Advertisements

ผลการศึกษาบอกว่า Rotten Tomatoes ไม่มีผลต่อรายได้หนังในสหรัฐ

รายได้หนังซัมเมอร์ในสหรัฐปีนี้ตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งไม่เคยต่ำขนาดนี้มาตั้งแต่ปี 2006 ครับ บรรดาผู้บริหารของค่ายหนังบางค่าย หรือคนทำหนังบางกลุ่มโทษไปที่มาตรวัดหรือการประเมินวิจารณ์หนังของเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ที่ทำให้ผู้ชมไม่อยากออกมาดูหนังกัน โดยเฉพาะกับหนัง Emoji Movie และ Baywatch ที่มีรายงานจากวงในว่าผู้บริหารฉุนมากๆ แต่ปรากฏว่าผลวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีบันเทิงแห่งมหาวิทยาลัยเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย กลับได้ข้อสรุปตรงกันข้ามว่า การประเมินคะแนนของเว็บไซต์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลถึงรายได้ภาพยนตร์ในสหรัฐเลย
อีฟ เบอร์ควิสต์ ผู้อำนวยการของโครงการข้อมูลและการวิเคราะห์ของมหาวิทยาลัยดังกล่าวได้นำตัวเลขรายได้ภาพยนตร์ในสหรัฐตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2017 มาวิเคราะห์กับคะแนนของ Rotten Tomatoes และสรุปว่า “คะแนนของ Rotten Tomatoes ไม่เคยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ภาพยนตร์ ไม่ว่าทั้งในทางบวกหรือในทางลบ
แค่เฉพาะรายได้ของหนังซัมเมอร์ปี 2017 ก็เห็นได้ถึงค่าความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนมะเขือเน่าหรือสดว่าไม่ส่งผลทั้งด้านบวกและลบต่อรายได้หนัง ความจริงแล้ว หนังที่ทำเงินทั่วโลกเกิน 300 ล้านเหรียญในปีนี้จะได้คะแนนอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนอยู่ราวๆ 77.5% สูงกว่าปี 2013 ที่ได้ราวๆ 73%
แล้วเคยมีไหมที่ผู้ชมกับนักวิจารณ์มีความเห็นสวนทางกันต่อหนังเรื่องหนึ่งๆ ในรายงานบอกว่าไม่มี ผลการวิเคราะห์บอกว่าคะแนน Rotten Tomatoes ของฝั่งผู้ชมค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกับฝั่งนักวิจารณ์ “คะแนนของผู้ชมกับคะแนนของนักวิจารณ์ไม่ได้แตกต่างกันจนเห็นได้ชัด ยิ่งที่หนังทำเงินมากบนตารางหนังทำเงิน คะแนนระหว่างสองฝั่งยิ่งแตกต่างกันน้อย ซึ่งแปลว่าผู้ชมเริ่มกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเดาออกว่าหนังเรื่องไหนแย่ และหนีห่างออกมา
เบอร์ควิสต์บอกด้วยว่า การทุ่มเงินให้งานสร้างหนังและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกหนักๆ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าหนังจะทำเงินสูงตามด้วย ยิ่งทุนสร้างเพิ่มสูงมากก็ยิ่งเสี่ยงด้านการเงินมาก และเป็นเหตุผลที่วอลสตรีตค่อนข้างโหดร้ายต่อหุ้นของธุรกิจบันเทิงในระยะหลัง
ที่มา: Variety

Read more of this post

Advertisements

It ทำรายได้เปิดตัวลอยสูงเกินคาด 185.1 ล้านเหรียญทั่วโลก

อัพเดท: ดูเหมือนว่าเมื่อมีการคำนวณตัวเลขรายได้ในเช้าวันจันทร์ รายได้ของ It ในสหรัฐอเมริกาจะสูงกว่าที่ประเมินเบื้องต้นในเช้าวันอาทิตย์อีกครับ เพราะตัวเลขอย่างเป็นทางการที่ได้คือ 123.1 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกในสัปดาห์แรกเพิ่มเป็น 185.1 ล้านเหรียญครับ
ผลการสำรวจด้านการตลาดบอกด้วยว่า 65 % ของผู้ที่มาซื้อตั๋วมีอายุ 25 ปีขึ้นไป และเป็นชาย 49 % ครับ

…………………….

จากการประเมินในครั้งแรกว่า It จะเปิดตัวในสัปดาห์แรกทุบสถิติในสหรัฐที่ 50 ล้านเหรียญ และสร้างสถิติใหม่ของตัวเลขรายได้เปิดตัวในสหรัฐเดือนกันยายน แต่กลายเป็นว่าหนังทำรายได้ไปไกลเกินนั้นมากถึง 117.2 ล้านเหรียญครับ จาก 4,103 โรงฉาย เท่ากับมีรายได้เฉลี่ยต่อโรงสูงถึง 28,552 เหรียญเลย
เท่ากับ It ไม่เพียงเปิดตัวทุบสถิติเดือนกันยายนเท่านั้น แต่ยังทุบสถิติรายได้เปิดตัวหนังสยองขวัญในสหรัฐ, ทุบสถิติรายได้หนังเรต R และทุบสถิติรยได้หนังจากการจัดจำหน่ายของนิวไลน์ซินีมาเลย
ตัวเลขรายได้เปิดตัวยังสูงเป็นอันดับ 3 ของปีนี้ในสหรัฐด้วยครับ เป็นรองเพียง Beauty and the Beast กับ Guardians of the Galaxy Vol.2 เท่านั้น มากกว่าทั้งของ Spider-Man: Homecoming และ Wonder Woman อีก ทั้งหมดนี้จากทุนสร้าง 35 ล้านเหรียญ ซึ่งยังไม่นับรวมค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์
นักวิเคราะห์บอกว่า ถ้าโรงหนังในรัฐฟลอริดาไม่ปิดตัวลงเพื่อรับมือกับพายุเฮอริเคนที่กำลังจะเข้ามาถล่ม รายได้ของ It อาจสูงกว่านี้อีกครับ ถึงราว 120-125 ล้านเหรียญครับ
นอกจาก 117.2 ล้านเหรียญแล้ว หนังยังทำเงินในตลาดต่างประเทศอีก 62 ล้านเหรียญ จาก 46 ประเทศ ทำให้รายได้ทั่วโลกในตอนนี้อยู่ที่ 179 ล้านเหรียญครับ
สำหรับรายได้ในไทย It เปิดตัวสุดสัปดาห์แรก 4 วันของการฉายในกรุงเทพฯ และ เชียงใหม่ เป็นอันดับ 1 ที่ 25.36 ล้านบาท ทั้งที่จำนวนโรงฉายน้อยกว่า “เพื่อน..ที่ระลึก” ครับ ที่เปิดตัวพร้อมกันในสุดสัปดาห์นี้ ส่วน “เพื่อน..ที่ระลึก” เปิดตัวที่ 13.39 ล้านบาท อยู่อันดับ 3 ส่วนอันดับ 2 เป็นของ “ส่ม ภัค เสี่ยน” ที่ยังทำรายได้แรงอยู่ และทำเงินไปอีก 16.02 ล้านบาท
ที่มา: Box Office Mojo / ชมรมวิจารณ์บันเทิง

Read more of this post

10 อันดับหนังทำเงินสูงสุดประจำซัมเมอร์ 2017 ในสหรัฐ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสุดสัปดาห์สุดท้ายของซัมเมอร์ในสหรัฐครับ และก็ทำให้มีการสรุปตัวเลขรายได้หนังกันออกมาจาก Box Office Mojo ว่าเรื่องไหนทำเงินกันไปเท่าไหร่แล้วพบว่า Wonder Woman กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดประจำปีนี้ของสหรัฐครับ ด้วยการเปิดตัวสูงถึง 103.2 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปร่วม 408.9 ล้านเหรียญ รายได้จากนอกบ้านก็ห่างกันนิดหน่อยที่ 403.7 ล้านเหรียญ
อันดับ 2 และอันดับ 3 ยังคงเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นของฝั่งมาร์เวล เริ่มที่ Guardians of the Galaxy Vol. 2 ที่เปิดตัวในบ้าน 146.5 ล้านเหรียญ ทำเงินไปแล้วกว่า 389.6 ล้านเหรียญ ขณะที่มีรายได้จากนอกบ้านสูงถึง 473.4 ล้านเหรียญ ตามด้วย Spider-Man: Homecoming ที่เปิดตัวในบ้าน 117 ล้านเหรียญ ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 324 ล้านเหรียญ และทำเงินจากต่างประเทศไปอีก 422 ล้านเหรียญ
อันดับ 4 สำหรับรายได้ในสหรัฐเป็นของหนังอนิเมชั่นภาคต่อ Despicable Me 3 ทำเงินในบ้านไปแล้วในตอนนี้ 257.8 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้ตกลงมากจากภาค 2 และภาคแยก Minions แต่ยังดีที่ทำเงินมากกว่าภาคแรก และมีรายได้จากต่างประเทศอีก 736.1 ล้านเหรียญมาช่วย ทำให้ทำเงินทั่วโลกแตะ 993 ล้านเหรียญไปแล้ว ยูนิเวอร์แซลฯ คงไม่ต้องห่วงอะไรกับ Minions 2 ที่จะออกฉายปี 2020
อันดับ 5 เป็นของ Dunkirk จากผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ทำเงินในบ้านไปแล้ว 178.7 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 280 ล้านเหรียญ และเริ่มเข้าฉายในตลาดใหญ่ๆ ต่างประเทศในช่วงนี้แล้ว จากทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ น่าจะเป็นอีกเรื่องที่สร้างกำไรให้วอร์เนอร์ฯ ในปีนี้รวมกับ Wonder Woman ครับ
อันดับ 6 เป็นของ Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales ที่เปิดตัวในสหรัฐไปเบาะๆ 63 ล้านเหรียญ รายได้ในบ้านอยู่ที่ 172.2 ล้านเหรียญ ตัวเลขรายได้ในบ้านยังห่างไกล 241 ล้านเหรียญที่เป็นรายได้ของภาค 4 ที่ทำเงินในสหรัฐไว้ต่ำสุด แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยอีก 619.6 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกแซงภาคแรกที่ฉายปี 2003 ไปแล้ว แต่อาจจะได้ไม่เท่ากับภาค 2-4 ดิสนี่ย์ไม่น่าขาดทุน แต่คงไม่ได้กำไรไม่มากจากการฉายโรง และคงคิดหนักที่จะตัดสินใจสร้างภาคต่อ
อันดับ 7 เป็นของ Cars 3 ที่ทำเงินในบ้านไป 150 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ 2 ภาคแรก ที่รายได้ยังห่างไกลทั้งรายได้ในบ้าน และรายได้จากต่างประเทศ และคำวิจารณ์ก็ค่อนข้างไม่ดี
อันดับ 8 เป็นของ War for the Planet of the Apes ทำเงินในบ้านไปในตอนนี้ 144.2 ล้านเหรียญ ถือว่าทำรายได้ต่ำที่สุดกว่าทุกภาคเช่นกันแม้ว่าคำวิจารณ์จะดี ผู้ชมอาจเริ่มเบื่อกับหนังชุดนี้แล้วและอาจต้องให้ภาคนี้เป็นภาคปิดฉากจริงๆ
อันดับ 9 เป็นของ Transformers: The Last Knight ที่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 130 ล้านเหรียญ หนังได้รายได้อีก 473.8 ล้านเหรียญ จากต่างประเทศมาช่วยพอสมควร แต่วัดจากทุนสร้าง 217 ล้านเหรียญ ที่ยังไม่ได้หักค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์แล้ว หนังมีโอกาสได้ทุนคืน แต่กำไรอาจต้องไปพึ่งพวกดีวีดีหรือสตรีมมิ่งแทน และเป็นรายได้หนังที่คงไม่มีใครคาดคิดว่า Transformers จะทำเงินต่ำกว่า Despicable Me แม้แต่ในตลาดโลก
อันดับ 10 เป็นของ Girl Trip หนังตลกว่าด้วยความสัมพันธ์ของแก๊งเพื่อนผู้หญิง เปิดตัวในสัปดาห์แรกอยู่อันดับ 2 ที่ 31 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 111.5 ล้านเหรียญ
(แก้ไขอันดับ 10 ใหม่ครับ เป็น Girl Trip แทน Baby Driver ซึ่งถูกแซงไปอยู่อันดับที่ 11 ด้านล่างนี้เป็นข้อความดั้งเดิม
Baby Driver ที่ทำเงินเงียบๆ ไม่หวือหวา เปิดตัวอยู่อันดับ 2 ประจำสัปดาห์ที่รายได้ 20.5 ล้านเหรียญ แต่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 105.5 ล้านเหรียญ และจากตลาดต่างประเทศอีก 102 ล้านเหรียญ ด้วยทุนสร้างเพียง 34 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นหนังซัมเมอร์เล็กๆ ที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำแบบเงียบๆ ครับ เป็นข้อพิสูจน์ว่าถ้าทำหนังออกมาดีและสนุก มีไอเดียสดใหม่ ไม่ต้องทุนใหญ่แบบ The Mummy ไม่ต้องมีดาราระดับทอม ครูส ก็มีโอกาสทำกำไรเยอะ)
จาก 10 อันดับนี้ หลายเรื่องยังทำเงินในบ้าน หรือแม้แต่ทั่วโลกสู้หนังที่เปิดฉายก่อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่ได้เลย Beauty and the Beast ยังคงเป็นหนังที่ทำเงินสูงที่สุดประจำปีในบ้านตอนนี้ที่ 504 ล้านเหรียญ ขณะที่ Dunkirk ซึ่งอยู่อันดับ 5 ก็ยังทำเงินต่ำกว่า Logan และ Fast and Furious 8 ค่ายหนังอาจต้องคิดใหม่ว่าทุกสัปดาห์ของทุกปีมีความสำคัญไม่แพ้กัน คงจะจัดหนังใหญ่มาปะทะกันในช่วงซัมเมอร์เหมือนเดิมอีกไม่ได้
ตัวเลขรายได้ของซัมเมอร์นี้ก็ยังเป็นไปตามคาดครับว่ารายได้หนังในสหรัฐจะทำเงินตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบสิบกว่าปี ตอนนี้กำลังรอสรุปตัวเลขรายได้แน่ชัดก่อนว่าจะต่ำสุดระดับไหนครับ ซึ่งบางค่ายได้รายได้จากต่างประเทศมาช่วย แต่ไม่ใช่เกือบทุกเรื่องเหมือนปีที่ผ่านๆ มาอีกต่อไปแล้ว ดูเหมือนผู้ชมในตลาดโลกก็เริ่มฉลาดและล้ากับหนังสูตรสำเร็จบางประเภทแล้วเหมือนกันครับ
ดูสรุปตัวเลขอีกทีด้านในครับ
Read more of this post

รายได้หนังในอเมริกาสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี

รายได้หนังทุกเรื่องรวมกันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในอเมริกาเหนือ (25-27 สิงหาคม) ต่ำที่สุดในรอบ 15 ปีเลยครับ ตามรายงานจาก Box Office Mojo เพราะหนังที่ทำเงินสูงสุด 12 เรื่องประจำสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเงินรวมกันแค่เฉียดๆ 50 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ไม่มีหนังที่น่าสนใจมากพอให้ผู้ชมอยากไปดู, มีศึกชกมวยเมย์เวทเธอร์ปะทะแม็คเกรเกอร์ถ่ายทอดสด และจากการที่บางส่วนของสหรัฐโดนพายุถล่ม

หนังที่ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ก็คือ The Hitman’s Bodyguard ที่ทำเงินสูงสุดอยู่แค่ 10 ล้านเหรียญ และเป็นการฉายสัปดาห์ที่สองของหนังซึ่งหล่นลงมาจากสัปดาห์ที่แล้วถึง 53% ส่วนหนังใหญ่ที่เข้าฉายสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่น อนิเมชั่น Leap!, หนังศาสนา All Saints และหนังบรูซ ลี Birth of the Dragon ไม่มีเรื่องไหนขึ้นมาถึงอันดับหนึ่งหรือสองเลย อันดับสองของสัปดาห์นี้ก็ยังเป็นหนังที่เก่าอย่าง Annabelle: Creation ที่ทำเงินไปอีก 7.6 ล้านเหรียญ

รายได้รวมกันของหนัง 12 เรื่องที่ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์นี้ ถือว่าต่ำสุดที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2001 สัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ครับ

มีแนวโน้มว่าสุดสัปดาห์หน้าที่เป็นวันหยุดวันแรงงานแรกของปีก็จะยังคงตกต่ำต่อไป หนังใหม่ที่เข้าฉายได้แก่ Tulip Fever และการกลับมาฉายใหม่ของ Close Encounter of the Third Kind ครับ คาดว่ารายได้จะกลับมาดีขึ้นก็คือในอีกสุดสัปดาห์หลังจากนั้นเพื่อ It หนังจากนิยายของสตีเวน คิงก์ ออกฉาย

ที่มา: Box Office Mojo

Read more of this post

หนังจักรวาล Conjuring ทำเงินทะลุ 1 พันล้านเหรียญ

หลังจากออกฉายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Annabelle: Creation ได้ทำเงินทั่วโลกไปแล้วถึง 110 ล้านเหรียญ ทำให้เมื่อรวมกับรายได้ของหนังเรื่องก่อนหน้านี้ในจักรวาลเดียวกันอย่าง The Conjuring ภาคแรก (319.5 ล้านเหรียญ), The Conjuring 2 (320.4 ล้านเหรียญ) และ Annabelle (257 ล้านเหรียญ) ก็ช่วยให้หนังในจักรวาลนี้ทำเงินรวมกันทั่วโลกเลย 1 พันล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญของหนังสยองขวัญฟอร์มเล็กชุดนี้ที่เจมส์ วาน สร้างสรรค์ขึ้นมาเลยครับ

ในโอกาสนี้ ซู โครลล์ ประธานฝ่ายการตลาดและจัดจำหน่ายทั่วโลกของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ก็ได้ออกแถลงแสดงความยินดีแก่ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆ ที่ช่วยผลักดันให้ก่อเกิดความสำเร็จนี้ ทั้งแก่นิวไลน์ซินีมา, ทีมงานด้านการจัดจำหน่ายและการตลาด รวมถึงทุกคนในฝ่ายสร้างสรรค์ “เราตื่นเต้นกับความสำเร็จของ Annabelle: Creation และภูมิใจอย่างยิ่งที่จะนำหนังชุด Conjuring ที่ได้รับความนิยมอย่างมากนี้มาฉายต่อยังโลกหนังทุกหนแห่ง

สำหรับหนังชุด Conjuring ที่กำลังจะเข้าฉายต่อไปในอนาคตก็ได้แก่ The Nun, The Crooked Man และ The Conjuring 3 ครับ

ที่มา: Warner Bros.

Read more of this post

นักวิเคราะห์คาดว่า It อาจสร้างสถิติรายได้เปิดตัว

กระแสที่มีต่อหนังสยองขวัญ It ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ที่ดีมาตลอดนับตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างแรกที่ทุบสถิติยอดวิวของทุกตัวอย่างหนังจนถึงตอนนี้ ได้ทำให้นักวิเคราะห์ด้านรายได้หนังในสหรัฐคาดกันว่าหนังจากนิยายของสตีเวน คิงก์ เรื่องนี้ น่าจะเปิดตัวในสุดสัปดาห์แรกของการฉายถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐเลยครับ และหากทำได้ขนาดนั้นจริงก็จะทำให้เป็นหนังที่เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลในสหรัฐประจำเดือนกันยายนเลย

จนถึงตอนนี้ หนังที่ครองสถิติรายได้เปิดตัวตลอดกาลประจำเดือนกันยายนในสหรัฐก็คือ Hotel Transylania 2 ที่ครองสถิติอยู่ที่ 48 ล้านเหรียญครับ อย่างไรก็ดี ทางวอร์เนอร์ฯ ไม่ได้คาดหวังไว้สูงเท่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ เพราะด้วยความที่เป็นหนังสยองขวัญเรต R ที่จำกัดอายุผู้ชม และความที่ผู้ชมไม่ค่อยไปดูหนังกันเท่าไหร่ในเดือนนี้ของบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปีนี้ตลาดซบเซามาก จึงคาดหวังไว้มากสุดเพียง 40-45 ล้านเหรียญเท่านั้น

It เป็นเรื่องราวของกลุ่มเด็กขี้แพ้ในเมือลเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตกเป็นเป้าของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่กระหายจะจับเด็กกินทุก 30 ปี มันมักชอบกลายร่างเป็นสิ่งที่เด็กๆ กลัว แต่ปกติแล้วมักกลายร่างเป็นตัวตลกเพื่อสะดวกในการหลอกจับเด็กมากิน หนังกำกับโดยอันเดรส มุสชิเอตติ จาก Mama มีกำหนดฉายต้นเดือนกันยายนนี้ครับ

ที่มา: THR

Read more of this post

Get Out เป็นหนังฮอลลีวู้ดที่ทำกำไรสูงสุดของปีนี้

ขณะที่ฮอลลีวู้ดแข่งกันสร้างหนังฟอร์มยักษ์ทุนสูง แต่กลายเป็นว่าหนังสยองขวัญฟอร์มเล็กๆ ทุนสร้างไม่กี่ล้านที่สร้างกำไรให้ค่ายหนังมากที่สุดครับ เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ใช้ ซึ่ง Get Out ของจอร์แดน พีล ได้เป็นหนังที่สร้างกำไรให้มากที่สุดของปีนี้จนถึงตอนนี้

Get Out ใช้ทุนสร้าง 4.5 ล้านเหรียญ และรายได้ล่าสุดตอนนี้จากทั่วโลกอยู่ที่ 252 ล้านเหรียญครับ เมื่อแทนค่าด้วยสมการ ROI ที่ใช้ในการหาค่าตอบแทนการลงทุนแล้ว หนังได้ค่าสูงถึง 630 เปอร์เซ็นต์เลยครับ

หนังอีกเรื่องที่ให้ค่าตอบแทนการลงทุนที่สูงก็คือ Split ของผู้กำกับเอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งใช้ทุนสร้าง 9 ล้านเหรียญ กับงบการตลาดอีก 30 ล้านเหรียญ รายได้ทั่วโลกของหนังอยู่ที่ 277 ล้านเหรียญ หนังมีค่า ROI อยู่ที่ 610 เปอร์เซ็นต์ครับ ตาม Get Out อยู่ไม่ห่างมาก

ทั้ง Get Out กับ Split เป็นผลงานของบลูมเฮาส์ ที่มีเจสัน บลูม เป็นประธานกรรมการผู้บริหาร และดูเหมือนว่าไม่ว่าด้วยกลยุทธการตลาดใดที่บลูมเฮาส์ใช้ ได้ผลดีจนค่ายอื่นน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างมากครับ แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือสร้างออกมาให้ดีก่อน และใช้คำวิจารณ์กับกระแสปากต่อปากมาช่วยดันหนัง

ส่วน Beauty and the Beast ที่ทำเงินทั่วโลกสูงสุด 1.26 พันล้านเหรียญในตอนนี้มีค่า ROI อยู่ที่ 400 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เพราะใช้ทุนสร้างราว 160 ล้านเหรียญ และใช้งบด้านการตลาดในการประชาสัมพันธ์ทั่วโลกมหาศาล

 

ที่มา: The Wrap

Read more of this post