Advertisements

วิจารณ์: Emerald City ดินแดนหฤโหดของพ่อมดออซ [บทความสปอนเซอร์]

emerald-city-03เราไม่ได้อยู่ในแคนซัสอีกแล้ว” โดโรธี ตัวเอกจาก The Wizard of Oz (1939) กล่าว เมื่อเธอได้รู้ความจริงว่าได้เหยียบสู่ดินแดนมหัศจรรย์ของพ่อมดออซที่ทุกอย่างดูน่าตื่นตาตื่นใจ และกลายเป็นประโยคจำของหนังที่หลายครั้งถูกนำไปใช้เมื่อเราได้ไปยังที่แปลกถิ่นที่ไม่รู้จัก แต่ใน Emerald City ซีรีส์ชุดใหม่ที่นำ The Wizard of Oz มาตีความใหม่ มันอาจมีความหมายซ้อนอีกชั้นว่า “เราไม่ได้อยู่ในดินแดนของพ่อมดออซแบบมหัศจรรย์อีกแล้ว” ด้วย

Emerald City เป็นซีรีส์ความยาว 10 ตอน ผลงานกำกับของทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้มีความโดดเด่นในแง่งานสร้างที่เต็มไปด้วยสีสันและชวนพิศวงอย่าง The Cell และ The Fall ได้เปลี่ยนโลกมหัศจรรย์จากการจินตนาการของแอล. แฟรงก์ บอม ให้เป็นดินแดนเทพนิยายหฤโหดราวกับนำดินแดนเวสเทอรอส จาก Game of Thrones มารวมอยู่กับดินแดนนาร์เนีย จากเรื่องราวแนวครอบครัวหรรษาเต็มไปด้วยความสดใสและระยิบระยับ กลายมาเป็นเรื่องราวที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น โหดมากขึ้น น่ากลัวมากขึ้น มีความลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน เป็นการตีความที่ทำได้น่าสนใจ และชวนให้ติดตามต่อไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนแรกที่ได้รับชม

โดโรธีในฉบับใหม่นี้รับบทโดยอาเดรีย อาโฮนา (True Detective) ซึ่งต่างจากเด็กสาวชาวไร่ไร้เดียงสาในฉบับของจูดี้ การ์แลนด์ เธอเป็นพยาบาลสาววัย 20 ที่มีความรู้เรื่องยารักษาโรคเป็นอย่างดี เป็นเด็กกำพร้าที่ในวันที่ได้พบแม่ที่แท้จริงของเธอเป็นครั้งแรก เธอก็ถูกทอร์นาโดประหลาดดูดมาพร้อมกับรถตำรวจและสุนัขเค-9 ให้มาโผล่ยังดินแดนออซ แล้วรถก็พุ่งชนแม่มดแห่งตะวันออก (ฟลอเรนซ์ คาซุมบา) จนเสียชีวิต ต่างจากต้นฉบับที่โดโรธีถูกหอบมากับบ้านแล้วบ้านหล่นทับแม่มดจนตาย สุนัขตำรวจกลายมาเป็นคู่หูของเธอและได้ชื่อใหม่ว่าโตโต เป็นสุนัขอัลเซเชียนตัวใหญ่ ไม่ใช่แคร์นเทอร์เรียร์ตัวเล็กขนปุยน่ารักแบบต้นฉบับ

โดโรธีหาหนทางที่จะได้กลับไปบ้าน ซึ่งทางเดียวก็คือเดินไปตามถนนอิฐสีเหลืองสู่เมืองมรกตของพ่อมดแห่งออซที่น่าจะรู้วิธีให้เธอได้กลับไป ถนนอิฐสีเหลืองในฉบับนี้ก็เหลืองเพราะดอกฝิ่นที่ทำให้ใครก็ตามที่ใช้เส้นทางนี้เมายาระหว่างเดินทางได้ บ้าดีไหมล่ะ แล้วโดโรธีก็ได้พบกับหนุ่มนักดาบรูปงามที่ถูกตรึงไว้กับไม้กางเขน ร่างกายบาดเจ็บ และสูญเสียความทรงจำ เธอช่วยเหลือเขา ทำแผลให้ และตั้งชื่อเขาว่าลูคัส (โอลิเวอร์ แจ็คสัน-โคเฮน) เพื่อระลึกถึงบ้านเกิดของเธอ

ลูคัสน่าจะถือได้ว่าเป็นมนุษย์หุ่นไล่กาในฉบับนี้ครับ ผู้ที่ต้องการได้สมองหรือความจำกลับคืนมา และการที่โดโรธีตั้งชื่อเขาตามบ้านเกิดก็เป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะพัฒนาไปในทิศทางใด

ทั้งคู่พร้อมกับโตโตเดินทางสู่เมืองมรกตด้วยกัน ได้พบทั้งแม่มดและมนุษย์ประหลาดมากมายที่บางส่วนก็เป็นการนำองค์ประกอบจากต้นฉบับมาตีความใหม่ และบางส่วนก็เป็นตัวละครใหม่ที่มาทำให้สนุกยิ่งขึ้น บ้างก็มาดี บ้างก็มาร้าย และยิ่งชวนให้น่าติดตามมากขึ้นเพราะดูเหมือนว่าการมาของโดโรธีเองก็เกี่ยวข้องกับคำทำนายว่าจะมีสัตว์ร้ายมาทำลายดินแดนออซ

พ่อมดออซ (วินเซนต์ ดิโอโนฟริโอ จาก Daredevil) ในฉบับนี้ก็มีความซับซ้อนมากขึ้น ตรงที่เขาหวงอำนาจและเกรงว่าโดโรธีจะมาทำให้เขาสูญเสียไป กลัวว่าเธอจะมาทำลายทุกอย่างของเขา จนวางแผนที่จะกำจัดเธอ เขากลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของดินแดน ต้องการให้วิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่เวทย์มนตร์ และสั่งให้จับแม่มดหรือผู้หญิงทุกคนที่ฝึกการใช้เวทย์มนตร์ไปเผา ขณะที่แม่มดกลินดาแห่งทิศเหนือ (โจลี่ ริชาร์ดสัน) กับแม่มดตะวันตก (อานา อูราลู) ก็ถูกพ่อมดออซห้ามใช้เวทย์มนตร์ โดยที่ฝ่ายแรกไปเปิดสำนักนางชี ส่วนฝ่ายหลังไปเปิดซ่องนางโลมกับโรงฝิ่น

Emerald City ยังเต็มไปด้วยตัวละครที่มีสีสันอื่นๆ อีก เป็นต้นว่าอันนา (อิซาเบล ลูคัส) สมาชิกของสำนักนางชีที่กลายมาเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของพ่อมดออซจากความรอบรู้ด้านการทำนาย, แจ็ค (เจอรัล โฮเวลล์) เด็กหนุ่มที่ได้รับการช่วยชีวิตจากอุบัติเหตุ แต่ต้องมีร่างกายเป็นโลหะและใช้หัวใจเทียม, ทิป (จอร์แดน ลาฟแรน) เด็กสาวที่เข้าใจมาตลอดชีวิตว่าเธอเป็นเด็กผู้ชายเพราะถูกแม่เลี้ยงใช้ยาปรุงทำให้เธอมีร่างกายเป็นผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก และ เอมอน (มิโด ฮามาดา) องค์รักษ์ผู้ลึกลับและน่าเกรงขามของเมืองมรกต ผู้แอบซ่อนโฉมหน้าที่น่ากลัวไว้

ซิงห์เล่าเรื่องในแต่ละตอนได้อย่างชวนให้อยากรู้ต่อไปว่าเรื่องจะดำเนินไปในทางใด โดยวางปมต่างๆ และสร้างปริศนาใหม่เอาไว้ทุกตอนพร้อมกับค่อยๆ แนะนำตัวละครใหม่เข้ามาให้เราอยากรู้ว่าใครกันคือผู้อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด และเขาหรือเธอต้องการสิ่งใดจากการมาสู่ดินแดนแห่งออซของโดโรธี นี่อาจเป็นงานกำกับที่สนุกกว่าหนังหลายเรื่องของซิงห์ก็เป็นได้ ด้วยเพราะได้ทีมเขียนบทที่ดีกว่า

นอกจากโดโรธีที่ต้องการจะกลับบ้านแล้ว ตัวละครเด่นอีกหลายตัวก็มีความต้องการที่สำคัญเช่นกัน ที่ชวนให้เราติดตามว่าพวกเขาจะตามหาสิ่งที่ปรารถนาได้ตามที่หวังหรือไม่ โดยคำตอบทั้งหมดอาจอยู่ในฉากรบครั้งใหญ่ในช่วงท้ายของซีรีส์ที่ตัวร้ายแท้จริงจะเผยโฉมหน้าออกมา

คุณสามารถรับชมซีรีส์ชุด Emerald City ได้แล้วทาง iflix ครับ ซึ่งมี 5 ตอนแรกให้ชมกันแล้วพร้อมซับไตเติลภาษาไทย วิธีการสมัครเข้าชมก็ง่าย เพียงคลิกเข้าสู่ www.iflix.com ก็สมัครเข้าใช้บริการตามขั้นตอนได้เลย โดยให้คุณทดลองชมก่อนฟรี 30 วัน แบบไม่มีข้อผูกมัด และหากตัดสินใจจะเป็นสมาชิกต่อก็จ่ายต่อเดือนละ 100 บาท หรือปีละ 1,000 บาทเท่านั้นครับ

ข้อดีของ iflix คือ สมาชิกดูได้ทั้งแบบออนไลน์และดาวน์โหลดไว้ดูแม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต พร้อมรองรับการเชื่อมต่อได้ 5 อุปกรณ์ ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุค และยังเชื่อมต่อเพื่อดูบนทีวีผ่าน Chromecast ได้ด้วย รวมถึง สมาชิกดูผ่านอุปกรณ์ได้พร้อมกันถึง 2 เครื่อง แบบไม่อั้น และไม่มีโฆษณาคั่นครับ

(ภาพบางส่วนและตัวอย่างจากซีรี่ส์อยู่ด้านใน)

Read more of this post

Advertisements

JEDIYUTH’s Review: Passengers คู่โดยสารพันล้านไมล์

passengers-reviewPassengers

ไปไม่ถึงดวงดาว

(เปิดเผยเนื้อเรื่องสำคัญของหนัง ยังไม่ควรอ่านหากไม่อยากรู้อะไรเลยก่อนเข้าชม)

Passengers บอกเราตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่ยานอวาลอน ยานสำราญอันหรูหราตระการตาและสุดไฮเทค ถูกอุกกาบาตลูกมหึมาพุ่งชนเกราะป้องกันจนเสียหายคล้ายกับที่เรือไททานิกชนกับภูเขาน้ำแข็งกลางมหาสมุทรว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็น Titanic ฉบับเดินทางในอวกาศ มันสร้างความน่าสนใจได้ตั้งแต่เปิดเรื่องเลยด้วยแนวคิดที่หนังต้องการนำเสนอนี้ และเราก็น่าจะได้ซาบซึ้งไปกับความรักของคู่พระนางและตื่นเต้นไปกับการพยายามเอาตัวรอดท่ามกลางหายนะของยานที่กำลังจะอับปาง ยิ่งการมีเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ กับ คริส แพรตต์ มารับบทนำด้วยยิ่งทำให้เราคาดหวังสูงขึ้น แต่เมื่อหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ เราได้เห็นว่าระบบต่างๆ ของยานเริ่มพังมากขึ้นๆ เพราะอุกกาบาตลูกนั้น พอๆ กับเห็นความพินาศของทิศทางกับตัวบทของหนัง และไม่ว่ายานอวาลอนจะเดินทางไปถึงดาวอาณานิคมที่เป็นจุดหมายปลายทางของมันหรือไม่ หนัง Passengers กลับไปไม่ถึงเป้าหมายตามแนวคิดตั้งต้นนั้น หนังล้มเหลวทั้งในแง่การเป็นหนังรักโรแมนติก ไม่อาจทำให้เราเชื่อในความรักของตัวละครได้เลย ส่วนฉากผจญภัยในช่วงท้ายของหนังก็เดาได้จนรู้สึกว่าตื่นเต้นแบบธรรมดา

Read more of this post

Kubo and the Two Strings: อนิเมชั่นที่ได้รับความเห็นว่าเป็นตัวเก็งรางวัล เข้าฉายแล้ว

kubo feedbackไม่มีโอกาสเขียนถึงอนิเมชั่น Kubo and the Two Strings ของไลกาสักทีนับตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างหนังออกมา แต่ตอนนี้เข้าฉายแล้วแบบจำกัดโรงในบ้านเรา จึงอยากนำความเห็นจากผู้ที่ชมแล้วและนักวิจารณ์มานำเสนอครับ

หนังได้คะแนนวิจารณ์ตอนนี้ที่ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 8.3/10 และมีนักวิจารณ์ชอบ 86% จาก 137 คนครับ เป็นคะแนนที่สูงเมื่อเทียบกับหนังอนิเมชั่นหลายเรื่องในปีนี้ นักวิจารณ์บางสำนักบอกว่าเป็นตัวเก็งออสการ์เรื่องหนึ่งเลย และน่าจะเป็นงานที่ดีที่สุดของไลกาจนถึงตอนนี้

หนังบอกเล่าเรื่องราวของเด็กชายคูโบ้ ผู้มีพลังพิเศษในการใช้พิณสร้างสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ จากกระดาษ หรือใบไม้ เป็นต้น และต้องเดินทางไปกับลิงเผือกกับมนุษย์ด้วงเพื่อตามหาของวิเศษสามสิ่งในการปกป้องตัวเขาจากราชาพระจันทร์ที่ออกตามล่าตัวเขา

ในความเห็นของผม หนังไม่ใช่หนังฟีลกู๊ดแบบดิสนี่ย์ มีโทนเศร้า ลึกลับ และมืดหม่นแบบผู้ใหญ่อยู่ในระดับหนึ่ง แต่เป็นระดับที่เด็กกับผู้ใหญ่พอที่จะสนุกร่วมกันได้ เล่าเรื่องได้อย่างเพลิดเพลิน มีมุขตลกและฉากต่อสู้ตื่นเต้นเป็นระยะๆ (แม้ว่าบทสรุปช่วงท้ายเรื่องจะรวบรัดเกินไป และน่าจะมีการอธิบายเพิ่มเติม) แต่ที่สำคัญก็คืองานสต็อปโมชั่นที่วิจิตรมากๆ ทั้งเปี่ยมไปด้วยจินตานาการ, ความคิดสร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยศิลปะในเวลาเดียวกัน สะท้อนถึงความทุ่มเท, ความละเอียดและปราณีต, ความใส่ใจ และความกล้าหาญ จนเราหลงใหลไปกับเทคนิคเหล่านั้น และตื่นตาที่ได้เห็น ซึ่งเป็นจุดแข็งมากๆ ของหนังครับ

อยากให้ลองไปดูหนังเรื่องนี้กัน อ่านความเห็นจากผู้ชมในไทยได้ที่ด้านใน

Read more of this post

Suicide Squad – ความเห็นหลังชม

suicide squad new pic 02Suicide Squad อาจไม่แย่ขนาดคำวิจารณ์ แต่เป็นหนังที่มีนักแสดง แนวคิด การออกแบบซีน และตัวละครที่มีศักยภาพจะเป็นหนังฮีโรที่เปรี้ยว เผ็ด เข็ดฟันได้ แต่กลับเล่าเรื่องได้”งั้นๆ”

หนังบู๊ควรเป็นเหมือนรถไฟเหาะที่ค่อยๆ วิ่งแรงขึ้นๆ จนพุ่งสู่จุดสูงสุด แต่ Suicide Squad คือรถหวานเย็นที่วิ่งแบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง จอดแวะทุกปั๊มเพื่อให้ตัวละครมาตั้งคลับฟรายเดย์ เล่าเรื่องน้ำเน่าๆ คลีเช่ๆ ให้เสียขบวน ซึ่งน่าเบื่อมาก และแทบไม่เกิดผลอะไรกับโครงเรื่องหลักเลย

หนังบู๊ควรมีฉากบู๊ให้รู้สึกตื่นเต้น ลุ้น หรือมันส์ แต่หนังเรื่องนี้กลับเป็นหนังบู๊แบบขายภาพสวย แทนที่จะตัดต่อฉับๆ แต่กลับใช้ภาพสโลว์โมชั่น ให้ผู้คนได้ชมกันว่าฉากนั้นวางองค์ประกอบภาพมางามแค่ไหน หรือเหมือนภาพในคอมมิกแค่ไหน เป็นการโฟกัสที่ผิดจุดมากๆ

เด๊ดช็อตของวิล สมิธ เป็นตัวละครที่เท่ที่สุด แต่เด่นสุดคงต้องเป็นฮาร์ลี ควินน์ ที่บ้ามาจากข้างใน ทำให้ทุกการกระทำของเธอน่ามอง น่าติดตาม เดายาก และเป็นสีสัน แต่คนที่กินรวบทุกคนคืออแมนดา วอลเลอร์ ของวิโอลา เดวีส ที่ต่อให้ปะทะตัวประหลาดอีก 7 ก็ข่มเธอไม่ลง ที่เหลือไม่มีอะไรให้น่าจำเท่าไหร่ โจ๊กเกอร์ของจาเรด เลโต ไม่ได้บ้าจากอินเนอร์ เหมือนทำท่าบ้า เลยดู”พยายาม”

แล้วโดยแนวคิดของหนัง มันควรเป็นหนังรวมดาวร้ายดาวบ้าดาวเพี้ยนไม่ใช่หรือ แต่มีแค่มาโกต์ ร็อบบี้ กับ วิโอลา เดวีส สองคนเท่านั้นที่อินเนอร์ได้ ที่เหลือแค่ดูเป็นพระเอก เป็นสุภาพบุรุษ หรือไม่ก็”พยายาม”จะร้าย

แต่ถ้าถามว่าควรดู Suicide Squad ไหม ถ้าใครจะติดตามจักรวาลดีซีต่อไปก็ควรดูแหละครับ มันเหมือนมาช่วยเปิดจักรวาล ถ้าไม่ได้ดูก็อาจจะตามหนังเรื่องอื่นๆ ที่จะสร้างในภายหน้าไม่ทัน เพราะมันมีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน

ยังไม่รู้ว่าจะให้คะแนนหนังเท่าไหร่ แต่โดยส่วนตัวชอบ Batman v Superman: Dawn of Justice League มากกว่า อย่างน้อยก็มีฉากบู๊ที่ตื่นเต้นของแบทแมน และงานภาพยิ่งใหญ่ๆ ส่วนความสนุกของหนังก็รู้สึกว่าใกล้เคียงกับ  Independence Day: Resurgence ครับ

ใครชมหนังแล้วก็มาใส่ความเห็นกันเลยครับ บอกแต่ความรู้สึกก็พอ ไม่ต้องเล่าฉากหรือเนื้อเรื่อง เพื่อไม่เป็นการสปอยล์

Read more of this post

วิจารณ์: Outcast ซีรี่ส์ไล่ผีที่สดใหม่จากผู้สร้าง The Walking Dead [บทความสปอนเซอร์]

outcast-patrick-fugitซีรี่ส์ตอนนำร่องที่มีประสิทธิภาพ นอกจากเล่าเรื่องในตอนของมันได้สนุกแล้ว ต้องมีคาถาขลังพอที่จะทำให้ผู้ชมหลงอยากติดตามดูตอนต่อไปจนจบทั้งซีซั่น ซึ่ง Outcast ผลงานสร้างสรรค์ใหม่ของโรเบิร์ต เคิร์กแมน จาก The Walking Dead ที่กำกับโดยอดัม วินการ์ด จากหนัง You’re Next และ The Guest ทำได้แบบนั้น โดยคาถาที่เขาใช้คือการสร้างความสดใหม่ให้แก่หนังสยองขวัญแนวไล่ผี การเล่าเรื่องที่ลึกลับน่าติดตาม และการแสดงที่ชวนให้คุณขนลุก

ฉากเปิดเรื่องของ Outcast คล้ายกับหนังหรือซีรี่ส์สยองขวัญทั่วไป ใช้ฉากการสังเวยเหยื่ออันน่าสะพรึงกลัวมาเป็นฉากเปิดเพื่อเรียกความสนใจก่อน ซึ่ง Outcast ทำได้ตั้งแต่ฉากแรกอย่างเลือดสาด แถมยังให้เด็กวัย 7-8 ขวบเป็นเหยื่ออีก เป็นการบอกเราแต่เนิ่นๆ ว่าซีรี่ส์ชุดนี้อาจไม่เหมาะแก่คนใจอ่อน และเหยื่อก็อาจเป็นใครที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คุณได้

ตัวเอกของเรื่องมีชื่อว่าคายล์ บาร์นส์ รับบทโดยแพทริก ฟูกิต ที่นักดูหนังส่วนใหญ่จำเขาได้จากบทบาทสมัยเป็นวัยรุ่นในผลงานปี 2000 เรื่อง Almost Famous และอาจไม่รู้ว่าเขารับบทสมทบเป็นตำรวจหนุ่มใน Gone Girl ด้วย คายล์เป็นหนุ่มที่ขลุกอยู่แต่ในบ้านมาตลอดห้าปีหลังจากถูกตั้งข้อหาทำร้ายลูกสาวกับภรรยา และก็เคยทำแบบเดียวกันกับแม่บุญธรรมตอนที่เขายังเด็ก สร้างตราบาปให้จิตใจจนทำให้เขาไม่อยากพบหน้าผู้คน มีเพียงพี่สาว แซร่าห์ (จูเลีย คร็อกเก็ตต์) ที่แวะมาดูแลเป็นพักๆ และพาคายล์ออกไปข้างนอก ในเมืองสมมติชื่อว่าโรม ของรัฐเวสต์ เวอจิเนีย เมืองเล็กๆ ที่แทบทุกคนรู้จักกันและรู้เรื่องของกันและกัน ที่ยังมีทั้งผู้คนเคร่งศาสนาและเชื่อเรื่องปีศาจซาตาน กับผู้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า และคิดว่าพวกเชื่อเรื่องผีนั้นเพ้อเจ้อ

เมื่อคายล์ออกมาข้างนอกในรอบห้าปี เขาก็ได้ข่าวว่ามีเด็กชื่อโจชัว (เกเบรียล เบตแมน) ถูกผีเข้า และสาธุคุณแอนเดอร์สัน (ฟิลิป เกลนิสเตอร์) พยายามหาทางขับไล่อยู่ ความทรงจำวัยเด็กก็แว้บเข้ามา ภาพของแม่บุญธรรมที่ถูกกล่าวหาว่าถูกผีเข้าและทำร้ายเขาจนเขาต้องตอบโต้กลับมาให้เห็นอีกครั้ง ความอยากต้องการหาคำตอบว่าอะไรกันที่เป็นต้นเหตุให้ชีวิตของเขาพินาศผลักดันให้เขาไปพบสาธุคุณแอนเดอร์สันที่พยายามไล่ผีให้โจชัว ปริศนาต่างๆ จึงเริ่มคลี่คลาย คายล์เริ่มเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่และภรรยาของเขา และใช้สิ่งที่ค้นพบในการช่วยโจชัวให้พ้นจากผีร้าย พร้อมกับทิ้งปมเอาไว้ว่าคายล์ได้รู้แล้วว่าทำไมผีร้ายเหล่านั้นจ้องเล่นงานเขา และเขาจะเอาคืนได้ยังไง

ปกติแล้ว ซีรี่ส์หรือหนังฝรั่งแนวไล่ผีแบบ The Conjuring หรือ The Exorcist มักเน้นเล่าที่เรื่องราวของเหยื่อเป็นหลัก แต่ Outcast เป็นการเล่าในมุมมองของนักไล่ผี และให้เราได้เห็นว่าชีวิตของนักไล่ผีนั้นต้องเผชิญกับอะไรบ้างในการทำหน้าที่ สาธุคุณแอนเดอร์สันก็ดูเหมือนจะมีชีวิตที่โดดเดี่ยวไม่ต่างจากคายล์ เพียงแต่ในซีรี่ส์ตอนแรกยังไม่เล่าภูมิหลังของสาธุคุณให้เรารู้นัก รู้แต่แค่ว่าเขาก็ต้องแยกจากลูกสาวเหมือนกัน

ตัวผีร้ายหรือปีศาจในซีรี่ส์ชุดนี้เองก็มีความน่ากลัวและน่าสนใจไปพร้อมกัน มันเป็นเหมือนเป็นอำนาจมืดที่เราไม่รู้ว่าคืออะไรที่แน่ชัด ไม่รู้ว่าจะไปหรือมาเมื่อไหร่ หรือมีรูปร่างยังไง แต่นอกจากการเข้าสิงผู้คนที่ทำให้แสดงฤทธิ์เดช แสดงความคลุ้มคลั่งแบบหนังผีทั่วๆ ไปแล้ว มันยังมีความฉลาดเหมือนกับปีศาจใน “Twin Peaks” หรือตัวตลกจาก “It” ที่ทั้งปั่นป่วน ยั่วยุ และเล่นเกมจิตวิทยา ทำให้มันดูน่ากลัวกว่าผีในแนวเดียวกันที่เราเคยดูมา

ชื่อเรื่องของซีรี่ส์ที่แปลว่า “พวกนอกคอก” หรือ “พวกนอกรีต” ในที่นี้ก็คือตัวของคายล์นั่นเอง ที่กลายเป็นคนซึ่งสังคมรังเกียจจากความเข้าใจผิดว่าเขาเป็นตัวอันตรายที่ชอบใช้กำลังทำร้ายคนอื่น เป็นคนที่ตำรวจบางคนอยากจับเข้าคุก และก็คงอธิบายแก่คนทั่วไปให้เชื่อไม่ได้ว่าทั้งหมดเป็นเพราะอำนาจของผีร้าย น่าจะเป็นปมอีกอย่างที่ซีรี่ส์จะเอามาเล่นอีกในตอนต่อๆ ไป ให้คายล์ต้องลำบากเมื่อต้องไปช่วยสาธุคุณไล่ผีอีก แต่บางอย่างที่ตอนนำร่องทิ้งเอาไว้ก็บอกเป็นนัยว่าความนอกนอกของเขาน่าจะมีมากกว่านั้นอีกให้ติดตามต่อไป

ทั้งหมดนี้ถือเป็นความสดใหม่ในแง่เรื่องราวแนวไล่ผีของ Outcast เมื่อผสมกับวิธีการเล่าที่เหมือนหนังสืบสวน การที่ค่อยๆ คลี่ปมทีละอย่างที่แม้ไม่ใช่วิธีการแปลกใหม่ แต่เล่าได้อย่างน่าติดตาม ทำให้เราติดซีรี่ส์ได้ตั้งแต่ตอนแรก และอยากรู้ต่อไปว่าเรื่องราวจะลงเอยยังไง

Outcast จะฉายเป็นตอนแรกให้ชมวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายนนี้ เวลา 2 ทุ่ม 55 นาที ทางช่องฟ็อกซ์ไทย สามารถเปิดชมได้ทางทรูวิชั่น (ช่อง 246 และ 66), ซีทีเอช (ช่อง 304) และ ทีโอทีไอพีทีวี (ช่อง 303 HD) ซึ่งบ้านเราจะได้ชมพร้อมกันกับอีก 125 ประเทศทั่วโลก ผู้ชมยังสามารถชมตอนต่อๆ ไปได้ทุกวันเสาร์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะมีความยาวทั้งหมด 10 ตอนครับ

สามารถติดตามข่าวสารของซีรี่ส์เพิ่มเติมทางเฟซบุกได้ที่ www.facebook.com/Outcast และ www.facebook.com/Foxtvasia หรือทางทวิตเตอร์ที่ @outcastfox โดยเข้าร่วมพูดคุยได้โดยใส่แท็ก #Outcast ครับ

ชมตัวอย่างซีรี่ส์ได้ที่ด้านใน

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: The Jungle Book เมาคลีลูกหมาป่า

the jungle book review(บทวิจารณ์ตีพิมพ์ครั้งแรกใน The Hollywood Reporter Thailand ฉบับ 21 เมษายน 2559 อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่นี่ และติดตามนิตยสารได้ที่ Facebook ครับ)

การนำหนังเก่ามาเล่าใหม่ให้ดีหรือน่าดึงดูดต้องทำยังไง ตัวอย่างมีให้ดูบ่อยๆ ในงานดัดแปลงของดิสนี่ย์ที่นำหนังการ์ตูนเก่ามาสร้างใหม่เป็นฉบับคนแสดงครับ บางเรื่องอาจไม่ดี แต่ก็ดึงดูดให้เข้าไปชม บางเรื่องทั้งดีและน่าดึงดูด ซึ่ง The Jungle Book หรือ “เมาคลีลูกหมาป่า” ที่กำกับโดยจอน เฟฟโร และเขียนบทโดยจัสติน มาร์กส์ มีทั้งสองอย่าง

สิ่งที่ดีของงานรีเมกนี้ก็คือการพัฒนาจากหนังการ์ตูนเด็กน้อย ขำขัน ร้องรำทำเพลง เนื้อหาเบาๆ ให้เป็นฉบับใหม่ที่มีความลึกและซับซ้อนมากขึ้น โดยยังคงองค์ประกอบหลายอย่างของต้นฉบับปี 1967 ไว้ ให้ผู้ที่ชื่นชอบฉบับเก่าได้มีอารมณ์หวนความหลัง แต่เห็นถึงการเติบโตอย่างชัดเจนจากของเก่า ทั้งยังสอดแทรกแง่คิดเรื่องการอยู่ร่วมกับป่าอย่างแนบเนียน ส่วนความน่าดึงดูดของหนังนั้นก็มาจากงานสร้าง งานเทคนิคด้านภาพ การสร้างตัวละครสิงสาราสัตว์ต่างๆ ได้อย่างมีชีวิตและดีที่สุดที่เคยมีมาบนแผ่นฟิล์ม เป็นการสร้างภาพในลักษณะที่เหมือนจริงมาก แต่ก็มีความเกินจริงจากธรรมชาติเพิ่มเติมเข้าไปอย่างลงตัว

Read more of this post

Deadpool – ในความเห็นของคุณ

deadpool trailerDeadpool จากหนังที่เดิมทีฟ็อกซ์ลังเลที่จะสร้างภาคแยกเดี่ยวๆ ให้ แต่ได้รับกระแสจากคลิปทดลองที่หลุดออกมาจนกลายเป็นหนังฉบับเต็มในที่สุด และจากการคาดการณ์ของฟ็อกซ์ ผู้สร้างหนังเรื่องนี้เอง ว่าจะเปิดตัวสุดสัปดาห์แรกราว 60-65 ล้านเหรียญ แต่รายได้แค่จากวันศุกร์วันเดียวก็ปาไป 47.5 ล้านเหรียญสหรัฐแล้วครับ ถือว่า Deadpool กลายเป็นหนังที่เกินคาดอย่างมากในหลายๆ ด้าน และรายงานจากวาไรตี้ก็บอกว่า หนังน่าจะทำเงินแตะ 130 ล้านเหรียญจากการฉาย 4 วัน มากกว่าที่ค่ายหนังคาดไว้ 2 เท่า และสร้างสถิติใหม่ให้แก่สถิติรายได้หนังเรต R และสถิติรายได้เปิดตัววันวาเลนไนทน์แทนที่ Fifty Shades of Grey ที่ครองอยู่

ในแง่คำวิจารณ์ จากการประเมินโดย Rotten Tomatoes หนังมีนักวิจารณ์ชอบ 84% ด้วยคะแนน 7.1/10 จาก 188 นักวิจารณ์ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จด้านคำวิจารณ์เช่นกัน โดยความเห็นโดยรวมชมการสร้างตัวละครที่ฉีกกฎตัวละครหนังซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ ทั้งยังมีมุขตลกที่สร้างความบันเทิงได้ตลอดเรื่อง รวมถึงชื่นชมผู้สร้างที่ตัดสินใจให้เป็นหนังเรต R เหมาะสมกับความเป็น Deadpool ขณะที่ความเห็นด้านลบอยู่ที่เนื้อเรื่องกับตัวร้ายที่ธรรมดาครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าแม้ว่าเรื่องจะแบนๆ ดูไม่มีอะไร ฉากบู๊ลุ้นพอประมาณ ไม่ได้ตื่นเต้นมาก แต่หนังก็ทำสำเร็จในแง่สร้างความโดดเด่นและน่าจดจำให้แก่ตัวละคร และบันเทิงมากๆ กับมุขบทสนทนาจิดกัด ล้อเลียนหนังกับซูเปอร์ฮีโร่ที่ใส่เข้ามาตั้งแต่เปิดเรื่องยัน end credit อาจไม่ใช่หนังที่ดูแล้วพีคสุด มันส์สุด แต่ก็บันเทิงตลอดเรื่องครับ

เพื่อนผู้อ่านเว็บมีความเห็นยังไงกับหนัง มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post