วิจารณ์: Outcast ซีรี่ส์ไล่ผีที่สดใหม่จากผู้สร้าง The Walking Dead [บทความสปอนเซอร์]

outcast-patrick-fugitซีรี่ส์ตอนนำร่องที่มีประสิทธิภาพ นอกจากเล่าเรื่องในตอนของมันได้สนุกแล้ว ต้องมีคาถาขลังพอที่จะทำให้ผู้ชมหลงอยากติดตามดูตอนต่อไปจนจบทั้งซีซั่น ซึ่ง Outcast ผลงานสร้างสรรค์ใหม่ของโรเบิร์ต เคิร์กแมน จาก The Walking Dead ที่กำกับโดยอดัม วินการ์ด จากหนัง You’re Next และ The Guest ทำได้แบบนั้น โดยคาถาที่เขาใช้คือการสร้างความสดใหม่ให้แก่หนังสยองขวัญแนวไล่ผี การเล่าเรื่องที่ลึกลับน่าติดตาม และการแสดงที่ชวนให้คุณขนลุก

ฉากเปิดเรื่องของ Outcast คล้ายกับหนังหรือซีรี่ส์สยองขวัญทั่วไป ใช้ฉากการสังเวยเหยื่ออันน่าสะพรึงกลัวมาเป็นฉากเปิดเพื่อเรียกความสนใจก่อน ซึ่ง Outcast ทำได้ตั้งแต่ฉากแรกอย่างเลือดสาด แถมยังให้เด็กวัย 7-8 ขวบเป็นเหยื่ออีก เป็นการบอกเราแต่เนิ่นๆ ว่าซีรี่ส์ชุดนี้อาจไม่เหมาะแก่คนใจอ่อน และเหยื่อก็อาจเป็นใครที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คุณได้

ตัวเอกของเรื่องมีชื่อว่าคายล์ บาร์นส์ รับบทโดยแพทริก ฟูกิต ที่นักดูหนังส่วนใหญ่จำเขาได้จากบทบาทสมัยเป็นวัยรุ่นในผลงานปี 2000 เรื่อง Almost Famous และอาจไม่รู้ว่าเขารับบทสมทบเป็นตำรวจหนุ่มใน Gone Girl ด้วย คายล์เป็นหนุ่มที่ขลุกอยู่แต่ในบ้านมาตลอดห้าปีหลังจากถูกตั้งข้อหาทำร้ายลูกสาวกับภรรยา และก็เคยทำแบบเดียวกันกับแม่บุญธรรมตอนที่เขายังเด็ก สร้างตราบาปให้จิตใจจนทำให้เขาไม่อยากพบหน้าผู้คน มีเพียงพี่สาว แซร่าห์ (จูเลีย คร็อกเก็ตต์) ที่แวะมาดูแลเป็นพักๆ และพาคายล์ออกไปข้างนอก ในเมืองสมมติชื่อว่าโรม ของรัฐเวสต์ เวอจิเนีย เมืองเล็กๆ ที่แทบทุกคนรู้จักกันและรู้เรื่องของกันและกัน ที่ยังมีทั้งผู้คนเคร่งศาสนาและเชื่อเรื่องปีศาจซาตาน กับผู้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า และคิดว่าพวกเชื่อเรื่องผีนั้นเพ้อเจ้อ

เมื่อคายล์ออกมาข้างนอกในรอบห้าปี เขาก็ได้ข่าวว่ามีเด็กชื่อโจชัว (เกเบรียล เบตแมน) ถูกผีเข้า และสาธุคุณแอนเดอร์สัน (ฟิลิป เกลนิสเตอร์) พยายามหาทางขับไล่อยู่ ความทรงจำวัยเด็กก็แว้บเข้ามา ภาพของแม่บุญธรรมที่ถูกกล่าวหาว่าถูกผีเข้าและทำร้ายเขาจนเขาต้องตอบโต้กลับมาให้เห็นอีกครั้ง ความอยากต้องการหาคำตอบว่าอะไรกันที่เป็นต้นเหตุให้ชีวิตของเขาพินาศผลักดันให้เขาไปพบสาธุคุณแอนเดอร์สันที่พยายามไล่ผีให้โจชัว ปริศนาต่างๆ จึงเริ่มคลี่คลาย คายล์เริ่มเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่และภรรยาของเขา และใช้สิ่งที่ค้นพบในการช่วยโจชัวให้พ้นจากผีร้าย พร้อมกับทิ้งปมเอาไว้ว่าคายล์ได้รู้แล้วว่าทำไมผีร้ายเหล่านั้นจ้องเล่นงานเขา และเขาจะเอาคืนได้ยังไง

ปกติแล้ว ซีรี่ส์หรือหนังฝรั่งแนวไล่ผีแบบ The Conjuring หรือ The Exorcist มักเน้นเล่าที่เรื่องราวของเหยื่อเป็นหลัก แต่ Outcast เป็นการเล่าในมุมมองของนักไล่ผี และให้เราได้เห็นว่าชีวิตของนักไล่ผีนั้นต้องเผชิญกับอะไรบ้างในการทำหน้าที่ สาธุคุณแอนเดอร์สันก็ดูเหมือนจะมีชีวิตที่โดดเดี่ยวไม่ต่างจากคายล์ เพียงแต่ในซีรี่ส์ตอนแรกยังไม่เล่าภูมิหลังของสาธุคุณให้เรารู้นัก รู้แต่แค่ว่าเขาก็ต้องแยกจากลูกสาวเหมือนกัน

ตัวผีร้ายหรือปีศาจในซีรี่ส์ชุดนี้เองก็มีความน่ากลัวและน่าสนใจไปพร้อมกัน มันเป็นเหมือนเป็นอำนาจมืดที่เราไม่รู้ว่าคืออะไรที่แน่ชัด ไม่รู้ว่าจะไปหรือมาเมื่อไหร่ หรือมีรูปร่างยังไง แต่นอกจากการเข้าสิงผู้คนที่ทำให้แสดงฤทธิ์เดช แสดงความคลุ้มคลั่งแบบหนังผีทั่วๆ ไปแล้ว มันยังมีความฉลาดเหมือนกับปีศาจใน “Twin Peaks” หรือตัวตลกจาก “It” ที่ทั้งปั่นป่วน ยั่วยุ และเล่นเกมจิตวิทยา ทำให้มันดูน่ากลัวกว่าผีในแนวเดียวกันที่เราเคยดูมา

ชื่อเรื่องของซีรี่ส์ที่แปลว่า “พวกนอกคอก” หรือ “พวกนอกรีต” ในที่นี้ก็คือตัวของคายล์นั่นเอง ที่กลายเป็นคนซึ่งสังคมรังเกียจจากความเข้าใจผิดว่าเขาเป็นตัวอันตรายที่ชอบใช้กำลังทำร้ายคนอื่น เป็นคนที่ตำรวจบางคนอยากจับเข้าคุก และก็คงอธิบายแก่คนทั่วไปให้เชื่อไม่ได้ว่าทั้งหมดเป็นเพราะอำนาจของผีร้าย น่าจะเป็นปมอีกอย่างที่ซีรี่ส์จะเอามาเล่นอีกในตอนต่อๆ ไป ให้คายล์ต้องลำบากเมื่อต้องไปช่วยสาธุคุณไล่ผีอีก แต่บางอย่างที่ตอนนำร่องทิ้งเอาไว้ก็บอกเป็นนัยว่าความนอกนอกของเขาน่าจะมีมากกว่านั้นอีกให้ติดตามต่อไป

ทั้งหมดนี้ถือเป็นความสดใหม่ในแง่เรื่องราวแนวไล่ผีของ Outcast เมื่อผสมกับวิธีการเล่าที่เหมือนหนังสืบสวน การที่ค่อยๆ คลี่ปมทีละอย่างที่แม้ไม่ใช่วิธีการแปลกใหม่ แต่เล่าได้อย่างน่าติดตาม ทำให้เราติดซีรี่ส์ได้ตั้งแต่ตอนแรก และอยากรู้ต่อไปว่าเรื่องราวจะลงเอยยังไง

Outcast จะฉายเป็นตอนแรกให้ชมวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายนนี้ เวลา 2 ทุ่ม 55 นาที ทางช่องฟ็อกซ์ไทย สามารถเปิดชมได้ทางทรูวิชั่น (ช่อง 246 และ 66), ซีทีเอช (ช่อง 304) และ ทีโอทีไอพีทีวี (ช่อง 303 HD) ซึ่งบ้านเราจะได้ชมพร้อมกันกับอีก 125 ประเทศทั่วโลก ผู้ชมยังสามารถชมตอนต่อๆ ไปได้ทุกวันเสาร์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะมีความยาวทั้งหมด 10 ตอนครับ

สามารถติดตามข่าวสารของซีรี่ส์เพิ่มเติมทางเฟซบุกได้ที่ www.facebook.com/Outcast และ www.facebook.com/Foxtvasia หรือทางทวิตเตอร์ที่ @outcastfox โดยเข้าร่วมพูดคุยได้โดยใส่แท็ก #Outcast ครับ

ชมตัวอย่างซีรี่ส์ได้ที่ด้านใน

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: The Jungle Book เมาคลีลูกหมาป่า

the jungle book review(บทวิจารณ์ตีพิมพ์ครั้งแรกใน The Hollywood Reporter Thailand ฉบับ 21 เมษายน 2559 อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่นี่ และติดตามนิตยสารได้ที่ Facebook ครับ)

การนำหนังเก่ามาเล่าใหม่ให้ดีหรือน่าดึงดูดต้องทำยังไง ตัวอย่างมีให้ดูบ่อยๆ ในงานดัดแปลงของดิสนี่ย์ที่นำหนังการ์ตูนเก่ามาสร้างใหม่เป็นฉบับคนแสดงครับ บางเรื่องอาจไม่ดี แต่ก็ดึงดูดให้เข้าไปชม บางเรื่องทั้งดีและน่าดึงดูด ซึ่ง The Jungle Book หรือ “เมาคลีลูกหมาป่า” ที่กำกับโดยจอน เฟฟโร และเขียนบทโดยจัสติน มาร์กส์ มีทั้งสองอย่าง

สิ่งที่ดีของงานรีเมกนี้ก็คือการพัฒนาจากหนังการ์ตูนเด็กน้อย ขำขัน ร้องรำทำเพลง เนื้อหาเบาๆ ให้เป็นฉบับใหม่ที่มีความลึกและซับซ้อนมากขึ้น โดยยังคงองค์ประกอบหลายอย่างของต้นฉบับปี 1967 ไว้ ให้ผู้ที่ชื่นชอบฉบับเก่าได้มีอารมณ์หวนความหลัง แต่เห็นถึงการเติบโตอย่างชัดเจนจากของเก่า ทั้งยังสอดแทรกแง่คิดเรื่องการอยู่ร่วมกับป่าอย่างแนบเนียน ส่วนความน่าดึงดูดของหนังนั้นก็มาจากงานสร้าง งานเทคนิคด้านภาพ การสร้างตัวละครสิงสาราสัตว์ต่างๆ ได้อย่างมีชีวิตและดีที่สุดที่เคยมีมาบนแผ่นฟิล์ม เป็นการสร้างภาพในลักษณะที่เหมือนจริงมาก แต่ก็มีความเกินจริงจากธรรมชาติเพิ่มเติมเข้าไปอย่างลงตัว

Read more of this post

Deadpool – ในความเห็นของคุณ

deadpool trailerDeadpool จากหนังที่เดิมทีฟ็อกซ์ลังเลที่จะสร้างภาคแยกเดี่ยวๆ ให้ แต่ได้รับกระแสจากคลิปทดลองที่หลุดออกมาจนกลายเป็นหนังฉบับเต็มในที่สุด และจากการคาดการณ์ของฟ็อกซ์ ผู้สร้างหนังเรื่องนี้เอง ว่าจะเปิดตัวสุดสัปดาห์แรกราว 60-65 ล้านเหรียญ แต่รายได้แค่จากวันศุกร์วันเดียวก็ปาไป 47.5 ล้านเหรียญสหรัฐแล้วครับ ถือว่า Deadpool กลายเป็นหนังที่เกินคาดอย่างมากในหลายๆ ด้าน และรายงานจากวาไรตี้ก็บอกว่า หนังน่าจะทำเงินแตะ 130 ล้านเหรียญจากการฉาย 4 วัน มากกว่าที่ค่ายหนังคาดไว้ 2 เท่า และสร้างสถิติใหม่ให้แก่สถิติรายได้หนังเรต R และสถิติรายได้เปิดตัววันวาเลนไนทน์แทนที่ Fifty Shades of Grey ที่ครองอยู่

ในแง่คำวิจารณ์ จากการประเมินโดย Rotten Tomatoes หนังมีนักวิจารณ์ชอบ 84% ด้วยคะแนน 7.1/10 จาก 188 นักวิจารณ์ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จด้านคำวิจารณ์เช่นกัน โดยความเห็นโดยรวมชมการสร้างตัวละครที่ฉีกกฎตัวละครหนังซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ ทั้งยังมีมุขตลกที่สร้างความบันเทิงได้ตลอดเรื่อง รวมถึงชื่นชมผู้สร้างที่ตัดสินใจให้เป็นหนังเรต R เหมาะสมกับความเป็น Deadpool ขณะที่ความเห็นด้านลบอยู่ที่เนื้อเรื่องกับตัวร้ายที่ธรรมดาครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าแม้ว่าเรื่องจะแบนๆ ดูไม่มีอะไร ฉากบู๊ลุ้นพอประมาณ ไม่ได้ตื่นเต้นมาก แต่หนังก็ทำสำเร็จในแง่สร้างความโดดเด่นและน่าจดจำให้แก่ตัวละคร และบันเทิงมากๆ กับมุขบทสนทนาจิดกัด ล้อเลียนหนังกับซูเปอร์ฮีโร่ที่ใส่เข้ามาตั้งแต่เปิดเรื่องยัน end credit อาจไม่ใช่หนังที่ดูแล้วพีคสุด มันส์สุด แต่ก็บันเทิงตลอดเรื่องครับ

เพื่อนผู้อ่านเว็บมีความเห็นยังไงกับหนัง มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

STAR WARS: THE FORCE AWAKENS – ในความเห็นของคุณ

new force awakens image 05รายงานจากเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่า Star Wars: The Force Awakens ทำรายได้รอบมิดไนท์ของวันพฤหัสบดีในสหรัฐไปราว 57 ล้านเหรียญครับ เป็นตัวเลขประเมิน แต่แค่นี้ก็เท่ากับว่าได้สร้างสถิติด้านรายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะทุบสถิติรายได้รอบมิดไนท์สูงสุดตลอดกาลที่ Harry Potter and the Deathly Hallows – Part 2 ทำไว้ที่ 43.5 ล้านเหรียญ นักวิเคราะป์ประเมินไว้รายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์แรกในสหรัฐราว 180-220 ล้านเหรียญ และอาจทุบสถิติ 208.8 ล้านเหรียญที่ Jurassic World ทำเอาไว้ แต่จะทุบสถิติรายได้เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลทั่วโลกของ Jurassic World ที่ทำไว้ 524.9 ล้านเหรียญหรือไม่ ก็ต้องติดตามดูกันไป โดยที่หนังจะเปิดฉายในหลายประเทศพร้อมกันสุดสัปดาห์นี้ ยกเว้นตลาดนอกสหรัฐที่ใหญ่สุดอย่างจีนที่หนังจะเปิดฉาย 9 มกราคมปีหน้า

ในแง่คำวิจารณ์ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็แรงไม่แพ้รายได้ครับ หนังมีคะแนนจากการประเมินของ Metacritic อยู่ที่ 81/100 ใกล้เคียงกับหนังที่ได้คำวิจารณ์ดีในปีนี้หลายเรื่องเช่น Creed, Sicario, Steve Jobs, Bridge of Spies และ The Martian ส่วนคะแนนจากการประเมินของ Rotten Toamtoes นั้น หนังได้คะแนนเฉลี่ย 8.3/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 95% จาก 249 บทวิจารณ์ในตอนนี้

ความรู้สึกส่วนตัวหลังจากดูหนังจบ คิดว่าหนังทำได้สำเร็จในแง่การเป็นหนัง nostalgia ที่ดีมาก เจ.เจ. เอบรามส์ ได้สร้างหลายฉากหลายซีนที่น่าจะทำให้สาวกสตาร์วอร์ส์ตื่นเต้นและปลื้มปริ่ม และมีพลังมากพอที่จะให้หนังชุดนี้กลับมาอุบัติอีกครั้งให้รอคอยและอยากติดตามกันต่อไป แม้ว่าอาจไม่ใช่ภาคที่ดีที่สุด หรือเป็นหนังที่สมบูรณ์แบบก็ตาม

มันเหมือนการได้กลับบ้านเก่าที่มีเจ้าของใหม่มาบูรณะให้ใหม่และทันสมัย ข้อดีคือคนที่ผูกพันกับบ้านจะยังรู้สึกเหมือนกลับมาบ้านเดิมที่คิดถึง ที่โหยหา ซาบซึ้งไปกับความหลัง แต่พวกเขาก็จะยังจำได้ดีว่าประตูบานนั้นบานนี้จะเปิดไปในทางไหน หลับตาก็ยังอาจคลำเจอทางเส้นเดิมๆ ซึ่งเวลาในอนาคตคงบอกได้เองว่ามันเป็นการดีไหมที่ออกมาในลักษณะนี้ มันขาดความสดใหม่บางอย่างแบบภาค Episode I ที่มีพลัง หรือสร้างฉากจำอันโดดเด่นให้ตัวเองขึ้นมา แต่ทำมาเพื่อแฟนๆ ของ Episode IV, V และ VI ให้หวนกลับไปนึกถึงความดีและฉากประทับใจของไตรภาคคลาสสิคนั้นโดยโดยเฉพาะ

สิ่งค้นพบสำคัญของหนังเรื่องนี้คือเดซี่ ริดลี่ ในบทเรย์ เธอเป็นเพชรหายากที่ทีมงานไปขุดเจอเอามาเจียรไนและประดับเป็นเพชรเอกเจิดจรัส เธอจะกลายเป็นดาวขวัญใจผู้ชมในอนาคตแน่ๆ

มีความเห็นอย่างไรหลังจากชมจบครับ มีฉากที่ประทับใจเป็นพิเศษไหม หรือคิดว่าจะเป็นฉากจำไหม ตัวละครใหม่มีพลังพอที่จะสานต่อเรื่องราวในภาคต่อไปไหม จัดลำดับหนังอยู่อันดับที่เท่าไหร่ถ้าเทียบกัน 7 ภาค และให้คะแนนหนังกันเท่าไหร่ครับ

Read more of this post

The Hunger Games: Mockingjay Part 2 – ในความเห็นของคุณ

mockingjay 2 reader reviewThe Hunger Games: Mockingjay Part 2 ภาคปิดของหนังชุดนี้ อาจไม่ได้ปิดตัวอย่างที่สวยงามมากตามที่คาดเท่าไหร่นัก หนังน่าจะยังคงเป็นหนังทำเงินเรื่องหนึ่งของปี เพียงแต่อาจไม่เท่าที่คาดหวังหรือเท่าที่ผ่านมาครับ

เดิมที ไลออนเกตส์คาดหวังว่าหนังน่าจะเปิดตัวในสหรัฐด้วยตัวเลขรายได้เกินกว่า 130 ล้านเหรียญสหรัฐในสุดสัปดาห์แรก แต่ล่าสุดต้องประเมินใหม่ หลังจากที่ทำเงินจากรอบค่ำในคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาไป 16 ล้านเหรียญ น้อยกว่าภาคที่แล้ว The Hunger Games: Mockingjay Part 1 ที่ได้จากรอบเดียวกันนี้ 17 ล้านเหรียญ แล้วทำเงินต่อเนื่องในวันเปิดฉาย 55 ล้านเหรียญ จบสุดสัปดาห์แรกที่ 121.9 ล้านเหรียญ การคาดการณ์ว่ารายได้ในสุดสัปดาห์แรกจึงตกลงมาที่ราว 104-110 ล้านเหรียญสหรัฐครับ และเป็นการทำเงินเปิดตัวต่ำที่สุดกว่าทุกภาค

ดูแล้วรายได้น่าจะน้อยกว่า The Hunger Games- Catching Fire ไปเยอะมาก ที่ทำรายได้จากรอบค่ำวันพฤหัสบดีไป 25 ล้านเหรียญ แล้วเปิดตัวในสุดสัปดาห์แรกที่ 158 ล้านเหรียญ

คำวิจารณ์ต่อหนังเองก็อยู่ระดับปานกลาง นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชอบกว่าภาคที่แล้ว แต่ไม่มาก และยังถือว่าเทียบกับ 2 ภาคแรกไม่ได้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่หนังแบ่งออกเป็น 2 ภาค ทำให้ความเข้มข้นหรือกราฟอารมณ์ของหนังไปไม่สุด

โดยส่วนตัวแล้วก็เห็นด้วยกับผู้ชมและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ครับที่ว่าภาคจบนี้ดีกว่าภาคที่แล้ว แต่ก็ยังสนุกสู้กับสองภาคแรกไม่ได้ ประเด็นจากหนังสือมีความน่าสนใจ และน่าจะมีพลัง แต่เมื่อแบ่งเป็น 2 ภาคแล้วทำให้พลังของประเด็นลดลง ทั้งการเล่าเรื่องยังขยี้ผิดจุด ออกแนวยืดตรงส่วนที่ควรเร่ง และกลับรีบเร่งในส่วนที่ควรขยี้หรือละเมียดกับมัน ยังดีที่ได้การแสดงของเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ มาช่วยส่ง

คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ให้คะแนนหนังที่เท่ากัน มาใส่ความเห็นกันครับ

Read more of this post

Fantastic Four – ในความคิดเห็น

the fantastic four reader reviewถ้าถามว่าหนัง Fantastic Four สนุกไหม สำหรับผมแล้วก็คือชมได้เพลินๆ ไม่ได้รู้สึกน่าเบื่อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเรื่องนี้มีความผิดพลาดสำคัญในแง่ทิศทางของหนังที่เหมือนขึ้นต้นอย่างหนึ่งแต่ลงท้ายอีกอย่าง

ผมชอบครึ่งเรื่องแรกเหมือนนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ที่มันมีความเป็นหนังไซไฟ ธีม Mad Doctor หรือ “นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง” แบบยุค 80-90 ที่นักวิทยาศาสตร์ได้รับผลกระทบจากงานวิทยาศาสตร์ที่พิศดารของตัวเอง แบบ The Fly, Hollow Man หรือ Altered States เปิดเรื่องคล้ายหนังของแอมบลินที่คิดถึง แต่ครึ่งหลังของหนังกลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วๆ ไป แถมเล่าเรื่องอย่างรวบรัด ห้วน เชย และไม่ได้สานต่ออะไรในสิ่งที่ปูมาครึ่งเรื่องแรกเลย สร้างหายนะให้องค์รวมของหนังแบบย่อยยับเหมือนชื่อตัวร้าย

คงดีถ้าหนังละทิ้งความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ไปเลย แล้วให้ครึ่งหลังกลายเป็นหนังไซไฟเขย่าขวัญแบบเต็มตัวเหมือน The Fly ผสม Chronicle หรือให้ดูมมีพัฒนาการเป็นคล้าย Hollow Man ของเควิน เบคอน ซึ่งอาจขัดใจแฟนต้นฉบับอยู่บ้าง แต่ถ้าทำในโทนนี้ไปจนสุดแล้วทำได้ถึง ผมคิดว่าผู้ชมจะให้อภัยได้ นอกจากนี้ก็ยังจะทำให้กลายเป็นหนังที่ฉีกแนวจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปด้วย

ผู้อ่านชอบหนัง Fantastic Four ในระดับไหนกันบ้างครับ และให้คะแนนหนังเรื่องนี้กันยังไง มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

Mission: Impossible Rogue Nation – ความเห็นหลังชม

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

ยังไม่แน่ใจว่า Mission: Impossible Rogue Nation จะเป็นภาคที่ดีที่สุดของหนังชุดนี้ไหม แต่ถ้าเทียบกับหนังซัมเมอร์ปีนี้ด้วยกันทั้งหมด ถือว่าเป็นหนังที่สนุกที่สุดของปีนี้สำหรับผม (จนถึงตอนนี้) ไล่เลี่ยกับ Mad Max: Fury Road

มันเป็นหนังที่ทำถึงเป้าหมายทั้งในแง่บุ๋นและบู๊ มีความเป็นหนังสายลับหักเหลี่ยมแบบยุคเก่าที่ผสมความไฮเทคได้กลมกลืน มีการเล่าเรื่องที่พลิกไปพลิกมาหลอกไปหลอกมาให้น่าติดตาม และมีฉากบู๊ที่ตื่นเต้นชวนเสียวและชวนลุ้นสอดแทรกไปตั้งแต่ต้นจนจบวมกับที่คริสโตเฟอร์ แม็คควอรี เคยเขียนบท The Usual Suspects มาก่อน มีจุดเด่นของสี่ภาคก่อนหน้านี้มาขยำรวมกันในภาคเดียวแบบที่กลมกล่อมพอและทำได้ถึง มีการเกลี่ยนบทให้ทุกคนได้โชว์ความเด่น แต่คนที่กลายเป็นคนเด่นสุดจริงๆ ของหนังคือรีเบกกา เฟอร์กูสัน ในบทอิสลา สาวเสน่ห์มรณะ สายลับหญิงขาโหด ผู้ที่ทั้งมอบความลึกและความซับซ้อนของตัวละครให้เราเดาทางเธอไม่ถูก และได้แสดงบทบู๊แกร่งๆ แบบที่ทัดเทียมกับทอม ครูส เธอได้แจ้งเกิดเต็มตัวและจะกลายเป็นดาวรุ่งคนใหม่ประจำปีนี้ที่ทุกคนต้องหันมามอง

ถ้าจะให้พูดถึงข้อเสียของหนังคงเป็นความสดใหม่นั่นแหละที่หนังเรื่องนี้ยังขาดไป ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เคยเห็นหรือคล้ายกับที่เคยเห็นมาก่อน แต่มันไม่สำคัญเท่าไหร่เมื่อหนังเล่าเรื่องได้น่าติดตาม ทำสิ่งหล่านั้นได้ถึง และทำสร้างอารมณ์ร่วมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ มันทำให้นึกถึงหนังยัง Edge of Tomorrow ของครูสในแง่นี้เหมือนกัน ตรงที่หนังไม่ได้สดใหม่อะไรเท่าไหร่ แต่เล่าเรื่องได้ถึง มันส์ และลุ้นไปตลอดเรื่อง และมีนักแสดงหญิงเจ๋งๆ อย่างเอมิลี บลันท์

คะแนนจาก Rotten Tomatoes ของหนังตอนนี้อยู่ที่ 7.6/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 90% จาก 63 บทวิจารณ์ครับ เพื่อนผู้อ่านที่ได้ชมหนังแล้วชอบหนังในระดับไหนบ้างครับ ถือเป็นหนังที่สนุกที่สุดของซัมเมอร์ปีนี้ไหมครับ Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 790 other followers