Advertisements

Alien: Covenant เปิดตัวด้วยรายได้ต่ำกว่า Prometheus

ผู้กำกับริดลี่ย์ สก็อต วางทิศทางของ Alien: Covenant ให้เป็นการกลับสู่รากเหง้าของหนังชุดนี้ตามรอยภาคแรกที่เขาเคยกำกับมากกว่าจะวางทิศทางคล้าย Prometheus ที่เป็นภาคต้นที่มีความแตกต่าง ซึ่งทิศทางนั้นถูกใจตลาดแค่ไหน อาจวัดได้จากตัวเลขรายได้เปิดตัวในสหัฐสุดสัปดาห์นี้ครับ

หนังทำรายได้เปิดตัวในบ้านสุดสัปดาห์แรกไปเพียง 36 ล้านเหรียญ แม้จะเป็นตัวเลขรายได้อันดับหนึ่งประจำสุดสัปดาห์ แต่ก็ห่างจาก Prometheus  ที่เปิดตัวสูง 51.2 ล้านเหรียญในสัปดาห์แรก เมื่อรวมกับรายได้ในตลาดโลกที่เปิดตัวก่อนในสหรัฐมาหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งทำเงินไปแล้วกว่า 81.8 ล้านเหรียญ ทำให้มีตัวเลขรวมของรายได้ทั้งหมดในตอนนี้อยู่ที่ 117.8 ล้านเหรียญครับ

จากทุนสร้างของหนัง 97 ล้านเหรียญ หนังน่าจะเอาตัวรอดได้ แต่กำไรคงมากกว่าทุนไปไม่มากและไม่น่าจะทำเงินถึง 403.4 ล้านเหรียญของ Prometheus ที่รายได้ของหนังส่วนใหญ่ก็มาจากตลาดต่างประเทศเหมือนกัน

ในแง่ความเห็นของผู้ชม หนังได้คะแนน CinemaScore อยู่ที่ B ครับ เป็นคะแนนจากการที่บริษัทด้านการตลาดมาสอบถามผู้ชมหลังดูหนังจบ โดยระบุว่า 62% ที่มาชมหนังเรื่องนี้เป็นเพศชาย

อันดับสองของหนังในสุดสัปดาห์นี้คือ Guardians of the Galaxy Vol.2 ที่ทำเงินไปอีก 35.1 ล้านเหรียญ น้อยกว่า Alien: Covenant อยู่ในระดับหลักแสนเหรียญ และทำเงินทั่วโลกไปแล้ว 732.6 ล้านเหรียญครับ

ที่มา: Box Office Mojo

Read more of this post

Advertisements

King Arthur: Legend of the Sword เตรียมขาดทุนราว 150 ล้านเหรียญ

นักวิเคราะห์มองว่า King Arthur: Legend of the Sword จะเปิดตัวด้วยตัวเลขรายได้ที่ย่ำแย่ แต่เมื่อผลออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ ปรากฏว่าแย่กว่าที่คาดด้วยครับ เพราะตัวเลขรายได้ในตลาดนอกอเมริกาเหนือก็แย่เช่นเดียวกัน และน่าจะกลายเป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่ขาดทุนมากที่สุดเป็นประวัติกาลเรื่องหนึ่งเลย

หนังเปิดตัวด้วยรายได้สามวันในอเมริกาเหนือเพียง 15.4 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้สุดสัปดาห์แรกจากตลาดโลกก็ทำได้เพียง 29.1 ล้านเหรียญ จาก 51 ประเทศ โดยมีรายได้จากตลาดในจีนแค่ 5 ล้านเหรียญ ดูแล้วไม่มีทางได้กำไรจากตลาดโลกแน่ๆ ครับ

ด้วยรายได้เปิดตัวแค่นี้ นักวิเคราะห์มองว่าหนังทุนสร้าง 175 ล้านเหรียญเรื่องนี้ น่าจะทำเงินไปได้อย่างมากที่สุดจากทั่วโลกไม่เกิน 145 ล้านเหรียญ ซึ่งเมื่อหักจากรายได้ที่ต้องแบ่งให้โรงหนังกับค่าการตลาดแล้ว หนังน่าจะต้องขาดทุนสูงถึง 150 ล้านเหรียญ ซึ่งพอๆ กับทุนสร้างหนังของ Thor, Mad Max: Fury Road และ Batman Begins และถือเป็นหนังที่ขาดทุนสูงที่สุดของปีนี้จนถึงปีนี้มากกว่า Monster Trucks ของพาราเมาท์ที่ขาดทุน 125 ล้านเหรียญตอนออกฉายเมื่อมกราคมที่ผ่านมา เพียงแต่วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ไม่ได้ต้องขาดทุนผู้เดียว เพราะมีวิลเลจ โรดโชว์ และแรทแพ็ค-ดูน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ที่เป็นผู้ร่วมลงทุน มาร่วมกันหาร

เจฟฟ์ บ็อค นักวิเคราะห์รายได้หนังมองว่าสาเหตุที่หนังขาดทุนมาจาก “เลือกผู้กำกับผิด นักแสดงนำผิด, บทหนังผิด และอื่นๆ อีกมากมาย ทิศทางของหนังที่ว่าเป็น Game of Thrones ฉบับอัพสเตอรอยด์ที่สตูดิโอใช้ตั้งแต่อนุมัติสร้างไม่เป็นที่น่าตื่นเต้นสำหรับใครๆ” และชาร์ลี ฮันนัม นักแสดงนำก็ยังไม่มีบารมีพอที่จะอุ้มหนังไว้ “ถ้าเป็นหนังทีวีก็ว่าไปอย่าง แต่หนังใหญ่ขนาดนี้ คุณต้องใช้นักแสดงที่ใหญ่ตาม

เจฟฟ์ โกลด์สตีน หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศของวอร์เนอร์ฯ เอง ก็มองว่าหนังพลาด “แนวคิดพลาด เราทุกคนผิดหวังมาก

ขณะที่เอริก แฮนด์เลอร์ นักวิเคราะห์ของวอลสตรีทบอกว่ารู้สึกไม่แปลกใจที่หนังคว่ำในบ้าน “ผมจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่หนังเกี่ยวกับยุคกลางประสบความสำเร็จในตลาดที่นี่คือเมื่อไหร่ เนื้อเรื่องไม่เป็นที่นิยมของคนที่นี่อีกแล้ว แต่ก็มีคนพยายามฟื้นฟูมันขึ้นมาทุก 5-10 ปี แต่สิ่งที่ผมแปลกใจมากกว่าคือตัวเลขในตลาดโลกที่ได้น้อยด้วย โดยเฉพาะในยุโรป

อีกประเด็นหนึ่งที่นักวิเคราะห์มองกันว่าเป็นสาเหตุให้หนังล้มเหลว เพราะโครงการถูกปั้นขึ้นในช่วงเปลี่ยนผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ และผู้บริหารที่มาแทนไม่ค่อยปลื้มกับโครงการหนังเท่าไหร่ อย่างไรก็ดี วอร์เนอร์ฯ น่าจะไปได้ดีกับหนัง Wonder Woman และ Dunkirk ซึ่งอาจทำเงินมาช่วยการขาดทุนครั้งนี้

ที่มา: THR

Read more of this post

ฮอลลีวู้ดกลัวกันว่ารายได้หนังซัมเมอร์ปีนี้ จะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

Guardians of the Galaxy Vol.2 เป็นหนังเปิดซัมเมอร์ปีนี้ของฮอลลีวู้ด และทำเงินในบ้านไปแล้วจนถึงตอนนี้ 246.1 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้ในตลาดนอกบ้านอยู่ที่ 384.4 ล้านเหรียญ เป็นตัวเลขรายได้ที่ดูดีเลย เพราะถ้ารวมรายได้ในตอนนี้ก็ 630.5 ล้านเหรียญจากการฉาย 10 วัน น่าจะแซงรายได้รวมทั่วโลกของภาคแรกที่ทำไว้ 773.3 ล้านเหรียญ จากการฉาย 25 สัปดาห์ได้ในไม่ช้า แต่ก็ดูเหมือนว่าหนังซัมเมอร์เรื่องอื่นๆ อาจได้แค่มองตาปริบๆ ครับ วงในของฮอลลีวู้ดในตอนนี้เกรงกันว่ารายได้รวมทั้งหมดของหนังทุกเรื่องที่ออกฉายในปีนี้น่าจะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

มีการคาดการณ์กันว่ายอดขายตั๋วของปี 2017 ในสัปดาห์แรกของพฤษภาคมจนถึงเทศกาลวันหยุดวันแรงงานในสหรัฐ (สัปดาห์แรกของกันยายน) จะลดต่ำลงราว 5-10 % จากปีที่แล้ว ที่หนังทำเงินรวมในทวีปอเมริกาเหนือ 4.45 พันล้านเหรียญ แปลว่ารายได้น่าจะต่ำว่า 4 พันล้านเหรียญ และแย่ที่สุดในรอบสิบปี อย่างไรก็ดี ตลาดนอกสหรัฐอาจมาช่วยเรื่องนี้ไว้เพราะคาดว่าน่าจะยังดีอยู่ และก็มีโอกาสเสมอที่จะมีหนังที่กลายเป็นหนังทำเงินอย่างคาดไม่ถึงซึ่งมีเกิดขึ้นทุกปีในสหรัฐมาช่วยไม่ให้ตกต่ำเกินไป

ผู้บริหารของฮอลลีวู้ดบางคนมองว่า อุตสาหกรรมหนังในฮอลลีวู้ดปีนี้จะตกต่ำเพราะพึ่งหนังภาคต่อมากเกินไป ซึ่งบางเรื่องก็สร้างต่อกันมาหลายภาคจนล้ามากแล้ว ผู้ชมอาจยังตื่นเต้นและกลับมาชมภาคต่อของ Guardians of the Galaxy แต่จะมีอีกกี่คนที่อยากชมภาคต่อของ Pirates of the Caribbean และ Transformers

หนังใหญ่บางเรื่องไม่แข็งแรงเท่าไหร่ในปีนี้” คริส แอรอนสัน หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศของทเวนตี้ เซ็นทูรี ฟ็อกซ์ ให้ความเห็น ซึ่งฟ็อกซ์เองก็มีหนังภาคต่อชุด Alien กับ Planet of the Apes ออกฉายในปีนี้

อีกสาเหตุที่ทำให้ผู้ชมในอเมริกาเหนือออกมาดูหนังในโรงกันน้อยลงเพราะมีคู่แข่งจากทีมีและหนังออนไลน์ ซึ่งตอนนี้ ดูเหมือนมีพื้นที่ของกระแสปากต่อปากบนสื่อออนไลน์มากกว่าหนังอีก

แม้ว่าค่ายหนังมักพึ่งหนังภาคต่อหรือหนังรีเมกมาลดความเสี่ยงของการสร้างหนังฟอร์มใหญ่ด้วยการให้สิ่งที่ผู้ชมต้องการ แต่กลยุทธนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลแล้วเพราะผู้ชมพึ่งสื่อออนไลน์มากขึ้นในการช่วยเลือกชมหนัง ตัวอย่างเช่นปีที่แล้วก็มีหนังภาคต่อและรีเมกที่ทำเงินย่ำแย่กว่าภาคก่อนหน้ามากมายหลายเรื่อง เป็นต้นว่าภาคต่อของ “Star Trek,” “X-Men,” “Independence Day,” “Teenage Mutant Ninja Turtles” และ “Alice in Wonderland

แต่แม้กลยุทธนี้จะไม่ค่อยได้ผลแล้วในตลาดอเมริกาเหนือ แต่ค่ายหนังใหญ่ๆ ก็ยังยึดกลยุทธนี้อยู่ในการสร้างหนังเพื่อทำกำไร เพราะยังถือว่าเป็นกลยุทธที่ปลอดภัยอยู่เมื่อดูจากรายได้ของตลาดนอกอเมริกาเหนือที่ทำให้หนังมีกำไรมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว เมื่อประกาศสร้างหนังใหญ่ทุนสูงแล้ว มันไม่อาจยกเลิกหรือยุบโครงการหนังได้กลางครันก่อนที่หนังจะเข้าฉาย พูดง่ายๆ ก็คือจำเป็นต้องเลยตามเลย

ให้ตายสิ มันน่าหดหู่มากๆ มันมีแต่หนังภาคต่อกับหนังแฟรนไชส์ มันควรต้องเปลี่ยนแปลงกันบ้าง” ผู้อำนวยการสร้างหนังชั้นนำคนหนึ่งให้ความเห็น ซึ่งก็จริงๆ เพราะปีนี้มีแต่อะไรเดิมๆ นอกจากภาคต่อที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว ก็ยังมีประเภทเหล้าใหม่ในขวดเก่า อย่างหนัง Spider-Man: Homecoming ที่โซนี่ พิคเจอร์ส ยกเครื่องใหม่เป็นครั้งที่สองในรอบห้าปี และก็ยังมี The Mummy ที่ทอม ครูส มารับบทนำ หลังจากฉบับเบรนแดน แฟรเซอร์ ไม่ได้สร้างต่อและมีภาคสุดท้ายไปเมื่อสิบปีก่อน

โซนี่ฯ อาจรู้ว่าการยกเครื่องใหม่ให้ Spider-Man ต้องมีลูกไม้เด็ดมาช่วยให้หนังชุดนี้อยู่ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ การร่วมมือกับคู่แข่งอย่างมาร์เวล สตูดิโอ จึงถือเป็นกลยุทธใหม่ และการให้โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ นักแสดงที่เป็นที่นิยมที่สุดของมาร์เวลมาช่วยเป็นตัวขายก็น่าจะเป็นลูกไม้เด็ดที่สำคัญ

Transformers: The Last Knight ของพาราเมาท์ก็ใช้กลยุทธเรื่องบทหนังมาช่วยครับ จากการที่จ้างนักเขียนบทมามากมายเพื่อช่วยระดมมันสมองคิดเนื้อเรื่องของหนังออกมา โดยโยงเข้าเรื่องเข้ากับตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์แห่งอัศวินโต๊ะกลมเพื่อขยายจักรวาลของหนังออกมา และก็ยังใช้กล้อง IMAX 3D รุ่นใหม่ล่าสุดมาถ่ายทำหนังเพื่อเพิ่มลูกเล่น “เกมมันเปลี่ยนไปแล้ว และทุกคนรู้สึกกดดันจนต้องพยายามมากขึ้นไปมากกว่าเดิม ไม่มีใครนั่งเฉยอยู่แล้วพูดว่า เรามาลองใช้วิธีการอย่างครั้งที่แล้วเถอะ” เมแกน คอลลิแกน ประธานของฝ่ายจัดจำหน่ายและการตลาดในตลาดสากลของพาราเมาท์ พิคเจอร์ส บอก

ส่วนดิสนี่ย์นั้น ใช้การเลื่อนฉาย Pirates of the Caribbean 5 ถึงสองครั้งเพื่อถ่ายทำเพิ่มเติมให้ได้หนังที่น่าจะขายได้จริงๆ รวมถึงใช้การตลาดแบบไวรัสมาช่วยสร้างกระแสให้หนัง เป็นต้นว่าให้จอห์นนี่ เดปป์ เดินสายประชาสัมพันธ์ แม้แต่การให้แต่งชุดเป็นกัปตันแจ็ค สแปโรว์ ไปพบแฟนๆ ในสวนสนุกก็ตาม

สำหรับหนังที่น่าจะเป็นหนังทำเงินแน่นอนของซัมเมอร์นี้ นักวิเคราะห์มองว่าเป็น Despicable Me 3 ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส กับ Cars 3 ของพิกซาร์ครับ ส่วนที่มีหวังว่าน่าจะเป็นหนังทำเงิน ก็คือ Dunkirk ของคริสโตเฟอร์ โนแลน แต่ก็นักวิเคราะห์บางรายก็บอกว่า อาจไม่ได้ทำเงินอย่างที่วอร์เนอร์ฯ หวังก็ได้

หนังที่ค่ายวอร์เนอร์ฯ หวังได้อีกเรื่องก็คือ Wonder Woman ที่การเปิดตัวของตัวละครนี้ใน Batman v Superman: Dawn of Justice มีความโดดเด่นอย่างมาก และอาจช่วยให้หนังทำเงินได้เมื่อออกฉาย

พาราเมาท์ยังมีหวังกับ Baywatch อีกเรื่อง ที่คิดว่าเสน่ห์ของดเวย์น จอห์นสัน จะช่วยให้หนังทำเงิน แต่ก็ดูเหมือนว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่

ขณะที่หนังใหญ่ออกมาสู้กันมากมาย นักวิเคราะห์ก็มองกันว่าอาจเป็นปีฮิตเงียบของหนังเล็กหลายเรื่อง เช่น Baby Driver ของเอ็ดการ์ ไรท์, It Comes at Night หนังสยองขวัญของเอ24, หนังตลก The Big Sick ที่อำนวยการสร้างโดยจัดด์ แอพะทาว และ Atomic Blonde หนังสายลับที่มีฉากบู๊เท่ๆ ของชาร์ลีซ เธอรอน ที่จัดจำหน่ายโดยโฟกัสฟีเจอร์

สำหรับหนังทุนยักษ์เนื้อหาใหม่ที่อยู่ในแดนเสี่ยงว่าจะแป้กในปีนี้ก็ได้แก่ King Arthur: Legend of the Sword หนังทุน 175 ล้านเหรียญของวอร์เนอร์ฯ ที่เปิดตัวในบ้านไปแค่ 14.7 ล้านเหรียญ และแป้กในตลาดโลกด้วยเพราะทำเงินไป 29.1 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ยังมี Valerian and the City of a Thousand Planets หนังทุนสร้าง 180 ล้านเหรียญของลุค เบสซง และ The Dark Tower ที่ดัดแปลงจากนิยายของสตีเว่น คิงก์ สร้างโดยโซนี่ พิคเจอร์ส

แม้รายได้หนังทุนสูงซัมเมอร์ปีนี้ส่วนใหญ่จะส่อแววแป้ก แต่ค่ายหนังอาจได้ชดเชยจากหนังที่ฉายนอกซัมเมอร์เป็นต้นว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือหนังที่ทำกำไรมหาศาลอย่างหนังสยองขวัญ Get Out และ Fast and Furious 8 ที่แม้จะทำเงินในสหรัฐน้อยกว่าภาคที่แล้ว แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยให้หนังทำเงินทะลุพันล้านเหรียญไปแล้ว รวมถึง Beauty and the Beast ของดิสนี่ย์อีกเรื่องที่ก็ทำเงินทั่วโลกทะลุพันล้านเหรียญ รายได้รวมของหนังทั้งหมดเพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

อ่านบทความนี้แล้วทำให้นึกถึงสิ่งที่สตีเวน สปีลเบิร์ก กับ จอร์จ ลูคัส เคยทำนายไว้ครับ ว่า การแข่งกันสร้างหนังฟอร์มใหญ่ของฮอลลีวู้ดจะทำให้อุตสาหกรรมหนังพบจุดจบ

คิดว่าจะมีหนังซัมเมอร์ปีนี้เรื่องไหนที่แป้กและเปรี้ยงกันบ้างครับ

ที่มา: LA Times

โอกาสมีภาคต่อของ Power Rangers ริบหรี่

หนังแฟรนไชส์หลายเรื่องได้ไปต่อเพราะรายได้จากตลาดโลกมาช่วยให้ได้กำไร เป็นต้นว่า Pacific Rim แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วย ซึ่งไลออนส์เกตก็ได้รู้แล้วจากยอดรายได้ของ Power Rangers ครับ

หนังใช้ทุนสร้างราว 100 ล้านเหรียญเรื่องนี้ ที่หมายมั่นเป็นการยกเครื่องใหม่ให้หนังจากขบวนการห้าสีสุดฮิตแห่งยุค 90 เปิดตัวในสหรัฐด้วยรายได้ราว 40 ล้านเหรียญ และปิดตัวเลขในสหรัฐที่ 85 ล้านเหรียญครับ แปลว่าต้องทำเงินจากตลาดโลกอีกราว 165 ล้านอย่างต่ำถึงจะเท่าทุน แต่รายได้ในตลาดโลกก็อยู่แค่ 50 ล้านเหรียญเท่านั้น และจำเป็นต้องพึ่งตลาดในจีนซึ่งเป็นตลาดท้ายๆ ของหนังเรื่องนี้

ปรากฏว่าหนังได้เข้าฉายในจีนไปแล้วสุดสัปดาห์นี้ครับ และทำเงินวันแรกไปแค่ 1.2 ล้านเหรียญเท่านั้น ทำให้รายได้ในตลาดโลกของหนังมีโอกาสปิดตัวแค่ราว 60 ล้านเหรียญ น้อยกว่าตลาดในสหรัฐอีก

ดังนั้น หนังน่าจะทำเงินปิดตัวเองอยู่แค่ราวๆ 145 ล้านเหรียญครับ ไม่พอกับที่ควรทำเงิน 250-300 ล้านเหรียญ เพื่อให้มีรายได้เท่าทุน หลังจากหักส่วนแบ่งให้โรงหนังและหักค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์แล้ว และไลออนส์เกตก็คงขาดทุนหนักจากหนังเรื่องนี้อีกเรื่องนับจากหนังชุด Divergent ทำให้โอกาสหนังที่จะมีภาคต่อต้องริบหรี่ลงไปครับ

ที่มา: Forbes

Read more of this post

รายได้เปิดตัว King Arthur: Legend of the Sword อยู่ในระดับหายนะ

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส พยายามสร้างหนังเทพนิยายหรือแฟนตาซีในฉบับตีความใหม่ของตัวเอง หลังจากที่หนังแนวนี้กลับมาบูมอีกครั้งด้วยความสำเร็จของ Alice in Wonderland ของวอลท์ ดิสนี่ย์ นับตั้งแต่ Red Riding HoodPan, Jack the Giant Slayer และ The Legend of Tarzan แต่ดูเหมือนไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้กันเลยจนแผนการสร้างภาคต่อให้บางเรื่องกลายเป็นหมัน แต่ดูเหมือนว่า King Arthur: Legend of the Sword อาจจะชนะเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดในแง่ความล้มเหลวด้านรายได้ครับ

King Arthur: Legend of the Sword ของผู้กำกับกาย ริชชี่ ที่ใช้ทุนสร้าง 175 ล้านเหรียญ ทำรายได้เปิดตัววันแรกในสหรัฐไปเพียง 5 ล้านเหรียญครับ และน่าจะทำรายได้เปิดตัวสามวันอยู่ที่ราว 18 ล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าหายนะอย่างมาก

รายได้อันดับหนึ่งสุดสัปดาห์นี้ในสหรัฐน่าจะยังเป็น Guardians of the Galaxy Vol.2 อยู่ ที่น่าจะทำเงินอยู่ราวๆ 60 ล้านเหรียญครับ หนังทำเงินทั่วโลกเกิน 500 ล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อย ส่วนอันดับสองคงเป็นการชิงกันระหว่าง King Arthur: Legend of the Sword กับหนังตลก Snatched ของเอมี่ ชูเมอร์ กับ โกลดี้ ฮอว์น ที่คาดว่าทำเงินราว 17-18 ล้านเหรียญใกล้เคียงกัน

คำวิจารณ์ต่อหนัง King Arthur: Legend of the Sword ก็อยู่ในระดับหายนะไม่แพ้กัน หนังมีนักวิจารณ์ชอบราว 27% ด้วยคะแนนเฉลี่ย 4/10 ที่ Rotten Tomatoes และ 41/10 ที่ Metacritic ครับ

แต่หนังฟอร์มใหญ่ที่คำวิจารณ์แย่บางเรื่องก็ยังเปิดตัวด้วยรายได้ที่สูงกว่า King Arthur: Legend of the Sword ซึ่งสาเหตุคงเพราะหนังสร้างจากเนื้อหาที่ไม่เป็นที่น่าสนใจ (เรื่องที่ผู้ชมเบื่อที่จะได้แล้วนั่นเอง) รวมกับการที่หนังเลื่อนฉายบ่อยๆ ข้ามปีจนความสดใหม่ของตัวหนังไม่เหลือ และผู้ชมก็ขาดความตื่นเต้นที่จะชมครับ

ที่มา: Deadline

Read more of this post

Fast and Furious 8 เตรียมทุบสถิติรายได้ของ Jurassic World

สถิติมีไว้ทำลาย แต่ก็ไม่นึกว่าจะโค่นกันได้รวดเร็วขนาดนี้ครับ ตามรายงานจาก Box-Office Mojo บอกว่า Fast and Furious 8 หรือ The Fate of the Furious มีแววเปิดตัวในตลาดนานาชาติสุดสัปดาห์นี้ที่เป็นสุดสัปดาห์แรกของการเปิดฉายด้วยรายได้สูงถึง $430.4 ล้าน เอาชนะตัวเลขรายได้เก่าของ Jurassic World ที่ครองแชมป์สูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ $316.7 ไปอย่างสบายๆ ครับ

รายงานอ้างจากตัวเลขที่ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เปิดเผยว่าตัวเลขรายได้เมื่อวันศุกร์จากการฉายใน 63 ประเทศที่ออกฉายพร้อมกันในสัปดาห์นี้ ทำเงินสูงถึง $112.1 ล้านเหรียญ รวมกับรายได้จากการฉายก่อนหน้านั้นเป็น $194.8 ล้านเหรียญ จึงเป็นที่มาของการคาดการณ์ว่าหนังจะเปิดตัวในสุดสัปดาห์แรกด้วยตัวเลขที่สูงดังกล่าว และในบรรดาตลาดต่างประเทศทั้งหมด การเปิดตัววันแรกในจีนก็ทำเงินสูงถึง $65.6 ล้าน กลายเป็นหนังที่สร้างสถิติรายได้หนึ่งวันสูงสุดตลอดกาลของจีนเลย

ส่วนรายได้ในสหรัฐนั้น หนังเปิดตัววันศุกร์ด้วยตัวเลข $46.5 ล้าน คาดว่ารายได้สามวันน่าจะสูงถึง 103.8 ล้านเหรียญ เมื่อรวมตัวเลขคาดการณ์จากทั้งในและต่างประเทศก็จะทำให้หนังสามารถเปิดตัวได้ถึง $530+ ล้าน และอาจโค่นสถิติสูงสุดตลอดกาลจากการเปิดตัวทั่วโลกของ Star Wars: The Force Awakens ที่ครองสถิติอยู่ที่ 529 ล้านเหรียญครับ

ตัวเลขที่ชัดเจนและอย่างเป็นทางการ เราน่าจะได้รู้กันในวันอังคารนี้อย่างช้าที่สุด

Read more of this post

Ghost in the Shell อาจขาดทุนราว $60 ล้าน

ดูเหมือนว่า Ghost in the Shell จากผู้กำกับรูเพิร์ต แซนเดอร์ส จะไม่ช่วยให้พาราเมาท์ พิคเจอร์ส ได้ทำเงินจากการนำอนิเมชั่นของญี่ปุ่นเรื่องนี้มาสร้างใหม่ครับ แต่อาจกลับต้องขาดทุนราว 60 ล้านเหรียญสหรัฐ

รายงานจากเดดไลน์บอกว่า หนังที่เปิดตัวในสหรัฐเพียง 19 ล้านเหรียญเรื่องนี้ และมีนักวิจารณ์ชอบเพียง 46% จากการประเมินของ Rotten Tomatoes น่าจะทำเงินปิดตัวจากการฉายในสหรัฐไปราว 50 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากนอกสหรัฐที่จะอยู่ที่ราว 150 ล้านเหรียญ หรือโดยสรุปก็คือคงทำเงินทั่วโลกไปราว 200 ล้านเหรียญครับ

ทุนสร้างทางการของหนังอยู่ที่ 110 ล้านเหรียญ แต่แหล่งข่าวบอกว่าความจริงแล้วสูงกว่านั้น น่าจะถึงราว 180 ล้านเหรียญ หากรวมกับงบด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ด้วยก็จะทำให้ทั้งพาราเมาท์กับดรีมเวิร์คส์ใช้งบเพื่อหนังเรื่องนี้ไปถึง 250 ล้านเหรียญ

เหตุผลหนึ่งที่ถูกมองว่าทำให้หนังไม่ถูกใจตลาดก็มาจากการคัดเลือกสการ์เลต โจแฮนสัน รับบทผู้พันโมโกโตะ และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ “ฟอกขาว” หรือ whitewashing ซึ่งไคย์ล เดวีส หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศของพาราเมาท์ก็ยอมรับระหว่างให้สัมภาษณ์แก่ CBC ครับ

เราหวังว่ารายได้ในประเทศจะสูงกว่านี้ ผมคิดว่าการพูดคุยประเด็นเรื่องการคัดเลือกนักแสดงส่งผลกระทบต่อคำวิจารณ์ของหนัง เรามีหนังที่มีความสำคัญมากต่อสาวกหนังเพราะมันอิงจากหนังอนิเมชั่นของญี่ปุ่น เราจึงต้องพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการให้เกียรติวัตถุดิบดั้งเดิมกับการทำหนังสำหรับผู้ชมหมู่มาก มันเป็นงานที่ท้าทาย แต่เห็นได้ชัดว่าคำวิจารณ์ไม่ช่วยหนัง

(หมายเหตุ: การฟอกขาว หรือ whitewashing ในความหมายดั้งเดิมแปลว่าปกปิดความชั่วร้าย คล้ายกับทำสีดำให้กลายเป็นสีขาว แต่ในบริบทปัจจุบันก็คือการล้างวัฒนธรรมดั้งเดิมให้กลายเป็นของคนขาว ในที่นี้ก็คือการที่ตัวละครดั้งเดิมเป็นคนญี่ปุ่น แต่เปลี่ยนให้เป็นฝรั่งคนขาวมารับบทแทน เหมือนเป็นการแย่งความดีงามหรือความเป็นนางเอกที่น่าจะเป็นของคนเอเชียให้เป็นของคนขาวแทน)

Read more of this post