Advertisements

Kingsman: The Golden Circle – ความเห็นหลังชม

ถ้า Kingsman: The Golden Circle เรื่องนี้เป็นวิสกี้ ก็คงเป็นวิสกี้ชั้นดีแหละ เพียงแต่คนชง ใส่น้ำ ใส่โค้ก ใส่โซดา ใส่มิกเซอร์ต่างๆ หนักมือไปหน่อย จนรสชาติดีๆ ของวิสกี้เจือจางลงไป หรือไม่อาจผสมกันได้กลมกล่อมพอ
ในฐานะที่ผมยังไม่เคยดูภาคแรก (ที่จริงก็มีดีวีดีอยู่ครับ แต่ความที่เขียนข่าวถึงบ่อยจนรู้สปอยล์ของหนังเยอะแล้ว เลยไม่ทำให้กระตือรือร้นเอามาเปิดดูสักที) ก็รู้สึกต่อหนังเรื่องนี้ว่า เพลินๆ สลับกับเฉยๆ ไปตลอดเรื่อง เหมือนพอกำลังจะเริ่มรู้สึกเบื่อก็มีอะไรโผล่มาให้ดูให้หึๆ หรือตื่นเต้นขึ้นนิด คิดว่าคนดูหนังทั่วไปแบบที่ไม่คิดอะไรมากก็น่าจะชอบแหละครับ หรือไม่ก็ไปดูเพื่อความบันเทิงฆ่าเวลาได้ แต่ถ้าเป็นคอหนังที่ต้องการความสดใหม่ ความกลมกลืน ความสนุกในระดับภาคแรก ก็คงอาจผิดหวัง (ทุกคนที่ได้คุยหลังดูจบบอกว่าชอบภาคแรกมากกว่ากันทั้งนั้น เพียงแต่ก็มีหลายคนที่บอกว่าก็ยังถือว่าดูสนุกอยู่ แต่สนุกน้อยลง)
ส่วนถ้าให้เทียบกับงานก่อนๆ ของแมทธิว วอห์น อย่าง X-Men: The First Class และ Kick-Ass แล้ว ถ้าหนังสองเรื่องนี้ผ่านมาได้คะแนนเต็มสิบ เรื่องนี้คงอยู่ประมาณ 6-7 ครับ
ความหนักมือที่กล่าวถึงในข้างต้นนี้ หมายถึงหนังมีเนื้อเรื่องเยอะ แต่ไม่อาจนำเนื้อเรื่องทั้งหมดมาประกอบกันเพื่อดันหนังให้พีคได้ หนังมีจุดที่เรารู้สึกว่าน่าจะเรียกน้ำตา หรือลุ้นจิกเบาะ หรือฮาก๊ากได้ แต่ทั้งหมดอยู่ในระดับเพลินๆ
เนื้อเรื่องเยอะที่ว่า มีทั้งเนื้อเรื่องภารกิจหลักของหนังที่ต้องเล่าเรื่องราวและปมของป๊อปปี้ (จูลี่แอน มัวร์) ตัวร้ายของเรื่อง, เล่าเรื่องแฮรี่ (คอลิน เฟิร์ธ) กับปมการฟื้นคืนชีพของเขา, เล่าเรื่องเอ้กซี่ (ทารอน อีเกอร์ตัน) กับหน้าที่สายลับและหน้าที่ในชีวิตส่วนตัวที่มักขัดกัน และเล่าเรื่องของสเตทส์แมนว่ามีที่มายังไง พร้อมกับปูจักรวาลเพื่อเตรียมขยายต่อไปอีก อ้อ ยังมีเรื่องของเซอร์เอลตัน จอห์น กับการถูกลักพาตัวด้วย มันอีรุงตุงนังพอสมควร และทำให้อารมณ์ของหนังไม่อาจพุ่งทะยานในองก์สุดท้ายได้แบบงานเก่าๆ ของวอห์น
ส่วนข้อดีของหนังที่ชอบก็คงเป็นการออกแบบฉากบู๊ในช่วงครึ่งหลังของหนัง โดยเฉพาะการใช้แส้และบ่วงบาศของสายลับวิสกี้ (เปรโด ปาสคาล) ที่ดูน่าตื่นเต้น และแปลกใหม่ กับฉากบู๊ลุยแหลกรังของตัวร้ายในช่วงจบที่มันส์ใช้ได้ (แต่ก็ยังรู้สึกย้วยและมีส่วนเกินอยู่บ้าง)
และสำหรับบรรดาขาจิ้น ที่จิ้นแฮรี่กับเอ้กซี่ หนังมีฉากเซอร์วิสให้มากพอที่จะให้ใครที่จิ้นคู่นี้ได้ฟินอยู่บ้างครับ
ใครที่ได้ชมหนังแล้ว มาใส่ความเห็นกันได้เลยครับ

Read more of this post

Advertisements

Death Note – ความเห็นจากผู้ชมและนักวิจารณ์

เน็ตฟลิกซ์ได้ฉายหนัง Death Note ออกมาแล้ว และจากความเห็นเบื้องต้นของผู้ชมออกไปในทางลบเป็นส่วนใหญ่ครับ ดูเหมือนว่าฮอลลีวู้ดยังคงไม่สามารถดัดแปลงงานของฝั่งญี่ปุ่นหรือเอเชียให้ออกมาเป็นที่พอใจได้ ซึ่ง Death Note ของอดัม วินการ์ด ก็เป็นอีกเรื่อง

จาก 27 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา นักวิจารณ์ให้สอบผ่านเพียง 11 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ยตอนนี้อยู่ที่ 4.8/10 ครับ ไบรอัน ทอลเลอริโอ จาก RogerEbert.Com ให้ดาว 1/4  และบอกว่า “ตอนจบจะทำให้คุณปิดแอพเน็ตฟลิกซ์อย่างขยะแขยง ถ้าคุณยังไม่เบื่อตายซะก่อนที่จะดูจนจบ” ส่วนบทวิจารณ์จาก The Verge บอกว่า “เป็น Death Note ที่สร้างออกไปในทาง Final Destination หนังมัวแต่เน้นงานด้านภาพแบบไซเบอร์พังค์และดนตรีประกอบแนวครันชี แทนที่จะเน้นไปที่เนื้อหาสาระ” แต่บทวิจารณ์ของ The Guardian ก็ให้เหตุผลแย้งว่า “ในการแปลงเรื่องราวที่มีเนื้อหามากมายให้เป็นหนังยาว 100 นาที ย่อมมีการถูกตัดทอนออกไปเยอะมาก แต่หากมองว่าเป็นหนังแนวสยองขวัญแล้ว แม้ในฉากที่คลุมเครือที่สุดก็มีค่าพอ

สำหรับความเห็นของผู้ชมในบ้านเรา ผมได้เลือกมาจากความเห็นทางทวิตเตอร์ครับ และความเห็นก็ออกไปในแนวเดียวกับนักวิจารณ์ของสหรัฐ บ้างเห็นว่าข้อเสียคือการที่ละทิ้งเสน่ห์สำคัญของเรื่องราวแนวชิงไหวชิงพริบของต้นฉบับให้กลายเป็นหนังสยองขวัญธรรมดา แม้ว่าจะมีฉากสยองขวัญดีๆ ก็ตาม และบ้างก็บอกว่าแม้ในแง่ความเป็นหนังสยองขวัญธรรมดา ก็ยังไม่จัดว่าเป็นหนังดี แต่ก็มีบางส่วนมองว่าหนังมีฉากสยองขวัญดีๆ ให้ชมและควรถือว่าเป็นการตีความอีกแบบครับ

อ่านความเห็นเพิ่มเติมด้านใน

Read more of this post

Guardians of the Galaxy Vol.2 – ในความเห็นของคุณ

Guardians of the Galaxy Vol.2 ได้คะแนนจากการประเมินของ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 7.1/10 ครับ มีนักวิจารณ์ชอบ 82% ซึ่งความเห็นโดยรวมบอกว่าหนังบันเทิง และสนุก แต่ยังสู้ภาคแรกไม่ได้ แต่สำหรับผมแล้ว ผมชอบภาคนี้มากกว่าภาคแรก

ภาคแรกพูดถึงการที่กลุ่มคนแปลกแยกในสังคมมารวมตัวกันเพื่อทำความดี มันมีความเป็นเอกภาพของเนื้อเรื่อง ภาคนี้แม้ขาดความเอกภาพนั้น แต่ทุกเส้นเรื่องของตัวละครเกื้อหนุนกันในที่สุดในประเด็นเรื่อง “ครอบครัว” ทั้งความสัมพันธ์แบบพี่กับน้อง, พ่อกับลูก และการที่คนแตกต่างกันมาอยู่ร่วมกันก็ต้องปรับและทำความเข้าใจกัน มันเป็น”หัวใจ”ของหนังที่มากกว่าเรื่องราวการผจญภัยทั่วๆ ไป และสิ่งนี้แหละที่จำทำให้ภาคนี้กลายเป็นที่จดจำ ฉากบู๊ ฉากเทคนิคพิเศษ เป็นอะไรที่เราอาจรู้สึกกับมันได้น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความเป็นดราม่าของหนังจะอยู่กับเรานานกว่า

หนังนำแสดงโดย คริส แพรตต์, ซูอี้ ซัลดานา, แบรดลี คูเปอร์, วิน ดีเซล, เดฟ บาติสตา, ไมเคิล รู้กเกอร์, ทอมมี แฟลนาแกน, พอม คลีเมนเทียฟ, ฌอน กันน์, แคเรน กิลเลียน, เกลน โคลส, ซิลเวเตอร์ สตอลโลน และ เคิร์ต รัสเซล เข้าฉายแล้วในบ้านเราครับ

มาใส่ความเห็นกันครับ

Read more of this post

Fast and Furious 8 – ในความเห็นของคุณ

จากการประเมินคะแนนของ Rotten Tomatoes หนัง Fast and Furious 8 ได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.1/10 และมีนักวิจารณ์ชอบ 65% ซึ่งแม้จะอยู่ในแดนบวก แต่คะแนนก็ยังถือว่าน้อยกว่าภาค 6 และ ภาค 7 แต่สำหรับผมแล้ว มองว่าหนังสนุกที่สุดในบรรดาสามภาคล่าสุด เหตุผลหนึ่งก็คือ การไล่ระดับความสนุกของหนังที่ความแรงพุ่งขึ้นตลอด และมีฉากบู๊สุดท้ายที่สนุกที่สุดกว่าทั้งหมดในสามภาคหลัง ขณะที่ภาค 6 กับ 7 ผมมองว่า หนังมีฉากบู๊กลางเรื่องที่สนุกกว่า แต่มาลดความแรงลงในฉากบู๊ไคลแม็กซ์

โครงเรื่อง 3 ภาคหลังมีความคล้ายกันอยู่ในแง่การค่อยๆ มีภารกิจโจรกรรมไปทีละอย่าง แต่ภาค 8 ตื่นเต้นที่สุดเพราะรายละเอียดใหม่ โดยการให้ทั้งหมดที่เคยเป็น”ครอบครัว”เดียวกันมาปะทะกัน และหนังยังใส่เซอร์ไพรส์ต่างๆ ไปตลอดทุกช่วงภารกิจ มีการพลิกผัน มีนักแสดงรับเชิญที่มาสร้างสีสัน มีมุขตลกแบบ sitcom มาช่วยให้หนังฮาเป็นระยะๆ

การได้ชาร์ลีซ เธอรอน มารับบทตัวร้าย และการมารับเชิญของเฮเลน เมียร์เรน ยังทำให้หนังสนุกขึ้นมาก เพราะนักแสดงระดับคุณภาพขนาดนี้สามารถทำให้บทที่ดูธรรมดาๆ มีความลึก มีความพิเศษ และชวนติดตามครับ

หนังทำรายได้เปิดตัววันแรกในบ้านเราเฉพาะกรุงเทพและปริมณฑลไปเกือบๆ 40 ล้านบาท เป็นการทำรายได้เปิดตัววันแรกที่ชนะภาคที่แล้ว หนังน่าจะสร้างสถิติใหม่อะไรแน่ๆ ทั้งในบ้านเราและในการฉายทั่วโลกครับ

ชมหนังกันแล้วเป็นยังไงบ้าง มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

Power Rangers – ในความเห็นของคุณ

Power Rangers ฉายไปแล้วทั้งในสหรัฐ และที่บ้านเราเมื่อสุดสุปดาห์ที่ผ่านมา รายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์แรกอาจยังสู้ Beauty and the Beast ที่ยังคงทำเงินสูงอย่างต่อเนื่องไม่ได้ (88 ล้านเหรียญในสัปดาห์ที่สอง) แต่ก็ถือว่าทำเงินไปได้อย่างน่าพอใจที่ 40.5 ล้านเหรียญ และแม้ว่าคะแนนจากนักวิจารณ์จากการประเมินของ Rotten Tomatoes จะค่อนข้างน้อย (47% และ 5.1/10) แต่ก็ได้คะแนนจากผู้ชมในหสรัฐ หรือ CinemaScore A แปลว่าหนังมีโอกาสที่จะยืนโรงยาวและทำรายได้ต่อ ซึ่งด้วยทุนสร้างราว 105 ล้านเหรียญ ก็น่าจะทำให้ได้หนังกำไรพอที่จะมีภาคต่อครับ

ตัวผมจัดอยู่ในพวกเดียวกับ 47% ของ Rotten Tomatoes ครับ และถ้าใครถามว่าควรไปดูไหม ก็คงไม่กล้าแนะนำแบบเต็มปาก เพราะโดยส่วนตัวก็เห็นอยู่ว่า มันมีข้อเสียบางอย่างที่อาจทำให้ผู้ชมทั่วไปไม่โดนใจมัน ตั้งแต่การที่ปูเรื่องนาน เดาเรื่องได้ มีความคล้ายเรื่องโน้นเรื่องนี้หลายเรื่องมีการขายของแบบหน้าด้านๆ จนเรายอมใจ แต่ที่ชอบเพราะมันปลุกพลังความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวให้ออกมาแปลงกายได้ มันยังมีตัวละครที่มีสีสันแบบโอเวอร์ๆ การสอนเรื่องความสามัคคี และฉากแอ็คชั่น 15 นาทีสุดท้ายที่สนุก มันเป็นหนังที่เป็น guilty pleasure ของผมมากๆ

ปล. เมื่อก่อนก็เคยรู้สึกไม่ดีบ้างที่หนังที่เราชอบได้คะแนนวิจารณ์น้อยๆ มีคนไม่ชอบเยอะ แต่เดี๋ยวนี้คิดใหม่ว่า อย่างน้อยอย่าง Power Rangers ก็มีอีก 47 % ที่ชอบเหมือนเรา

ชมหนังแล้วชอบหรือมีความเห็นยังไงกันบ้างครับ

 

Read more of this post

Beauty and the Beast – ในความเห็นของคุณ

Beauty and the Beast ฉบับสร้างใหม่ของดิสนี่ย์เข้าฉายมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ และจากรายได้ทั่วโลกจนถึงตอนนี้ 428 ล้านเหรียญ ดิสนี่ย์อาจได้หนังพันล้านเรื่องใหม่อีกเรื่องครับ เป็นการพิสูจน์อีกครั้งว่า ถ้าจะทำหนังจากเทพนิยายแล้วก็ต้องเป็นค่ายดิสนี่ย์จริงๆ ที่รู้ว่าจะทำหนังออกมายังไงให้เรียกผู้ชมได้ และรู้ว่าผู้ชมต้องการอะไรบ้างจากหนังแนวนี้

คะแนนที่ Rotten Tomatoes ตอนนี้ของหนังจาก 224 บทวิจารณ์อยู่ที่ 6.7/10 ครับ และมีนักวิจารณ์ชอบ 70% โดยความเห็นรวมๆ ชื่นชอบงานสร้างที่ละเอียด นักแสดงที่มีสีสัน การซื่อตรงต่อต้นฉบับ แต่ก็ยังมีการใส่แง่มุมที่สดใหม่ลงไป แต่แน่นอนว่าในเรื่องของการซื่อตรงต่อต้นฉบับ ก็มีบางนักวิจารณ์มองว่าซื่อตรงมากจนน่าอึดอัดโดยเฉพาะการพยายามเลียนแบบกระทั่งมุมกล้องและการเคลื่อนกล้อง ซึ่งบางอย่างไม่เหมาะสมกับงานเป็นหนังคนแสดง

สำหรับผม มองว่าหนังสนุกและเพลิดเพลินจนจบ แต่ฉบับคนแสดงยังไม่ตราตรึงเท่าฉบับอเนิเมชั่นครับ เวลาดิสนี่ย์เอางานการ์ตูนมาแปลงเป็นคนแสดง ไม่ได้แปลงแค่สื่อ แต่แปลงตัวละครให้เป็นคนจริงๆ ในเชิงความลึกด้วย นับตั้งแต่ Cinderella มาแล้ว และดิสนี่ย์ก็ทำได้อีกใน Beauty and the Beast มันจึงทำให้หนังเทพนิยายที่เรารู้เรื่องอยู่แล้ว และแทบจะก๊อปฉากกันมาเกือบทั้งเรื่องมีความสนุกน่าติดตาม

แต่อาจเพราะฉบับอนิเมชั่นมีช่วงเวลาที่เป็น”มนตร์ขลัง”อยู่ในหนังมากมาย และฉบับหนังก็พยายามจะสร้างทุกฉากให้เต็มไปด้วยมนตร์ขลังนั้น ผลปรากฏว่ามันล้น เกือบทุกฉากที่เป็นฉากร้องเพลงมีการจัดชุดใหญ่ อลังการ แข่งกันเพื่อให้เป็นฉากที่ยิ่งใหญ่ น่าจดจำ มันเลยทำให้ไม่มีฉากไหนเด่นหรือน่าจดจำเป็นพิเศษ ทำให้กราฟอารมณ์ของหนังใกล้เคียงกันเกือบตลอดเรื่อง ทำให้หนังเสียความกลมกล่อม ขณะที่ฉบับอนิเมชั่นรู้ว่าจะผ่อนตรงไหน และจะไฮไลท์ตรงไหนเป็นพิเศษครับ

ชมกันไปแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

Kong: Skull Island – ในความคิดเห็น

หลังจากที่ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้เปิดจักรวาลภาพยนตร์ดีซีด้วย Batman v Superman: Dawn of Justice เมื่อปีที่แล้ว ก็ได้เปิดจักรวาลใหม่อีกหนึ่งก็คือจักรวาลสัตว์ประหลาดยักษ์ด้วย Kong: Skull Island ในปีนี้ครับ และดูเหมือนว่าจักรวาลหลังนี้ได้รับการตอบรับจากนักวิจารณ์ดีกว่าจักรวาลแรก

หนังมีนักวิจารณ์ชอบราว 80% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.7/10 ตามการประเมินของ Rotten Tomatoes ส่วนคะแนนของนักวิจารณ์จากการประเมินของ Metacritic อยู่ที่ 63/100 ครับ แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่า King Kong ฉบับของปีเตอร์ แจ็คสัน ที่คะแนนของ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 7.7/10 กับ 84% และคะแนนของ Metacritic อยู่ที่ 81/100

ในแง่ของรายได้ ดูเหมือนว่าจะไม่สวยเท่าคำวิจารณ์ครับ หนังทุนสร้าง 185 ล้านเหรียญเรื่องนี้ (ยังไม่รวมงบการตลดา) ทำเงินจากรอบพิเศษค่ำวันพฤหัสบดีในสหรัฐไป 3.7 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะเปิดตัวด้วยรายได้ในสหรัฐ 45-50 ล้านเหรียญ ตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ แต่ในบทความบอกด้วยว่าคำวิจารณ์ที่ดีน่าจะช่วยให้หนังทำรายได้ในระยะยาวครับ

ในความเห็นส่วนตัว Kong: Skull Island เป็นหนังที่ดูได้ในระดับเพลินๆ มีฉากอสุรกาย และฉากต่อสู้ของอสุรกายที่ตื่นตาตื่นใจและน่าตื่นเต้น หนังสนุกกว่า Godzilla ปี 2014 แต่ก็ไม่ได้สนุกเท่าที่คาดหวัง ซึ่งจุดบอดใหญ่อยู่ที่การมีตัวละครที่น่าเบื่อ หรือไม่ก็ไม่ได้สร้างอารมณ์ร่วมให้เราได้ในตัวละครเหล่านั้น

หลายฉากสวย เท่ มีความเล่นใหญ่ ท่าเยอะ และมีความคาราวะหนังยุค 70 เพิ่มคุณค่าให้แก่งานสร้าง แต่ฉากเหล่านั้นกลับดึงกราฟอารมณ์ของหนังไม่ให้มันพีค ถ่ายมาได้อย่างสร้างสรรค์ แต่กลับไม่ค่อยช่วยในด้านการสร้างความสนุกแบบที่หนังตลาดควรมี นึกถึงคำพูดของครูเป็ด มนชีพ ตอนเป็นคอมเมนเตเตอร์ AF 2 ว่า บางครั้ง การจะตัดเนย เราไม่จำเป็นต้องใช้อีโต้ก็ได้

มีความเห็นยังไงต่อหนังบ้างครับ มาให้ความเห็นกันได้เลยครับ

Read more of this post