Advertisements

Kingsman: The Golden Circle – ความเห็นหลังชม

ถ้า Kingsman: The Golden Circle เรื่องนี้เป็นวิสกี้ ก็คงเป็นวิสกี้ชั้นดีแหละ เพียงแต่คนชง ใส่น้ำ ใส่โค้ก ใส่โซดา ใส่มิกเซอร์ต่างๆ หนักมือไปหน่อย จนรสชาติดีๆ ของวิสกี้เจือจางลงไป หรือไม่อาจผสมกันได้กลมกล่อมพอ
ในฐานะที่ผมยังไม่เคยดูภาคแรก (ที่จริงก็มีดีวีดีอยู่ครับ แต่ความที่เขียนข่าวถึงบ่อยจนรู้สปอยล์ของหนังเยอะแล้ว เลยไม่ทำให้กระตือรือร้นเอามาเปิดดูสักที) ก็รู้สึกต่อหนังเรื่องนี้ว่า เพลินๆ สลับกับเฉยๆ ไปตลอดเรื่อง เหมือนพอกำลังจะเริ่มรู้สึกเบื่อก็มีอะไรโผล่มาให้ดูให้หึๆ หรือตื่นเต้นขึ้นนิด คิดว่าคนดูหนังทั่วไปแบบที่ไม่คิดอะไรมากก็น่าจะชอบแหละครับ หรือไม่ก็ไปดูเพื่อความบันเทิงฆ่าเวลาได้ แต่ถ้าเป็นคอหนังที่ต้องการความสดใหม่ ความกลมกลืน ความสนุกในระดับภาคแรก ก็คงอาจผิดหวัง (ทุกคนที่ได้คุยหลังดูจบบอกว่าชอบภาคแรกมากกว่ากันทั้งนั้น เพียงแต่ก็มีหลายคนที่บอกว่าก็ยังถือว่าดูสนุกอยู่ แต่สนุกน้อยลง)
ส่วนถ้าให้เทียบกับงานก่อนๆ ของแมทธิว วอห์น อย่าง X-Men: The First Class และ Kick-Ass แล้ว ถ้าหนังสองเรื่องนี้ผ่านมาได้คะแนนเต็มสิบ เรื่องนี้คงอยู่ประมาณ 6-7 ครับ
ความหนักมือที่กล่าวถึงในข้างต้นนี้ หมายถึงหนังมีเนื้อเรื่องเยอะ แต่ไม่อาจนำเนื้อเรื่องทั้งหมดมาประกอบกันเพื่อดันหนังให้พีคได้ หนังมีจุดที่เรารู้สึกว่าน่าจะเรียกน้ำตา หรือลุ้นจิกเบาะ หรือฮาก๊ากได้ แต่ทั้งหมดอยู่ในระดับเพลินๆ
เนื้อเรื่องเยอะที่ว่า มีทั้งเนื้อเรื่องภารกิจหลักของหนังที่ต้องเล่าเรื่องราวและปมของป๊อปปี้ (จูลี่แอน มัวร์) ตัวร้ายของเรื่อง, เล่าเรื่องแฮรี่ (คอลิน เฟิร์ธ) กับปมการฟื้นคืนชีพของเขา, เล่าเรื่องเอ้กซี่ (ทารอน อีเกอร์ตัน) กับหน้าที่สายลับและหน้าที่ในชีวิตส่วนตัวที่มักขัดกัน และเล่าเรื่องของสเตทส์แมนว่ามีที่มายังไง พร้อมกับปูจักรวาลเพื่อเตรียมขยายต่อไปอีก อ้อ ยังมีเรื่องของเซอร์เอลตัน จอห์น กับการถูกลักพาตัวด้วย มันอีรุงตุงนังพอสมควร และทำให้อารมณ์ของหนังไม่อาจพุ่งทะยานในองก์สุดท้ายได้แบบงานเก่าๆ ของวอห์น
ส่วนข้อดีของหนังที่ชอบก็คงเป็นการออกแบบฉากบู๊ในช่วงครึ่งหลังของหนัง โดยเฉพาะการใช้แส้และบ่วงบาศของสายลับวิสกี้ (เปรโด ปาสคาล) ที่ดูน่าตื่นเต้น และแปลกใหม่ กับฉากบู๊ลุยแหลกรังของตัวร้ายในช่วงจบที่มันส์ใช้ได้ (แต่ก็ยังรู้สึกย้วยและมีส่วนเกินอยู่บ้าง)
และสำหรับบรรดาขาจิ้น ที่จิ้นแฮรี่กับเอ้กซี่ หนังมีฉากเซอร์วิสให้มากพอที่จะให้ใครที่จิ้นคู่นี้ได้ฟินอยู่บ้างครับ
ใครที่ได้ชมหนังแล้ว มาใส่ความเห็นกันได้เลยครับ

Read more of this post

Advertisements

บทวิจารณ์: SOS skate ซึม ซ่าส์ ตอนที่ 1

Credit: GDH

พรุ่งนี้ต้องดีกว่า
“ขอบคุณ” นั่นคือคำพูดแรกที่อยากบอกแก่ทีมผู้สร้างของ SOS skate ซึม ซ่าส์ หลังจากชมตอนแรกจบ ขอบคุณที่นำเรื่องราวของโรคซึมเศร้ามานำเสนอให้ผู้ชมได้รู้จักมากขึ้น เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิตเปิดเผยว่าคนไทยตั้งแต่อายุ 15 ปี ขึ้นไปป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1.5 ล้านคน และมีถึง 1.3 ล้านคน ที่เป็นชนิดรุนแรง แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ไม่เข้าใจผู้ป่วยโรคนี้ ล้อเลียนว่า “พวกติสต์ชอบเป็น” บ้าง หรือมองว่าเป็นเรื่องของจิตใจหดหู่ธรรมดาทั่วไป แค่ทำใจให้เข้มแข็งก็คงหายเศร้าเอง แต่ความจริงแล้วนี่เป็นโรคที่ทำลายชีวิตผู้คนได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมจากแพทย์ ซีรี่ส์นี้จะช่วยสร้างความเข้าใจในหมู่ผู้คนทั่วไปเพื่อให้พวกเขาหาทางช่วยเหลือผู้ใกล้ชิดที่เป็นได้ดียิ่งขึ้น หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคนี้ การได้ชมซีรี่ส์นี้อาจช่วยให้พวกเขาหาทางรักษาได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังอยากขอบคุณด้วยที่ด้วยความตั้งใจดีและเจตนาดีในการสร้างซีรี่ส์เรื่องนี้ ก็ไม่ได้นำเสนออย่างซ้ำซาก หรือคลีเช่ มีการใช้เทคนิคการนำเสนอที่สร้างสรรค์และมีรสนิยมทั้งการถ่ายภาพและกำกับศิลป์ที่แตกต่างและดูดีกว่างานทีวีทั่วไป ทั้งยังพาเราเข้าสู่โลกของตัวละครได้อย่างไม่รู้ตัว และอยากขอบคุณที่เขียนบทให้นักแสดงได้มีโอกาสฉีกบทบาทจากภาพเดิมซ้ำๆ ให้ท้าทายตัวเอง ให้ได้แสดงศักยภาพที่เราไม่คาดคิดว่าพวกเขามีอยู่ และเซอร์ไพรส์เรา ทั้งยังช่วยสร้างมาตรฐานให้วงการโทรทัศน์ให้สูงขึ้นไปอีก
Read more of this post

Wonder Woman – ในความคิดเห็น

Wonder Woman เป็นฮีโร่ที่มากอบกู้สถานการณ์ของจักรวาลภาพยนตร์ดีซีได้ในเวลาคับขันพอดี ไม่เพียงรายได้ที่งดงาม แต่คำวิจารณ์ยังออกมาเป็นบวกเป็นส่วนใหญ่ จากการประเมินความเห็นของนักวิจารณ์ของ Rotten Tomatoes จะเห็นว่า 93% จาก 251 คน มีความรู้สึกไปในทางบวกให้หนังเรื่องนี้ ส่วนคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.6/10 แปลว่า หนังอาจไม่ได้เข้าขั้นดีมาก หรือสมบูรณ์ แต่ก็มีอะไรให้รู้สึกชอบเยอะมากกว่าส่วนที่ไม่ชอบ

ผมเห็นว่าหนังมีความเป็น Captain America ภาคแรก ผสมกับ Thor แต่ทำได้สนุกกว่า Captain America และทำได้ถึงกว่า Thor ในแง่ความสัมพันธ์ของตัวละครและการก้าวพ้นวัยของตัวละคร

ความเป็นฮีโร่พลังหญิงของตัวละครก็ดูมีความแตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ ไม่รู้ว่าเพราะผู้กำกับเป็นผู้หญิง หรือเพราะเป็นแบบนี้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นฉบับในหนังสือคอมมิค รู้สึกว่าฮีโร่ในสายตาผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเป็นหญิงห้าว เสียงดัง หรือมีความเป็นกำยาแบบเพศชาย แต่จะเป็นสาวอ่อนหวานและอ่อนโยนก็ได้ที่มีพลังและเข้มแข็งในยามจำเป็น เปราะบางได้ แต่ก็แข็งแกร่งเป็น

คริส ไพน์ ช่วยให้หนังดีขึ้นในหลายระดับ แม้กัล กาด็อตจะเป็นตัวชูโรง แต่การแสดงของไพน์มาช่วยส่งให้หนังมีน้ำหนักมากขึ้น และเป็นหัวใจสำคัญของหนังมากๆ

ฉากบู๊องค์สุดท้ายมีความเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น ดูแล้วนึกถึง Saint Seiya แต่ยังรู้สึกว่าการตัดต่อฉากเหล่านี้ยังไม่คมพอ มีความย้วยยืด ทำให้ไคลแม็กซ์ไม่มีพลังเท่าที่ควร หรือเท่าที่เราเคยดูจากการ์ตูน มีความเด๋อบางอย่างในบทขององค์สุดท้ายด้วย แต่หนังก็มีส่วนที่ชอบมากกว่าไม่ชอบครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือหนังได้สร้างตัวละครที่ทำให้เรารักได้สำเร็จ

มีความเห็นยังไงต่อหนังบ้างครับ

Read more of this post

บทวิจารณ์: KAAN การเดินทางสู่โลกวรรณคดีไทยมหัศจรรย์ใหม่อีกครั้ง

รอบ 20.00 น. วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2560

โรงละครดีลักษณ์ ซินีมาติก เธียเตอร์ พัทยา

(บทความสปอนเซอร์)

 

เรื่องราวของ “คาน” (KAAN) การแสดงสดด้วยรูปแบบสื่อผสมชุดใหม่ที่พัทยา ผลงานการสร้างของปัญจลักษณ์พาสุข บริษัทที่มีเหล่าทีมงานจีดีเอชมาร่วมลงทุน เล่าถึงเด็กหนุ่มที่มีชื่อเดียวกับชื่อการแสดง ผู้ที่เบื่อกับการอ่านวรรณคดีไทยแบบเดิมๆ ในห้องสมุด และชอบเล่นโทรศัพท์มือถือมากกว่า จนเมื่อบรรณารักษ์นำหนังสือเล่มยักษ์หน้าตาประหลาดที่มีชื่อเดียวกับเขามาให้อ่าน การเปิดหนังสือเล่มนั้นได้ทำให้รูปปั้น “กบิลปักษา” ของห้องสมุดกลับมามีชีวิต แล้วทั้งคู่ก็ถูกดูดสู่โลกในหนังสือที่เป็นเหตุการณ์สำคัญๆ ในนิทานพื้นบ้านและวรรณคดีไทยหลายเรื่อง ทั้งพระอภัยมณี, กินรี, เมขลา-รามสูร, สังข์ทอง, ไกรทอง และรามเกียรติ คานกับกบิลปักษาต้องผจญภัยไปพบกับทั้งยักษ์, สัตว์ในวรรณคดี, ชาละวัน และอีกมากมาย โดยทางเดียวที่จะกลับออกมาได้ก็คือการตามหากุญแจที่ใช้ไขเปิดหนังสือเล่มนั้น

แม้เรื่องราววรรณคดีไทยและนิทานพื้นบ้านเหล่านั้นเคยถูกดัดแปลงมาแล้วซ้ำๆ ทั้งในรูปแบบของโขน ลิเก ละครเวที ละครทีวีจักรๆ วงศ์ๆ และภาพยนตร์ แต่ผู้สร้าง “คาน” ที่มีปวีณ ภูริจิตปัญญา จากหนัง “บอดี้ ศพ 19” มารับหน้าที่กำกับ และมียงยุทธ ทองกองทุน มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ ก็บอกเราว่าการแสดงอันตระการตาที่โรงละครแห่งใหม่ที่พัทยานี้ จะเป็นการพาเราเดินทางสู่โลกอันมหัศจรรย์แห่งใหม่แบบที่ไม่เหมือนใครมาก่อน และพวกเขาก็ทำได้อย่างที่รับปากไว้ เราเพลิดเพลินเจริญตาและตื่นตาตื่นใจไปกับโลกในวรรณคดีไทยที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่นี้ตลอด 90 นาที และมีความแปลกใหม่เหมือนเราเพิ่งได้สัมผัสครั้งแรกจริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมหัศจรรย์ยิ่งกว่าคือเวทย์มนต์ที่พวกเขานำมาใช้เนรมิตการแสดง ที่ดึงพลังความสามารถของมนุษย์ พลังกาย พลังใจ พลังความคิดสร้างสรรค์ มาผสมผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างค่อนข้างกลมกลืน และน่าอัศจรรย์ เป็นประสบการณ์ที่ควรได้ชมมากกว่าหนึ่งครั้งจริงๆ

แต่ละชุดของการแสดงใช้สื่อผสมหลายหลากในการเล่าเรื่อง ที่มีทั้งการฉายภาพยนตร์ด้วยความคมชัดสูงในระบบหลายจอ คล้าย Screen X มาผสมผสานกันอย่างสอดคล้องกับการแสดงที่มีตั้งแต่ละครเวที, จินตลีลา, ระบำรำฟ้อนในรูปแบบต่างๆ, กายกรรมห้อยโหนโจนทะยาน, ละครสัตว์ และการแสดงสตันท์โชว์อันผาดโผน ที่ผ่านการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีและยาวนาน ใส่ลูกเล่นของระบบละครเวทีอันทันสมัยและไฮเทคระดับโลก ตั้งแต่หุ่นยนต์และหุ่นเชิดขนาดมหึมา, แสงสีอันวิจิตร, ประตูกลกับกลไลชักลอกอันทันสมัย จนเกิดเป็นการแสดงที่เต็มไปด้วยพลัง มีชีวิตชีวา สนุก น่าตื่นเต้น และอลังการ

มนต์ขลังของการแสดงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นาทีที่คานถูกดูดเข้าสู่โลกของวรรณคดีไทย ที่คานหล่นไปเกาะบนหลังของม้านิลมังกรที่สุดสาครขี่ทะยานมาในการแสดงชุดแรก การใช้มิติลวงตาของจอภาพยนตร์แบบหลายจอทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เหาะลัดเลี้ยวไปบนท้องฟ้าผ่านหุบเขาและท้องทะเลไปกับคาน แล้วค่อยเข้าสู่เรื่องราวของพระอภัยมณีที่ล่องเรือลำใหญ่ไปบนนาวากับเหล่ากลาสีที่ออกมาแสดงลีลาโหนบาร์แสดงความแข็งแรงของมนุษย์ประกอบเพลงอันคึกคัก แล้วพบกับไคลแม็กซ์สำคัญที่เป็นการเผชิญหน้ากับนางยักษ์ผีเสื้อสมุทรที่ผุดขึ้นมาจากใต้ทะเล และรู้สึกเสมือนจริงไปด้วยเทคนิคการฉายภาพยนตร์

ชุดที่สองของการแสดงเป็นเรื่องราวของกินรี ในป่าหิมพานต์ ที่จุดเด่นอยู่ที่กายกรรมปีนและโหนผ้าของเหล่านักแสดงหญิงที่ทั้งอ่อนช้อยและแข็งแรง เพิ่มความพิศดารไปด้วยหุ่นสัตว์หิมพานต์นานาชนิด ตบท้ายด้วยการร่วมผจญภัยไปกับคานเพื่อช่วยเหลือเหล่ากินรีให้พ้นจากพรานป่าใจร้าย ตามมาด้วยชุดที่สามเป็นเรื่องราวของเมขลา-รามสูร ที่อาจดูห้วนไปหน่อย แต่ก็มีจุดเด่นที่ฉากสายฟ้าจากเทสลาคอยน์ที่ออกมาฟาดฟันกันกลางเวที และหากคุณชอบบรรยากาศการแสดงแบบคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด การแสดงในชุดที่สี่ที่นำฉากเลือกคู่ของรจนาในวรรณคดีสังข์ทองจะช่วยให้คุณครื้นเคริงบันเทิงใจและอยากลุกขึ้นมาเต้นไปด้วยกันกับนักแสดงที่มีทั้งคน, ม้า และช้าง การแสดงชุดนี้ยังมีจุดเด่นอยู่ที่เครื่องแต่งองค์ต่างๆ ที่นำศิลปะไทยมาประยุกต์ได้อย่างพิศดาร วิจิตร และอลังการ

การแสดงที่ผมชอบสุดคือชุดไกรทองอันเป็นชุดที่ห้าและน่าจะเป็นการแสดงที่พีคที่สุดของทั้งหมด เริ่มต้นจากการพาเราไปอยู่ในบรรยากาศใต้ท้องน้ำด้วยหลากเทคนิคที่เอามาใช้ผสมกัน ชวนให้ตื่นตาตื่นใจและทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กที่ได้เข้าไปในสวนสนุกเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะสร้างความฮือฮาด้วยการแสดงของสองนักแสดงในอ่างน้ำใส ผู้ชมพากันปรบมือไปกับลีลาอันน่าทึ่ง เย้ายวน และเซ็กซี่ จากนั้นก็เข้าสู่ความสนุกเร้าใจกับลีลาการโชว์การต่อสู้และตีลังกาผาดโผนของไกรทองกับเหล่าสมุนชาละวันราวกับกำลังนั่งดูองค์บากแบบสดๆ

การผจญภัยของคานจบลงที่ฉากธรรมาธรรมะสงครามระหว่างกองทัพพระรามพระลักษณ์และทหารวานร กับทศกัณฐ์กับกองทัพยักษ์ที่นำโขนมาประยุกต์ประกอบกับเทคนิคหุ่นยนต์แบบทรานส์ฟอร์เมอร์ส ชุดเกราะที่ตัวละครสวมใส่ดูยิ่งใหญ่และทำให้เรารู้สึกเหมือนเข้าสู่ฉากในหนังซูเปอร์ฮีโร่

นอกจากความทันสมัยในเรื่องของเทคนิคการนำเสนอแล้ว การดัดแปลงบางส่วนของเนื้อเรื่องก็ทันสมัย ให้ข้อคิดเรื่องการเสียสละและความสามัคคี เป็นต้นว่าการเสียสละของเงาะป่าที่ทำให้เขากลายร่างเป็นพระสังข์เกราะทอง หรือการรวมพลังของเหล่าสัตว์ป่าหิมพานต์เพื่อสู้กับการรุกรานของพรานป่าเป็นต้น แต่การที่การแสดงหวังผลที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยอาจจำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเรื่องดั้งเดิมมากกว่านี้เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวไปได้อย่างเข้าใจ อาจเป็นในรูปแบบของเพลย์บิลล์หรือบอร์ดในโรงละครที่แยกต่างหากก็ได้ เพราะวรรณคดีเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนเทพนิยายของตะวันตกที่ผ่านการสร้างเป็นหนังฉายทั่วโลกมาก่อน เช่นการแสดงในชุดเมขลา-รามสูร ที่นักท่องเที่ยวอาจนึกไม่ออกว่ากายกรรมในลูกทรงกลมที่ลอยไปมาคือลูกแก้วของเมขลา

แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ที่เหนือกว่าความตระการตา ความไฮเทค และความยิ่งใหญ่ของการแสดงก็คือความทุ่มเท ความรู้สึกอยากโชว์ ความดีใจ ตื่นเต้นและภูมิใจที่ได้นำเสนอ ความอยากให้ผู้ชมได้มีความสุขของนักแสดงบนเวที มันมีคำกล่าวว่าผู้ชมสามารถสัมผัสหรือรู้สึกถึงรังสีของความรู้สึกจากนักแสดงบนเวทีได้ และเรารู้สึกว่าทุกการกรีดกราย ทุกการผายมือ ทุกการโลดโผนของนักแสดงทุกคนตะโกนบอกเราว่า “คอยดูฉันนะ ฉันจะปล่อยของออกไปอย่างเต็มที่ ฉันฝึกฝนมานานและฉันอยากให้คุณได้เห็นมันเต็มทีแล้ว และฉันหวังว่าคุณจะต้องสนุกและมีความสุขไปกับมัน” เวทย์มนต์นี้จากบรรดานักแสดงทุกคนเหมือนมวลพลังของความสุขก้อนใหญ่ที่เราได้รับอย่างเต็มๆ และทำให้เรามองข้ามบางส่วนที่อาจคิวไม่แม่นพอ ไม่คมชัดพอ ยังไม่เข้าฝักพอไปได้ และอยากยืนลุกขึ้นปรบมือให้หลังจากการแสดงจบลง ซึ่งเราหวังว่าพวกเขาทุกคนจะรักษาความรู้สึกแบบนี้ไปได้ทุกรอบ

ผู้ชมสามารถติดต่อจองบัตรและตรวจสอบรอบการแสดงได้ที่ www.kaanshow.com หรือโทร 02-029-0092

(ภาพประชาสัมพันธ์และตัวอย่างการแสดงอยู่ที่ด้านใน)

Read more of this post

Guardians of the Galaxy Vol.2 – ในความเห็นของคุณ

Guardians of the Galaxy Vol.2 ได้คะแนนจากการประเมินของ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 7.1/10 ครับ มีนักวิจารณ์ชอบ 82% ซึ่งความเห็นโดยรวมบอกว่าหนังบันเทิง และสนุก แต่ยังสู้ภาคแรกไม่ได้ แต่สำหรับผมแล้ว ผมชอบภาคนี้มากกว่าภาคแรก

ภาคแรกพูดถึงการที่กลุ่มคนแปลกแยกในสังคมมารวมตัวกันเพื่อทำความดี มันมีความเป็นเอกภาพของเนื้อเรื่อง ภาคนี้แม้ขาดความเอกภาพนั้น แต่ทุกเส้นเรื่องของตัวละครเกื้อหนุนกันในที่สุดในประเด็นเรื่อง “ครอบครัว” ทั้งความสัมพันธ์แบบพี่กับน้อง, พ่อกับลูก และการที่คนแตกต่างกันมาอยู่ร่วมกันก็ต้องปรับและทำความเข้าใจกัน มันเป็น”หัวใจ”ของหนังที่มากกว่าเรื่องราวการผจญภัยทั่วๆ ไป และสิ่งนี้แหละที่จำทำให้ภาคนี้กลายเป็นที่จดจำ ฉากบู๊ ฉากเทคนิคพิเศษ เป็นอะไรที่เราอาจรู้สึกกับมันได้น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความเป็นดราม่าของหนังจะอยู่กับเรานานกว่า

หนังนำแสดงโดย คริส แพรตต์, ซูอี้ ซัลดานา, แบรดลี คูเปอร์, วิน ดีเซล, เดฟ บาติสตา, ไมเคิล รู้กเกอร์, ทอมมี แฟลนาแกน, พอม คลีเมนเทียฟ, ฌอน กันน์, แคเรน กิลเลียน, เกลน โคลส, ซิลเวเตอร์ สตอลโลน และ เคิร์ต รัสเซล เข้าฉายแล้วในบ้านเราครับ

มาใส่ความเห็นกันครับ

Read more of this post

Fast and Furious 8 – ในความเห็นของคุณ

จากการประเมินคะแนนของ Rotten Tomatoes หนัง Fast and Furious 8 ได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.1/10 และมีนักวิจารณ์ชอบ 65% ซึ่งแม้จะอยู่ในแดนบวก แต่คะแนนก็ยังถือว่าน้อยกว่าภาค 6 และ ภาค 7 แต่สำหรับผมแล้ว มองว่าหนังสนุกที่สุดในบรรดาสามภาคล่าสุด เหตุผลหนึ่งก็คือ การไล่ระดับความสนุกของหนังที่ความแรงพุ่งขึ้นตลอด และมีฉากบู๊สุดท้ายที่สนุกที่สุดกว่าทั้งหมดในสามภาคหลัง ขณะที่ภาค 6 กับ 7 ผมมองว่า หนังมีฉากบู๊กลางเรื่องที่สนุกกว่า แต่มาลดความแรงลงในฉากบู๊ไคลแม็กซ์

โครงเรื่อง 3 ภาคหลังมีความคล้ายกันอยู่ในแง่การค่อยๆ มีภารกิจโจรกรรมไปทีละอย่าง แต่ภาค 8 ตื่นเต้นที่สุดเพราะรายละเอียดใหม่ โดยการให้ทั้งหมดที่เคยเป็น”ครอบครัว”เดียวกันมาปะทะกัน และหนังยังใส่เซอร์ไพรส์ต่างๆ ไปตลอดทุกช่วงภารกิจ มีการพลิกผัน มีนักแสดงรับเชิญที่มาสร้างสีสัน มีมุขตลกแบบ sitcom มาช่วยให้หนังฮาเป็นระยะๆ

การได้ชาร์ลีซ เธอรอน มารับบทตัวร้าย และการมารับเชิญของเฮเลน เมียร์เรน ยังทำให้หนังสนุกขึ้นมาก เพราะนักแสดงระดับคุณภาพขนาดนี้สามารถทำให้บทที่ดูธรรมดาๆ มีความลึก มีความพิเศษ และชวนติดตามครับ

หนังทำรายได้เปิดตัววันแรกในบ้านเราเฉพาะกรุงเทพและปริมณฑลไปเกือบๆ 40 ล้านบาท เป็นการทำรายได้เปิดตัววันแรกที่ชนะภาคที่แล้ว หนังน่าจะสร้างสถิติใหม่อะไรแน่ๆ ทั้งในบ้านเราและในการฉายทั่วโลกครับ

ชมหนังกันแล้วเป็นยังไงบ้าง มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

Review: เชงเม้ง (Cheng Meng the Play)

credit: A Theatre Unit

ชงเม้ง (Cheng Meng the Play)
โดย A Theatre Unit
รอบวันที่ 24 มีนาคม 2560
สถานที่ Cho Why

ถ้าไม่มีประเพณีแล้วเราจะเป็นยังไง” นั่นคือคำถามในใจของ “ชุน” (จิรายุ พัชรศักดิ์มงคล)ตัวละครเอกของละครเวที “เชงเม้ง” ที่ตั้งคำถามถึงประเพณีต่างๆ ที่ครอบครัวของเขายึดถือปฏิบัติมาทุกปี ที่เขามองว่าไม่เข้ากับรูปแบบชีวิตคนรุ่นใหม่ของเขา หรือไม่ตรงกับอุดมการณ์ของเขา และเขาก็อยากออกไปตั้งครอบครัวของเขาเองกับผู้หญิงที่เขากำลังจะมีลูกด้วย ทิ้งทุกคนและทุกอย่างของครอบครัวที่เขาอยู่มาตั้งแต่เกิดไว้เบื้องหลัง แต่เมื่อถึงคืนก่อนวันเชงเม้งที่ทุกคนมาช่วยกันพับกระดาษเงินกระดาษทอง และเตรียมพร้อมสำหรับพิธีในวันรุ่งขึ้น ชุนก็ได้ข่าวว่า “อาเฮีย” พ่อของเขา หัวเรือใหญ่แห่งกิจการกงสีประจำตระกูลได้เสียชีวิต เขาก็อยากบอกความในใจที่ปิดบังนี้ไว้มานาน แก่สมาชิกครอบครัวที่เหลืออยู่ อันได้แก่ “ซ้อหลี” (ณัฐญา นาคะเวช) ผู้เป็นน้าสะใภ้, “วิทย์”(ธำรงค์ เดชธรรมธร) ญาติผู้น้อง และ “แปะ” (ขรรค์ชัย กลีบการะเกต) คนสนิทที่มาคอยช่วยเหลืองานของครอบครัว แต่ก็ปรากฏว่าทุกคนก็ล้วนมีความลับให้ชวนทึ่งไม่แพ้กัน

ละครเรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของกลุ่มละครคนรุ่นใหม่ อะ เธียเตอร์ ยูนิต ภายใต้การกำกับครั้งแรกของอธิศ ธรรมรุจา ซึ่งเหมือนกับชุน ที่ไม่อยากทำกิจการของครอบครัวที่สืบทอดมา คณะละครกลุ่มนี้ก็พยายามสร้างวิถีทางใหม่ๆ ให้ละครเวที ด้วยการใช้สถานที่ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงละคร แต่ใช้ห้อง ใช้บ้าน หรือสถานที่อื่นๆ มาเป็นสถานที่แสดงที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้นจริงๆ ให้มีความรู้สึกคล้ายกับไปตามดูชีวิตของคนจริงๆ อย่างใกล้ชิด “เชงเม้ง” ใช้ Chow Why สถานแสดงศิลปะในย่านเจริญกรุงที่ลักษณะคล้ายบ้านของคนเชื้อสายจีน ที่เมื่อเราเข้าไปนั่งในนั้นอย่างใกล้ชิดตัวละคร เราก็ได้ความรู้สึกเหมือนกำลังแอบดูชีวิตของคนในครอบครัวเชื้อสายจีนในบ้านหลังหนึ่งอยู่จริงๆ แต่ธุรกิจสถาปนิกของชุนเองก็ไปไม่รอด แม้ละครเรื่องนี้ไม่ถึงขั้นไม่รอดอย่างธุรกิจของชุน แต่ก็ยังบริหารจัดการวัตถุดิบที่ตัวเองมีอยู่ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพพอ น่าจะคมกว่านี้ได้อีก น่าจะเป็นธรรมชาติ และสมจริงอย่างแนวคิดที่อยากนำเสนอกว่านี้ได้อีก แต่ถ้าจำไม่ผิด ชุนก็พูดเหมือนกันว่าแม้ธุรกิจที่เขาทำเองจะล้ม แต่อย่างน้อย เขาก็ยังได้ทำ ได้ล้มและพลาดด้วยตัวเอง ซึ่งละครเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญให้คณะละครรุ่นใหม่นี้ได้พัฒนาตัวเองในอนาคต

เชงเม้ง” เคยเป็นละครเวทีที่เล่นในเทศกาลกรุงเทพครั้งที่ 11 มาก่อน และในการนำกลับมาแสดงใหม่ครั้งนี้ ทั้งนินาท บุญโพธิ์ทอง และอธิศ ธรรมรุจ ได้ปรับบทใหม่ให้ทันสมัยขึ้น จากตัวละครที่ใช้โน้ตบุคในการแชทเปลี่ยนมาเป็นไอโฟนในการส่งข้อความหากัน แต่เมื่อปรับมาแสดงในสถานที่ที่ให้เรารู้สึกเหมือนตามดูชีวิตคนจริงๆ ยังมีบางบทสนทนาอยู่บ้างที่เรารู้สึกว่ายังขาดความเป็นธรรมชาติ ไม่กลมกลืนกับสถานที่ที่ใช้แสดง ยังรู้สึกว่าเป็นบทละครที่เหมาะจะอยู่บนเวทีในโรงละครอยู่ ขณะที่การแสดงโดยรวมแล้ว ยังมีการรับส่งที่ผิดจังหวะอยู่บ้าง การแสดงในส่วนที่เกี่ยวกับความลับของชุนยังขาดความคม และถูกกลบด้วยเรื่องราวความลับของซอ้หลีกับวิทย์ที่มีพลังกว่า

ละครใช้ย่านคนจีนมาเป็นสถานที่แสดง เพื่อให้เราได้บรรยากาศเหมือนอยู่ในย่านคนจีนจริงๆ ฉากเปิดการแสดงคือชั้นล่างของบ้าน ทุกตัวละครนั่งคุยกันที่ชุดรับแขกในบ้านโดยบรรยากาศภายนอกมีเสียงล้งเล้งของทั้งยวดยาน ผู้คนที่ผ่านไปมา และทำงานอยู่ละแวกนั้นจริงๆ แต่ตัวละครดูเหมือนอยู่ในโลกของตัวเองตามที่บทกำหนดมามากเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับบรรยากาศที่รายรอบอยู่ แต่เมื่อบทกำหนดว่ามีเด็กคนหนึ่งมาด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าบ้าน นักแสดงก็มีปฏิกิริยาไปตามบท แต่เราไม่รู้สึกถึงว่ามีเด็กมาด้อมๆ มองๆ จริงๆ เว้นแต่มีชาวบ้านแถวนั้นเดินคุยกันผ่านไปมา ผู้กำกับควรให้นักแสดงได้ “นอกบท” และเล่นกับบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นจริงๆ บ้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมชาติให้เหมือนเรามาชมชีวิตคนจีนในบ้านหลังหนึ่งกว่านี้ หากกลัวว่าจะควบคุมสิ่งแวดล้อมไม่ได้ สถานที่ก็ต้องปิดมากกว่านี้ แต่ต้องขอชมน้องทอย ธำรงค์ ผู้รับบทเป็นวิทย์ ที่ขณะเล่นไอโฟนอยู่ในฉากและรอนักแสดงคนอื่นมาเข้าฉากอยู่ น้องชะโงกหน้าออกไปมองข้างนอกเมื่อมีเสียงมอเตอร์ไซค์ผ่านมาพอดี ไม่รู้ว่าเป็นปฏิกิริยาเองตามธรรมชาติ หรือเป็นไหวพริบส่วนตัว แต่ปฏิกิริยาเล็กๆ นั้นบ่งบอกว่าน้องเป็นนักแสดงที่มีความสามารถเกินตัวมากๆ

ฉากที่สองของละครมาเล่นกันที่ชั้นบน ผู้ชมนั่งล้อมรอบเป็นรูปตัวยู โดยนักแสดงอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตรงกลาง ทำให้นักแสดงบางคนต้องนั่งหันหลังให้ผู้ชม เรารู้สึกอึดอัดในบางขณะที่นักแสดงบางคนอาจจะยังไม่เข้าถึงอารมณ์ตัวละครมากพอ หรือพลังการแสดงยังไม่มากพอที่จะส่งการสื่อสารที่มีพลังได้จากการเล่นแบบหันหลังให้ แต่ในฉากนี้เราก็ได้เห็นความจัดจ้านและเจนจัดของนาถยาในบทซ้อหลี มีการแสดงที่มีพลังให้อยากติดตามดูเธอเกือบตลอดเวลา โดยที่ยังคงให้การแสดงดูเป็นธรรมชาติอยู่ เรามีปัญหากับบทสนทนาของละครในหลายครั้งที่ดูมีความไม่เป็นธรรมชาติแบบที่คนทั่วไปพูดกัน แต่เมื่อบทพูดนั้นผ่านปากของณัฐญา เธอเหมือนย่อยบทพูดนั้นให้เป็นคำพูดของเธอเองแล้วพูดได้ออกมาได้เป็นธรรมชาติ เหมือนเป็นคำพูดของคนจริงๆ

ขอกลับมาพูดถึงธำรงค์อีกครั้ง น้องเป็นนักแสดงที่เราทึ่งมาก ซึ่งจากอายุ ดูแล้วอาจยังไม่ได้มีประสบการณ์มาก แต่กลับรับบทเป็นเด็กซ่าๆ แก่แดดได้อย่างเป็นมนุษย์จริงๆ เหมือนมันเป็นตัวจริงๆ ของน้อง และมีพลังในการแสดงมาก เมื่อณัฐญากับธำรงค์อยู่ในฉาก ทั้งคู่ทำให้ละครดูน่าติดตาม และทำให้ละครเรื่องนี้มีชีวิตชีวา

ถ้าไม่มีประเพณีแล้วเราจะเป็นยังไง” คำถามที่ชุนถามทุกคนในครอบครัว “เราก็ไม่เป็นยังไง เราก็ยังอยู่กันได้ เราก็แค่ไม่มีมัน” และนั่นคือคำตอบที่ชุนได้รับขณะที่ทุกคนก็ยังคงนั่งพับกระดาษเงินกระดาษทองสำหรับวันเชงเม้งในวันรุ่งขึ้นอยู่ สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ “ครอบครัว” ต่างหากที่ชุนขาดไม่ได้ เพราะไม่ว่าชุนจะอยากใช้ชีวิตแหวกประเพณีของครอบครัวยังไง ชุนคงประสบความสำเร็จได้ยากหากขาดความช่วยเหลือ ความรัก การสนับสนุนของคนในครอบครัว แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะประเพณีรึเปล่าที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันได้

สำหรับผู้ที่อยากชมละครเรื่องนี้ รายละเอียดการรับชมอยู่ที่ด้านล่างครับ
รายละเอียดการแสดง:
ประเภท: Family – Drama – Comedy
สถานที่: Cho Why, ซอย นานา วงเวียน 22 ถนนเจริญกรุง (300 เมตร จาก MRT หัวลำโพง ทางออก 2)
วัน/เวลา: วันศุกร์ – วันอาทิตย์ ที่ 24 มี.ค. – 2 เม.ย. 2017
เวลาการแสดง: 20.00 น. และเพิ่มรอบ 16.00 น. สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์
ระยะเวลาการแสดง: 75 นาที (การแสดงมีคำบรรยายภาษาอังกฤษ)
บัตรราคาเริ่มต้นที่ 320 บาท (ราคาพิเศษหากจองที่นั่งล่วงหน้า จากราคาหน้างาน 450 บาท)

โปรโมชั่น (จากราคาเต็ม 450 บาท)
⦁ Early-Bird Ticket เมื่อจองที่นั่งภายในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 320 บาท (สำหรับรอบการแสดงวันที่ 24-26 มีนาคม)
⦁ Reservation Ticket ลดพิเศษเมื่อจองที่นั่งก่อนการแสดง
⦁ รอบสัปดาห์แรก (24-26 มี.ค.) เหลือเพียง 350 บาท
⦁ รอบสัปดาห์ที่สอง (31 มี.ค. – 2 เม.ย.) เหลือเพียง 400 บาท
พิเศษ! โปรโมชั่นครอบครัวเมื่อจองที่นั่งตั้งแต่ 5 ที่ขึ้นไป เหลือเพียง 330 บาท/ที่นั่ง

รายละเอียดเพิ่มเติมและโปรโมชั่นที่
Official Facebook: www.facebook.com/ATheatreUnit
Event Facebook: http://bit.ly/chengmengtheplay
Line ID: @atheatreunit ( https://line.me/R/ti/p/%40fzs6760k )
ติดต่อกลุ่ม A.Theatre.Unit@gmail.com