Advertisements

ภาพแรกของทอม แฮงก์ กับ เมอริล สตรีป ใน The Post หนังส่งชิงออสการ์ปีนี้ของสปีลเบิร์ก

จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีหนังเรื่องไหนที่ถือว่าเป็นเต็งจ๋าที่จะได้รางวัลออสการ์อย่างชัดเจน แต่หนึ่งในหนังที่อาจทำให้การชิงชัยในปีนี้เข้มข้นมากขึ้นไปอีกก็คือ The Post ของผู้กำกับสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่ได้ปล่อย 2 ภาพแรกของหนังออกมาแล้วครับ และมีนักแสดงนำอย่างทอม แฮงก์ กับ เมอริล สตรีป เป็นจุดขายสำคัญของภาพนิ่งด้วย
หนังเรื่องนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น Spotlight ฉบับสปีลเบิร์กก็ว่าได้ เพราะไม่เพียงเป็นหนังว่าด้วยการทำงานของสื่อมวลชนเหมือนกัน แต่ยังได้จอช ซิงเงอร์ จาก Spotlight มาร่วมเขียนบทกับลิซ ฮันนาห์ มือเขียนบทหน้าใหม่
แต่สิ่งที่ต่างจาก Spotlight ก็คือการทำงานของนักข่าวในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการท้าทายอำนาจของศาสนจักร แต่เป็นการท้าทายอำนาจของรัฐบาล และอาจเป็นหนังที่สปีลเบิร์กอาจอยากใช้เป็นตัวแทนพูดถึงการทำงานของรัฐบาลปัจจุบันก็ได้ ที่อาจโดนใจชาวฮอลลีวู้ดที่ส่วนใหญ่ไม่ชอบประธานาธิบดีทรัมป์
The Post บอกเล่าเรื่องราวของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ที่ท้าทายรัฐบาลสหรัฐเพื่อตีพิมพ์เอกสารลับราชการในปี 1971 เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า “เอกสารเพนตากอน” (The Pentagon Papers) ที่บันทึกกิจกรรมของรัฐบาลและกองทัพสหรัฐระหว่างสงครามเวียดนามที่จัดทำโดยกระทรวงกลาโหมภายใต้การดูแลของโรเบิร์ต แม็คนามารา ที่เนื้อหาภายในมีหลายอย่างที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รัฐบาลบอกแก่สาธารณชนและสภาคองเกรส ทำให้เห็นว่ารัฐบาลของลินดอน บี. จอห์นสัน และที่เกี่ยวข้องกับสงครามเวียดนามได้กระทำหลายอย่างที่เป็นการโกหก ปิดบัง และหลอกลวงประชาชนและรัฐสภา
เบน แบรดลี (แฮงก์) บรรณาธิการของวอชิงตันโพสต์, แคทเธอรีน แกรห์ม (สตรีป) เจ้าของหนังสือพิมพ์ และหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส์ ได้ท้าทายรัฐบาลในยุคนั้นเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการตีพิมพ์เอกสารลับดังกล่าวที่หลุดออกมาจากการปล่อยของแดเนียล แอลสเบิร์ก
นอกจากแฮงก์กับสตรีปแล้ว หนังยังมีนักแสดงสมทบได้แก่อลิสัน บรี, แซร่าห์ พอลสัน, แครี่ คูน, บรูซ กรีนวู้ด, เจสซี พลีมอนท์ และ แบรดลี่ วิทฟอร์ด ครับ
หนังมีกำหนดฉายในสหรัฐเดือนธันวาคม ส่วนบ้านเราจะได้ชมกันต้นปีหน้าครับ

Read more of this post

Advertisements

ภาพแรกอย่างเป็นทางการ ตัวอย่างของตัวอย่าง พร้อมเรื่องย่อของ Pacific Rim: Uprising

Pacific Rim: Uprising มีแผนที่จะปล่อยตัวอย่างแรกสุดสัปดาห์นี้ครับ แต่ได้ส่งภาพนิ่งชุดแรกออกมาล่วงหน้าก่อนที่เว็บไซต์ของ EW ครับ พร้อมกับเรื่องย่อที่อยู่ด้านล่างนี้ และตัวอย่างของตัวอย่างที่อยู่ด้านใน
ในเรื่องราวภาคต่อนี้ มีจอห์น โบเยกา นำแสดงเป็นเจค เพนท์คอสต์ หนุ่มขบถที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักขับเยเกอร์ที่มีอนาคตไกล ลูกชายของนักขับหุ่นยนต์ที่ยอมพลีชีพช่วยให้มนุษย์เอาชนะสัตว์ประหลาดยักษ์ได้ แต่แล้วเจคก็ทอดทิ้งการฝึกฝนไปเพียงเพราะเข้าไปพัวพันกับโลกใต้ดินของอาชญากร
แต่เมื่อภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้เข้ามาบุกทำลายเมืองจนทั้งโลกต้องล้มทรุดลงแทบเท้า เขาก็ได้รับโอกาสครั้งสุดท้ายให้เขาได้ทำหน้าที่ให้สมกับที่พ่อของเขาสร้างเกียรติประวัติไว้ ซึ่งผู้ที่มามอบโอกาสนี้ให้แก่เขาก็คือเมโกะ โมริ (ริงโกะ คิคูชิ) พี่สาวบุญธรรมผู้ห่างเหิน ที่ได้กลายเป็นผู้นำของเหล่านักขับหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่กล้าหาญ ซึ่งเติบโตมาภายใต้เงาแห่งสงคราม
เมื่อพยายามกอบกู้โลก พวกเขาก็พบว่าความหวังเดียวก็คือการผนึกกำลังกันเพื่อลุกฮือต่อต้านทั่วโลกต่ออำนาจที่หมายให้มนุษย์สูญพันธุ์ เจคได้รับการสมทบจากแลมเบิร์ต (สก็อต อีสต์วู้ด) นักขับหุ่นยนต์คู่ปรับที่มีพรสวรรค์ และ อมารา (เคลี สเปนี) แฮ็คเกอร์หุ่นยักษ์วัย 15 ในฐานะเป็นวีรบุรุษของกองกำลัง PPDC ที่กลายเป็นครอบครัวเดียวที่เขาเหลืออยู่
ทั้งหมดได้กลายเป็นกองกำลังปกป้องโลกที่กล้าแข็งที่สุดที่เคยมีมา และออกสู่การผจญภัยครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่ในระดับยักษ์
หนังกำกับโดยสตีเวน เอส. ดีไนท์ สมทบด้วยนักแสดงอย่างจิงเถียน, เบิร์น กอร์แมน, แอเดรีย อาร์โจนา และ ชาร์ลี เดย์ มีกำหนดฉายมีนาคม 2018 นี้

Read more of this post

เจฟฟ์ จอห์นเผยว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่ดีซีจะเป็นเอกเทศจากกันมากขึ้นหลังจาก Justice League

เจฟฟ์ จอห์นส์ หัวหน้าของดีซีคอมมิคส์ที่เข้ามาดูแลงานหนังซูเปอร์ฮีโร่ในเครือให้วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้พูดคุยวัลเชอร์ เกี่ยวกับกลยุทธ์ต่อไปในการสร้างหนังหลังจากที่ Justice League ออกฉายแล้วครับ ซึ่งดูเหมือนว่าในอนาคตจากนี้ จะลดการให้หนังแต่ละเรื่องโยงหากัน
หลังความสำเร็จของจักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวลที่หนังแต่ละเรื่องจะเหมือนเป็นภาคต่อของกันและกันกลายๆ โดยจะมีการใช้ตัวละครร่วมกัน หรือไม่ก็มีการวางปมบางอย่างเพื่อให้หนังเรื่องอื่นในอนาคตมารับลูกต่อ วอร์เนอร์ฯ พยายามทำตามคล้ายแบบนั้นในทีแรกด้วยการประกาศสร้าง Batman v Superman: Dawn of Justice เพื่อแนะนำตัวละครซูเปอร์ฮีโร่อื่นๆ ต่อด้วย Suicide Squad ที่จับเอาแบทแมนเข้มาเป็นตัวโยงตัวละครใหม่ๆ ให้เข้ามาอยู่ในจักรวาลอีก แต่กลายเป็นว่าหนังที่ทำเงินที่สุดและได้คำวิจารณ์ด้านดีมากที่สุดกลับเป็นหนังที่มีความเป็นเอกเทศมากที่สุดอย่าง Wonder Woman ครับ
จากผลลัพธ์ดังกล่าว จอห์นส์กล่าวว่าแม้หนังแต่ละเรื่องจะยังคงเหมือนมีความต่อเนื่องกัน แต่จะลดทอนแนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันในจักรวาลลง และลดการข้ามมาเจอกันหรือโยงถึงกันลงไปครับ
แน่นอนว่าตามเจตนาของเราแล้ว เราจะยังใช้ความต่อเนื่องของหนังในการเดินไปข้างหน้าเพื่อช่วยให้แต่ละเรื่องไม่แหวกออกจากกันจนไม่สมเหตุผล แต่จะไม่เน้นเส้นเรื่องของแต่ละเรื่องเป็นเส้นเดียวกัน หรือมีสัมพันธ์กันไปมาในจักรวาลนั้น
ด้วยเหตุนี้เอง หลังจาก Justice League แล้ว ค่ายหนังก็จึงไม่ต้องเร่งสร้างหนังแต่ละเรื่องออกมาให้ทันกำหนดเวลา เพราะแต่ละเรื่องที่สร้างออกมาก็จะต้องคำนึงถึงเรื่องหลังจากนั้นด้วย ค่ายหนังสามารถให้ผู้กำกับมีเวลาในการสร้างหนังแต่ละเรื่องได้อย่างสบายใจมากขึ้น ซึ่งจอห์นอธิบายว่าหนังที่เป็นเอกเทศคือกระแสใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
หนังเรื่องหนึ่งไม่ได้มีเพื่ออีกเรื่อง หนังบางเรื่องเชื่อมต่อหลายตัวละครเข้าหากัน เช่น Justice League แต่เหมือนกับ Aquaman เป้าหมายของเราก็คือจะไม่ได้เชื่อมโยง Aquaman เข้าหาหนังทุกเรื่อง ในอนาคต คุณจะเห็นว่าจักรวาลของหนังดีซียังเป็นจักรวาลอยู่ แต่ไม่ได้มาจากหัวใจของนักสร้างหนังที่สร้างมันขึ้นมา
ตีความจากคำพูดของเจฟฟ์ จอห์นส์ แล้ว เดาว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ดีซีในอนาคตก็คงคล้ายกับฉบับซีรี่ส์ทีเขาดูแลอยู่เช่นกันครับ มี Arrow, The Flash, Legends of Tomorrow และ Super Girl ที่มีเรื่องของตัวเองแยกออกไปต่างหาก ปราบเหล่าร้ายในเมืองของตัวเองต่างหาก แต่ก็จะมีมหกรรมใหญ่เป็นครั้งเป็นคราวที่ตัวละครเหล่านี้มารวมตัวกัน ทั้งหมดเหมือนอยู่ในจักรวาลเดียวกัน แต่ก็แยกจากกันเป็นส่วนใหญ่
ว่าแล้วก็อดนึกถึงการให้สัมภาษณ์ของแมต รีฟส์ ไม่ได้ครับว่า หนัง The Batman ของเขาก็จะมีความเป็นเอกเทศเช่นกัน จะไม่ได้ใช้ตัวละครอื่นๆ ของ Justice League แต่จะเป็นเรื่องราวของแบทแมนล้วนๆ และตัวละครในโลกแบทแมนล้วนๆ
ที่มา: Vulture

Read more of this post

Avatar ภาคต่อ จะใช้ทุนสร้างรวมกันกว่า 1 พันล้าน$ และภาพแรกของนักแสดงรุ่นใหม่

Photo Credit: Sheryl Nields.

Avatar ภาคต่อของผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน ได้เริ่มเปิดกล้องไปแล้วที่แมนฮัตตัน บีช ในแอลเอครับ และตามรายงานจากเดดไลน์บอกว่าหนังแต่ละภาคจะใช้ทุนสร้างสูงกว่าภาคแรก
Avatar ภาคแรกที่ออกฉายในปี 2009 ใช้ทุนสร้าง 237 ล้านเหรียญครับ ไม่ได้เป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงสุด เพราะยังน้อยกว่า Spider-Man 3 กับ Pirates of the Caribbean: At the World’s End ที่ออกฉายไปก่อนในปี 2007 แต่สำหรับสี่ภาคที่จะสร้างต่อเนื่องกันน่าจะใช้ทุนสร้างรวมกันเกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐครับ
มันอาจดูมากเมื่อบอกว่าพันล้านเหรียญ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นหนังสี่ภาค ก็แปลว่าแต่ละภาคน่าจะใช้ทุนสร้างกว่า 250 ล้านเหรียญโดยเฉลี่ย ใกล้เคียงกับหนังอย่าง Tangled, Captain America: Civil War, Batman v Superman: Dawn of Justice และ The Fate of the Furious ครับ
นอกจากนี้ ฟ็อกซ์ยังได้เผยภาพนิ่งของทีมนักแสดงที่จะรับบทเป็นตัวละครรุ่นใหม่ในหนังทั้ง 4 ภาคด้วย โดย 6 ใน 7 คน จะรับบทผ่านโมชั่นแคปเชอร์เพื่อแสดงเป็นชาวเนวีที่เป็นลูกๆ ของตัวละครของแซม เวิร์ทธิงตัน กับ โซอี ซัลดานา กับชนเผ่าชื่อเมตคายีนา (Metkayina) ซึ่งเป็นชาวเนวีีจากอีกมหาสมุทร มีเพียงหนึ่งคนที่รับบทเป็นตัวละครมนุษย์ นั่นก็คือแจ็ค แชมเปียน (ยืน ลำดับ 2 จากขวา) ที่จะรับบทเป็นฮาเวียร์ โซคอร์โร หรือ “สไปเดอร์” เด็กวัยรุ่นที่เติบโตในฐานทัพทหาร
นักแสดงคนอื่นๆ จากซ้ายไปขวาประกอบด้วย บริเทน ดาลตัน (Lo’ak จากตระกูลซัลลี่), ฟิลิป เจละโฮ (Aonung แห่งเผ่าเมตคายีนา), เจมี่ แฟลตเตอร์ส (Neteyam ตระกูลซัลลี่), เบลีย์ แบส (Tsireya เผ่าเมตคายีนา), ทรินิตี บลิสส์ (Tuktirey ตระกูลซัลลี่), และ ดูแอน เอแวนส์ จูเนียร์ (Rotxo เผ่าเมตคายีนา)
ผู้อำนวยการสร้างจอน แลนเดา พูดถึงนักแสดงวัยรุ่นทั้ง 7 ว่า “เราไม่เคยมีนักแสดงรุ่นเยาว์ขนาดนี้ในหนังมาก่อน และได้นำพลังที่แตกต่างเข้ามาสู่หนังชุดนี้ พวกเขาจะเป็นตัวแทนของชนรุ่นใหม่บนแพนดอราและมีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแต่ในหนังเรื่องนี้ แต่ตลอดไปจนทุกภาค
แคเมรอนจะถ่ายทำทีละสองภาคแล้วพักเพื่อทำงานตัดต่อ เทคนิคพิเศษ ใส่ดนตรี และงานหลังการถ่ายทำอื่นๆ จากนั้นก็จะถ่ายอีกสองภาคแล้วทำแบบเดียวกันครับ โดยเราจะได้ภาคสองก่อนในวันที่ 18 ธันวาคม 2020

Read more of this post

ภาพแรกของทอม ฮอลแลนด์ และ เดซี ริดลี่ย์ ในหนังจากนิยายแฟนตาซีวัยรุ่น Chaos Walking

ไลออนส์เกตได้เปิดกล้องหนังจากนิยายแฟนตาซีวัยรุ่น Chaos Walking ได้มาสักพักแล้วครับ และตอนนี้ก็ได้เผยภาพแรกของหนังที่เป็นฉากเบื้องหลังกองถ่ายออกมา
ภาพนิ่งแรกได้เผยโฉมแรกของสองตัวเอกของเรื่องที่รับบทโดยทอม ฮอลแลนด์ และ เดซี ริดลี่ย์ ในหนังที่กำกับโดยดัก ไลแมน เรื่องนี้ครับ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนดาวอาณานิคมของโลก ไร้ซึ่งมนุษย์เพศหญิงและสิ่งมีชีวิตเพศหญิงเพราะถูกเชื้อโรคประหลาดฆ่าตายจนหมด ส่วนผู้คนที่เหลือก็จะรับรู้ความคิดของคนอื่นได้ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของคำพูด เสียง และภาพ ทำให้สังคมอยู่ในภาวะยุ่งเหยิงและเกิดสงครามขึ้น
ตัวเอกเป็นเด็กหนุ่มที่เดินทางไปกับสุนัขรู้ใจ เขาได้พบเด็กสาวคนหนึ่งที่อาจเป็นผู้หญิงที่เหลือรอดอยู่ในไม่กี่คน และอาจเป็นทางออกในการยับยั้งสงคราม
ไลแมนกำกับจากบทของชาร์ลี คัฟแมน (Eternal Sunshine of the Spotless Mind) และ เจมี่ ลินเดน (Money Monster) ซึ่งดัดแปลงจากนิยายของแพทริค เนสส์ อีกที หนังมีแมดส์ มิคเคลเซ่น กับ นิค โจนาส ร่วมรับบทด้วย มีกำหนดฉายมีนาคม 2019 ครับ
ถ้าหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ เราคงได้หนังที่ดัดแปลงจากนิยายภาคต่อตามมา และหวังว่าไลออนส์เกตจะไม่แบ่งครึ่งภาคจบเหมือน The Hunger Games หรือ Divergent ครับ ชมภาพด้านใน

Read more of this post

ผู้กำกับ, ผู้เขียนบท และคริส เฮมส์เวิร์ธ พูดถึงการเชื่อม Thor: Ragnarok สู่ Infinity Wars

เราได้เห็นธอร์ (คริส เฮมส์เวิร์ธ) ครั้งสุดท้ายในจักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวลก็คือ Avengers: Age of Ultron ซึ่งหลังจากจบเหตุการณ์ ธอร์ก็ออกท่องอวกาศเพื่อสืบเรื่องราวจากภาพที่เขาเห็นในนิมิตที่เขาเชื่อว่ามีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ร้ายๆ ทั้งหมดบนโลก และสิ่งที่ธอร์สืบพบก็อาจปูเข้าสู่ Avengers: Infinity War ด้วย แล้วเรื่องราวของ Thor: Ragnarok อยู่ตรงไหนในเส้นเวลาของเหตุการณ์เหล่านี้ล่ะ
ผมไม่อยากสร้างหนังที่เป็นตอนของเรื่องราวอื่นที่ใหญ่กว่า หน้าที่ของผมคือสร้างหนังที่มีเรื่องราวเป็นของมันเอง ซึ่งก็คือมันเป็นหนังมาร์เวลเรื่องเดียวที่คุณจะได้ดู มันเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมในเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมด้วยตัวของมันเอง” ผู้กำกับไทกา ไวทีที บอกระหว่างให้สัมภาษณ์ตอนที่มาร์เวลเชิญนักข่าวไปเยี่ยมกองถ่าย “โชคดีที่มีกลุ่มคนยอดอัจฉริยะที่คุมมาร์เวลอยู่คอยให้แน่ใจว่า แม้มันจะเป็นหนังที่มีความเอกเทศ มันก็ยังเป็นตัวต่อสำคัญขนาดใหญ่ที่ต่อเข้ากับภาพรวมทั้งหมดได้พอดี
ตัวต่อที่ไวทีทีบอกนี้จะเป็นเหตุการณ์เรื่องราวสองปีหลังจาก Avengers: Age of Ultron ที่ออกสืบเรื่องราวเกี่ยวกับอัญมณีอินฟินิตี้ “สิ่งที่ธอร์ได้ตระหนักอย่างรวดเร็วก็คือหายนะของจักรวาลที่เขาพยายามหาคำตอบนี้นำไปสู่หายนะของจักรวาลในอีกจำนวนมาก” แบรด วินเดอร์บาม ผู้เขียนบทของหนังบอก
โดยสรุปก็คือ ระหว่างที่ธอร์หายไปสองปี เขาออกท่องอวกาศตามลำพังเพื่อไปสืบถึงการอวสานของจักรวาลที่นำไปสู่อีกจักรวาลไปเรื่อยๆ และเหตุการณ์ก็อยู่ในช่วงเดียวกับ Captain America: Civil War กับ Spider-Man: Homecomingเหตุการณ์ในหนังแต่ละเรื่องของเฟส 3 จะเกิดขึ้นซ้อนกัน จะไม่เชื่อมต่อกันเหมือนเฟสหนึ่ง” วินเดอร์บามบอก
แต่เราจะได้เห็นอัญมณีอินฟินนิตี้ใน Thor: Ragnarok เฮมส์เวิร์ธผู้สวมบทธอร์บอกเองว่า “เราไม่อยากให้เรื่องอัญมณีอินฟินิตี้อะไรนั่นมาเป็นภาระ เพราะผมเองไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนั้นสักเท่าไหร่ แต่ผมคุยกับพี่น้องรุสโซก่อนผมได้บทหนังเรื่องนี้ แล้วถามเขาว่า Thor: Ragnarok เชื่อต่อกับ Avengers: Infinity War แค่ไหน เราต้องระวังตรงไหน เราจะสานต่อยังไง ขอตอบแบบอุบไว้ก่อนก็คือ Thor: Ragnarok จะเชื่อมเข้าสู่หนังชุดนี้ได้อย่างสวยงาม
แต่จะยังไง คงต้องรอชมกันในโรงภาพยนตร์พฤศจิกายนนี้ครับ
ที่มา: Collider

Read more of this post

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ กระดูกซี่โครงเคลื่อนและต้องรับการให้อ๊อกซิเจนระหว่างถ่ายทำ mother!

ก่อนที่จะไปเปิดตัวหนัง mother! ที่เทศกาลหนังเวนิส เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ นักแสดงนำของเรื่องได้เปิดเผยการรับบทในหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับแดเรน แอโรนอฟสกี้ในนิตยสาร Vogue ครับ ซึ่งเธอเล่ามีฉากหนึ่งที่เข้มข้นและเคร่งเครียดจนทำให้กระดูกซี่โครงเคลื่อนเลยครับ
ฉันต้องไปยังสถานที่ที่มืดหม่นน่ากลัวกว่าที่เคยไปมาในชีวิต ฉันไม่รู้ว่าฉันจะกลับออกมาได้แล้วโอเคไหม” สาเหตุที่กระดูกซี่โครงเคลื่อนของนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์ผู้นี้มีอาการหอบรุนแรงที่มาจากสภาพอารมณ์และความเครียดจนการถ่ายทำต้องหยุดลงชั่วขณะเพื่อพาเธอไปให้อ๊อกซิเจน
ฉันต้องสอดท่ออ๊อกซิเจนเข้าไปในรูจมูก แล้วแดเรนก็บอกว่า ภาพหลุดโฟกัส เราต้องถ่ายฉากนี้กันใหม่ แล้วฉันก็สวนไปทำนองว่า ไปตายเลย” ลอว์เรนซ์เล่าย้อนความ
เพื่อให้ลอว์เรนซ์หลุดพ้นจากสภาพตึงเครียดและน่ากลัวระหว่างพักการถ่ายทำ ทีมงานได้ตั้งสถานที่ที่เรียกว่า “สถานที่แห่งความสุข” ให้แก่เธอ ซึ่งประกอบด้วยลูกอมหมากฝรั่ง และรายการทีวีที่เปิด “Keeping up with the Kardashians” วนซ้ำๆ “ฉันยอมทิ้งเวลาดีๆ มานั่งดู Kardashians สักชั่วโมงได้เลย
แอรอนอฟสกี้ ผู้กำกับของหนังซึ่งคบหาดูใจกับลอว์เรนซ์มาได้สักปีกว่าแล้ว ยกย่องเธอว่า “เธอมีความสามารถที่เป็นความดิบและเป็นโดยธรรมชาติล้วนๆ ผมมักชอบเปรียบเทียบเธอเหมือนเป็นไมเคิล จอร์แดน” ส่วนฮาเวียร์ บาร์เดม ที่ร่วมรับบทนำในหนังก็บอกว่า “เธอเป็นนักแสดงที่กล้าหาญอย่างไร้ขอบเขต และไม่จำเป็นต้องเจ็บจริงเพื่อสร้างความเจ็บปวด เธอมุ่งมั่นที่จะทำเท่าที่จำเป็นต้องทำ
mother! จะมีรอบพิเศษในบ้านเรา 15-17 กันยายนนี้ ก่อนฉายจริง 21 กันยายนครับ

Read more of this post