Advertisements

Kubo and the Two Strings: อนิเมชั่นที่ได้รับความเห็นว่าเป็นตัวเก็งรางวัล เข้าฉายแล้ว

kubo feedbackไม่มีโอกาสเขียนถึงอนิเมชั่น Kubo and the Two Strings ของไลกาสักทีนับตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างหนังออกมา แต่ตอนนี้เข้าฉายแล้วแบบจำกัดโรงในบ้านเรา จึงอยากนำความเห็นจากผู้ที่ชมแล้วและนักวิจารณ์มานำเสนอครับ

หนังได้คะแนนวิจารณ์ตอนนี้ที่ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 8.3/10 และมีนักวิจารณ์ชอบ 86% จาก 137 คนครับ เป็นคะแนนที่สูงเมื่อเทียบกับหนังอนิเมชั่นหลายเรื่องในปีนี้ นักวิจารณ์บางสำนักบอกว่าเป็นตัวเก็งออสการ์เรื่องหนึ่งเลย และน่าจะเป็นงานที่ดีที่สุดของไลกาจนถึงตอนนี้

หนังบอกเล่าเรื่องราวของเด็กชายคูโบ้ ผู้มีพลังพิเศษในการใช้พิณสร้างสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ จากกระดาษ หรือใบไม้ เป็นต้น และต้องเดินทางไปกับลิงเผือกกับมนุษย์ด้วงเพื่อตามหาของวิเศษสามสิ่งในการปกป้องตัวเขาจากราชาพระจันทร์ที่ออกตามล่าตัวเขา

ในความเห็นของผม หนังไม่ใช่หนังฟีลกู๊ดแบบดิสนี่ย์ มีโทนเศร้า ลึกลับ และมืดหม่นแบบผู้ใหญ่อยู่ในระดับหนึ่ง แต่เป็นระดับที่เด็กกับผู้ใหญ่พอที่จะสนุกร่วมกันได้ เล่าเรื่องได้อย่างเพลิดเพลิน มีมุขตลกและฉากต่อสู้ตื่นเต้นเป็นระยะๆ (แม้ว่าบทสรุปช่วงท้ายเรื่องจะรวบรัดเกินไป และน่าจะมีการอธิบายเพิ่มเติม) แต่ที่สำคัญก็คืองานสต็อปโมชั่นที่วิจิตรมากๆ ทั้งเปี่ยมไปด้วยจินตานาการ, ความคิดสร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยศิลปะในเวลาเดียวกัน สะท้อนถึงความทุ่มเท, ความละเอียดและปราณีต, ความใส่ใจ และความกล้าหาญ จนเราหลงใหลไปกับเทคนิคเหล่านั้น และตื่นตาที่ได้เห็น ซึ่งเป็นจุดแข็งมากๆ ของหนังครับ

อยากให้ลองไปดูหนังเรื่องนี้กัน อ่านความเห็นจากผู้ชมในไทยได้ที่ด้านใน

Read more of this post

Advertisements

Suicide Squad – ความเห็นหลังชม

suicide squad new pic 02Suicide Squad อาจไม่แย่ขนาดคำวิจารณ์ แต่เป็นหนังที่มีนักแสดง แนวคิด การออกแบบซีน และตัวละครที่มีศักยภาพจะเป็นหนังฮีโรที่เปรี้ยว เผ็ด เข็ดฟันได้ แต่กลับเล่าเรื่องได้”งั้นๆ”

หนังบู๊ควรเป็นเหมือนรถไฟเหาะที่ค่อยๆ วิ่งแรงขึ้นๆ จนพุ่งสู่จุดสูงสุด แต่ Suicide Squad คือรถหวานเย็นที่วิ่งแบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง จอดแวะทุกปั๊มเพื่อให้ตัวละครมาตั้งคลับฟรายเดย์ เล่าเรื่องน้ำเน่าๆ คลีเช่ๆ ให้เสียขบวน ซึ่งน่าเบื่อมาก และแทบไม่เกิดผลอะไรกับโครงเรื่องหลักเลย

หนังบู๊ควรมีฉากบู๊ให้รู้สึกตื่นเต้น ลุ้น หรือมันส์ แต่หนังเรื่องนี้กลับเป็นหนังบู๊แบบขายภาพสวย แทนที่จะตัดต่อฉับๆ แต่กลับใช้ภาพสโลว์โมชั่น ให้ผู้คนได้ชมกันว่าฉากนั้นวางองค์ประกอบภาพมางามแค่ไหน หรือเหมือนภาพในคอมมิกแค่ไหน เป็นการโฟกัสที่ผิดจุดมากๆ

เด๊ดช็อตของวิล สมิธ เป็นตัวละครที่เท่ที่สุด แต่เด่นสุดคงต้องเป็นฮาร์ลี ควินน์ ที่บ้ามาจากข้างใน ทำให้ทุกการกระทำของเธอน่ามอง น่าติดตาม เดายาก และเป็นสีสัน แต่คนที่กินรวบทุกคนคืออแมนดา วอลเลอร์ ของวิโอลา เดวีส ที่ต่อให้ปะทะตัวประหลาดอีก 7 ก็ข่มเธอไม่ลง ที่เหลือไม่มีอะไรให้น่าจำเท่าไหร่ โจ๊กเกอร์ของจาเรด เลโต ไม่ได้บ้าจากอินเนอร์ เหมือนทำท่าบ้า เลยดู”พยายาม”

แล้วโดยแนวคิดของหนัง มันควรเป็นหนังรวมดาวร้ายดาวบ้าดาวเพี้ยนไม่ใช่หรือ แต่มีแค่มาโกต์ ร็อบบี้ กับ วิโอลา เดวีส สองคนเท่านั้นที่อินเนอร์ได้ ที่เหลือแค่ดูเป็นพระเอก เป็นสุภาพบุรุษ หรือไม่ก็”พยายาม”จะร้าย

แต่ถ้าถามว่าควรดู Suicide Squad ไหม ถ้าใครจะติดตามจักรวาลดีซีต่อไปก็ควรดูแหละครับ มันเหมือนมาช่วยเปิดจักรวาล ถ้าไม่ได้ดูก็อาจจะตามหนังเรื่องอื่นๆ ที่จะสร้างในภายหน้าไม่ทัน เพราะมันมีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน

ยังไม่รู้ว่าจะให้คะแนนหนังเท่าไหร่ แต่โดยส่วนตัวชอบ Batman v Superman: Dawn of Justice League มากกว่า อย่างน้อยก็มีฉากบู๊ที่ตื่นเต้นของแบทแมน และงานภาพยิ่งใหญ่ๆ ส่วนความสนุกของหนังก็รู้สึกว่าใกล้เคียงกับ  Independence Day: Resurgence ครับ

ใครชมหนังแล้วก็มาใส่ความเห็นกันเลยครับ บอกแต่ความรู้สึกก็พอ ไม่ต้องเล่าฉากหรือเนื้อเรื่อง เพื่อไม่เป็นการสปอยล์

Read more of this post

Deadpool – ในความเห็นของคุณ

deadpool trailerDeadpool จากหนังที่เดิมทีฟ็อกซ์ลังเลที่จะสร้างภาคแยกเดี่ยวๆ ให้ แต่ได้รับกระแสจากคลิปทดลองที่หลุดออกมาจนกลายเป็นหนังฉบับเต็มในที่สุด และจากการคาดการณ์ของฟ็อกซ์ ผู้สร้างหนังเรื่องนี้เอง ว่าจะเปิดตัวสุดสัปดาห์แรกราว 60-65 ล้านเหรียญ แต่รายได้แค่จากวันศุกร์วันเดียวก็ปาไป 47.5 ล้านเหรียญสหรัฐแล้วครับ ถือว่า Deadpool กลายเป็นหนังที่เกินคาดอย่างมากในหลายๆ ด้าน และรายงานจากวาไรตี้ก็บอกว่า หนังน่าจะทำเงินแตะ 130 ล้านเหรียญจากการฉาย 4 วัน มากกว่าที่ค่ายหนังคาดไว้ 2 เท่า และสร้างสถิติใหม่ให้แก่สถิติรายได้หนังเรต R และสถิติรายได้เปิดตัววันวาเลนไนทน์แทนที่ Fifty Shades of Grey ที่ครองอยู่

ในแง่คำวิจารณ์ จากการประเมินโดย Rotten Tomatoes หนังมีนักวิจารณ์ชอบ 84% ด้วยคะแนน 7.1/10 จาก 188 นักวิจารณ์ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จด้านคำวิจารณ์เช่นกัน โดยความเห็นโดยรวมชมการสร้างตัวละครที่ฉีกกฎตัวละครหนังซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ ทั้งยังมีมุขตลกที่สร้างความบันเทิงได้ตลอดเรื่อง รวมถึงชื่นชมผู้สร้างที่ตัดสินใจให้เป็นหนังเรต R เหมาะสมกับความเป็น Deadpool ขณะที่ความเห็นด้านลบอยู่ที่เนื้อเรื่องกับตัวร้ายที่ธรรมดาครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าแม้ว่าเรื่องจะแบนๆ ดูไม่มีอะไร ฉากบู๊ลุ้นพอประมาณ ไม่ได้ตื่นเต้นมาก แต่หนังก็ทำสำเร็จในแง่สร้างความโดดเด่นและน่าจดจำให้แก่ตัวละคร และบันเทิงมากๆ กับมุขบทสนทนาจิดกัด ล้อเลียนหนังกับซูเปอร์ฮีโร่ที่ใส่เข้ามาตั้งแต่เปิดเรื่องยัน end credit อาจไม่ใช่หนังที่ดูแล้วพีคสุด มันส์สุด แต่ก็บันเทิงตลอดเรื่องครับ

เพื่อนผู้อ่านเว็บมีความเห็นยังไงกับหนัง มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

STAR WARS: THE FORCE AWAKENS – ในความเห็นของคุณ

new force awakens image 05รายงานจากเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่า Star Wars: The Force Awakens ทำรายได้รอบมิดไนท์ของวันพฤหัสบดีในสหรัฐไปราว 57 ล้านเหรียญครับ เป็นตัวเลขประเมิน แต่แค่นี้ก็เท่ากับว่าได้สร้างสถิติด้านรายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะทุบสถิติรายได้รอบมิดไนท์สูงสุดตลอดกาลที่ Harry Potter and the Deathly Hallows – Part 2 ทำไว้ที่ 43.5 ล้านเหรียญ นักวิเคราะป์ประเมินไว้รายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์แรกในสหรัฐราว 180-220 ล้านเหรียญ และอาจทุบสถิติ 208.8 ล้านเหรียญที่ Jurassic World ทำเอาไว้ แต่จะทุบสถิติรายได้เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลทั่วโลกของ Jurassic World ที่ทำไว้ 524.9 ล้านเหรียญหรือไม่ ก็ต้องติดตามดูกันไป โดยที่หนังจะเปิดฉายในหลายประเทศพร้อมกันสุดสัปดาห์นี้ ยกเว้นตลาดนอกสหรัฐที่ใหญ่สุดอย่างจีนที่หนังจะเปิดฉาย 9 มกราคมปีหน้า

ในแง่คำวิจารณ์ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็แรงไม่แพ้รายได้ครับ หนังมีคะแนนจากการประเมินของ Metacritic อยู่ที่ 81/100 ใกล้เคียงกับหนังที่ได้คำวิจารณ์ดีในปีนี้หลายเรื่องเช่น Creed, Sicario, Steve Jobs, Bridge of Spies และ The Martian ส่วนคะแนนจากการประเมินของ Rotten Toamtoes นั้น หนังได้คะแนนเฉลี่ย 8.3/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 95% จาก 249 บทวิจารณ์ในตอนนี้

ความรู้สึกส่วนตัวหลังจากดูหนังจบ คิดว่าหนังทำได้สำเร็จในแง่การเป็นหนัง nostalgia ที่ดีมาก เจ.เจ. เอบรามส์ ได้สร้างหลายฉากหลายซีนที่น่าจะทำให้สาวกสตาร์วอร์ส์ตื่นเต้นและปลื้มปริ่ม และมีพลังมากพอที่จะให้หนังชุดนี้กลับมาอุบัติอีกครั้งให้รอคอยและอยากติดตามกันต่อไป แม้ว่าอาจไม่ใช่ภาคที่ดีที่สุด หรือเป็นหนังที่สมบูรณ์แบบก็ตาม

มันเหมือนการได้กลับบ้านเก่าที่มีเจ้าของใหม่มาบูรณะให้ใหม่และทันสมัย ข้อดีคือคนที่ผูกพันกับบ้านจะยังรู้สึกเหมือนกลับมาบ้านเดิมที่คิดถึง ที่โหยหา ซาบซึ้งไปกับความหลัง แต่พวกเขาก็จะยังจำได้ดีว่าประตูบานนั้นบานนี้จะเปิดไปในทางไหน หลับตาก็ยังอาจคลำเจอทางเส้นเดิมๆ ซึ่งเวลาในอนาคตคงบอกได้เองว่ามันเป็นการดีไหมที่ออกมาในลักษณะนี้ มันขาดความสดใหม่บางอย่างแบบภาค Episode I ที่มีพลัง หรือสร้างฉากจำอันโดดเด่นให้ตัวเองขึ้นมา แต่ทำมาเพื่อแฟนๆ ของ Episode IV, V และ VI ให้หวนกลับไปนึกถึงความดีและฉากประทับใจของไตรภาคคลาสสิคนั้นโดยโดยเฉพาะ

สิ่งค้นพบสำคัญของหนังเรื่องนี้คือเดซี่ ริดลี่ ในบทเรย์ เธอเป็นเพชรหายากที่ทีมงานไปขุดเจอเอามาเจียรไนและประดับเป็นเพชรเอกเจิดจรัส เธอจะกลายเป็นดาวขวัญใจผู้ชมในอนาคตแน่ๆ

มีความเห็นอย่างไรหลังจากชมจบครับ มีฉากที่ประทับใจเป็นพิเศษไหม หรือคิดว่าจะเป็นฉากจำไหม ตัวละครใหม่มีพลังพอที่จะสานต่อเรื่องราวในภาคต่อไปไหม จัดลำดับหนังอยู่อันดับที่เท่าไหร่ถ้าเทียบกัน 7 ภาค และให้คะแนนหนังกันเท่าไหร่ครับ

Read more of this post

The Hunger Games: Mockingjay Part 2 – ในความเห็นของคุณ

mockingjay 2 reader reviewThe Hunger Games: Mockingjay Part 2 ภาคปิดของหนังชุดนี้ อาจไม่ได้ปิดตัวอย่างที่สวยงามมากตามที่คาดเท่าไหร่นัก หนังน่าจะยังคงเป็นหนังทำเงินเรื่องหนึ่งของปี เพียงแต่อาจไม่เท่าที่คาดหวังหรือเท่าที่ผ่านมาครับ

เดิมที ไลออนเกตส์คาดหวังว่าหนังน่าจะเปิดตัวในสหรัฐด้วยตัวเลขรายได้เกินกว่า 130 ล้านเหรียญสหรัฐในสุดสัปดาห์แรก แต่ล่าสุดต้องประเมินใหม่ หลังจากที่ทำเงินจากรอบค่ำในคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาไป 16 ล้านเหรียญ น้อยกว่าภาคที่แล้ว The Hunger Games: Mockingjay Part 1 ที่ได้จากรอบเดียวกันนี้ 17 ล้านเหรียญ แล้วทำเงินต่อเนื่องในวันเปิดฉาย 55 ล้านเหรียญ จบสุดสัปดาห์แรกที่ 121.9 ล้านเหรียญ การคาดการณ์ว่ารายได้ในสุดสัปดาห์แรกจึงตกลงมาที่ราว 104-110 ล้านเหรียญสหรัฐครับ และเป็นการทำเงินเปิดตัวต่ำที่สุดกว่าทุกภาค

ดูแล้วรายได้น่าจะน้อยกว่า The Hunger Games- Catching Fire ไปเยอะมาก ที่ทำรายได้จากรอบค่ำวันพฤหัสบดีไป 25 ล้านเหรียญ แล้วเปิดตัวในสุดสัปดาห์แรกที่ 158 ล้านเหรียญ

คำวิจารณ์ต่อหนังเองก็อยู่ระดับปานกลาง นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชอบกว่าภาคที่แล้ว แต่ไม่มาก และยังถือว่าเทียบกับ 2 ภาคแรกไม่ได้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่หนังแบ่งออกเป็น 2 ภาค ทำให้ความเข้มข้นหรือกราฟอารมณ์ของหนังไปไม่สุด

โดยส่วนตัวแล้วก็เห็นด้วยกับผู้ชมและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ครับที่ว่าภาคจบนี้ดีกว่าภาคที่แล้ว แต่ก็ยังสนุกสู้กับสองภาคแรกไม่ได้ ประเด็นจากหนังสือมีความน่าสนใจ และน่าจะมีพลัง แต่เมื่อแบ่งเป็น 2 ภาคแล้วทำให้พลังของประเด็นลดลง ทั้งการเล่าเรื่องยังขยี้ผิดจุด ออกแนวยืดตรงส่วนที่ควรเร่ง และกลับรีบเร่งในส่วนที่ควรขยี้หรือละเมียดกับมัน ยังดีที่ได้การแสดงของเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ มาช่วยส่ง

คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ให้คะแนนหนังที่เท่ากัน มาใส่ความเห็นกันครับ

Read more of this post

Fantastic Four – ในความคิดเห็น

the fantastic four reader reviewถ้าถามว่าหนัง Fantastic Four สนุกไหม สำหรับผมแล้วก็คือชมได้เพลินๆ ไม่ได้รู้สึกน่าเบื่อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเรื่องนี้มีความผิดพลาดสำคัญในแง่ทิศทางของหนังที่เหมือนขึ้นต้นอย่างหนึ่งแต่ลงท้ายอีกอย่าง

ผมชอบครึ่งเรื่องแรกเหมือนนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ที่มันมีความเป็นหนังไซไฟ ธีม Mad Doctor หรือ “นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง” แบบยุค 80-90 ที่นักวิทยาศาสตร์ได้รับผลกระทบจากงานวิทยาศาสตร์ที่พิศดารของตัวเอง แบบ The Fly, Hollow Man หรือ Altered States เปิดเรื่องคล้ายหนังของแอมบลินที่คิดถึง แต่ครึ่งหลังของหนังกลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วๆ ไป แถมเล่าเรื่องอย่างรวบรัด ห้วน เชย และไม่ได้สานต่ออะไรในสิ่งที่ปูมาครึ่งเรื่องแรกเลย สร้างหายนะให้องค์รวมของหนังแบบย่อยยับเหมือนชื่อตัวร้าย

คงดีถ้าหนังละทิ้งความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ไปเลย แล้วให้ครึ่งหลังกลายเป็นหนังไซไฟเขย่าขวัญแบบเต็มตัวเหมือน The Fly ผสม Chronicle หรือให้ดูมมีพัฒนาการเป็นคล้าย Hollow Man ของเควิน เบคอน ซึ่งอาจขัดใจแฟนต้นฉบับอยู่บ้าง แต่ถ้าทำในโทนนี้ไปจนสุดแล้วทำได้ถึง ผมคิดว่าผู้ชมจะให้อภัยได้ นอกจากนี้ก็ยังจะทำให้กลายเป็นหนังที่ฉีกแนวจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปด้วย

ผู้อ่านชอบหนัง Fantastic Four ในระดับไหนกันบ้างครับ และให้คะแนนหนังเรื่องนี้กันยังไง มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

Mission: Impossible Rogue Nation – ความเห็นหลังชม

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

ยังไม่แน่ใจว่า Mission: Impossible Rogue Nation จะเป็นภาคที่ดีที่สุดของหนังชุดนี้ไหม แต่ถ้าเทียบกับหนังซัมเมอร์ปีนี้ด้วยกันทั้งหมด ถือว่าเป็นหนังที่สนุกที่สุดของปีนี้สำหรับผม (จนถึงตอนนี้) ไล่เลี่ยกับ Mad Max: Fury Road

มันเป็นหนังที่ทำถึงเป้าหมายทั้งในแง่บุ๋นและบู๊ มีความเป็นหนังสายลับหักเหลี่ยมแบบยุคเก่าที่ผสมความไฮเทคได้กลมกลืน มีการเล่าเรื่องที่พลิกไปพลิกมาหลอกไปหลอกมาให้น่าติดตาม และมีฉากบู๊ที่ตื่นเต้นชวนเสียวและชวนลุ้นสอดแทรกไปตั้งแต่ต้นจนจบวมกับที่คริสโตเฟอร์ แม็คควอรี เคยเขียนบท The Usual Suspects มาก่อน มีจุดเด่นของสี่ภาคก่อนหน้านี้มาขยำรวมกันในภาคเดียวแบบที่กลมกล่อมพอและทำได้ถึง มีการเกลี่ยนบทให้ทุกคนได้โชว์ความเด่น แต่คนที่กลายเป็นคนเด่นสุดจริงๆ ของหนังคือรีเบกกา เฟอร์กูสัน ในบทอิสลา สาวเสน่ห์มรณะ สายลับหญิงขาโหด ผู้ที่ทั้งมอบความลึกและความซับซ้อนของตัวละครให้เราเดาทางเธอไม่ถูก และได้แสดงบทบู๊แกร่งๆ แบบที่ทัดเทียมกับทอม ครูส เธอได้แจ้งเกิดเต็มตัวและจะกลายเป็นดาวรุ่งคนใหม่ประจำปีนี้ที่ทุกคนต้องหันมามอง

ถ้าจะให้พูดถึงข้อเสียของหนังคงเป็นความสดใหม่นั่นแหละที่หนังเรื่องนี้ยังขาดไป ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เคยเห็นหรือคล้ายกับที่เคยเห็นมาก่อน แต่มันไม่สำคัญเท่าไหร่เมื่อหนังเล่าเรื่องได้น่าติดตาม ทำสิ่งหล่านั้นได้ถึง และทำสร้างอารมณ์ร่วมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ มันทำให้นึกถึงหนังยัง Edge of Tomorrow ของครูสในแง่นี้เหมือนกัน ตรงที่หนังไม่ได้สดใหม่อะไรเท่าไหร่ แต่เล่าเรื่องได้ถึง มันส์ และลุ้นไปตลอดเรื่อง และมีนักแสดงหญิงเจ๋งๆ อย่างเอมิลี บลันท์

คะแนนจาก Rotten Tomatoes ของหนังตอนนี้อยู่ที่ 7.6/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 90% จาก 63 บทวิจารณ์ครับ เพื่อนผู้อ่านที่ได้ชมหนังแล้วชอบหนังในระดับไหนบ้างครับ ถือเป็นหนังที่สนุกที่สุดของซัมเมอร์ปีนี้ไหมครับ Read more of this post