Advertisements

Star Wars: The Last Jedi – มุมมองนักวิจารณ์

นักวิจารณ์ได้ชมหนัง Star Wars: The Last Jedi กันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และเพิ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยบทวิจารณ์ออกมาได้ในวันนี้ครับ ก่อนหนังฉายไม่กี่วัน และดูเหมือนว่าหนังจะได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม
ก่อนที่จะเจาะไปที่ความเห็นของนักวิจารณ์ มามองภาพรวมจากคะแนนที่เว็บไซต์ประเมินบทวิจารณ์ทำออกมาก่อนครับ เริ่มจาก Rotten Tomatoes ที่รวบรวมบทวิจารณ์มาในตอนนี้ 156 แหล่ง มีนักวิจารณ์ให้หนังสอบผ่าน 94% ด้วยคะแนนเฉลี่ย 8.3/10 เทียบกับ The Force Awakens ตอนที่มี 378 บทวิจารณ์แล้ว ถือว่าสูงกว่านิดหน่อย ซึ่งทำคะแนนไป 8.2/10 และ 93% คะแนนในตอนนี้ยังมีโอกาสเพิ่มหรือลดครับ เพราะยังมีบทวิจารณ์อีกครึ่งที่ยังไม่เข้ามา แต่จากแนวโน้มแล้วน่าจะเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
คะแนนจากการประเมินของ Metacritic ก็สูงกว่านิดหน่อยเช่นกัน โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 85/100 จาก 44 บทวิจารณ์ มากกว่า The Force Awakens ที่ได้คะแนนอยู่ที่ 81/100 และสูงกว่า Rogue One มากๆ ซึ่งคงคะแนนอยู่ที่ 65/100
ความเห็นของนักวิจารณ์สอดคล้องกับคะแนนตรงที่หลายคนชอบมากกว่า The Force Awakens ครับ และมีบางคนยกให้เป็นภาคที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ Empire Strikes Back เลย โดยส่วนที่ดีที่ได้รับคำชมมากที่สุดก็คือการเล่าเรื่องได้ถึงอารมณ์ ทั้งสุขและเศร้าของผู้กำกับไรอัน จอห์นสัน
บทวิจารณ์จากนิตยสาร Time ชมว่า “หนังของผู้กำกับไรอัน จอห์นสัน มีอารมณ์ขันเกี่ยวกับตัวเอง และอารมณ์ของความสุข แต่ความมหาศาลของอารมณ์ในตัวมันนี้แหละ แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางงานที่ใช้กรีนสกรีนยิ่งใหญ่อลังการ คือเทคนิคพิเศษที่ดีที่สุดของหนัง
indieWire ให้เกรดหนังที่ A- และชมผู้กำกับว่า “ความสามารถของจอห์นสันในการสร้างสิ่งที่สดใหม่และสร้างอารมณ์ที่ให้รู้สึกร่วมได้ จากหนังที่เป็นอสุรกายของบริษัทยักษ์ใหญ่บอกเราว่า ไม่ใช่นักเล่าเรื่องที่มีจิตใจอันเสรีทุกคนจะถูกครอบงำด้วยด้านมืดของฮอลลีวู้ดได้ และบางคนยังให้ความหวังใหม่อีกด้วย
จาก LA Times บอกว่า “The Last Jedi ที่เขียนและกำกับโดยผู้กำกับอินดี้ที่มีพรสวรรค์อย่างไรอัน จอห์นสัน สร้างสมดุลได้อย่างเป๊ะทั้งในแง่ความแปลกใหม่และการหวนนึกถึงของเก่า ในการเล่าเรื่องที่น่าพึงพอใจกว่าเดิม
จาก Chicago Tribune บอกว่า “เป็นหนังที่ยาวที่สุดของหนังชุดนี้ แต่กลับไม่รู้สึกแบบนั้น ผมไม่เคยรู้สึกร่วมกับหนัง Star Wars เท่านี้นับตั้งแต่การโต้กลับของจักรวรรดิใน The Empire Strikes Back
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ปลื้มกับหนังมากนัก บทวิจารณ์ของ CNN ดูเหมือนจะชอบหนังน้อยกว่าภาคที่แล้วในบางแง่ “ขณะที่ The Force Awakens ทำหน้าที่ได้น่าพอใจในการสืบทอดหนังชุดนี้ด้วยการสร้างตัวละครใหม่ขึ้นมา แต่ Last Jedi กลับติดขัดในเรื่องนี้ หนังมีส่วนที่เท่กว่าก็จริง แต่ไม่อาจมีพลังในตอนจบมาชดเชยได้ ข้อเสียยังชวนให้แคลงใจต่อความมั่นใจของลูคัสฟิล์มที่ประกาศออกมาก่อนหนังฉายในการให้ไรอัน จอห์น ส่วนเป็นพลังเบื้องหลังไตรภาคใหม่ที่จะสร้างแยกออกไปในจักรวาลอันไกลโพ้นด้วย

Read more of this post

Advertisements

Justice League – ความเห็นนักวิจารณ์และผู้ชม

ขณะที่คะแนนเฉลี่ยของ Justice League ที่ Rotten Tomatoes ออกช้าไปหนึ่งวัน Metacritic เว็บรวมคะแนนอีกเว็บก็ได้เผยคะแนนออกมาก่อน ซึ่งเว็บนี้ต่างตรงที่จะเลือกเฉพาะคะแนนของนักวิจารณ์ชั้นนำ และให้คะแนนละเอียดกว่าครับ
คะแนนเบื้องต้นมาจาก 41 นักวิจารณ์ มีคะแนนเฉลี่ย 49/100 โดย 12 คนให้คะแนนเป็นบวก, 22 คน เป็นก้ำกึ่ง และ 7 คนเป็นลบครับ เป็นคะแนนออกมากลางๆ ดีกว่า Suicide Squad กับ Batman v Superman แต่ยังสู้ Wonder Woman ไม่ได้
ความเห็นของนักวิจารณ์ออกจะแซะแรงกว่าตัวคะแนน ด้านลบที่พูดถึงกันมากก็คือตัวร้ายที่ไม่น่ากลัวและไม่น่าเกรงขาม กับงานซีจีที่ออกมาดูค่อนข้างแย่ มีการพูดถึงส่วนผสมที่ยังไม่ลงตัวระหว่างความเป็นหนังแซ็ค สไนเดอร์ กับหนังจอส วีดอน ส่วนด้านดีของหนังอยู่ที่ทีมนักแสดง โดยเฉพาะแกล กาด็อต ในบทวันเดอร์ วูแมน, เอซรา มิลเลอร์ ในบทเดอะแฟลช และ เจสัน โมมัว ในบทอควาแมน กับส่วนที่เป็นมุกตลกดีๆ บางช่วงที่มีในหนังครับ
คะแนนสูงสุดของ Justice League ในตอนนี้มาจากริชาร์ด โรเปอร์ จาก Chicago-Sun Times ที่คะแนนเฉลี่ยออกมาราว 88/100 บอกว่า “เป็นหนังที่เล่าเรื่องการรวมทีมของซูเปอร์ฮีโร่ได้อย่างมีพลัง และสนุก” คะแนนที่สูงยังมาจากโอเว่น เกลเบอร์แมน จาก Variety ที่บอกว่า “นี่ไม่ใช่หนังเห่ยๆ มันเป็นหนังแฟรนไชส์ที่อร่อย ซึ่งสร้างระบบที่ช่วยให้หนังชุดนี้กลับเข้าที่เข้าทาง
นักวิจารณ์ที่อาจปลื้มน้อยลงมาก็คือ อีธาน แซ็คส์ จาก NY Daily News ที่มองว่าหนังมีส่วนดีอยู่พอสมควรที่ไม่ควรพลาดชม “แต่จากประวัติอันยาวนานและมากมายของตัวละครที่เป็นที่จดจำเหล่านี้บนหน้าหนังสือ หนังน่าจะทำให้เรารู้สึก…สุดยอดกว่านี้“, เช่นเดียวกับ ไท เบอร์ จาก Boston Globe ที่บอกว่า “Justice League อาจไปได้ดีกับสาวกฮาร์ดคอร์ของดีซี แต่ถ้าคุณไม่ใช่แฟน จะรู้สึกเหมือนเป็นหนังย่อยง่าย อย่างแรกคือตัวร้ายทื่อมาก
ส่วนความเห็นแรงๆ แบบสับเละก็เช่น จาก ท็อด แม็คาร์ธี นักวิจารณ์ชั้นนำของ THRมันเป็นหนังที่ฉูดฉาดจนไม่ชวนมอง และขาดจิตวิญญาณที่สร้างให้ Wonder Woman ที่ออกฉายเมื่อห้าเดือนก่อน เป็นหนังดีซีคอมมิคของวอร์เนอร์ฯ ฟอร์มใหญ่ ที่ทำให้เรามีอารมณ์ร่วมมากที่สุดจนถึงตอนนี้ การจับซูเปอร์ฮีโร่เหล่านี้มารวมยำกันไม่ได้ออกมาเป็นเนื้อเดียวกันหรือทำให้เราอยากดูหนังของพวกเขาต่อในอนาคต พูดง่ายๆ ก็คือ มันไม่สนุกเอาเลย
สำหรับความเห็นของผมแล้ว ผมมองว่ามันเป็นหนังที่ทำออกมาได้น่าพอใจ แน่นอนว่าตัวละครที่โด่งดังระดับนี้ การมารวมทีมกันทั้งที่น่าจะเปรี้ยงปร้าง แต่การเริ่มต้นจักรวาลของหนังมันไม่แข็งแรงมาตั้งแต่แรก มันเป๋ตั้งแต่แรก พื้นฐานของหนังยังไม่มั่นคงพอ ผู้สร้างเหมือนรู้ตัวแล้ว และพยายามทำให้ Justice League กลับมาทรงตัวได้ มันรู้ตัวว่าตอนนี้เป็นได้แค่ซีรี่ส์การ์ตูนเน็ตเวิร์ค ก็เป็นการ์ตูนให้ดีเท่าที่ทำได้ให้ดีที่สุด ไม่พยายามเป็นหนังออสการ์ ไม่พยายามเป็น The Dark Knight แล้วทำไม่ถึงให้ตัวเองเจ็บ มีแผลฉกรรจ์ มันอาจง่ายๆ ทื่อๆ กลวงๆ แต่มันก็ดูเพลินดีแหละ อยู่ในเกณฑ์สอบผ่าน
ดูแล้วนึกถึงพวกนักร้องไอดอลฝึกหัดที่พื้นฐานยังไม่แน่น แล้วได้เพลงที่เหมาะสมกับตัวเองแบบเพลง “ผ้าเช็ดหน้า” หรือ “พี่สาวครับ” แล้วใช้ทักษะกับเสน่ห์ส่วนตัวให้เป็นประโยชน์ที่สุดในการให้ความบันเทิงให้เราดูแล้วยิ้มตามบ้าง ขณะที่ Batman v Superman เป็นนักร้องในระดับเดียวกัน แต่พยายามไปร้องเพลงวิทนีย์ ฮุสตัน, ซิลีน ดิออน หรือ เจนนิเฟอร์ คิ้ม แล้วเต็มไปด้วยการร้องผิดคีย์
ความเห็นเพิ่มเติมของผู้ชมอยู่ด้านในครับ

Read more of this post

ความเห็นแรกต่อหนัง Justice League ออกมา “โอเค”

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้เชิญบล็อกเกอร์กับนักวิจารณ์กลุ่มหนึ่งไปชม Justice League เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งขณะที่อนุญาตให้ปล่อยบทวิจารณ์ได้เพียง 1 วัน ก่อนหนังฉายในสหรัฐ ความเห็นต่อหนังที่จะเขียนลงบนทวิตเตอร์นั้นได้รับการอนุญาตให้ลงได้วันนี้ครับ
ความเห็นที่ผ่านตาโดยรวมบอกว่า ดีกว่า Suicide Squad และ Batman v Superman แต่ไม่ได้ชื่นชมในระดับ Wonder Woman ดูเหมือนมีความยุ่งเหยิงบ้างในด้านการเล่าเรื่อง แต่หนังเด่นในด้านการสร้างตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ทั้งห้าให้น่าจดจำและสนุกครับ ด้านล่างนี้เป็นความเห็นส่วนหนึ่งที่ผมนำมาให้อ่าน
Justice League ดีกว่าที่คาด แต่ไม่ได้เข้าเป้าเต็มแรง ปฏิกิริยาระหว่างกันของทีมเป็นอะไรที่สนุกมาก หนังได้ส่งให้ DCEU ไปยังในทิศทางที่รู้สึกมีความหวังแบบที่แบรนด์ควรไป แฟลชกับอคาแมนขโมยซีน ไซบอร์กกับตัวร้ายคือจุดอ่อน บางครั้งชัดเจนมาก แต่บางครั้งก็ไม่ ยังรู้สึกเหมือนเป็นหนังสไนเดอร์ โดยใส่กลิ่นอายของวีดอน” – Peter Sciretta (@slashfilm)
Justice League ดีกว่า Suicide Squad และ Batman v Superman มันกำยำล่ำสัน ดุดัน เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นของซูเปอร์ฮีโร่ ผมชอบส่วนเบาๆ ทั้งหมดของหนัง ผมคิดว่ามีหนึ่งในฉากบู๊ที่ยอดเยี่ยมที่สุดใน DCEU และแน่นอนว่าวันเดอร์วูแมนขโมยซีน ผมคิดว่าถ้าคุณไปดู Justice League เพื่อดูซูเปอร์ฮีโร่คนโปรดออกมาแสดงพลังพิเศษและเท่ในแบบที่คุณชอบ คุณจะได้เห็นในหนังเยอะมาก มีฉากแอ็คชั่นเยอะมาก และมีฉากซูเปอร์ฮีโร่แสดงความเป็นซูเปอร์ฮีโร่เยอะมาก” – ErikDavis (@ErikDavis)
Justice League เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่สนุก มีความฮา แต่ก็ยังเป็นหนังการผจญภัยของซูเปอร์ฮีโร่ ทำให้นึกถึงตอน Justice League Unlimited ชอบปฏิกิริยาระหว่างกันของซูเปอร์ฮีโร่ที่น่าจดจำ มีปัญหาเรื่องตัวร้าย (แต่ไม่เท่ามาร์เวล)” – @aaronsagers
Justice League ดีและสนุกมาก จะต้องเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชมๆ ไม่ใช่แค่ในหมู่แฟนๆ แต่ยังเป็นผู้ชมกระแสหลักและครอบครัว” – Mark Hughes (@markhughesfilms) 
Justice League มีความบันเทิงเต็มขั้น แม้จะมีปัญหาบ้าง พวกเขาเล่นแร่แปรธาตุแปลกๆ ได้สำเร็จกว่าที่ควรเป็น เนื้อเรื่องไม่เข้มข้น แต่เหล่าลีกสุดยอด สนุกมากในการดูพวกเขาบู๊ด้วยกัน วันเดอร์วูแมนเด่นสุดอยู่แล้ว” – Haleigh Foutch (@HaleighFoutch)
Justice League มีเนื้อเรื่องบางเบา และมีปัญหาเรื่องซีจีบางจุดมากๆ แต่มันมีหัวใจและพลังบวกที่ใช้การได้ดี โดยรวมแล้วสนุก และรอคอยที่จะดูหนังของตัวละครเหล่านี้” – Perri Nemiroff (@PNemiroff)
ผู้คนที่เคยบ่นเรื่องหนัง DC มืดหม่นเกินไป กำลังจะได้เห็นด้านสว่าง ผมมีเรื่องที่จะพูดถึง Justice League เยอะ แต่จะรอจนหนังฉายก่อนถึงจะพูดเต็มๆ แต่มีสองอย่างที่ควรต้องรู้ อยู่จนถึงท้ายเครดิต และ เจสัน โมมัว สุดยอดมากในบทอควาแมน” – Steven Weintraub (@colliderfrosty)
มีหลายอย่างที่ฉันอยากเปลี่ยนมัน แต่สรุปแล้ว ฉันสนุกมาก ฉันได้เห็นทีมรวมพลังกันและสนุกในการรับชม เอซรา มิลเลอร์ ขโมยซีน ส่วนวันเดอร์วูแมนก็ไม่มีที่ติ” – Jenna Busch (@JennaBusch)
Justice League สนุก และประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านตัวละคร แต่ล้มเหลวในการเล่าเรื่อง มันเป็นหนังที่ผสมผสานคนปรุงสองคนซึ่งได้นักแสดงช่วยไว้ให้รอด ที่มาช่วยสร้างความรู้สึกร่วม ความฮา และความหวัง สู่ DCEU แต่ยังมีจุดอ่อนอยู่ จุดบอดหลักของหนังอยู่ที่การเดินเครื่องเร็วเหมือนรัวปืนกล ขาดความลึกลับน่าตื่นเต้น และตัวร้ายที่ไม่น่ากลัว ไม่น่าเกรงขาม หรือจดจำเอาเลย โชคดีที่เหล่าจัสทีซลีกไม่เป็นจุดอ่อนเช่นนั้น” – Paul Shirey (@arcticninjapaul)
Justice League เป็นหนังที่โอเค การเล่นเรื่องยุ่งเหยิง ภัยคุกคามไม่เวิร์ค และตัวร้ายไม่เจ๋ง แต่เหล่าฮีโร่นั้นสุดยอด ตลก และมีงานตัวละครบางอย่างที่มีประสิทธิภาพอย่างคาดไม่ถึง ผมไม่ได้รักหนังเรื่องนี้ แต่หนังก็มีของดีๆ ให้ตื่นเต้นรอคอยในอนาคต” – Germain Lussier (@GermainLussier)
Justice League ใช้ได้ มีความต่อเนื่องมากกว่า แต่มีความแปลกเฉพาะตัวน้อยลงกว่า Batman v Superman (ซึ่งฉันชอบ จะล้อยังไงก็เอาเลย) และพยายามอย่างมากที่จะเติมความสว่างสดใสให้ความมืดหม่นอึมครึมของจักรวาลดีซี มีมุกตลกและสารพัดสิ่ง” – Angie J. Han
Justice League เป็นหนังที่โอเค สนุก ตัวละครบันเทิง ทีมนักแสดงเข้าขากันดี อยากเห็นพวกเขาอีกในอนาคต ภาพดูเหมือนหนังสไนเดอร์ แต่เสียงและการเดินเรื่องเหมือนหนังวีดอน มันมีปัญหาอยู่พอสมควร แต่คงจะเล่าละเอียดเมื่อลงบทวิจารณ์ได้อาทิตย์ ข่าวดีก็คือมันบันเทิง” – Jim Vejvoda
“ไม่มีอะไรช่วย Justice League ได้ จากความโฉ่งฉ่าง น่าเกลียด และไม่มีรสนิยมของมัน ไม่แม้แต่วันเดอร์วูแมน, ไม่แม้แต่ดวงตาโตๆ ของเอซรา มิลเลอร์ ไม่แม้แต่การรื้อแล้วสร้างใหม่ที่ฉลาดของจอส วีดอน และหนวดของเฮนรี่ คาวิลล์ เป็นตัวปัญหาของจริง มันทำให้ใบหน้าของเขาไม่เป็นธรรมชาติ” – Josh L. Dickey

Read more of this post

The Big Sick – ความเห็นผู้ชมบอกว่าเซอร์ไพรส์ ตลก ซึ้ง คมคาย และมีสิทธิ์ลุ้นออสการ์

The Big Sick หรือในชื่อไทย “รักมันป่วย (ซวยแล้วเราเข้ากันไม่ได้) เป็นหนังที่นักวิจารณ์ในสหรัฐโหวตให้เป็นหนังที่ดีที่สุดในครึ่งปีแรกครับ เป็นรองเพียง Get Out เรื่องเดียว และตอนนี้ ก็ได้เข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้แล้ว
หนังอิงจากเรื่องจริงของคุเมล นันจิอานี ซึ่งนำแสดงเองในหนัง และร่วมเขียนบทเรื่องนี้กับเอมิลี่ วี. กอร์ดอน ภรรยาของเขา และให้ไมเคิล โชวอลเตอร์ กำกับ เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของพวกเขาเองทั้งคู่ในช่วงพบรักกัน แล้วพบว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมได้กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ ครอบครัวปากีสถานของคุเมลอยากให้เขาแต่งงานกับคนเชื้อสายเดียวกัน คุเมลจึงต้องปกปิดความลับเรื่องความสัมพันธ์กับเอมิลี่ ขณะเดียวกันคุเมลก็ปกปิดเอมิลี่เรื่องครอบครัว จนเมื่อเอมิลี่รู้ความจริง ทุกอย่างก็พังครืน
แต่แล้วเมื่อเอมิลี่ป่วยเข้าโรงพยาบาล และหมอต้องให้เธอโคม่า คุเมลได้พบกับพ่อแม่ของเอมิลี่และได้เรียนรู้จักว่าความจริงใจนั้นดีแค่ไหน และเอมิลี่คือคนที่เขารักแค่ไหน เขาจึงพยายามทุกอย่างที่จะหาทางให้ความสัมพันธ์กลับมาดีดังเดิม
หนังได้คำวิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในหนังที่เขียนบทดีที่สุดของปีนี้ และกำลังถูกดันอย่างมากให้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาบทดั้งเดิมครับ
หนังมีรอบสื่อที่บ้านเราไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ และเสียงส่วนใหญ่ก็ออกมาเป็นบวก ชื่นชมบทหนังที่คมคาย จับต้องได้ การแสดงที่ดูจริง มุกตลกในหนัง และความซึ้งใจของเรื่องราว อ่านได้ที่ด้านในพร้อมกับตัวอย่างหนังครับ

Read more of this post

Tokyo Ghoul – ความเห็นผู้ชมและนักวิจารณ์

หนังที่ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องล่าสุด Tokyo Ghoul ได้เข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้ครับ ตามความเห็นจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชม ดูเหมือนจะชอบตัวละครของหนังกันเป็นส่วนใหญ่ และความที่ซื่อตรงกับต้นฉบับ มีความโหดปนสยอง ขณะที่ส่วนที่ไม่ชอบก็ดูเหมือนอยู่ที่การเล่าเรื่องกับเทคนิคพิเศษครับ
วาไรตี้บอกว่า เคนทาโระ ฮาจิวาระ ที่กำกับหนังเป็นครั้งแรก ทำส่วนดราม่าของหนังออกมาได้ใช่ สามารถทำให้สงสารตัวละครที่ต้องใช้ชีวิตอยู่สองโลก แต่กลับด้อยเรื่องเทคนิคพิเศษจนบางครั้งดูไม่น่าเชื่อ ส่วนความเห็นจากเจแปนไทมส์เทียบหนังเรื่องนี้กับ Parasyte ในแง่ที่ตัวละครต้องอยู่ในสองโลกคล้ายกัน เพียงแต่ Tokyo Ghoul บริหารสัดส่วนหนังได้ดีกว่า ขณะที่ทำฉากแอ็คชั่นได้ตื่นเต้นและฉากตึงเครียดได้ระทึก
ความเห็นจากฟิล์มสคูลรีเจ็คบอกว่า “มันเหมือนเป็นหนังที่ออกแบบมาเพื่อคนที่ยังไม่ได้รู้จัก แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจทำให้ผู้ชมกระหายหิวที่จะดูต่อ
Tokyo Ghoul ดัดแปลงจากงานในชื่อเดียวกันของซุย อิชิดะ บอกเล่าเรื่องราวในโลกจินตนาการที่มีสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่ากูล มีรูปร่างภายนอกคล้ายมนุษย์ แต่มีความเหนือมนุษย์ทั้งความแข็งแกร่งและความว่องไว ซึ่งได้อาศัยแอบแฝงรวมอยู่กับมนุษย์ทั่วไปและกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร ตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กมัธยมชื่อ เคน คาเนกิ (มาซาทากะ คุโบตะ) ที่ถูกกูลชื่อริเสะไล่ฆ่า แต่รอดมาได้พร้อมอาการบาดเจ็บปางตาย หมอใช้เลือกของริสะซึ่งเสียชีวิตถ่ายให้เขาในการรักษา ทำให้เคนกลายเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งกูลที่ต้องกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร ทำให้เขาต้องปกปิดความลับนี้จากคนรอบข้างและระวังตัวจากหน่วยงานรัฐบาลที่ออกตามกำจัดกูล
อ่านความเห็นจากผู้ชมในบ้านเราที่ด้านใน

Read more of this post

Thor: Ragnarok – ความเห็นเบื้องต้นจากรอบสื่อบอกว่า “ฮา”, ธอมป์สัน กับ โกลด์บลัม เด่น

มาร์เวลกับดิสนีย์ได้ฉาย Thor: Ragnarok ให้สื่อมวลชนในสหรัฐได้ชมกันไปแล้ว และยอมให้ปล่อยความเห็นลงบนทวิตเตอร์ได้เลยล่วงหน้าก่อนหนังฉายร่วมเดือน เป็นการบอกว่าพวกเขามั่นใจต่อหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับไทกา ไวทีที มากๆ ครับ ซึ่งความเห็นโดยรวมก็เป็นไปตามที่พวกเขามั่นใจ เสียงส่วนใหญ่บอกว่าเป็นหนังที่สนุกและฮา ความตลกของหนังโดดเด่นเหนือดราม่าและฉากแอ็คชั่น เป็นหนังชุด Thor ที่ดีที่สุดในสามภาค แม้ว่าจะมีข้อติติงในบางเรื่องบ้าง ส่วนในเรื่องของนักแสดงนั้น เทสซา ธอมป์สัน กับ เจฟฟ์ โกลด์บลัม ถูกกล่าวถึงมากที่สุดว่าเป็นตัวละครที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ครับ
บทวิจารณ์ยาวๆ ได้รับอนุญาตให้ปล่อยได้ในสัปดาห์หน้าครับ คงต้องมารอดูกันว่าจะแตกต่างจากความเห็นเบื้องต้นนี้มากแค่ไหน แต่ลองมาอ่านส่วนหนึ่งกันดูก่อนครับ
“ขอยกให้เทสซา ฮอมป์สัน เป็นส่วนที่ดีที่สุดของ Thor: Ragnarok เธอเจ๋ง หวังว่าเธอจะได้เป็น New Avengers ในสักวัน เคต แบลนเช็ตต์ ก็สนุกด้วย ส่วนที่เหลือในหนัง อาจมีความก้ำกึ่งบ้าง ผมคิดว่าหลายส่วนในหนังคงฮาแตก (ถ้าไม่ยาวเกินไป) แต่ผมรู้สึกเป็นคนเดียวที่นานๆ จะหัวเราะสักครั้ง งานสร้างยอดเยี่ยม ไทกามีวิสัยทัศน์ คงน่าสนใจว่าผลตอบรับจะออกมาเป็นยังไง ผมอยากบอกด้วยว่าผมชอบเจฟฟ์ โกลด์บลัม แต่นั่นมันตายตัวอยู่แล้ว ไอดริส เอลบา ได้มีบทมากขึ้นด้วยซึ่งดี” – เกรกกอรี เอลล์วู้ด, The Playlist
Thor: Ragnarok สนุกเป็นตัน มีหนัง MCU ที่มีโครงเรื่องจำกัดอยู่ในตัวเอง แต่งานตัวละครเจ๋งสุดยอด และการผจญภัยก็ตื่นเต้น เป็นหนัง Thor ภาคที่ดีที่สุด ฮัลค์เป็นตัวขโมยซีนอีกครั้ง และหลายครั้งเป็นเพราะฮัลค์ที่พูดได้ซะที ดีใจที่เห็นฮัลค์ขึ้นจอใหญ่อีก” – เอริก ไอเซนเบิร์ก, Cinema Blend
Thor: Ragnarok เป็นหนัง MCU ที่สนุกเต็มๆ ดนตรีดี แบลนเช็ตต์สุดยอด ภาพและอารมณ์เหมือนวิดีโอเกมยุค 80 หนังเป๋นิดๆ แต่โดยรวมแล้วบันเทิง ธอมป์สันก็ยอดเยี่ยมด้วย พลิกโฉมโมเดลผู้หญิงเท่ๆ ไปเลย หนังมีอารมณ์ความคล้าย Ghost Protocol ในบางครั้ง” – สก็อต เมนเดลซอห์น, Forbes
Thor: Ragnarok เป็นหนังที่ทำให้หัวเราะดังมากตั้งแต่ต้นจนจบ เป๋นิดๆ ในช่วงองก์แรก แต่เอาคืนมาได้เมื่อหนังมีความเพี้ยนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวละครใหม่ๆ โดดเด่นมาก แต่เทสซา ฮอมป์สัน เฉิดฉายที่สุดในหนังเรื่องนี้ ขอคาราวะแด่วัลครี” – เฮลีห์ เฟาท์, Collider
Thor: Ragnarok เป็นหนึ่งในหนังที่ฮาที่สุดของมาร์เวลสตูดิโอจนถึงตอนนี้ แต่ที่แน่ๆ คือเป็นหนัง Thor ภาคที่ดีที่สุด ชอบดนตรีของมาร์ค มาเธอร์บากห์ มาก มุกตลกกับตัวละครเด่นเหนือดราม่ากับแอ็คชั่น นี่จะเป็นหนังที่ผู้ชมไม่รักก็เกลียด” – ปีเตอร์ ซิเรตตา, Slashfilm
Thor: Ragnarok เป็นหนัง Thor ภาคที่ดีที่สุด แต่ยังคิดว่าเป็นแค่หนังดี แต่ไม่ได้โดดเด่น” – จิม เวจโวดา, IGN
Thor: Ragnarok เป็นหนังสนุกล้วนๆ เป็นหนังที่ฮาตั้งแต่ต้นจนจบด้วยการแสดงที่เพี้ยนๆ และฉากแอ็คชั่นน่าตื่นเต้น เทสซา ฮอมป์สัน คือผู้เล่นทรงคุณค่าที่สุด” – เจอร์เมน ลุสซิเออร์, io9
Thor: Ragnarok ไม่ดี การแสดงของเฮมส์เวิร์ธโดดเด่น อาจเป็นส่วนที่ดีที่สุดในหนัง ส่วนที่แย่ที่สุดคือบท หนังควรทำให้ฉันตื่นเต้นกับ Avengers: Infinity War แต่กลับทำให้รู้สึกตรงข้าม แต่ฉันก็ยังเชื่อมั่นใน MCU นะ” – มิเคลา ฟาราห์มานด์, Scrrenwriter
Thor: Ragnarok สนุกเฮฮาไร้สาระ เป็นหนังที่ตลกที่สุดใน MCU ที่ไม่ใช่ Guardians of the Galaxy ทุกคนที่อยู่ในหนังตลก ดนตรี(มาเธอร์บากห์)กับฉากต่อสู้ยอดเยี่ยม, ขอคาราวะแด่ไทกา ไวทีที ที่สร้างหนังที่ร่ายกาจและฮากลิ้งที่สุดใน MCU” – เดวิด แดเนียล, CNN
Thor: Ragnarok ฮากลิ้ง, เพี้ยน, มุกแหวกแนว, เรโทร และ หรูหรา ชอบที่มาร์เวลให้ไทกา ไวทีที สร้างหนังที่มีความไวทีทีอย่างที่สุด เจฟฟ์ โกลด์บลัมโดดเด่นมาก แต่เป็นไปตามคาดอยู่แล้ว ดูเขาสิ” – เควิน โพโลวี, Yahoo
Spider-Man: Homecoming ยังคงเป็นหนังมาร์เวลที่ชอบที่สุดในปี 2017 แต่ Thor: Ragnarok เป็นหนัง Thor ภาคที่ดีที่สุดได้สบายๆ” – คอนเนอร์ ชเวิร์ดต์เฟเจอร์, Cinema Blend
Thor: Ragnarok มีเซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่ผมไม่รู้มาก่อน หนึ่งในนั้นน่าทึ่งมาก และน่าจะเป็นฉากที่ตลกที่สุดกว่าหนังมาร์เวลทุกเรื่อง ดนตรีกับซาวด์แทร็ควิเศษมาก และงานภาพก็บ้าคลั่ง” – สตีเวน เวนทรอบ, Collider

Read more of this post

Flatliners ฉบับสร้างใหม่ ได้คะแนน 0% จาก Rotten Tomatoes

Flatliners ของโซนีพิคเจอร์สดูเหมือนว่าจะดับสมชื่อหนังครับ เพราะได้รับเกลียดที่นานๆ จะมีสักครั้งจากการประเมินคะแนนวิจารณ์หนังของ Rotten Tomatoes นั่นก็คือ 0% ครับ จาก 36 บทวิจารณ์ในตอนนี้ที่รวบรวมมา
อย่างที่เรารู้กันคือ เว็บนี้ประเมินคะแนนโดยคิดเปอร์เซ็นต์จากนักวิจารณ์ที่ให้คะแนนหนังในระดับสอบผ่าน หรือราว 6/10 ซึ่งการได้ 0% แปลว่าไม่มีนักวิจารณ์คนไหนในตอนนี้ให้คะแนนเกินระดับสอบผ่านเลย โดยคะแนนเฉลี่ยของหนังอยู่ที่ 3.5/10 ครับ
แต่หากดูที่คะแนนของ Metacritic แล้ว ต่ำกว่านั้นอีกครับ เพราะได้คะแนน 31/100 ถือว่าเป็นหนังแย่โดยเอกฉันท์ก็ว่าได้ และมีคะแนน Rotten Tomatoes ต่ำกว่า 49% ของต้นฉบับที่กำกับโดยโจล ชูมัคเกอร์ ออกฉาย 1990 อย่างห่างไกล (เพิ่งรู้ว่าคะแนนต้นฉบับก็ไม่ได้ดีเหมือนกันครับ แต่ตอนที่หนังฉาย เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมดูแล้วชอบมาก)
หนังเป็นเรื่องราวของนักศึกษาแพทย์ที่ทดลองตายในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วให้เพื่อนทำให้ฟื้นขึ้นมา ทุกคนรู้สึกดีขึ้นหลังจากที่ได้ทดลองตาย แต่ก็พบในภายหลังว่าได้นำบางอย่างที่น่ากลัวจากโลกของความตายกลับมาด้วย เอลเลน เพจ รับบทเป็นผู้นำการทดลองครั้งนี้ สมทบด้วยดิเอโก ลูนา, เจมส์ นอร์ตัน, นีนา โดเบรฟ และ เคียร์ซีย์ คลีมอนส์ หนังมีนีลส์ อาร์เดน ออพเลฟ จาก The Girl with the Dragon Tattoo ต้นฉบับ มารับหน้าที่กำกับจากบทของเบน ริปลี่ ผู้เขียน Source Code ครับ
ปีเตอร์ เทรเวอร์ส นักวิจารณ์จาก The Rolling Stone ให้ความเห็นถึงหนังว่า “ฉบับสร้างใหม่ของหนังเขย่าขวัญงี่เง่าปี 1990 ที่นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ต เป็นอะไรที่โง่เขลาและน่าเบื่อจนอยากสลบยิ่งกว่าต้นฉบับเสียอีก
แมต ซอลเลอร์ ซีตซ์ จาก RogerEbert.Com บอกว่า “มันมีแนวคิดที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเป็นหนัง แต่น่าเสียดายที่ Flatliners เป็นการพยายามอันล้มเหลวครั้งที่สองที่จะทำให้ดีเท่าต้นฉบับ
คริสตี้ พัชโก จาก Nerdist ให้ความเห็นว่า “ต้องยกความดีให้ทีมนักแสดงที่พยายามที่จะช่วยให้หนังมีชีวิตขึ้นมาบ้าง แต่บทหนังที่มีความลึกพอๆ กับอ่างอาบน้ำของทารกไม่อาจช่วยให้กอบกู้ได้
คริสเตียน โฮลับ จาก Entertainment Weekly บอกว่า “เราอยู่ในยุคที่มีการรีเมกหนังที่ไม่มีความจำเป็น แต่ Flatliners ฉบับใหม่น่าจะเป็นหนังที่ไม่มีความจำเป็นกว่าทุกเรื่อง
และอีกความเห็นจากบทวิจารณ์ของ One Guy Opinion บอกว่า “แง่คิดของหนังเขย่าขวัญฉบับปี 1990 เรื่องนี้ก็คือ เราต้องยอมรับในความผิดพลาดของตัวเอง ถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้สร้างและทีมนักแสดงของฉบับใหม่นี้จำเป็นต้องขอโทษโดยทันที
ทั้งหมดเป็นคำวิจารณ์ส่วนหนึ่งครับ

Read more of this post