Advertisements

Review: เชงเม้ง (Cheng Meng the Play)

credit: A Theatre Unit

ชงเม้ง (Cheng Meng the Play)
โดย A Theatre Unit
รอบวันที่ 24 มีนาคม 2560
สถานที่ Cho Why

ถ้าไม่มีประเพณีแล้วเราจะเป็นยังไง” นั่นคือคำถามในใจของ “ชุน” (จิรายุ พัชรศักดิ์มงคล)ตัวละครเอกของละครเวที “เชงเม้ง” ที่ตั้งคำถามถึงประเพณีต่างๆ ที่ครอบครัวของเขายึดถือปฏิบัติมาทุกปี ที่เขามองว่าไม่เข้ากับรูปแบบชีวิตคนรุ่นใหม่ของเขา หรือไม่ตรงกับอุดมการณ์ของเขา และเขาก็อยากออกไปตั้งครอบครัวของเขาเองกับผู้หญิงที่เขากำลังจะมีลูกด้วย ทิ้งทุกคนและทุกอย่างของครอบครัวที่เขาอยู่มาตั้งแต่เกิดไว้เบื้องหลัง แต่เมื่อถึงคืนก่อนวันเชงเม้งที่ทุกคนมาช่วยกันพับกระดาษเงินกระดาษทอง และเตรียมพร้อมสำหรับพิธีในวันรุ่งขึ้น ชุนก็ได้ข่าวว่า “อาเฮีย” พ่อของเขา หัวเรือใหญ่แห่งกิจการกงสีประจำตระกูลได้เสียชีวิต เขาก็อยากบอกความในใจที่ปิดบังนี้ไว้มานาน แก่สมาชิกครอบครัวที่เหลืออยู่ อันได้แก่ “ซ้อหลี” (ณัฐญา นาคะเวช) ผู้เป็นน้าสะใภ้, “วิทย์”(ธำรงค์ เดชธรรมธร) ญาติผู้น้อง และ “แปะ” (ขรรค์ชัย กลีบการะเกต) คนสนิทที่มาคอยช่วยเหลืองานของครอบครัว แต่ก็ปรากฏว่าทุกคนก็ล้วนมีความลับให้ชวนทึ่งไม่แพ้กัน

ละครเรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของกลุ่มละครคนรุ่นใหม่ อะ เธียเตอร์ ยูนิต ภายใต้การกำกับครั้งแรกของอธิศ ธรรมรุจา ซึ่งเหมือนกับชุน ที่ไม่อยากทำกิจการของครอบครัวที่สืบทอดมา คณะละครกลุ่มนี้ก็พยายามสร้างวิถีทางใหม่ๆ ให้ละครเวที ด้วยการใช้สถานที่ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงละคร แต่ใช้ห้อง ใช้บ้าน หรือสถานที่อื่นๆ มาเป็นสถานที่แสดงที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้นจริงๆ ให้มีความรู้สึกคล้ายกับไปตามดูชีวิตของคนจริงๆ อย่างใกล้ชิด “เชงเม้ง” ใช้ Chow Why สถานแสดงศิลปะในย่านเจริญกรุงที่ลักษณะคล้ายบ้านของคนเชื้อสายจีน ที่เมื่อเราเข้าไปนั่งในนั้นอย่างใกล้ชิดตัวละคร เราก็ได้ความรู้สึกเหมือนกำลังแอบดูชีวิตของคนในครอบครัวเชื้อสายจีนในบ้านหลังหนึ่งอยู่จริงๆ แต่ธุรกิจสถาปนิกของชุนเองก็ไปไม่รอด แม้ละครเรื่องนี้ไม่ถึงขั้นไม่รอดอย่างธุรกิจของชุน แต่ก็ยังบริหารจัดการวัตถุดิบที่ตัวเองมีอยู่ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพพอ น่าจะคมกว่านี้ได้อีก น่าจะเป็นธรรมชาติ และสมจริงอย่างแนวคิดที่อยากนำเสนอกว่านี้ได้อีก แต่ถ้าจำไม่ผิด ชุนก็พูดเหมือนกันว่าแม้ธุรกิจที่เขาทำเองจะล้ม แต่อย่างน้อย เขาก็ยังได้ทำ ได้ล้มและพลาดด้วยตัวเอง ซึ่งละครเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญให้คณะละครรุ่นใหม่นี้ได้พัฒนาตัวเองในอนาคต

เชงเม้ง” เคยเป็นละครเวทีที่เล่นในเทศกาลกรุงเทพครั้งที่ 11 มาก่อน และในการนำกลับมาแสดงใหม่ครั้งนี้ ทั้งนินาท บุญโพธิ์ทอง และอธิศ ธรรมรุจ ได้ปรับบทใหม่ให้ทันสมัยขึ้น จากตัวละครที่ใช้โน้ตบุคในการแชทเปลี่ยนมาเป็นไอโฟนในการส่งข้อความหากัน แต่เมื่อปรับมาแสดงในสถานที่ที่ให้เรารู้สึกเหมือนตามดูชีวิตคนจริงๆ ยังมีบางบทสนทนาอยู่บ้างที่เรารู้สึกว่ายังขาดความเป็นธรรมชาติ ไม่กลมกลืนกับสถานที่ที่ใช้แสดง ยังรู้สึกว่าเป็นบทละครที่เหมาะจะอยู่บนเวทีในโรงละครอยู่ ขณะที่การแสดงโดยรวมแล้ว ยังมีการรับส่งที่ผิดจังหวะอยู่บ้าง การแสดงในส่วนที่เกี่ยวกับความลับของชุนยังขาดความคม และถูกกลบด้วยเรื่องราวความลับของซอ้หลีกับวิทย์ที่มีพลังกว่า

ละครใช้ย่านคนจีนมาเป็นสถานที่แสดง เพื่อให้เราได้บรรยากาศเหมือนอยู่ในย่านคนจีนจริงๆ ฉากเปิดการแสดงคือชั้นล่างของบ้าน ทุกตัวละครนั่งคุยกันที่ชุดรับแขกในบ้านโดยบรรยากาศภายนอกมีเสียงล้งเล้งของทั้งยวดยาน ผู้คนที่ผ่านไปมา และทำงานอยู่ละแวกนั้นจริงๆ แต่ตัวละครดูเหมือนอยู่ในโลกของตัวเองตามที่บทกำหนดมามากเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับบรรยากาศที่รายรอบอยู่ แต่เมื่อบทกำหนดว่ามีเด็กคนหนึ่งมาด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าบ้าน นักแสดงก็มีปฏิกิริยาไปตามบท แต่เราไม่รู้สึกถึงว่ามีเด็กมาด้อมๆ มองๆ จริงๆ เว้นแต่มีชาวบ้านแถวนั้นเดินคุยกันผ่านไปมา ผู้กำกับควรให้นักแสดงได้ “นอกบท” และเล่นกับบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นจริงๆ บ้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมชาติให้เหมือนเรามาชมชีวิตคนจีนในบ้านหลังหนึ่งกว่านี้ หากกลัวว่าจะควบคุมสิ่งแวดล้อมไม่ได้ สถานที่ก็ต้องปิดมากกว่านี้ แต่ต้องขอชมน้องทอย ธำรงค์ ผู้รับบทเป็นวิทย์ ที่ขณะเล่นไอโฟนอยู่ในฉากและรอนักแสดงคนอื่นมาเข้าฉากอยู่ น้องชะโงกหน้าออกไปมองข้างนอกเมื่อมีเสียงมอเตอร์ไซค์ผ่านมาพอดี ไม่รู้ว่าเป็นปฏิกิริยาเองตามธรรมชาติ หรือเป็นไหวพริบส่วนตัว แต่ปฏิกิริยาเล็กๆ นั้นบ่งบอกว่าน้องเป็นนักแสดงที่มีความสามารถเกินตัวมากๆ

ฉากที่สองของละครมาเล่นกันที่ชั้นบน ผู้ชมนั่งล้อมรอบเป็นรูปตัวยู โดยนักแสดงอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตรงกลาง ทำให้นักแสดงบางคนต้องนั่งหันหลังให้ผู้ชม เรารู้สึกอึดอัดในบางขณะที่นักแสดงบางคนอาจจะยังไม่เข้าถึงอารมณ์ตัวละครมากพอ หรือพลังการแสดงยังไม่มากพอที่จะส่งการสื่อสารที่มีพลังได้จากการเล่นแบบหันหลังให้ แต่ในฉากนี้เราก็ได้เห็นความจัดจ้านและเจนจัดของนาถยาในบทซ้อหลี มีการแสดงที่มีพลังให้อยากติดตามดูเธอเกือบตลอดเวลา โดยที่ยังคงให้การแสดงดูเป็นธรรมชาติอยู่ เรามีปัญหากับบทสนทนาของละครในหลายครั้งที่ดูมีความไม่เป็นธรรมชาติแบบที่คนทั่วไปพูดกัน แต่เมื่อบทพูดนั้นผ่านปากของณัฐญา เธอเหมือนย่อยบทพูดนั้นให้เป็นคำพูดของเธอเองแล้วพูดได้ออกมาได้เป็นธรรมชาติ เหมือนเป็นคำพูดของคนจริงๆ

ขอกลับมาพูดถึงธำรงค์อีกครั้ง น้องเป็นนักแสดงที่เราทึ่งมาก ซึ่งจากอายุ ดูแล้วอาจยังไม่ได้มีประสบการณ์มาก แต่กลับรับบทเป็นเด็กซ่าๆ แก่แดดได้อย่างเป็นมนุษย์จริงๆ เหมือนมันเป็นตัวจริงๆ ของน้อง และมีพลังในการแสดงมาก เมื่อณัฐญากับธำรงค์อยู่ในฉาก ทั้งคู่ทำให้ละครดูน่าติดตาม และทำให้ละครเรื่องนี้มีชีวิตชีวา

ถ้าไม่มีประเพณีแล้วเราจะเป็นยังไง” คำถามที่ชุนถามทุกคนในครอบครัว “เราก็ไม่เป็นยังไง เราก็ยังอยู่กันได้ เราก็แค่ไม่มีมัน” และนั่นคือคำตอบที่ชุนได้รับขณะที่ทุกคนก็ยังคงนั่งพับกระดาษเงินกระดาษทองสำหรับวันเชงเม้งในวันรุ่งขึ้นอยู่ สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ “ครอบครัว” ต่างหากที่ชุนขาดไม่ได้ เพราะไม่ว่าชุนจะอยากใช้ชีวิตแหวกประเพณีของครอบครัวยังไง ชุนคงประสบความสำเร็จได้ยากหากขาดความช่วยเหลือ ความรัก การสนับสนุนของคนในครอบครัว แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะประเพณีรึเปล่าที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันได้

สำหรับผู้ที่อยากชมละครเรื่องนี้ รายละเอียดการรับชมอยู่ที่ด้านล่างครับ
รายละเอียดการแสดง:
ประเภท: Family – Drama – Comedy
สถานที่: Cho Why, ซอย นานา วงเวียน 22 ถนนเจริญกรุง (300 เมตร จาก MRT หัวลำโพง ทางออก 2)
วัน/เวลา: วันศุกร์ – วันอาทิตย์ ที่ 24 มี.ค. – 2 เม.ย. 2017
เวลาการแสดง: 20.00 น. และเพิ่มรอบ 16.00 น. สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์
ระยะเวลาการแสดง: 75 นาที (การแสดงมีคำบรรยายภาษาอังกฤษ)
บัตรราคาเริ่มต้นที่ 320 บาท (ราคาพิเศษหากจองที่นั่งล่วงหน้า จากราคาหน้างาน 450 บาท)

โปรโมชั่น (จากราคาเต็ม 450 บาท)
⦁ Early-Bird Ticket เมื่อจองที่นั่งภายในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 320 บาท (สำหรับรอบการแสดงวันที่ 24-26 มีนาคม)
⦁ Reservation Ticket ลดพิเศษเมื่อจองที่นั่งก่อนการแสดง
⦁ รอบสัปดาห์แรก (24-26 มี.ค.) เหลือเพียง 350 บาท
⦁ รอบสัปดาห์ที่สอง (31 มี.ค. – 2 เม.ย.) เหลือเพียง 400 บาท
พิเศษ! โปรโมชั่นครอบครัวเมื่อจองที่นั่งตั้งแต่ 5 ที่ขึ้นไป เหลือเพียง 330 บาท/ที่นั่ง

รายละเอียดเพิ่มเติมและโปรโมชั่นที่
Official Facebook: www.facebook.com/ATheatreUnit
Event Facebook: http://bit.ly/chengmengtheplay
Line ID: @atheatreunit ( https://line.me/R/ti/p/%40fzs6760k )
ติดต่อกลุ่ม A.Theatre.Unit@gmail.com

Advertisements

Power Rangers – ในความเห็นของคุณ

Power Rangers ฉายไปแล้วทั้งในสหรัฐ และที่บ้านเราเมื่อสุดสุปดาห์ที่ผ่านมา รายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์แรกอาจยังสู้ Beauty and the Beast ที่ยังคงทำเงินสูงอย่างต่อเนื่องไม่ได้ (88 ล้านเหรียญในสัปดาห์ที่สอง) แต่ก็ถือว่าทำเงินไปได้อย่างน่าพอใจที่ 40.5 ล้านเหรียญ และแม้ว่าคะแนนจากนักวิจารณ์จากการประเมินของ Rotten Tomatoes จะค่อนข้างน้อย (47% และ 5.1/10) แต่ก็ได้คะแนนจากผู้ชมในหสรัฐ หรือ CinemaScore A แปลว่าหนังมีโอกาสที่จะยืนโรงยาวและทำรายได้ต่อ ซึ่งด้วยทุนสร้างราว 105 ล้านเหรียญ ก็น่าจะทำให้ได้หนังกำไรพอที่จะมีภาคต่อครับ

ตัวผมจัดอยู่ในพวกเดียวกับ 47% ของ Rotten Tomatoes ครับ และถ้าใครถามว่าควรไปดูไหม ก็คงไม่กล้าแนะนำแบบเต็มปาก เพราะโดยส่วนตัวก็เห็นอยู่ว่า มันมีข้อเสียบางอย่างที่อาจทำให้ผู้ชมทั่วไปไม่โดนใจมัน ตั้งแต่การที่ปูเรื่องนาน เดาเรื่องได้ มีความคล้ายเรื่องโน้นเรื่องนี้หลายเรื่องมีการขายของแบบหน้าด้านๆ จนเรายอมใจ แต่ที่ชอบเพราะมันปลุกพลังความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวให้ออกมาแปลงกายได้ มันยังมีตัวละครที่มีสีสันแบบโอเวอร์ๆ การสอนเรื่องความสามัคคี และฉากแอ็คชั่น 15 นาทีสุดท้ายที่สนุก มันเป็นหนังที่เป็น guilty pleasure ของผมมากๆ

ปล. เมื่อก่อนก็เคยรู้สึกไม่ดีบ้างที่หนังที่เราชอบได้คะแนนวิจารณ์น้อยๆ มีคนไม่ชอบเยอะ แต่เดี๋ยวนี้คิดใหม่ว่า อย่างน้อยอย่าง Power Rangers ก็มีอีก 47 % ที่ชอบเหมือนเรา

ชมหนังแล้วชอบหรือมีความเห็นยังไงกันบ้างครับ

 

Read more of this post

Beauty and the Beast – ในความเห็นของคุณ

Beauty and the Beast ฉบับสร้างใหม่ของดิสนี่ย์เข้าฉายมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ และจากรายได้ทั่วโลกจนถึงตอนนี้ 428 ล้านเหรียญ ดิสนี่ย์อาจได้หนังพันล้านเรื่องใหม่อีกเรื่องครับ เป็นการพิสูจน์อีกครั้งว่า ถ้าจะทำหนังจากเทพนิยายแล้วก็ต้องเป็นค่ายดิสนี่ย์จริงๆ ที่รู้ว่าจะทำหนังออกมายังไงให้เรียกผู้ชมได้ และรู้ว่าผู้ชมต้องการอะไรบ้างจากหนังแนวนี้

คะแนนที่ Rotten Tomatoes ตอนนี้ของหนังจาก 224 บทวิจารณ์อยู่ที่ 6.7/10 ครับ และมีนักวิจารณ์ชอบ 70% โดยความเห็นรวมๆ ชื่นชอบงานสร้างที่ละเอียด นักแสดงที่มีสีสัน การซื่อตรงต่อต้นฉบับ แต่ก็ยังมีการใส่แง่มุมที่สดใหม่ลงไป แต่แน่นอนว่าในเรื่องของการซื่อตรงต่อต้นฉบับ ก็มีบางนักวิจารณ์มองว่าซื่อตรงมากจนน่าอึดอัดโดยเฉพาะการพยายามเลียนแบบกระทั่งมุมกล้องและการเคลื่อนกล้อง ซึ่งบางอย่างไม่เหมาะสมกับงานเป็นหนังคนแสดง

สำหรับผม มองว่าหนังสนุกและเพลิดเพลินจนจบ แต่ฉบับคนแสดงยังไม่ตราตรึงเท่าฉบับอเนิเมชั่นครับ เวลาดิสนี่ย์เอางานการ์ตูนมาแปลงเป็นคนแสดง ไม่ได้แปลงแค่สื่อ แต่แปลงตัวละครให้เป็นคนจริงๆ ในเชิงความลึกด้วย นับตั้งแต่ Cinderella มาแล้ว และดิสนี่ย์ก็ทำได้อีกใน Beauty and the Beast มันจึงทำให้หนังเทพนิยายที่เรารู้เรื่องอยู่แล้ว และแทบจะก๊อปฉากกันมาเกือบทั้งเรื่องมีความสนุกน่าติดตาม

แต่อาจเพราะฉบับอนิเมชั่นมีช่วงเวลาที่เป็น”มนตร์ขลัง”อยู่ในหนังมากมาย และฉบับหนังก็พยายามจะสร้างทุกฉากให้เต็มไปด้วยมนตร์ขลังนั้น ผลปรากฏว่ามันล้น เกือบทุกฉากที่เป็นฉากร้องเพลงมีการจัดชุดใหญ่ อลังการ แข่งกันเพื่อให้เป็นฉากที่ยิ่งใหญ่ น่าจดจำ มันเลยทำให้ไม่มีฉากไหนเด่นหรือน่าจดจำเป็นพิเศษ ทำให้กราฟอารมณ์ของหนังใกล้เคียงกันเกือบตลอดเรื่อง ทำให้หนังเสียความกลมกล่อม ขณะที่ฉบับอนิเมชั่นรู้ว่าจะผ่อนตรงไหน และจะไฮไลท์ตรงไหนเป็นพิเศษครับ

ชมกันไปแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

Kong: Skull Island – ในความคิดเห็น

หลังจากที่ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้เปิดจักรวาลภาพยนตร์ดีซีด้วย Batman v Superman: Dawn of Justice เมื่อปีที่แล้ว ก็ได้เปิดจักรวาลใหม่อีกหนึ่งก็คือจักรวาลสัตว์ประหลาดยักษ์ด้วย Kong: Skull Island ในปีนี้ครับ และดูเหมือนว่าจักรวาลหลังนี้ได้รับการตอบรับจากนักวิจารณ์ดีกว่าจักรวาลแรก

หนังมีนักวิจารณ์ชอบราว 80% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.7/10 ตามการประเมินของ Rotten Tomatoes ส่วนคะแนนของนักวิจารณ์จากการประเมินของ Metacritic อยู่ที่ 63/100 ครับ แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่า King Kong ฉบับของปีเตอร์ แจ็คสัน ที่คะแนนของ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 7.7/10 กับ 84% และคะแนนของ Metacritic อยู่ที่ 81/100

ในแง่ของรายได้ ดูเหมือนว่าจะไม่สวยเท่าคำวิจารณ์ครับ หนังทุนสร้าง 185 ล้านเหรียญเรื่องนี้ (ยังไม่รวมงบการตลดา) ทำเงินจากรอบพิเศษค่ำวันพฤหัสบดีในสหรัฐไป 3.7 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะเปิดตัวด้วยรายได้ในสหรัฐ 45-50 ล้านเหรียญ ตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ แต่ในบทความบอกด้วยว่าคำวิจารณ์ที่ดีน่าจะช่วยให้หนังทำรายได้ในระยะยาวครับ

ในความเห็นส่วนตัว Kong: Skull Island เป็นหนังที่ดูได้ในระดับเพลินๆ มีฉากอสุรกาย และฉากต่อสู้ของอสุรกายที่ตื่นตาตื่นใจและน่าตื่นเต้น หนังสนุกกว่า Godzilla ปี 2014 แต่ก็ไม่ได้สนุกเท่าที่คาดหวัง ซึ่งจุดบอดใหญ่อยู่ที่การมีตัวละครที่น่าเบื่อ หรือไม่ก็ไม่ได้สร้างอารมณ์ร่วมให้เราได้ในตัวละครเหล่านั้น

หลายฉากสวย เท่ มีความเล่นใหญ่ ท่าเยอะ และมีความคาราวะหนังยุค 70 เพิ่มคุณค่าให้แก่งานสร้าง แต่ฉากเหล่านั้นกลับดึงกราฟอารมณ์ของหนังไม่ให้มันพีค ถ่ายมาได้อย่างสร้างสรรค์ แต่กลับไม่ค่อยช่วยในด้านการสร้างความสนุกแบบที่หนังตลาดควรมี นึกถึงคำพูดของครูเป็ด มนชีพ ตอนเป็นคอมเมนเตเตอร์ AF 2 ว่า บางครั้ง การจะตัดเนย เราไม่จำเป็นต้องใช้อีโต้ก็ได้

มีความเห็นยังไงต่อหนังบ้างครับ มาให้ความเห็นกันได้เลยครับ

Read more of this post

Logan – ความเห็นหลังชม

logan-reader-reviewทเวนตี้ เซ็นทูรี ฟ็อกซ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ แม้สร้างเป็นเรต R ก็ทำเงินได้หากสร้างมันออกมาได้ดีพอครับ หนัง Logan เปิดตัววันแรกในอเมริกาเหนือทำเงินไปราว 33 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าน่าจะทำเงินสามวันอย่าวต่ำ 80 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้ในตลาดนอกสหรัฐสุดสัปดาห์นี้รวมกันก็น่าจะ 75-100 ล้านเหรียญอย่างต่ำ ถือเป็นรายได้ที่สูงมากเรื่องหนึ่งในแง่หนังเรต R และในแง่หนังที่ออกฉายในเดือนมีนาคมครับ

หนังได้กระแสล่วงหน้ามาก่อนจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน และเมื่อบทวิจารณ์ต่อหนังปล่อยออกมาก็ยิ่งช่วยให้เรื่องกระแสปากต่อปากมากๆ มีคะแนนในตอนนี้ที่ Rotten Tomatoes ประเมินมาอยู่ที่ 7.9/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 94% ครับ ขณะที่คะแนน CinemaScore หรือคะแนนจากผู้ชมในสหรัฐผ่านการสำรวจด้านการตลาดอยู่ที่ A- ถือว่าสูงมากทีเดียว

ในความเห็นส่วนตัวแล้ว สิ่งที่ผมชอบที่สุดในหนัง Logan คงเป็นความกล้าหาญของผู้สร้างนี่แหละ ที่กล้าที่จะแตกต่าง เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่างที่อยากเป็น ไม่ต้องตามค่ายอื่น และทำออกมาได้ถึง ทำให้ผู้ชมทั้งระทึกและสะเทือนใจไปกับมัน ช่วงสิบนาทีสุดท้ายนี่ เรียกน้ำตาและเสียงสะอื้อนจากผู้ชมได้เกือบทั้งโรงเลย น้องเดฟเน่ คีน เกิดมากๆ ในบท X-23 และฮิวจ์ แจ็คแมน ก็สั่งลาบทวูฟเวอรีนได้อย่างสมภาคภูมิ

อีกอย่างที่ชอบมากๆ ก็คือ มันเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งฉากเทคนิคพิเศษแบบใหญ่โตมโหระทึก หรือตระการตาอะไรเลย ก็ทำให้เราสนุกไปกับมันได้ด้วยพลังดราม่าของเรื่องราว มีความเป็นมนุษย์ที่คนทั่วไปจับต้องได้ และทำให้เราอินไปกับมันอย่างที่สุดครับ

ดูหนังเรื่องนี้แล้วชอบแง่ไหนกันบ้าง ชอบในระดับไหนเมื่อเทียบกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป หรือหนังในตระกูล X-Men หรือหนังที่สร้างจากคอมมิคของมาร์เวล มาใส่ความเห็นกันครับ

ผมแนบความเห็นบางส่วนจากผู้ชมไว้ที่ด้านใน

Read more of this post

วิจารณ์: Emerald City ดินแดนหฤโหดของพ่อมดออซ [บทความสปอนเซอร์]

emerald-city-03เราไม่ได้อยู่ในแคนซัสอีกแล้ว” โดโรธี ตัวเอกจาก The Wizard of Oz (1939) กล่าว เมื่อเธอได้รู้ความจริงว่าได้เหยียบสู่ดินแดนมหัศจรรย์ของพ่อมดออซที่ทุกอย่างดูน่าตื่นตาตื่นใจ และกลายเป็นประโยคจำของหนังที่หลายครั้งถูกนำไปใช้เมื่อเราได้ไปยังที่แปลกถิ่นที่ไม่รู้จัก แต่ใน Emerald City ซีรีส์ชุดใหม่ที่นำ The Wizard of Oz มาตีความใหม่ มันอาจมีความหมายซ้อนอีกชั้นว่า “เราไม่ได้อยู่ในดินแดนของพ่อมดออซแบบมหัศจรรย์อีกแล้ว” ด้วย

Emerald City เป็นซีรีส์ความยาว 10 ตอน ผลงานกำกับของทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้มีความโดดเด่นในแง่งานสร้างที่เต็มไปด้วยสีสันและชวนพิศวงอย่าง The Cell และ The Fall ได้เปลี่ยนโลกมหัศจรรย์จากการจินตนาการของแอล. แฟรงก์ บอม ให้เป็นดินแดนเทพนิยายหฤโหดราวกับนำดินแดนเวสเทอรอส จาก Game of Thrones มารวมอยู่กับดินแดนนาร์เนีย จากเรื่องราวแนวครอบครัวหรรษาเต็มไปด้วยความสดใสและระยิบระยับ กลายมาเป็นเรื่องราวที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น โหดมากขึ้น น่ากลัวมากขึ้น มีความลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน เป็นการตีความที่ทำได้น่าสนใจ และชวนให้ติดตามต่อไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนแรกที่ได้รับชม

โดโรธีในฉบับใหม่นี้รับบทโดยอาเดรีย อาโฮนา (True Detective) ซึ่งต่างจากเด็กสาวชาวไร่ไร้เดียงสาในฉบับของจูดี้ การ์แลนด์ เธอเป็นพยาบาลสาววัย 20 ที่มีความรู้เรื่องยารักษาโรคเป็นอย่างดี เป็นเด็กกำพร้าที่ในวันที่ได้พบแม่ที่แท้จริงของเธอเป็นครั้งแรก เธอก็ถูกทอร์นาโดประหลาดดูดมาพร้อมกับรถตำรวจและสุนัขเค-9 ให้มาโผล่ยังดินแดนออซ แล้วรถก็พุ่งชนแม่มดแห่งตะวันออก (ฟลอเรนซ์ คาซุมบา) จนเสียชีวิต ต่างจากต้นฉบับที่โดโรธีถูกหอบมากับบ้านแล้วบ้านหล่นทับแม่มดจนตาย สุนัขตำรวจกลายมาเป็นคู่หูของเธอและได้ชื่อใหม่ว่าโตโต เป็นสุนัขอัลเซเชียนตัวใหญ่ ไม่ใช่แคร์นเทอร์เรียร์ตัวเล็กขนปุยน่ารักแบบต้นฉบับ

โดโรธีหาหนทางที่จะได้กลับไปบ้าน ซึ่งทางเดียวก็คือเดินไปตามถนนอิฐสีเหลืองสู่เมืองมรกตของพ่อมดแห่งออซที่น่าจะรู้วิธีให้เธอได้กลับไป ถนนอิฐสีเหลืองในฉบับนี้ก็เหลืองเพราะดอกฝิ่นที่ทำให้ใครก็ตามที่ใช้เส้นทางนี้เมายาระหว่างเดินทางได้ บ้าดีไหมล่ะ แล้วโดโรธีก็ได้พบกับหนุ่มนักดาบรูปงามที่ถูกตรึงไว้กับไม้กางเขน ร่างกายบาดเจ็บ และสูญเสียความทรงจำ เธอช่วยเหลือเขา ทำแผลให้ และตั้งชื่อเขาว่าลูคัส (โอลิเวอร์ แจ็คสัน-โคเฮน) เพื่อระลึกถึงบ้านเกิดของเธอ

ลูคัสน่าจะถือได้ว่าเป็นมนุษย์หุ่นไล่กาในฉบับนี้ครับ ผู้ที่ต้องการได้สมองหรือความจำกลับคืนมา และการที่โดโรธีตั้งชื่อเขาตามบ้านเกิดก็เป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะพัฒนาไปในทิศทางใด

ทั้งคู่พร้อมกับโตโตเดินทางสู่เมืองมรกตด้วยกัน ได้พบทั้งแม่มดและมนุษย์ประหลาดมากมายที่บางส่วนก็เป็นการนำองค์ประกอบจากต้นฉบับมาตีความใหม่ และบางส่วนก็เป็นตัวละครใหม่ที่มาทำให้สนุกยิ่งขึ้น บ้างก็มาดี บ้างก็มาร้าย และยิ่งชวนให้น่าติดตามมากขึ้นเพราะดูเหมือนว่าการมาของโดโรธีเองก็เกี่ยวข้องกับคำทำนายว่าจะมีสัตว์ร้ายมาทำลายดินแดนออซ

พ่อมดออซ (วินเซนต์ ดิโอโนฟริโอ จาก Daredevil) ในฉบับนี้ก็มีความซับซ้อนมากขึ้น ตรงที่เขาหวงอำนาจและเกรงว่าโดโรธีจะมาทำให้เขาสูญเสียไป กลัวว่าเธอจะมาทำลายทุกอย่างของเขา จนวางแผนที่จะกำจัดเธอ เขากลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของดินแดน ต้องการให้วิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่เวทย์มนตร์ และสั่งให้จับแม่มดหรือผู้หญิงทุกคนที่ฝึกการใช้เวทย์มนตร์ไปเผา ขณะที่แม่มดกลินดาแห่งทิศเหนือ (โจลี่ ริชาร์ดสัน) กับแม่มดตะวันตก (อานา อูราลู) ก็ถูกพ่อมดออซห้ามใช้เวทย์มนตร์ โดยที่ฝ่ายแรกไปเปิดสำนักนางชี ส่วนฝ่ายหลังไปเปิดซ่องนางโลมกับโรงฝิ่น

Emerald City ยังเต็มไปด้วยตัวละครที่มีสีสันอื่นๆ อีก เป็นต้นว่าอันนา (อิซาเบล ลูคัส) สมาชิกของสำนักนางชีที่กลายมาเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของพ่อมดออซจากความรอบรู้ด้านการทำนาย, แจ็ค (เจอรัล โฮเวลล์) เด็กหนุ่มที่ได้รับการช่วยชีวิตจากอุบัติเหตุ แต่ต้องมีร่างกายเป็นโลหะและใช้หัวใจเทียม, ทิป (จอร์แดน ลาฟแรน) เด็กสาวที่เข้าใจมาตลอดชีวิตว่าเธอเป็นเด็กผู้ชายเพราะถูกแม่เลี้ยงใช้ยาปรุงทำให้เธอมีร่างกายเป็นผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก และ เอมอน (มิโด ฮามาดา) องค์รักษ์ผู้ลึกลับและน่าเกรงขามของเมืองมรกต ผู้แอบซ่อนโฉมหน้าที่น่ากลัวไว้

ซิงห์เล่าเรื่องในแต่ละตอนได้อย่างชวนให้อยากรู้ต่อไปว่าเรื่องจะดำเนินไปในทางใด โดยวางปมต่างๆ และสร้างปริศนาใหม่เอาไว้ทุกตอนพร้อมกับค่อยๆ แนะนำตัวละครใหม่เข้ามาให้เราอยากรู้ว่าใครกันคือผู้อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด และเขาหรือเธอต้องการสิ่งใดจากการมาสู่ดินแดนแห่งออซของโดโรธี นี่อาจเป็นงานกำกับที่สนุกกว่าหนังหลายเรื่องของซิงห์ก็เป็นได้ ด้วยเพราะได้ทีมเขียนบทที่ดีกว่า

นอกจากโดโรธีที่ต้องการจะกลับบ้านแล้ว ตัวละครเด่นอีกหลายตัวก็มีความต้องการที่สำคัญเช่นกัน ที่ชวนให้เราติดตามว่าพวกเขาจะตามหาสิ่งที่ปรารถนาได้ตามที่หวังหรือไม่ โดยคำตอบทั้งหมดอาจอยู่ในฉากรบครั้งใหญ่ในช่วงท้ายของซีรีส์ที่ตัวร้ายแท้จริงจะเผยโฉมหน้าออกมา

คุณสามารถรับชมซีรีส์ชุด Emerald City ได้แล้วทาง iflix ครับ ซึ่งมี 5 ตอนแรกให้ชมกันแล้วพร้อมซับไตเติลภาษาไทย วิธีการสมัครเข้าชมก็ง่าย เพียงคลิกเข้าสู่ www.iflix.com ก็สมัครเข้าใช้บริการตามขั้นตอนได้เลย โดยให้คุณทดลองชมก่อนฟรี 30 วัน แบบไม่มีข้อผูกมัด และหากตัดสินใจจะเป็นสมาชิกต่อก็จ่ายต่อเดือนละ 100 บาท หรือปีละ 1,000 บาทเท่านั้นครับ

ข้อดีของ iflix คือ สมาชิกดูได้ทั้งแบบออนไลน์และดาวน์โหลดไว้ดูแม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต พร้อมรองรับการเชื่อมต่อได้ 5 อุปกรณ์ ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุค และยังเชื่อมต่อเพื่อดูบนทีวีผ่าน Chromecast ได้ด้วย รวมถึง สมาชิกดูผ่านอุปกรณ์ได้พร้อมกันถึง 2 เครื่อง แบบไม่อั้น และไม่มีโฆษณาคั่นครับ

(ภาพบางส่วนและตัวอย่างจากซีรี่ส์อยู่ด้านใน)

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Passengers คู่โดยสารพันล้านไมล์

passengers-reviewPassengers

ไปไม่ถึงดวงดาว

(เปิดเผยเนื้อเรื่องสำคัญของหนัง ยังไม่ควรอ่านหากไม่อยากรู้อะไรเลยก่อนเข้าชม)

Passengers บอกเราตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่ยานอวาลอน ยานสำราญอันหรูหราตระการตาและสุดไฮเทค ถูกอุกกาบาตลูกมหึมาพุ่งชนเกราะป้องกันจนเสียหายคล้ายกับที่เรือไททานิกชนกับภูเขาน้ำแข็งกลางมหาสมุทรว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็น Titanic ฉบับเดินทางในอวกาศ มันสร้างความน่าสนใจได้ตั้งแต่เปิดเรื่องเลยด้วยแนวคิดที่หนังต้องการนำเสนอนี้ และเราก็น่าจะได้ซาบซึ้งไปกับความรักของคู่พระนางและตื่นเต้นไปกับการพยายามเอาตัวรอดท่ามกลางหายนะของยานที่กำลังจะอับปาง ยิ่งการมีเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ กับ คริส แพรตต์ มารับบทนำด้วยยิ่งทำให้เราคาดหวังสูงขึ้น แต่เมื่อหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ เราได้เห็นว่าระบบต่างๆ ของยานเริ่มพังมากขึ้นๆ เพราะอุกกาบาตลูกนั้น พอๆ กับเห็นความพินาศของทิศทางกับตัวบทของหนัง และไม่ว่ายานอวาลอนจะเดินทางไปถึงดาวอาณานิคมที่เป็นจุดหมายปลายทางของมันหรือไม่ หนัง Passengers กลับไปไม่ถึงเป้าหมายตามแนวคิดตั้งต้นนั้น หนังล้มเหลวทั้งในแง่การเป็นหนังรักโรแมนติก ไม่อาจทำให้เราเชื่อในความรักของตัวละครได้เลย ส่วนฉากผจญภัยในช่วงท้ายของหนังก็เดาได้จนรู้สึกว่าตื่นเต้นแบบธรรมดา

Read more of this post