Advertisements

เจฟฟ์ จอห์นเผยว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่ดีซีจะเป็นเอกเทศจากกันมากขึ้นหลังจาก Justice League

เจฟฟ์ จอห์นส์ หัวหน้าของดีซีคอมมิคส์ที่เข้ามาดูแลงานหนังซูเปอร์ฮีโร่ในเครือให้วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้พูดคุยวัลเชอร์ เกี่ยวกับกลยุทธ์ต่อไปในการสร้างหนังหลังจากที่ Justice League ออกฉายแล้วครับ ซึ่งดูเหมือนว่าในอนาคตจากนี้ จะลดการให้หนังแต่ละเรื่องโยงหากัน
หลังความสำเร็จของจักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวลที่หนังแต่ละเรื่องจะเหมือนเป็นภาคต่อของกันและกันกลายๆ โดยจะมีการใช้ตัวละครร่วมกัน หรือไม่ก็มีการวางปมบางอย่างเพื่อให้หนังเรื่องอื่นในอนาคตมารับลูกต่อ วอร์เนอร์ฯ พยายามทำตามคล้ายแบบนั้นในทีแรกด้วยการประกาศสร้าง Batman v Superman: Dawn of Justice เพื่อแนะนำตัวละครซูเปอร์ฮีโร่อื่นๆ ต่อด้วย Suicide Squad ที่จับเอาแบทแมนเข้มาเป็นตัวโยงตัวละครใหม่ๆ ให้เข้ามาอยู่ในจักรวาลอีก แต่กลายเป็นว่าหนังที่ทำเงินที่สุดและได้คำวิจารณ์ด้านดีมากที่สุดกลับเป็นหนังที่มีความเป็นเอกเทศมากที่สุดอย่าง Wonder Woman ครับ
จากผลลัพธ์ดังกล่าว จอห์นส์กล่าวว่าแม้หนังแต่ละเรื่องจะยังคงเหมือนมีความต่อเนื่องกัน แต่จะลดทอนแนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันในจักรวาลลง และลดการข้ามมาเจอกันหรือโยงถึงกันลงไปครับ
แน่นอนว่าตามเจตนาของเราแล้ว เราจะยังใช้ความต่อเนื่องของหนังในการเดินไปข้างหน้าเพื่อช่วยให้แต่ละเรื่องไม่แหวกออกจากกันจนไม่สมเหตุผล แต่จะไม่เน้นเส้นเรื่องของแต่ละเรื่องเป็นเส้นเดียวกัน หรือมีสัมพันธ์กันไปมาในจักรวาลนั้น
ด้วยเหตุนี้เอง หลังจาก Justice League แล้ว ค่ายหนังก็จึงไม่ต้องเร่งสร้างหนังแต่ละเรื่องออกมาให้ทันกำหนดเวลา เพราะแต่ละเรื่องที่สร้างออกมาก็จะต้องคำนึงถึงเรื่องหลังจากนั้นด้วย ค่ายหนังสามารถให้ผู้กำกับมีเวลาในการสร้างหนังแต่ละเรื่องได้อย่างสบายใจมากขึ้น ซึ่งจอห์นอธิบายว่าหนังที่เป็นเอกเทศคือกระแสใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
หนังเรื่องหนึ่งไม่ได้มีเพื่ออีกเรื่อง หนังบางเรื่องเชื่อมต่อหลายตัวละครเข้าหากัน เช่น Justice League แต่เหมือนกับ Aquaman เป้าหมายของเราก็คือจะไม่ได้เชื่อมโยง Aquaman เข้าหาหนังทุกเรื่อง ในอนาคต คุณจะเห็นว่าจักรวาลของหนังดีซียังเป็นจักรวาลอยู่ แต่ไม่ได้มาจากหัวใจของนักสร้างหนังที่สร้างมันขึ้นมา
ตีความจากคำพูดของเจฟฟ์ จอห์นส์ แล้ว เดาว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ดีซีในอนาคตก็คงคล้ายกับฉบับซีรี่ส์ทีเขาดูแลอยู่เช่นกันครับ มี Arrow, The Flash, Legends of Tomorrow และ Super Girl ที่มีเรื่องของตัวเองแยกออกไปต่างหาก ปราบเหล่าร้ายในเมืองของตัวเองต่างหาก แต่ก็จะมีมหกรรมใหญ่เป็นครั้งเป็นคราวที่ตัวละครเหล่านี้มารวมตัวกัน ทั้งหมดเหมือนอยู่ในจักรวาลเดียวกัน แต่ก็แยกจากกันเป็นส่วนใหญ่
ว่าแล้วก็อดนึกถึงการให้สัมภาษณ์ของแมต รีฟส์ ไม่ได้ครับว่า หนัง The Batman ของเขาก็จะมีความเป็นเอกเทศเช่นกัน จะไม่ได้ใช้ตัวละครอื่นๆ ของ Justice League แต่จะเป็นเรื่องราวของแบทแมนล้วนๆ และตัวละครในโลกแบทแมนล้วนๆ
ที่มา: Vulture

Read more of this post

Advertisements

กัล กาด็อต เตรียมสมทบเอซรา มิลเลอร์ ใน Flashpoint และ แบรดลี่ คูเปอร์ ใน Deeper

ดูเหมือนว่า Wonder Woman จะมีบทในหนัง Flashpoint หนังภาคเดี่ยวของ The Flash ที่รับบทโดยเอซรา มิลเลอร์ จริงๆ ตามที่มีข่าวลือมาก่อนหน้านี้ครับ เดดไลน์ได้ยืนยันว่ากัล กาด็อต จะกลับมารับบทเป็นไดอานา พรินซ์ อีกครั้งในหนังเรื่องนี้ด้วย หลังจาก Justice League และ Wonder Woman II ครับ
ตามท้องเรื่องของฉบับคอมมิคแล้ว หนังเล่าถึงการที่แบรี่ แอลเลน หรือ The Flash เข้าไปยุ่งกับเส้นเวลาทำให้โลกในจักรวาลดีซีที่เรารู้จักเปลี่ยนไปจนทำให้เหล่าซูเปอร์ฮีโร่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และเป็นจุดชนวนให้เกิดสงครามระหว่างซูเปอร์ฮีโร่ขึ้น ทำให้แฟลชต้องกลับไปแก้ไขเส้นเวลาให้เป็นปกติครับ หนังมีกำหนดฉายคร่าวๆ ปี 2020 แต่ยังไม่มีผู้กำกับหนังในตอนนี้
รายงานเรื่องกาด็อตจะสมทบ Flashpoint รวมอยู่ในรายงานข่าวที่พาดหัวเรื่องเธอจะรับบทสมทบในหนังเขย่าขวัญเหนือธรรมชาติเรื่อง Deeper ที่แบรดลี่ คูเปอร์ จะรับบทนำ หนังสร้างจากบทของแม็กซ์ แลนดิส ผู้เขียน Chronicle ว่าด้วยนักบินอวกาศที่เสื่อมเสียและได้มีโอกาสกู้ชื่อจากภารกิจร่องลึกใต้มหาสมุทรที่เพิ่งค้นใหม่และคาดว่าอยู่ส่วนลึกที่สุดของโลก เมื่อลงไป เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับพลังเหนือธรรมชาติอันลึกลับ
Deeper จะกำกับโดยกอร์เนล มุนดรุคโซ ผู้กำกับที่โด่งดังจากหนังฮังการีเรื่อง White God ครับ
ที่มา: Deadline

Read more of this post

10 อันดับหนังทำเงินสูงสุดประจำซัมเมอร์ 2017 ในสหรัฐ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสุดสัปดาห์สุดท้ายของซัมเมอร์ในสหรัฐครับ และก็ทำให้มีการสรุปตัวเลขรายได้หนังกันออกมาจาก Box Office Mojo ว่าเรื่องไหนทำเงินกันไปเท่าไหร่แล้วพบว่า Wonder Woman กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดประจำปีนี้ของสหรัฐครับ ด้วยการเปิดตัวสูงถึง 103.2 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปร่วม 408.9 ล้านเหรียญ รายได้จากนอกบ้านก็ห่างกันนิดหน่อยที่ 403.7 ล้านเหรียญ
อันดับ 2 และอันดับ 3 ยังคงเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นของฝั่งมาร์เวล เริ่มที่ Guardians of the Galaxy Vol. 2 ที่เปิดตัวในบ้าน 146.5 ล้านเหรียญ ทำเงินไปแล้วกว่า 389.6 ล้านเหรียญ ขณะที่มีรายได้จากนอกบ้านสูงถึง 473.4 ล้านเหรียญ ตามด้วย Spider-Man: Homecoming ที่เปิดตัวในบ้าน 117 ล้านเหรียญ ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 324 ล้านเหรียญ และทำเงินจากต่างประเทศไปอีก 422 ล้านเหรียญ
อันดับ 4 สำหรับรายได้ในสหรัฐเป็นของหนังอนิเมชั่นภาคต่อ Despicable Me 3 ทำเงินในบ้านไปแล้วในตอนนี้ 257.8 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้ตกลงมากจากภาค 2 และภาคแยก Minions แต่ยังดีที่ทำเงินมากกว่าภาคแรก และมีรายได้จากต่างประเทศอีก 736.1 ล้านเหรียญมาช่วย ทำให้ทำเงินทั่วโลกแตะ 993 ล้านเหรียญไปแล้ว ยูนิเวอร์แซลฯ คงไม่ต้องห่วงอะไรกับ Minions 2 ที่จะออกฉายปี 2020
อันดับ 5 เป็นของ Dunkirk จากผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ทำเงินในบ้านไปแล้ว 178.7 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 280 ล้านเหรียญ และเริ่มเข้าฉายในตลาดใหญ่ๆ ต่างประเทศในช่วงนี้แล้ว จากทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ น่าจะเป็นอีกเรื่องที่สร้างกำไรให้วอร์เนอร์ฯ ในปีนี้รวมกับ Wonder Woman ครับ
อันดับ 6 เป็นของ Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales ที่เปิดตัวในสหรัฐไปเบาะๆ 63 ล้านเหรียญ รายได้ในบ้านอยู่ที่ 172.2 ล้านเหรียญ ตัวเลขรายได้ในบ้านยังห่างไกล 241 ล้านเหรียญที่เป็นรายได้ของภาค 4 ที่ทำเงินในสหรัฐไว้ต่ำสุด แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยอีก 619.6 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกแซงภาคแรกที่ฉายปี 2003 ไปแล้ว แต่อาจจะได้ไม่เท่ากับภาค 2-4 ดิสนี่ย์ไม่น่าขาดทุน แต่คงไม่ได้กำไรไม่มากจากการฉายโรง และคงคิดหนักที่จะตัดสินใจสร้างภาคต่อ
อันดับ 7 เป็นของ Cars 3 ที่ทำเงินในบ้านไป 150 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ 2 ภาคแรก ที่รายได้ยังห่างไกลทั้งรายได้ในบ้าน และรายได้จากต่างประเทศ และคำวิจารณ์ก็ค่อนข้างไม่ดี
อันดับ 8 เป็นของ War for the Planet of the Apes ทำเงินในบ้านไปในตอนนี้ 144.2 ล้านเหรียญ ถือว่าทำรายได้ต่ำที่สุดกว่าทุกภาคเช่นกันแม้ว่าคำวิจารณ์จะดี ผู้ชมอาจเริ่มเบื่อกับหนังชุดนี้แล้วและอาจต้องให้ภาคนี้เป็นภาคปิดฉากจริงๆ
อันดับ 9 เป็นของ Transformers: The Last Knight ที่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 130 ล้านเหรียญ หนังได้รายได้อีก 473.8 ล้านเหรียญ จากต่างประเทศมาช่วยพอสมควร แต่วัดจากทุนสร้าง 217 ล้านเหรียญ ที่ยังไม่ได้หักค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์แล้ว หนังมีโอกาสได้ทุนคืน แต่กำไรอาจต้องไปพึ่งพวกดีวีดีหรือสตรีมมิ่งแทน และเป็นรายได้หนังที่คงไม่มีใครคาดคิดว่า Transformers จะทำเงินต่ำกว่า Despicable Me แม้แต่ในตลาดโลก
อันดับ 10 เป็นของ Girl Trip หนังตลกว่าด้วยความสัมพันธ์ของแก๊งเพื่อนผู้หญิง เปิดตัวในสัปดาห์แรกอยู่อันดับ 2 ที่ 31 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 111.5 ล้านเหรียญ
(แก้ไขอันดับ 10 ใหม่ครับ เป็น Girl Trip แทน Baby Driver ซึ่งถูกแซงไปอยู่อันดับที่ 11 ด้านล่างนี้เป็นข้อความดั้งเดิม
Baby Driver ที่ทำเงินเงียบๆ ไม่หวือหวา เปิดตัวอยู่อันดับ 2 ประจำสัปดาห์ที่รายได้ 20.5 ล้านเหรียญ แต่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 105.5 ล้านเหรียญ และจากตลาดต่างประเทศอีก 102 ล้านเหรียญ ด้วยทุนสร้างเพียง 34 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นหนังซัมเมอร์เล็กๆ ที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำแบบเงียบๆ ครับ เป็นข้อพิสูจน์ว่าถ้าทำหนังออกมาดีและสนุก มีไอเดียสดใหม่ ไม่ต้องทุนใหญ่แบบ The Mummy ไม่ต้องมีดาราระดับทอม ครูส ก็มีโอกาสทำกำไรเยอะ)
จาก 10 อันดับนี้ หลายเรื่องยังทำเงินในบ้าน หรือแม้แต่ทั่วโลกสู้หนังที่เปิดฉายก่อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่ได้เลย Beauty and the Beast ยังคงเป็นหนังที่ทำเงินสูงที่สุดประจำปีในบ้านตอนนี้ที่ 504 ล้านเหรียญ ขณะที่ Dunkirk ซึ่งอยู่อันดับ 5 ก็ยังทำเงินต่ำกว่า Logan และ Fast and Furious 8 ค่ายหนังอาจต้องคิดใหม่ว่าทุกสัปดาห์ของทุกปีมีความสำคัญไม่แพ้กัน คงจะจัดหนังใหญ่มาปะทะกันในช่วงซัมเมอร์เหมือนเดิมอีกไม่ได้
ตัวเลขรายได้ของซัมเมอร์นี้ก็ยังเป็นไปตามคาดครับว่ารายได้หนังในสหรัฐจะทำเงินตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบสิบกว่าปี ตอนนี้กำลังรอสรุปตัวเลขรายได้แน่ชัดก่อนว่าจะต่ำสุดระดับไหนครับ ซึ่งบางค่ายได้รายได้จากต่างประเทศมาช่วย แต่ไม่ใช่เกือบทุกเรื่องเหมือนปีที่ผ่านๆ มาอีกต่อไปแล้ว ดูเหมือนผู้ชมในตลาดโลกก็เริ่มฉลาดและล้ากับหนังสูตรสำเร็จบางประเภทแล้วเหมือนกันครับ
ดูสรุปตัวเลขอีกทีด้านในครับ
Read more of this post

คาเมรอนบอกว่า Wonder Woman เป็นการถอยหลัง, เจนกินส์ โต้ ผู้หญิงเป็นได้ทุกอย่าง

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีดราม่าบนโลกออนไลน์จากความเห็นของผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน ที่มีต่อหนัง Wonder Woman ครับ และทำให้เกิดมีการโต้กลับจากทั้งแฟนหนังและจากผู้กำกับแพ็ตตี้ เจนกินส์ เอง

ความเห็นของคาเมรอนที่จุดชนวนดราม่ามาจากการให้สัมภาษณ์แก่เว็บไซต์ The Guardians ผู้ซึ่งสร้างตัวละครหญิงแกร่งขึ้นมามากมายบนโลกภาพยนตร์ เป็นต้นว่าดร.ลินด์ซีย์ บริกแมน (แมรี เอลิซาเบธ มาสตรานโตนิโอ) ใน The Abyss, โรส (เคต วินสเลต) ใน Titanic และ แซร่าห์ คอนเนอร์ ใน Terminator เป็นต้น แล้วเขารู้สึกยังไงถึงการนำเสนอ Wonder Woman ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในปีนี้

การที่ยินดีให้ตัวเองและตบหลังให้กำลังใจทั้งหลายที่ฮอลลีวู้ดมีต่อ Wonder Woman เป็นสิ่งที่ชวนให้ไขว้เขว เธอกลายสัญลักษณ์ที่ถูกทำให้กลายเป็นวัตถุ มันไม่ต่างจากที่ผู้ชายในฮอลลีวู้ดทำเลย ผมไม่ได้บอกว่าผมไม่ชอบหนัง แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นการถอยหลัง

คาเมรอนขยายความโดยยกตัวเองงานของเขาว่า “แซร่าห์ คอนเนอร์ ไม่ใช่สัญลักษณ์ทางความงาม เธอแกร่ง เธอมีปัญหา เธอเป็นแม่ที่แย่ แต่เธอก็ได้รับการยกย่องจากผู้ชมผ่านความทรหดของเธอ และสำหรับผมแล้ว ผลิตผลจากตัวละครอย่างแซร่าห์เห็นได้ชัดเจน เพราะครึ่งหนึ่งของผู้ชมเป็นผู้หญิง

เจนกินส์ไม่รอนาน ก็ได้แสดงความเห็นผ่านทางทวิตเตอร์โต้กลับคาเมรอน ผู้กำกับที่แต่งงานมาห้าครั้งกับผู้หญิงแกร่งของฮอลลีวู้ดว่า Wonder Woman ไม่ใช่การถอยกลับ เพราะผู้หญิงเป็นได้ทุกอย่าง สวยและแกร่งไปพร้อมกันก็ได้

“การที่เจมส์ คาเมรอน ไม่อาจเข้าใจได้ว่า Wonder Woman คืออะไร หรือเป็นตัวแทนของอะไร ไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับผู้หญิงทั่วทั้งโลก แม้ว่าเขาจะเป็นยอดผู้กำกับก็ตาม แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้หญิง

ผู้หญิงเข้มแข็งนั้นดียิ่ง การที่เขายกย่อง Monster หนังของฉัน และการที่เขายกย่องผู้หญิงแกร่งแม้บอบช้ำก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่หากผู้หญิงจำเป็นต้องแข็ง ห้าว และมีปัญหาเสมอเพื่อที่จะเป็นคนแข็งแกร่ง และเราเอาแต่นำเสนอแต่มิติเดิมๆ หรือเอาแต่สรรเสริญสัญลักษณ์ของผู้หญิงทั่วทุกแห่งเพราะเธอนั้นสวยมีเสน่ห์และเห็นอกเห็นใจ เช่นนั้นแล้วเราก็ไม่ได้ก้าวไปไหนไกลสักเท่าไหร่ ว่าไหม

ฉันเชื่อว่าผู้หญิงสามารถเป็นและควรเป็น “ทุกอย่าง” ได้เหมือนที่ตัวละครนำชายควรเป็น มันไม่มีผู้หญิงทรงพลังแบบที่ถูกและแบบที่ผิด และผู้ชมที่เป็นผู้หญิงจำนวนมากที่ทำให้หนังเรื่องนี้ฮิตอย่างที่เห็น ย่อมสามารถเลือกและตัดสินใจสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าของตัวเองได้”

เห็นด้วยกับใครกันบ้างครับ

Read more of this post

Wonder Woman อาจสมทบ The Flash ใน Flashpoint

Wonder Woman ของผู้กำกับแพ็ตตี้ เจนกินส์ ไม่เพียงช่วยกู้หน้าให้วอร์เนอร์ฯ ในด้านคำวิจารณ์ที่มีต่อหนังซูเปอร์ฮีโร่ของค่ายเท่านั้น แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ด้านรายได้ด้วย หนังทำเงินผ่าน 400 ล้านเหรียญในสหรัฐ แซง Guardians of the Galaxy Vol.2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดอันดับสองในบ้านของปีนี้ เป็นรอง Beauty and the Beast อยู่เรื่องเดียว ขณะที่รายได้รวมทั่วโลกก็ทะลุ 800 ล้านเหรียญแล้ว และทำรายได้ทั่วโลกอยู่อันดับห้าของปีนี้

ไม่น่าแปลกใจที่ Wonder Woman จะเป็นตัวขายสำคัญให้จักรวาลภาพยนตร์ของดีซีครับ ดังนั้น นอกจากที่เธอปรากฏโฉมในหนังของตัวเองและกำลังมีภาคสองออกมาอีกในปี 2019 พร้อมกับสมทบใน Batman v Superman: Dawn of Justice และ Justice League แล้ว ดูเหมือนว่าเธออาจได้สมทบใน Flashpoint ของ The Flash ด้วยครับ

ตามรายงานบอกว่า Flashpoint จะไม่เชิงเป็นหนังฉายเดี่ยวของ The Flash ที่นำแสดงโดยเอซรา มิลเลอร์ เท่านั้น แต่จะกลายเป็นหนังรวมซูเปอร์ฮีโร่คล้าย Captain America: Civil War ด้วย ในแง่ที่ว่าถูกเรียกเป็นหนัง Avengers 2.5 ซึ่ง Flashpoint ก็อาจถูกเรียกเป็นหนัง Justice League 1.5 ได้เหมือนกันครับ

แปลว่า Wonder Woman คงไม่ได้เป็นแค่ตัวละครเดียวในหนังเรื่องนี้ที่จะมาสมทบ และน่าจะมีตัวละครอื่นด้วย เพียงแต่ว่ายังไม่รู้ว่าจะมีตัวไหนอีกบ้าง และอาจมีตัวละครใหม่ที่ยังไม่ได้แนะนำด้วยรึเปล่า

ตามท้องเรื่องของฉบับคอมมิคแล้ว เล่าถึงการที่แบรี่ แอลเลน หรือ The Flash เข้าไปยุ่งกับเส้นเวลาทำให้โลกในจักรวาลดีซีที่เรารู้จักเปลี่ยนไป เป็นต้นว่าโธมัส เวย์น คือคนที่กลายเป็นแบทแมน หลังจากบรูซ เวย์น ลูกชายของเขาถูกฆ่า ซูเปอร์ฮีโร่มีการแบ่งแยกและยึดครองบางส่วนของโลก และเป็นจุดชนวนให้เกิดสงครามระหว่างซูเปอร์ฮีโร่ขึ้น ทำให้แฟลชต้องกลับไปแก้ไขเส้นเวลาให้เป็นปกติครับ

ในรายงานบอกด้วยว่าหนังมีแผนที่จะออกฉายปี 2020 ครับ

ที่มา: Forbes

Read more of this post

วอร์เนอร์ฯ เล็งรณรงค์ดัน Wonder Woman สู่รางวัลออสการ์

เท่าที่นึกออก ยังไม่มีหนังจากหนังสือการ์ตูนเรื่องไหนที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาใหญ่ๆ อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ในการประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่จะถึงนี้ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้เล็งเป้าที่จะให้ Wonder Woman ได้เข้าชิงครับ

รายงานจากวาไรตี้บอกว่า ทีมผู้อำนวยการสร้างของหนังชุด Wonder Woman ได้วางแผนรณรงค์เพื่อดันหนังเรื่องนี้ให้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และดันให้แพ็ตตี้ เจนกินส์ เป็นผู้กำกับเข้าชิงรางวัลออสการ์จากเรื่องนี้ ในแง่ที่ว่าเป็นหนังที่ “ได้สร้างมาตรฐานใหม่”

ในรายงานบอกว่าแม้ทีมผู้บริหารจะไม่ยอมรับอย่างเปิดเผยถึงแผนการดังกล่าว แต่ก็มีการพูดคุยกันเป็นการภายในเพื่อจัดตั้งการรณรงค์ดันหนังเรื่องนี้ในช่วงฤดูล่ารางวัล โดยหวังให้เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนเรื่องแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์

มันอาจเป็นการหวังสูงอยู่เพราะ The Dark Knight ที่ได้คำวิจารณ์ด้านดีท่วมท้นก็ยังพลาดในการเข้าชิงรางวัลเมื่อปี 2009 แต่ทางวอร์เนอร์ฯ มองว่าการเปลี่ยนแปลงผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนของสถาบันวิทยาการและศิลปะด้านภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ อย่างมากมาย ที่เพิ่มจำนวนเสียงจากคนในอุตสาหกรรมที่มีอายุน้อยและคนกลุ่มน้อยมากขึ้นจะเป็นปัจจัยที่มาเกื้อหนุนได้

ทางวาไรตี้ได้ติดต่อไปทางวอร์เนอร์ฯ เพื่อถามความเห็นเรื่องรายงานนี้ แต่ทางวอเนอร์ฯ ปฏิเสธที่จะออกความเห็นครับ

Wonder Woman ทำรายได้ทั่วโลกในตอนนี้ไปแล้วเกือบ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา: Variety

Read more of this post

เจาะที่มาสาวน้อยมหัศจรรย์ในตัวอย่างฉบับเต็ม Prof. Marston and The Wonder Women

เราได้รู้ต้นกำเนิดของสาวน้อยมหัศจรรย์ในหนัง Wonder Woman ในหนังซูเปอร์ฮีโร่ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ที่ยังทำเงินอย่างต่อเนื่องในตอนนี้ แต่ต้นกำเนิดของการสร้างสรรค์ตัวละครนี้มีความเป็นมายังไง ผู้ชมจะได้พบในหนังที่อิงจากเรื่องจริง Professor Marston and the Wonder Women ของแอนนาเพอร์นา พิคเจอร์ส ที่ดูแล้วมีความเข้มข้นไม่แพ้กันครับ

หนังเป็นเรื่องราวของดร.วิลเลียม โมลตัน มาร์สตัน (ลุค เอแวนส์) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาประจำฮาร์วาร์ด และผู้สร้างเครื่องจับเท็จ ที่ต้องเผชิญหน้ากับการถูกตั้งข้อหาว่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่นักสิทธิสตรีของเขามีความ “วิปริตทางเพศ” ในยุค 40 ที่ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่มากมายในหนังสือการ์ตูนกลายเป็นจำเลยสังคมว่าก่อให้เกิดความรุนแรง

ขณะที่มาร์สตันถูกสอบสวน เขาก็จำเป็นต้องปกปิดชีวิตครอบครัวลับๆ ของเขาที่อยู่กินกับผู้หญิงสองคนแบบพหุครอบครัว ผู้หญิงทั้งสองก็เป็นผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงจิตวิทยา คนแรกคืออลิซาเบธ (รีเบคกา ฮอลล์) ภรรยาตามกฎหมายของเขา และ โอลิเวีย เบิร์น (เบลลา ฮีตโคต) ภรรยาอีกคน และผู้หญิงทั้งสองยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างตัวละคร Wonder Woman ในหนังสือการ์ตูนของมาร์สตันด้วย

หนังกำกับโดยแอลเจลา โรบินสัน จาก The L Word ครับ ตัวอย่างหนังชวนให้นึกถึงหนังแบบ The Imitation Game กลายๆ  ในปีที่สิทธิสตรีมาแรงอย่างมากในฮอลลีวู้ดปีนี้ หนังเรื่องนี้น่าจับตามองพอสมควรในเวทีรางวัลครับ ชมตัวอย่างด้านใน

Read more of this post