Advertisements

ชม “Roots ทาสทรนง” เรื่องราวเข้มข้นของการดิ้นรนเพื่ออิสรภาพ ทาง ThaiPBS ทุกวันอาทิตย์ 21.10 น.

ในปี 1977 ได้เกิดปรากฏการณ์สำคัญในแวดวงโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกา นั่นก็คือมินิซีรี่ส์ชุด Roots ที่ไม่เพียงฉีกความเชื่อเดิมๆ ว่าต้องเป็นเรื่องราวของคนขาวเท่านั้น ผู้ชมในสหรัฐถึงจะสนใจดู แต่ยังกลายเป็นมินิซีรี่ส์ที่มีจำนวนผู้ชมสูงที่สุดเป็นประวัติกาลด้วย โดยตอนจบมีผู้ชมกว่า 100 ล้านคน และมีเรตติ้งของนีลเส็งสูงที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ทั้งยังกวาดรางวัลเอ็มมี่มาถึง 9 รางวัล และคว้ารางวัลลูกโลกทองคำประเภทซีรี่ส์ดราม่ามาครอบครอง

ความสำเร็จของมินิซีรี่ส์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความเข้มข้นของเรื่องราว และการแสดงอันทรงพลังเท่านั้น แต่เพราะเรื่องราวของทาสคือประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของอเมริกาที่ก่อนหน้านั้นเคยถูกมองข้าม และมันทำให้ชาวอเมริกันได้รับรู้เกี่ยวกับบ้านเมืองของพวกเขาอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรือแค่รู้มาก่อนเพียงผิวเผิน

Roots ได้เข้ามาฉายในบ้านเราด้วยในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้นทางช่อง 3 ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ทาส” และก็กลายเป็นหนังชุดที่โด่งดังอีกเรื่องของบ้านเราจนต้องนำกลับมาฉายซ้ำในช่วงเย็น รวมถึงทำให้ชื่อของตัวเอกอย่าง “คุนต้า คินเต้” เป็นที่รู้จักแพร่หลายพอๆ กับ “ก๊วยเจ๋ง” หรือ “อึ้งย้ง” ตอนนี้ มินิซีรี่ส์ชุดดังกล่าวได้มีการนำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งแล้วครับ และสถานีไทยพีบีเอสก็ได้นำมาฉายทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.10 น. ตั้งชื่อใหม่ว่า “ทาสทรนง” ให้ผู้ที่เคยประทับใจกับเรื่องราวนี้ได้ย้อนความหลังกันอีกครั้ง และให้ผู้ชมรุ่นใหม่ได้รับรู้ถึงความพิเศษของเรื่องราวอันเข้มข้นนี้

Roots ดัดแปลงจากหนังสือขายดีของอเล็กซ์ เฮลี่ย์ ที่ออกตีพิมพ์ในปี 1976 เฮลี่ย์ได้เนื้อเรื่องมาจากการค้นคว้าและคำบอกเล่าหลังจากที่เขาอยากรู้ว่าบรรพบุรุษของเขาเป็นใคร ซึ่งนำพาเขาไปพบกับเรื่องราวของคุนต้า คินเต้ นักรบชนเผ่าแมนดินกาในแอฟริกตาใต้ที่ถูกจับตัวมาเป็นทาสอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนียในปี 1750 เขาจำต้องใช้ชื่อใหม่ว่า “โทบี้” ตามที่นายทาสตั้ง ไม่เช่นนั้นก็จะต้องโดนทารุณจนแสนสาหัส แต่เขายังคิดว่าตัวเองคือคุนต้า คินเต้ อยู่เสมอ และพยายามที่จะหลบหนีเพื่อให้ตัวเองเป็นไทอยู่ตลอดเวลา

เมื่อคุนต้า คินเต้ มีครอบครัวแล้ว เขาจำเป็นต้องทิ้งความคิดที่จะหลบหนี แต่ก็ปลูกฝังแนวคิดเรื่อง “อิสรภาพ” แก่คิซซี่ผู้เป็นลูกสาวซึ่งดูเหมือนว่าจะพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ ไม่คิดดิ้นรนอะไรจนเมื่อเธอถูกนายทาสข่มขืนอย่างโหดร้าย เธอจึงได้คิดถึงคำพูดของพ่อ และก็ถ่ายทอดแนวคิดนั้นมาให้แก่จอร์จ ลูกชาย ผู้เป็นนักเลี้ยงไก่ชนคนโปรดของนายทาส โดยหารู้ไม่ว่าถูกนายทาสหลอกใช้ นายทาสส่งจอร์จไปใช้หนี้พนันโดยไปเป็นทาสอยู่ที่อังกฤษถึง 20 จนมีอิสระในที่สุด และกลับมาเพื่อหาทางช่วยปลดปล่อยครอบครัวของเขา

The Wolper Organization ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตมินิซีรี่ส์ดั้งเดิมคือผู้อยู่เบื้องหลังฉบับสร้างใหม่นี้ครับ โดยร่วมมือกับช่อง History ของสหรัฐในการสร้าง และได้ผู้กำกับชั้นนำอย่างฟิลิป นอยซ์ (Patriot Games, Clear and Present Danger), มาริโอ แวนพีเบิลส์ (We the Party, Posse), โทมัส คาร์เตอร์ (Coach Carter) และ บรูซ เบเรสฟอร์ด (Bonnie & Clyde, Driving Miss Daisy) มาร่วมกันกำกับ พร้อมนักแสดงคุณภาพชั้นนำอย่างโจนาธาน ไรส์ เมเยอร์, แอนนา พาคลิน, ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น, ฟอเรสต์ วิเทเกอร์, แมทธิว กูดดี้, เจมส์ เพียวฟอย มาร่วมสร้างสีสันให้แก่ตัวเอกที่รับบทโดย มาลาคี เคอร์บี้ (คุนต้า คินเต้), เอนีกา โนนี โรส (คีซซี่) และ เรเก-จีน เพจ (จอร์จ)

มินิซีรี่ส์ฉบับใหม่มีการปรับแต่งให้เนื้อหาร่วมสมัยมากขึ้น และใช้เทคโนโลยีสมัยมามาช่วยในการสร้างซึ่งกลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่นักวิจารณ์ชอบกันครับ พอๆ กับความซื่อตรงต่อบทประพันธ์และการแสดงอันทรงพลังของทีมนักแสดง ทั้งยังมีฉากรุนแรงที่แสดงให้เห็นถึงความป่าเถื่อนของระบบทาสในแบบที่ต้นฉบับไม่กล้าแสดงให้ดูตรงๆ คะแนนที่ Rotten Tomatoes สูงถึง 8.27/10 และนักวิจารณ์ชอบถึง 98% เลยทีเดียว ขณะที่คะแนนวิจารณ์ที่ Metacritic ก็สูงถึง 83/100 ครับ แปลว่าฉบับใหม่นี้มีคุณค่าใกล้เคียงกับต้นฉบับเลยครับ

นอกจากเรื่องราวอันน่าประทับใจว่าด้วยการดิ้นรนของครอบครัวหนึ่งที่ต้องใช้ทั้งความรักและความกล้าหาญอย่างมากในการฝ่าฟันกว่าหลายชั่วอายุคนให้พ้นจากการเป็นทาสแล้ว สิ่งที่เราจะได้จากการชมมินิซีรี่ส์ Roots ก็คือ การได้ตระหนักถึงคุณค่าสำคัญของ “อิสรภาพ” และการไม่หลงลืมว่า “รากเหง้า” ของตัวเอง

ติดตามชม “Roots ทาสทรนง” ได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.10 น. ทางสถานีไทยพีบีเอสครับ

**บทความสปอนเซอร์**

Read more of this post

Advertisements

บทวิจารณ์: KAAN การเดินทางสู่โลกวรรณคดีไทยมหัศจรรย์ใหม่อีกครั้ง

รอบ 20.00 น. วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2560

โรงละครดีลักษณ์ ซินีมาติก เธียเตอร์ พัทยา

(บทความสปอนเซอร์)

 

เรื่องราวของ “คาน” (KAAN) การแสดงสดด้วยรูปแบบสื่อผสมชุดใหม่ที่พัทยา ผลงานการสร้างของปัญจลักษณ์พาสุข บริษัทที่มีเหล่าทีมงานจีดีเอชมาร่วมลงทุน เล่าถึงเด็กหนุ่มที่มีชื่อเดียวกับชื่อการแสดง ผู้ที่เบื่อกับการอ่านวรรณคดีไทยแบบเดิมๆ ในห้องสมุด และชอบเล่นโทรศัพท์มือถือมากกว่า จนเมื่อบรรณารักษ์นำหนังสือเล่มยักษ์หน้าตาประหลาดที่มีชื่อเดียวกับเขามาให้อ่าน การเปิดหนังสือเล่มนั้นได้ทำให้รูปปั้น “กบิลปักษา” ของห้องสมุดกลับมามีชีวิต แล้วทั้งคู่ก็ถูกดูดสู่โลกในหนังสือที่เป็นเหตุการณ์สำคัญๆ ในนิทานพื้นบ้านและวรรณคดีไทยหลายเรื่อง ทั้งพระอภัยมณี, กินรี, เมขลา-รามสูร, สังข์ทอง, ไกรทอง และรามเกียรติ คานกับกบิลปักษาต้องผจญภัยไปพบกับทั้งยักษ์, สัตว์ในวรรณคดี, ชาละวัน และอีกมากมาย โดยทางเดียวที่จะกลับออกมาได้ก็คือการตามหากุญแจที่ใช้ไขเปิดหนังสือเล่มนั้น

แม้เรื่องราววรรณคดีไทยและนิทานพื้นบ้านเหล่านั้นเคยถูกดัดแปลงมาแล้วซ้ำๆ ทั้งในรูปแบบของโขน ลิเก ละครเวที ละครทีวีจักรๆ วงศ์ๆ และภาพยนตร์ แต่ผู้สร้าง “คาน” ที่มีปวีณ ภูริจิตปัญญา จากหนัง “บอดี้ ศพ 19” มารับหน้าที่กำกับ และมียงยุทธ ทองกองทุน มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ ก็บอกเราว่าการแสดงอันตระการตาที่โรงละครแห่งใหม่ที่พัทยานี้ จะเป็นการพาเราเดินทางสู่โลกอันมหัศจรรย์แห่งใหม่แบบที่ไม่เหมือนใครมาก่อน และพวกเขาก็ทำได้อย่างที่รับปากไว้ เราเพลิดเพลินเจริญตาและตื่นตาตื่นใจไปกับโลกในวรรณคดีไทยที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่นี้ตลอด 90 นาที และมีความแปลกใหม่เหมือนเราเพิ่งได้สัมผัสครั้งแรกจริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมหัศจรรย์ยิ่งกว่าคือเวทย์มนต์ที่พวกเขานำมาใช้เนรมิตการแสดง ที่ดึงพลังความสามารถของมนุษย์ พลังกาย พลังใจ พลังความคิดสร้างสรรค์ มาผสมผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างค่อนข้างกลมกลืน และน่าอัศจรรย์ เป็นประสบการณ์ที่ควรได้ชมมากกว่าหนึ่งครั้งจริงๆ

แต่ละชุดของการแสดงใช้สื่อผสมหลายหลากในการเล่าเรื่อง ที่มีทั้งการฉายภาพยนตร์ด้วยความคมชัดสูงในระบบหลายจอ คล้าย Screen X มาผสมผสานกันอย่างสอดคล้องกับการแสดงที่มีตั้งแต่ละครเวที, จินตลีลา, ระบำรำฟ้อนในรูปแบบต่างๆ, กายกรรมห้อยโหนโจนทะยาน, ละครสัตว์ และการแสดงสตันท์โชว์อันผาดโผน ที่ผ่านการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีและยาวนาน ใส่ลูกเล่นของระบบละครเวทีอันทันสมัยและไฮเทคระดับโลก ตั้งแต่หุ่นยนต์และหุ่นเชิดขนาดมหึมา, แสงสีอันวิจิตร, ประตูกลกับกลไลชักลอกอันทันสมัย จนเกิดเป็นการแสดงที่เต็มไปด้วยพลัง มีชีวิตชีวา สนุก น่าตื่นเต้น และอลังการ

มนต์ขลังของการแสดงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นาทีที่คานถูกดูดเข้าสู่โลกของวรรณคดีไทย ที่คานหล่นไปเกาะบนหลังของม้านิลมังกรที่สุดสาครขี่ทะยานมาในการแสดงชุดแรก การใช้มิติลวงตาของจอภาพยนตร์แบบหลายจอทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เหาะลัดเลี้ยวไปบนท้องฟ้าผ่านหุบเขาและท้องทะเลไปกับคาน แล้วค่อยเข้าสู่เรื่องราวของพระอภัยมณีที่ล่องเรือลำใหญ่ไปบนนาวากับเหล่ากลาสีที่ออกมาแสดงลีลาโหนบาร์แสดงความแข็งแรงของมนุษย์ประกอบเพลงอันคึกคัก แล้วพบกับไคลแม็กซ์สำคัญที่เป็นการเผชิญหน้ากับนางยักษ์ผีเสื้อสมุทรที่ผุดขึ้นมาจากใต้ทะเล และรู้สึกเสมือนจริงไปด้วยเทคนิคการฉายภาพยนตร์

ชุดที่สองของการแสดงเป็นเรื่องราวของกินรี ในป่าหิมพานต์ ที่จุดเด่นอยู่ที่กายกรรมปีนและโหนผ้าของเหล่านักแสดงหญิงที่ทั้งอ่อนช้อยและแข็งแรง เพิ่มความพิศดารไปด้วยหุ่นสัตว์หิมพานต์นานาชนิด ตบท้ายด้วยการร่วมผจญภัยไปกับคานเพื่อช่วยเหลือเหล่ากินรีให้พ้นจากพรานป่าใจร้าย ตามมาด้วยชุดที่สามเป็นเรื่องราวของเมขลา-รามสูร ที่อาจดูห้วนไปหน่อย แต่ก็มีจุดเด่นที่ฉากสายฟ้าจากเทสลาคอยน์ที่ออกมาฟาดฟันกันกลางเวที และหากคุณชอบบรรยากาศการแสดงแบบคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด การแสดงในชุดที่สี่ที่นำฉากเลือกคู่ของรจนาในวรรณคดีสังข์ทองจะช่วยให้คุณครื้นเคริงบันเทิงใจและอยากลุกขึ้นมาเต้นไปด้วยกันกับนักแสดงที่มีทั้งคน, ม้า และช้าง การแสดงชุดนี้ยังมีจุดเด่นอยู่ที่เครื่องแต่งองค์ต่างๆ ที่นำศิลปะไทยมาประยุกต์ได้อย่างพิศดาร วิจิตร และอลังการ

การแสดงที่ผมชอบสุดคือชุดไกรทองอันเป็นชุดที่ห้าและน่าจะเป็นการแสดงที่พีคที่สุดของทั้งหมด เริ่มต้นจากการพาเราไปอยู่ในบรรยากาศใต้ท้องน้ำด้วยหลากเทคนิคที่เอามาใช้ผสมกัน ชวนให้ตื่นตาตื่นใจและทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กที่ได้เข้าไปในสวนสนุกเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะสร้างความฮือฮาด้วยการแสดงของสองนักแสดงในอ่างน้ำใส ผู้ชมพากันปรบมือไปกับลีลาอันน่าทึ่ง เย้ายวน และเซ็กซี่ จากนั้นก็เข้าสู่ความสนุกเร้าใจกับลีลาการโชว์การต่อสู้และตีลังกาผาดโผนของไกรทองกับเหล่าสมุนชาละวันราวกับกำลังนั่งดูองค์บากแบบสดๆ

การผจญภัยของคานจบลงที่ฉากธรรมาธรรมะสงครามระหว่างกองทัพพระรามพระลักษณ์และทหารวานร กับทศกัณฐ์กับกองทัพยักษ์ที่นำโขนมาประยุกต์ประกอบกับเทคนิคหุ่นยนต์แบบทรานส์ฟอร์เมอร์ส ชุดเกราะที่ตัวละครสวมใส่ดูยิ่งใหญ่และทำให้เรารู้สึกเหมือนเข้าสู่ฉากในหนังซูเปอร์ฮีโร่

นอกจากความทันสมัยในเรื่องของเทคนิคการนำเสนอแล้ว การดัดแปลงบางส่วนของเนื้อเรื่องก็ทันสมัย ให้ข้อคิดเรื่องการเสียสละและความสามัคคี เป็นต้นว่าการเสียสละของเงาะป่าที่ทำให้เขากลายร่างเป็นพระสังข์เกราะทอง หรือการรวมพลังของเหล่าสัตว์ป่าหิมพานต์เพื่อสู้กับการรุกรานของพรานป่าเป็นต้น แต่การที่การแสดงหวังผลที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยอาจจำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเรื่องดั้งเดิมมากกว่านี้เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวไปได้อย่างเข้าใจ อาจเป็นในรูปแบบของเพลย์บิลล์หรือบอร์ดในโรงละครที่แยกต่างหากก็ได้ เพราะวรรณคดีเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนเทพนิยายของตะวันตกที่ผ่านการสร้างเป็นหนังฉายทั่วโลกมาก่อน เช่นการแสดงในชุดเมขลา-รามสูร ที่นักท่องเที่ยวอาจนึกไม่ออกว่ากายกรรมในลูกทรงกลมที่ลอยไปมาคือลูกแก้วของเมขลา

แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ที่เหนือกว่าความตระการตา ความไฮเทค และความยิ่งใหญ่ของการแสดงก็คือความทุ่มเท ความรู้สึกอยากโชว์ ความดีใจ ตื่นเต้นและภูมิใจที่ได้นำเสนอ ความอยากให้ผู้ชมได้มีความสุขของนักแสดงบนเวที มันมีคำกล่าวว่าผู้ชมสามารถสัมผัสหรือรู้สึกถึงรังสีของความรู้สึกจากนักแสดงบนเวทีได้ และเรารู้สึกว่าทุกการกรีดกราย ทุกการผายมือ ทุกการโลดโผนของนักแสดงทุกคนตะโกนบอกเราว่า “คอยดูฉันนะ ฉันจะปล่อยของออกไปอย่างเต็มที่ ฉันฝึกฝนมานานและฉันอยากให้คุณได้เห็นมันเต็มทีแล้ว และฉันหวังว่าคุณจะต้องสนุกและมีความสุขไปกับมัน” เวทย์มนต์นี้จากบรรดานักแสดงทุกคนเหมือนมวลพลังของความสุขก้อนใหญ่ที่เราได้รับอย่างเต็มๆ และทำให้เรามองข้ามบางส่วนที่อาจคิวไม่แม่นพอ ไม่คมชัดพอ ยังไม่เข้าฝักพอไปได้ และอยากยืนลุกขึ้นปรบมือให้หลังจากการแสดงจบลง ซึ่งเราหวังว่าพวกเขาทุกคนจะรักษาความรู้สึกแบบนี้ไปได้ทุกรอบ

ผู้ชมสามารถติดต่อจองบัตรและตรวจสอบรอบการแสดงได้ที่ www.kaanshow.com หรือโทร 02-029-0092

(ภาพประชาสัมพันธ์และตัวอย่างการแสดงอยู่ที่ด้านใน)

Read more of this post

วิจารณ์: Emerald City ดินแดนหฤโหดของพ่อมดออซ [บทความสปอนเซอร์]

emerald-city-03เราไม่ได้อยู่ในแคนซัสอีกแล้ว” โดโรธี ตัวเอกจาก The Wizard of Oz (1939) กล่าว เมื่อเธอได้รู้ความจริงว่าได้เหยียบสู่ดินแดนมหัศจรรย์ของพ่อมดออซที่ทุกอย่างดูน่าตื่นตาตื่นใจ และกลายเป็นประโยคจำของหนังที่หลายครั้งถูกนำไปใช้เมื่อเราได้ไปยังที่แปลกถิ่นที่ไม่รู้จัก แต่ใน Emerald City ซีรีส์ชุดใหม่ที่นำ The Wizard of Oz มาตีความใหม่ มันอาจมีความหมายซ้อนอีกชั้นว่า “เราไม่ได้อยู่ในดินแดนของพ่อมดออซแบบมหัศจรรย์อีกแล้ว” ด้วย

Emerald City เป็นซีรีส์ความยาว 10 ตอน ผลงานกำกับของทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้มีความโดดเด่นในแง่งานสร้างที่เต็มไปด้วยสีสันและชวนพิศวงอย่าง The Cell และ The Fall ได้เปลี่ยนโลกมหัศจรรย์จากการจินตนาการของแอล. แฟรงก์ บอม ให้เป็นดินแดนเทพนิยายหฤโหดราวกับนำดินแดนเวสเทอรอส จาก Game of Thrones มารวมอยู่กับดินแดนนาร์เนีย จากเรื่องราวแนวครอบครัวหรรษาเต็มไปด้วยความสดใสและระยิบระยับ กลายมาเป็นเรื่องราวที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น โหดมากขึ้น น่ากลัวมากขึ้น มีความลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน เป็นการตีความที่ทำได้น่าสนใจ และชวนให้ติดตามต่อไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนแรกที่ได้รับชม

โดโรธีในฉบับใหม่นี้รับบทโดยอาเดรีย อาโฮนา (True Detective) ซึ่งต่างจากเด็กสาวชาวไร่ไร้เดียงสาในฉบับของจูดี้ การ์แลนด์ เธอเป็นพยาบาลสาววัย 20 ที่มีความรู้เรื่องยารักษาโรคเป็นอย่างดี เป็นเด็กกำพร้าที่ในวันที่ได้พบแม่ที่แท้จริงของเธอเป็นครั้งแรก เธอก็ถูกทอร์นาโดประหลาดดูดมาพร้อมกับรถตำรวจและสุนัขเค-9 ให้มาโผล่ยังดินแดนออซ แล้วรถก็พุ่งชนแม่มดแห่งตะวันออก (ฟลอเรนซ์ คาซุมบา) จนเสียชีวิต ต่างจากต้นฉบับที่โดโรธีถูกหอบมากับบ้านแล้วบ้านหล่นทับแม่มดจนตาย สุนัขตำรวจกลายมาเป็นคู่หูของเธอและได้ชื่อใหม่ว่าโตโต เป็นสุนัขอัลเซเชียนตัวใหญ่ ไม่ใช่แคร์นเทอร์เรียร์ตัวเล็กขนปุยน่ารักแบบต้นฉบับ

โดโรธีหาหนทางที่จะได้กลับไปบ้าน ซึ่งทางเดียวก็คือเดินไปตามถนนอิฐสีเหลืองสู่เมืองมรกตของพ่อมดแห่งออซที่น่าจะรู้วิธีให้เธอได้กลับไป ถนนอิฐสีเหลืองในฉบับนี้ก็เหลืองเพราะดอกฝิ่นที่ทำให้ใครก็ตามที่ใช้เส้นทางนี้เมายาระหว่างเดินทางได้ บ้าดีไหมล่ะ แล้วโดโรธีก็ได้พบกับหนุ่มนักดาบรูปงามที่ถูกตรึงไว้กับไม้กางเขน ร่างกายบาดเจ็บ และสูญเสียความทรงจำ เธอช่วยเหลือเขา ทำแผลให้ และตั้งชื่อเขาว่าลูคัส (โอลิเวอร์ แจ็คสัน-โคเฮน) เพื่อระลึกถึงบ้านเกิดของเธอ

ลูคัสน่าจะถือได้ว่าเป็นมนุษย์หุ่นไล่กาในฉบับนี้ครับ ผู้ที่ต้องการได้สมองหรือความจำกลับคืนมา และการที่โดโรธีตั้งชื่อเขาตามบ้านเกิดก็เป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะพัฒนาไปในทิศทางใด

ทั้งคู่พร้อมกับโตโตเดินทางสู่เมืองมรกตด้วยกัน ได้พบทั้งแม่มดและมนุษย์ประหลาดมากมายที่บางส่วนก็เป็นการนำองค์ประกอบจากต้นฉบับมาตีความใหม่ และบางส่วนก็เป็นตัวละครใหม่ที่มาทำให้สนุกยิ่งขึ้น บ้างก็มาดี บ้างก็มาร้าย และยิ่งชวนให้น่าติดตามมากขึ้นเพราะดูเหมือนว่าการมาของโดโรธีเองก็เกี่ยวข้องกับคำทำนายว่าจะมีสัตว์ร้ายมาทำลายดินแดนออซ

พ่อมดออซ (วินเซนต์ ดิโอโนฟริโอ จาก Daredevil) ในฉบับนี้ก็มีความซับซ้อนมากขึ้น ตรงที่เขาหวงอำนาจและเกรงว่าโดโรธีจะมาทำให้เขาสูญเสียไป กลัวว่าเธอจะมาทำลายทุกอย่างของเขา จนวางแผนที่จะกำจัดเธอ เขากลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของดินแดน ต้องการให้วิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่เวทย์มนตร์ และสั่งให้จับแม่มดหรือผู้หญิงทุกคนที่ฝึกการใช้เวทย์มนตร์ไปเผา ขณะที่แม่มดกลินดาแห่งทิศเหนือ (โจลี่ ริชาร์ดสัน) กับแม่มดตะวันตก (อานา อูราลู) ก็ถูกพ่อมดออซห้ามใช้เวทย์มนตร์ โดยที่ฝ่ายแรกไปเปิดสำนักนางชี ส่วนฝ่ายหลังไปเปิดซ่องนางโลมกับโรงฝิ่น

Emerald City ยังเต็มไปด้วยตัวละครที่มีสีสันอื่นๆ อีก เป็นต้นว่าอันนา (อิซาเบล ลูคัส) สมาชิกของสำนักนางชีที่กลายมาเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของพ่อมดออซจากความรอบรู้ด้านการทำนาย, แจ็ค (เจอรัล โฮเวลล์) เด็กหนุ่มที่ได้รับการช่วยชีวิตจากอุบัติเหตุ แต่ต้องมีร่างกายเป็นโลหะและใช้หัวใจเทียม, ทิป (จอร์แดน ลาฟแรน) เด็กสาวที่เข้าใจมาตลอดชีวิตว่าเธอเป็นเด็กผู้ชายเพราะถูกแม่เลี้ยงใช้ยาปรุงทำให้เธอมีร่างกายเป็นผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก และ เอมอน (มิโด ฮามาดา) องค์รักษ์ผู้ลึกลับและน่าเกรงขามของเมืองมรกต ผู้แอบซ่อนโฉมหน้าที่น่ากลัวไว้

ซิงห์เล่าเรื่องในแต่ละตอนได้อย่างชวนให้อยากรู้ต่อไปว่าเรื่องจะดำเนินไปในทางใด โดยวางปมต่างๆ และสร้างปริศนาใหม่เอาไว้ทุกตอนพร้อมกับค่อยๆ แนะนำตัวละครใหม่เข้ามาให้เราอยากรู้ว่าใครกันคือผู้อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด และเขาหรือเธอต้องการสิ่งใดจากการมาสู่ดินแดนแห่งออซของโดโรธี นี่อาจเป็นงานกำกับที่สนุกกว่าหนังหลายเรื่องของซิงห์ก็เป็นได้ ด้วยเพราะได้ทีมเขียนบทที่ดีกว่า

นอกจากโดโรธีที่ต้องการจะกลับบ้านแล้ว ตัวละครเด่นอีกหลายตัวก็มีความต้องการที่สำคัญเช่นกัน ที่ชวนให้เราติดตามว่าพวกเขาจะตามหาสิ่งที่ปรารถนาได้ตามที่หวังหรือไม่ โดยคำตอบทั้งหมดอาจอยู่ในฉากรบครั้งใหญ่ในช่วงท้ายของซีรีส์ที่ตัวร้ายแท้จริงจะเผยโฉมหน้าออกมา

คุณสามารถรับชมซีรีส์ชุด Emerald City ได้แล้วทาง iflix ครับ ซึ่งมี 5 ตอนแรกให้ชมกันแล้วพร้อมซับไตเติลภาษาไทย วิธีการสมัครเข้าชมก็ง่าย เพียงคลิกเข้าสู่ www.iflix.com ก็สมัครเข้าใช้บริการตามขั้นตอนได้เลย โดยให้คุณทดลองชมก่อนฟรี 30 วัน แบบไม่มีข้อผูกมัด และหากตัดสินใจจะเป็นสมาชิกต่อก็จ่ายต่อเดือนละ 100 บาท หรือปีละ 1,000 บาทเท่านั้นครับ

ข้อดีของ iflix คือ สมาชิกดูได้ทั้งแบบออนไลน์และดาวน์โหลดไว้ดูแม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต พร้อมรองรับการเชื่อมต่อได้ 5 อุปกรณ์ ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุค และยังเชื่อมต่อเพื่อดูบนทีวีผ่าน Chromecast ได้ด้วย รวมถึง สมาชิกดูผ่านอุปกรณ์ได้พร้อมกันถึง 2 เครื่อง แบบไม่อั้น และไม่มีโฆษณาคั่นครับ

(ภาพบางส่วนและตัวอย่างจากซีรี่ส์อยู่ด้านใน)

Read more of this post

วิจารณ์: Outcast ซีรี่ส์ไล่ผีที่สดใหม่จากผู้สร้าง The Walking Dead [บทความสปอนเซอร์]

outcast-patrick-fugitซีรี่ส์ตอนนำร่องที่มีประสิทธิภาพ นอกจากเล่าเรื่องในตอนของมันได้สนุกแล้ว ต้องมีคาถาขลังพอที่จะทำให้ผู้ชมหลงอยากติดตามดูตอนต่อไปจนจบทั้งซีซั่น ซึ่ง Outcast ผลงานสร้างสรรค์ใหม่ของโรเบิร์ต เคิร์กแมน จาก The Walking Dead ที่กำกับโดยอดัม วินการ์ด จากหนัง You’re Next และ The Guest ทำได้แบบนั้น โดยคาถาที่เขาใช้คือการสร้างความสดใหม่ให้แก่หนังสยองขวัญแนวไล่ผี การเล่าเรื่องที่ลึกลับน่าติดตาม และการแสดงที่ชวนให้คุณขนลุก

ฉากเปิดเรื่องของ Outcast คล้ายกับหนังหรือซีรี่ส์สยองขวัญทั่วไป ใช้ฉากการสังเวยเหยื่ออันน่าสะพรึงกลัวมาเป็นฉากเปิดเพื่อเรียกความสนใจก่อน ซึ่ง Outcast ทำได้ตั้งแต่ฉากแรกอย่างเลือดสาด แถมยังให้เด็กวัย 7-8 ขวบเป็นเหยื่ออีก เป็นการบอกเราแต่เนิ่นๆ ว่าซีรี่ส์ชุดนี้อาจไม่เหมาะแก่คนใจอ่อน และเหยื่อก็อาจเป็นใครที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คุณได้

ตัวเอกของเรื่องมีชื่อว่าคายล์ บาร์นส์ รับบทโดยแพทริก ฟูกิต ที่นักดูหนังส่วนใหญ่จำเขาได้จากบทบาทสมัยเป็นวัยรุ่นในผลงานปี 2000 เรื่อง Almost Famous และอาจไม่รู้ว่าเขารับบทสมทบเป็นตำรวจหนุ่มใน Gone Girl ด้วย คายล์เป็นหนุ่มที่ขลุกอยู่แต่ในบ้านมาตลอดห้าปีหลังจากถูกตั้งข้อหาทำร้ายลูกสาวกับภรรยา และก็เคยทำแบบเดียวกันกับแม่บุญธรรมตอนที่เขายังเด็ก สร้างตราบาปให้จิตใจจนทำให้เขาไม่อยากพบหน้าผู้คน มีเพียงพี่สาว แซร่าห์ (จูเลีย คร็อกเก็ตต์) ที่แวะมาดูแลเป็นพักๆ และพาคายล์ออกไปข้างนอก ในเมืองสมมติชื่อว่าโรม ของรัฐเวสต์ เวอจิเนีย เมืองเล็กๆ ที่แทบทุกคนรู้จักกันและรู้เรื่องของกันและกัน ที่ยังมีทั้งผู้คนเคร่งศาสนาและเชื่อเรื่องปีศาจซาตาน กับผู้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า และคิดว่าพวกเชื่อเรื่องผีนั้นเพ้อเจ้อ

เมื่อคายล์ออกมาข้างนอกในรอบห้าปี เขาก็ได้ข่าวว่ามีเด็กชื่อโจชัว (เกเบรียล เบตแมน) ถูกผีเข้า และสาธุคุณแอนเดอร์สัน (ฟิลิป เกลนิสเตอร์) พยายามหาทางขับไล่อยู่ ความทรงจำวัยเด็กก็แว้บเข้ามา ภาพของแม่บุญธรรมที่ถูกกล่าวหาว่าถูกผีเข้าและทำร้ายเขาจนเขาต้องตอบโต้กลับมาให้เห็นอีกครั้ง ความอยากต้องการหาคำตอบว่าอะไรกันที่เป็นต้นเหตุให้ชีวิตของเขาพินาศผลักดันให้เขาไปพบสาธุคุณแอนเดอร์สันที่พยายามไล่ผีให้โจชัว ปริศนาต่างๆ จึงเริ่มคลี่คลาย คายล์เริ่มเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่และภรรยาของเขา และใช้สิ่งที่ค้นพบในการช่วยโจชัวให้พ้นจากผีร้าย พร้อมกับทิ้งปมเอาไว้ว่าคายล์ได้รู้แล้วว่าทำไมผีร้ายเหล่านั้นจ้องเล่นงานเขา และเขาจะเอาคืนได้ยังไง

ปกติแล้ว ซีรี่ส์หรือหนังฝรั่งแนวไล่ผีแบบ The Conjuring หรือ The Exorcist มักเน้นเล่าที่เรื่องราวของเหยื่อเป็นหลัก แต่ Outcast เป็นการเล่าในมุมมองของนักไล่ผี และให้เราได้เห็นว่าชีวิตของนักไล่ผีนั้นต้องเผชิญกับอะไรบ้างในการทำหน้าที่ สาธุคุณแอนเดอร์สันก็ดูเหมือนจะมีชีวิตที่โดดเดี่ยวไม่ต่างจากคายล์ เพียงแต่ในซีรี่ส์ตอนแรกยังไม่เล่าภูมิหลังของสาธุคุณให้เรารู้นัก รู้แต่แค่ว่าเขาก็ต้องแยกจากลูกสาวเหมือนกัน

ตัวผีร้ายหรือปีศาจในซีรี่ส์ชุดนี้เองก็มีความน่ากลัวและน่าสนใจไปพร้อมกัน มันเป็นเหมือนเป็นอำนาจมืดที่เราไม่รู้ว่าคืออะไรที่แน่ชัด ไม่รู้ว่าจะไปหรือมาเมื่อไหร่ หรือมีรูปร่างยังไง แต่นอกจากการเข้าสิงผู้คนที่ทำให้แสดงฤทธิ์เดช แสดงความคลุ้มคลั่งแบบหนังผีทั่วๆ ไปแล้ว มันยังมีความฉลาดเหมือนกับปีศาจใน “Twin Peaks” หรือตัวตลกจาก “It” ที่ทั้งปั่นป่วน ยั่วยุ และเล่นเกมจิตวิทยา ทำให้มันดูน่ากลัวกว่าผีในแนวเดียวกันที่เราเคยดูมา

ชื่อเรื่องของซีรี่ส์ที่แปลว่า “พวกนอกคอก” หรือ “พวกนอกรีต” ในที่นี้ก็คือตัวของคายล์นั่นเอง ที่กลายเป็นคนซึ่งสังคมรังเกียจจากความเข้าใจผิดว่าเขาเป็นตัวอันตรายที่ชอบใช้กำลังทำร้ายคนอื่น เป็นคนที่ตำรวจบางคนอยากจับเข้าคุก และก็คงอธิบายแก่คนทั่วไปให้เชื่อไม่ได้ว่าทั้งหมดเป็นเพราะอำนาจของผีร้าย น่าจะเป็นปมอีกอย่างที่ซีรี่ส์จะเอามาเล่นอีกในตอนต่อๆ ไป ให้คายล์ต้องลำบากเมื่อต้องไปช่วยสาธุคุณไล่ผีอีก แต่บางอย่างที่ตอนนำร่องทิ้งเอาไว้ก็บอกเป็นนัยว่าความนอกนอกของเขาน่าจะมีมากกว่านั้นอีกให้ติดตามต่อไป

ทั้งหมดนี้ถือเป็นความสดใหม่ในแง่เรื่องราวแนวไล่ผีของ Outcast เมื่อผสมกับวิธีการเล่าที่เหมือนหนังสืบสวน การที่ค่อยๆ คลี่ปมทีละอย่างที่แม้ไม่ใช่วิธีการแปลกใหม่ แต่เล่าได้อย่างน่าติดตาม ทำให้เราติดซีรี่ส์ได้ตั้งแต่ตอนแรก และอยากรู้ต่อไปว่าเรื่องราวจะลงเอยยังไง

Outcast จะฉายเป็นตอนแรกให้ชมวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายนนี้ เวลา 2 ทุ่ม 55 นาที ทางช่องฟ็อกซ์ไทย สามารถเปิดชมได้ทางทรูวิชั่น (ช่อง 246 และ 66), ซีทีเอช (ช่อง 304) และ ทีโอทีไอพีทีวี (ช่อง 303 HD) ซึ่งบ้านเราจะได้ชมพร้อมกันกับอีก 125 ประเทศทั่วโลก ผู้ชมยังสามารถชมตอนต่อๆ ไปได้ทุกวันเสาร์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะมีความยาวทั้งหมด 10 ตอนครับ

สามารถติดตามข่าวสารของซีรี่ส์เพิ่มเติมทางเฟซบุกได้ที่ www.facebook.com/Outcast และ www.facebook.com/Foxtvasia หรือทางทวิตเตอร์ที่ @outcastfox โดยเข้าร่วมพูดคุยได้โดยใส่แท็ก #Outcast ครับ

ชมตัวอย่างซีรี่ส์ได้ที่ด้านใน

Read more of this post

สิงห์จัดหนักและจัดเต็ม บุกเบิกการแพร่ภาพคอนเสิร์ตแบบ Live Streaming [บทความสปอนเซอร์]

singha articleไม่กี่วันที่ผ่านมา มีเทศกาลดนตรีใหญ่ชื่อ Coachella ที่จัดขึ้นในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังสามารถเป็นกระแสจนติดบนเทรนด์ของทวิตเตอร์ของประเทศไทยได้ สิ่งหนึ่งที่มาเป็นปัจจัยส่งเสริมก็คือการที่เทศกาลดนตรีนี้ถ่ายทอดผ่านทางยูทูบแบบสดๆ และคมชัด หรือที่เรียกว่า Live Streamingให้ผู้ชมคนไทยได้ชมศิลปินระดับโลกเกือบจะพร้อมๆ กับผู้ชมที่อยู่ในงาน และสร้างการมีส่วนร่วมกับคอนเสิร์ตจนเป็นกระแสบนสื่อออนไลน์ในอีกซีกโลกได้

กระแสเช่นนี้เป็นตัวอย่างบอกเราว่าการเผยแพร่เนื้อหาในรูปแบบของ Live Streaming หรือดิจิตัลวิดีโอกำลังมาแรง ความได้เปรียบอย่างหนึ่งของมันมากกว่าสื่อแบบเก่าอย่างทีวีก็คือ ผู้ชมเข้าถึงมันได้ทุกที่จากทั้งสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ท หรือคอมพิวเตอร์ ผู้ผลิตเนื้อหาไม่จำเป็นต้องพึ่งทีวีต่อไป แถมมันยังวัดผลได้อย่างทันทีทันใดเพราะตรวจสอบได้จากจำนวนการรับชมแบบสดๆ

ผู้ผลิตเนื้อหาบางเจ้าของบ้านเราเองก็เริ่มปรับตัวเข้ากับก้าวล้ำของสื่อยุคใหม่นี้แล้ว แบรนด์ที่เริ่มก่อนเจ้าหนึ่งก็คือ สิงห์ ด้วยการจัดคอนเสิร์ต สิงห์ใหญ่จัดให้ ที่มีการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ตแบบ Live Streaming ให้ชมทั้งทางเว็บไซต์ทางการ live.singha.com, ทาง You Tube และทาง Facebook ให้คุณได้ชมคอนเสิร์ตดีๆ ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนก็ตามบนโลกนี้ที่อินเตอร์เน็ตไปถึง

สิงห์ไม่เพียงแค่ผลิตคอนเสิร์ตแล้วเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตแบบสดๆ แต่เป็นการมาพร้อมการผลิตรายการระดับสากล ซึ่งถ้าลองได้ชมคลิปเบื้องหลังคอนเสิร์ตที่คุณหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ แห่งรายการแบไต๋ไฮเทคไปทำรายการ คุณจะเห็นว่ามีการใช้ทั้งบุคลากรที่มีความสามารถและใช้เทคโนโลยีล่าสุดไม่ว่าจะเป็นกล้องไร้สาย, การถ่ายภาพด้วยโดรน, เทคนิค Streaming ระดับมาตรฐาน รวมถึงการเลือกศิลปินระดับยอดเยี่ยมมาใช้ในงานนี้ ซึ่งเชื่อว่าหากมีการต่อยอดหรือขยายงานออกไปได้อีก และทำอย่างสม่ำเสมอ นี่อาจกลายเป็นคอนเสิร์ตระดับประเทศที่ผู้ชมทั้งประเทศตั้งตารอคอยที่จะชม แม้ไม่สามารถมาอยู่ร่วมในงานได้ และมีส่วนร่วมด้วยการแช็ต, ทวีต หรือการโพสต์ข้อความอื่นๆ จนเป็นกระแสได้ไม่ต่างจากคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ของเมืองนอก ทำให้เกิดภาพลักษณ์ด้านความทันสมัยให้แก่แบรนด์ สร้างความสนิทสนมแก่ผู้บริโภคมากขึ้น และกลายเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์ใหม่ที่เป็นที่รู้จักในระดับสากลมากยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อเร็วๆ นี้ นีลเส็น บริษัทวิจัยด้านการตลาดชั้นนำของโลกที่รายงานว่าปีที่ผ่านมา ผู้คนรุ่นใหม่ที่วัย 18-34 ปีใช้เวลาชมทีวีน้อยลง 9% เมื่อปีที่แล้ว และคนกลุ่มเดียวกันก็ใช้เวลาอยู่กับยูทูบมากขึ้น 48% ผ่านการชมด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ สอดคล้องกับโรเบิร์ต คินเกิล ผู้บริหารของยูทูบที่ทำนายไว้ว่าดิจิตัลวิดีโอต่างๆ จะเข้ามาแทนที่โทรทัศน์ในที่สุด และเมื่อสิ้นทศวรรษนี้ มันจะกลายเป็นสิ่งเดียวที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างอยู่กับมันมากที่สุด และความสนใจของผู้คนจะอยู่ที่วิธีการส่งเนื้อหามากกว่าตัวผู้ผลิตเนื้อหา

สื่อชนิดใหม่กำลังจะมา ใครที่เริ่มลงมือทำก่อนย่อมได้เปรียบ ใครที่ยิ่งทำก่อนแล้วยังทำดียิ่งได้เปรียบมากกว่า สิงห์ดูเหมือนจะมีทั้งคู่

ชมคลิปที่ด้านในบทความครับ

Read more of this post