คงทำใจยากที่จะเห็นเขาเดินจากไปแล้วส่งมันให้คนอื่นดูแลแทน

คงต้องรอดูกันว่าเบย์จะคืนคำเป็นรอบที่สี่แล้วกับมากำกับภาค 6 ไหม แต่ที่แน่ๆ ก็คือ Bumblebee จะกำกับโดยทราวิส ไนท์ ครับ หนังมีกำหนดออกฉายมิถุนายน 2018

ที่มา: ComicBook.com

Read more of this post

Transformers: The Last Knight ทำรายได้เปิดตัวในสหรัฐต่ำที่สุดกว่าทุกภาค

นักวิเคราะห์มองกันว่าปีนี้ รายได้หนังซัมเมอร์ฮอลลีวู้ดในบ้านจะตกต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ และก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ หนังฟอร์มยักษ์อย่าง Transformers: The Last Knight ทำรายได้เปิดตัวในวันพุธไปเพียง 15 ล้านเหรียญ และได้อีก 8.1 ล้านเหรียญในวันพฤหัสบดี ดูแล้วรายได้ห้าวันของหนังน่าจะอยู่ที่ 60 ล้านเหรียญครับ ซึ่งลดลงอย่างมากจากรายได้สามวันของ Transformers: Age of Extinction ที่เคยทำไว้ 100 ล้านเหรียญ เมื่อปี 2014

พาราเมาท์กับแฮสโบรจะต้องพึ่งรายได้จากตลาดโลกอย่างมากในครั้งนี้เพื่อให้ไม่ขาดทุนจากทุนสร้างที่ใช้ไป 217 ล้านเหรียญ ที่ยังไม่รวมงบด้านการตลาด และสูงที่สุดกว่าทุกภาคด้วย เพราะภาค Age of Extinction ทำรายได้ในบ้านไป 245 ล้านเหรียญ ภาคนี้อาจต้องลุ้นหนักแน่ๆ เพื่อให้รายได้ในบ้านแตะ 200 ล้านเหรียญครับ

สำหรับรายได้จากจีนที่เป็นตลาดใหญ่สุด หนังเปิดตัววันศุกร์ไปราว 39.5 ล้านเหรียญครับ แต่ถ้ารวมรอบเที่ยงคืนก่อนหน้าหนึ่งวันด้วยก็รวมเป็น 45.4 ล้านเหรียญ ถือว่ามีแววดีทีเดียว เพราะสูงกว่า Age of Extinction ที่เปิดตัววันแรกในจีน 30 ล้านเหรียญครับ แต่ต่ำกว่า Warcraft นิดหน่อย ที่เปิดตัววันแรกที่เป็นวันพุธในจีนไป 45.7 ล้านเหรียญ และต่ำกว่า Fast and Furious 8 ที่ทำไว้สูงถึง 65 ล้านเหรียญครับ

รายได้ในจีนจะช่วยหนังได้เท่าไหร่ก็คงต้องรอดูหลังจากสัปดาห์เปิดตัวว่าจะลดลงมากแค่ไหน ซึ่งพาราเมาท์ได้ส่วนแบ่งเพียง 25% จากตลาดในจีนเท่านั้น เพราะต้องแบ่งรายได้ให้ผู้ร่วมออกทุนสร้างในจีนด้วย

ที่มา: THRChina Film Insider

Read more of this post

10 กว่าภาพใหม่ของ Transformers: The Last Knight

เราบางคนจะได้ชม Transformers: The Last Knight กันในวันนี้แล้ว มาอุ่นเครื่องกันก่อนด้วยภาพชุดใหม่ของหนัง และน่าจะเป็นชุดสุดท้ายแล้วครับ ที่ดูเหมือนบอกเราว่าน่าจะมีตัวละครทรานส์ฟอร์เมอร์สอยู่ในหนังเรื่องนี้เยอะที่สุดเท่าที่มีมา หนังฉายรอบปฐมทัศน์ในสหรัฐกันไปแล้ว แต่นักวิจารณ์ยังเปิดเผยความเห็นหรือบทวิจารณ์ไม่ได้ คงต้องรอดูไปพร้อมๆ กับความเห็นจากรอบสื่อของบ้านเราครับ

ทวนเนื้อเรื่องกันอีกครั้ง Transformers: The Last Knight จะสั่นสะเทือนตำนานที่เป็นแกนหลักของเนื้อเรื่องในหนังชุดนี้ และให้นิยามใหม่ของคำว่าฮีโร่ เมื่อมนุษย์กับทรานส์ฟอร์เมอร์สทำสงครามกัน และออปติมัสไพรม์ได้หายตัวไป กุญแจหลักที่จะกอบกู้อนาคตของโลกฝังอยู่ในความลับของอดีต ในประวัติศาสตร์ที่ถูกซ้อนเร้นของทรานส์ฟอร์เมอร์สบนโลก การกอบกู้โลกจึงตกเป็นหน้าที่ของพันธมิตรจำเป็น ประกอบด้วย เคด เยเกอร์ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก), บัมเบิลบี, ท่านลอร์ดชาวอังกฤษ (แอนโธนี ฮอปกินส์) และ ศาสตราจารย์ประจำอ๊อกซ์ฟอร์ด (ลอรา แฮดด็อก)

หนังกำกับโดยไมเคิล เบย์ นักแสดงสมทบในหนังยังประกอบด้วยจอช เดอห์เมล, อิซาเบลา โมเนอร์, จาร็อด คาร์ไมเคิล, สแตนลี ทุชชี, ไทรีส กิบสัน และ จอห์น เทอเทอโร

ชมภาพด้านใน

Read more of this post

Transformers: The Last Knight จะเป็นภาคสุดท้ายของมาร์ค วอห์ลเบิร์ก

ไมเคิล เบย์ ประกาศออกมานานแล้วว่า Transformers: The Last Knight จะเป็นภาคสุดท้ายในการกำกับหนังชุดนี้ของเขา (หากไม่เปลี่ยนใจเป็นรอบที่สาม) และดูเหมือนว่ามาร์ค วอห์ลเบิร์ก ที่โดดเข้าร่วมโครงการหนังชุดนี้จากภาคที่แล้วด้วยบทของนักประดิษฐ์จอมบู๊ เคด เยเกอร์ ก็จะบอกลาไปพร้อมกับเบย์ด้วยเช่นกันครับ

จะเป็นภาคสุดท้ายของผม ผมจะได้ชีวิตของผมคืนมา” วอห์ลเบิร์กบอกระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการ The Graham Norton Show

วอห์ลเบิร์กเล่าถึงการเตรียมการเพื่อรับบทในหนังด้วยว่า เขาต้องฟิตหุ่นห้าเดือนเต็มเพื่อให้ดูดีที่สุดสำหรับเล่น Transformers: The Last Knight เพียงเพื่อต้องไว้ทรงผมที่เขาเกลียดมาก “ผมยาวเป็นอะไรที่แย่ที่สุด ผมดูเหมือนแม่ของผมสมัยยุค 70 เลย มันแย่มากๆ”

ทรงผมของวอห์ลเบิร์กจะแย่จริงไหม แฟนๆ จะได้ไปพิสูจน์กันเมื่อหนังเข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์หน้าครับ

Read more of this post