Reviews

JEDIYUTH’s Review: Man of Steel

man of steel 16S” บนหน้าอกของคาลเอลหรือคลาร์ก เคนท์ ตัวละครพระเอกในหนัง Man of Steel ไม่ได้หมายถึงอะไรที่สุดยอดเหนือมนุษย์ แบบที่เราเคยเข้าใจกันมาตลอดตามที่โลอิส เลน เคยตั้งชื่อให้เขาว่า “ซูเปอร์แมน” จากสัญลักษณ์ต่างดาวคล้ายตัวเอสที่ใช้แทนตระกูลเอลบนหน้าอกเสื้อในหนังฉบับริชาร์ด ดอนเนอร์ แต่ในหนังฉบับใหม่นี้ จากการกำกับโดยแซ็ค สไนเดอร์ และจากบทหนังของเดวิด เอส. โกเยอร์  “S” ตัวนี้เป็นตัวอักษรดาวคริปตันที่ใช้แทนคำว่า “ความหวัง

ความหมายใหม่ของ “S” ใน Man of Steel เป็นการบอกเราตรงๆ ว่า นี่จะเป็นการปรับโฉมใหม่ ให้นิยามใหม่ และยกเครื่องใหม่ให้แก่ซูเปอร์ฮีโร่ตัวแรกๆ ของโลก ที่มีอายุกว่า 75 ปี  การปรับโฉมและยกเครื่องใหม่ให้ซูเปอร์แมนเป็นจุดประสงค์สำคัญของผู้สร้างหนัง ซึ่งน่าจะเป็นการออกแบบของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่รับหน้าที่อำนวยการสร้าง และเคยปรับโฉมใหม่ให้มนุษย์ค้างคาวมาแล้วสำเร็จจาก Batman Begins โดยร่วมมือกับโกเยอร์ที่รับหน้าที่เขียนบท เพื่อให้ซูเปอร์แมนมีความน่าสนใจสำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ และดูทันสมัยเข้ากับยุค 2000 ที่ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ต้องเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จุดประสงค์นี้เป็นสิ่งที่ Man of Steel ทำได้ประสบความสำเร็จอย่างดี แต่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ยังต้องถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์อื่นด้วย เพราะขณะที่มันต้องยกเครื่องใหม่และเล่ากำเนิดใหม่ มันต้องสร้างความบันเทิงแบบหนังซูเปอร์ฮีโร่ประจำซัมเมอร์ได้ และหนังเรื่องนี้ก็ยังพยายามจะเป็นหนังซัมเมอร์ที่ต้องลึกซึ้งและซับซ้อนด้วย มันเหมือนผู้สร้างพยายามให้ Man of Steel ทำหน้าที่หลายสิ่ง ทำงานหลายหน้าที่ แต่แบ่งเวลาให้การทำหน้าที่บางอย่างน้อยไป หรือไม่ก็อาจเป็นการทำหลายหน้าที่เกินไป แต่เวลาไม่พอ บางหน้าที่ทำได้แค่ผ่านๆ บางหน้าที่ก็ไปขัดขาอีกหน้าที่ ภาพรวมของหนังจึงทำได้เพียงแค่น่าพอใจ แต่ยังไม่รู้สึกว่าเต็มอิ่มพอ

ซูเปอร์แมนน่าจะเป็นตัวละครแรกๆ ที่เรานึกขึ้นมาในหัวก็ได้เมื่อพูดถึงซูเปอร์ฮีโร่ เพราะการตีความตัวละครที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนเขาเป็นซูเปอร์ฮีโร่จริงๆ เป็นซูเปอร์วีรบุรุษ เป็นซูเปอร์มนุษย์ เหาะได้ มีความแข็งแรงมหาศาล เป็นตัวละครที่ทำให้ผู้คนอยากมีความสามารถพิเศษแบบนั้นบ้าง เป็นตัวละครที่ทำให้เด็กน้อยอยากเอาผ้ามาผูกหลังเป็นผ้าคลุมแล้วทำท่าเหาะตาม เป็นซูเปอร์แมนที่อบอุ่น โรแมนติก ชวนฝัน มีอารมณ์ขันในบางครั้ง เป็นขวัญใจของทั้งชายและหญิง แต่ความรู้สึกเหล่านั้นแทบไม่มีเหลือในซูเปอร์แมนฉบับ Man of Steel ซึ่งมันมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง

คาลเอลในฉบับใหม่ให้ความรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนเดินดินมากขึ้น จับต้องได้มากขึ้น มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ไม่ได้ซูเปอร์ดีหรือเก่งสุดตัวโต่ง ขณะที่บุคลิกก็ดูเท่ สับสน เก็บกด อมทุกข์ ลึกลับ ซึ่งผู้สร้างทำแบบนี้ได้โดยการตัดความรู้สึกว่าเขาเป็นตัวละครจากหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ออกไป หรือตัวละครแบบความฝันในวัยเด็กออกไป และใส่ความเป็นตัวละครที่เหมือนมาจากนิยายวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเอเลี่ยนแทน แต่ก็ทำได้อย่างพอเหมาะตรงที่ไม่เปลี่ยนโฉมจนเราไม่รู้สึกว่าไม่มีความเป็นซูเปอร์แมนเหลืออยู่เลย เขายังมีดีเอ็นเอของซูเปอร์แมนอยู่ เรายังดูออกว่านี่คือซูเปอร์แมน เพียงแต่ความรู้สึกที่มีต่อซูเปอร์แมนคนนี้ต่างออกไป มันอาจไม่โดนใจคนที่ชอบซูเปอร์แมนแบบฮีโร่จ๋านัก แต่ก็อาจถูกใจคอหนังรุ่นใหม่ที่อยากได้ตัวละครที่จับต้องได้มากขึ้น และเฮนรี่ คาวิลล์ ก็สวมบทบาทนี้ได้ดี มีการแสดงเหมาะสมกับบทที่ได้มา

การใช้ความเป็นนิยายวิทยาศาสตร์มาจับตัวละครซูเปอร์แมนเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์  เราจะเห็นได้ว่าหนังใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องได้ในการพยายามอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับตัวคาลเอลในแบบที่หนังจากนิยายวิทยาศาสตร์มักทำ ตั้งแต่ว่าเขาเป็นใคร พ่อแม่เป็นใคร มาจากไหน มาได้ยังไง ทำไมมีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ ชุดที่ใส่มาจากไหน ตัวเอสคืออะไร ละเอียดถึงขั้นสังคม การปกครอง และเทคโนโลยีบนดาวคริปตัน ซึ่งโทนของความเป็นนิยายวิทยาศาสตร์นี้ปกคลุมหนังทั้งเรื่องจนบางขณะทำให้เรารู้สึกว่าดู Star Trek อยู่ และตัวละครต่างดาวเหล่านี้อาจเป็นชาวคลิงออนหรือวัลแคนที่มาอยู่บนโลก มากกว่าเรากำลังดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่มันก็มีข้อดีในแง่ที่ว่ามันมีประสิทธิภาพอย่างมากในแง่การดึงให้คาลเอลดูเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ เป็นการทำให้รู้สึกว่าตัวละครเช่นนี้สามารถมีอยู่จริงบนโลกนี้ได้ เป็นการสร้างโลกของตัวละครนี้ขึ้นมาใหม่ในแบบที่เราสามารถเข้าถึงโลกแห่งนี้ และเปิดทางให้มีตัวละครอื่นที่อาจเป็นทั้งซูเปอร์ฮีโร่และวายร้าย ให้เข้ามาอยู่ร่วมด้วยได้ในอนาคตได้อย่างไม่ขัดเขิน เป็นการทำให้การยกเครื่องใหม่ให้ตัวละครได้สมบูรณ์แบบจริงๆ

การสร้างความรู้สึกใหม่ให้ตัวละคร และการสร้างโลกแบบใหม่ให้ตัวละครซูเปอร์แมนก็ยังเข้ากันดีกับอีกหน้าที่หนึ่งของหนังที่พยายามจะเป็นด้วย นั่นก็คือเล่าจุดกำเนิดใหม่คล้ายกับการทำหน้าที่เป็นภาคต้นของหนัง Superman ที่เคยมีมา ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น Superman Begins และบอกว่าทำไมตัวละครนี้ทำไมยังไม่อบอุ่น โรแมนติก ยังไม่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจชาวประชา เพราะเขายังเป็นคนที่สับสนชีวิตอยู่ เขาไม่รู้ว่าทำไมถูกส่งมาบนโลกใบนี้ ยังรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก เป็นตัวประหลาด และทำไมเขายังต้องปกปิดตัวเอง ซึ่งส่วนนี้ของหนังเล่าผ่านการใช้วิธี flash back หรือการย้อนอดีตของวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่คลาร์ก เคนท์ วัยหนุ่ม 33 ใช้ชีวิตอย่างเร่ร่อน เพราะยังสับสนถึงจุดประสงค์ของชีวิตและฐานะของตัวเองบนโลกใบนี้ และแอบช่วยเหลือคนในบางครั้งที่มีโอกาส หนังย้อนให้เราดูเป็นระยะๆ ว่า เขามีวัยเด็กที่ลำบากเพียงใดในการพยายามทำให้ตัวเองดูเป็นมนุษย์ธรรมดามากที่สุด แต่โชคยังดีที่เขามีพ่อแม่บุญธรรมอย่างโจนาธาน และมาร์ธา เคนท์ ผู้ที่ใจดี ใจเย็น เมตตา อบอุ่น ให้ความรัก และฉลาดในการเลี้ยงดู หนังให้เราได้เห็นว่าคาร์กได้ความอดทน ความมีเมตตา ความเป็นคนดีมาจากการอบอรมเลี้ยงดูของครอบครัวนี้

โจนาธานเชื่อว่าคลาร์กคือสิ่งที่พิเศษที่ถูกส่งมาเพื่อโลกใบนี้ แต่เขาก็กลัวว่าโลกยังไม่พร้อมสำหรับการมีอยู่ของซูเปอร์แมน “คนเรามักจะกลัวในสิ่งที่ไม่เข้าใจ” เป็นเหตุผลที่โจนาธานบอกคลาร์กในการให้พยายามปกปิดตัวเอง และโจนาธานก็เสียสละตัวเองอย่างใหญ่หลวงเพื่อช่วยปกปิด ซึ่งการแสดงของทั้งเควิน คอสเนอร์ กับไดแอน เลน ในบทนี้ รวมถึงบทหนังในส่วนนี้ทำให้เราหลงรักตัวละครคู่นี้อย่างมาก เมื่อมีฉากที่ต้องซาบซึ้งและสะเทือนอารมณ์อันเกี่ยวกับตัวละครคู่นี้ เราจะอดน้ำตาซึมไปด้วยไม่ได้ น่าจะเป็นอารมณ์เดียวของหนังเรื่องนี้ที่เรารู้สึกว่าทำได้ถึงที่สุด แต่น่าเสียดายที่หนังยังทำให้เรารู้สึกรักในตัวละครคลาร์ก เคนท์ ไม่ได้เท่านี้

คลาร์ก เคนท์ ใน  Man of Steel เป็นเพียงแค่คนที่เราได้รู้จัก ได้รู้ปูมชีวิต และรู้ว่าเขามีปัญหาชีวิตอะไร รู้ว่าเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือน“คนนอก” แต่หนังก็ยังขยี้ประเด็นปมความรู้สึกนี้ได้ไม่มากพอจนทำให้เราได้เข้าไปในใจเขาจริงๆ เรายังไม่เข้าถึงอารมณ์โดดเดี่ยวเดียวดายของเขาจนทำให้อยากสงสาร อยากเอาใจช่วย หรืออยากเป็นพวกเดียวกัน ที่จริงประเด็นทางอารมณ์คล้ายกันนี้ก็เคยถูกนำเสนอมาก่อนในหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่น เช่น X-Men ของไบรอัน ซิงเกอร์ และ X-Men: First Class ของแมทธิว วอห์น ที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับมนุษย์ หรือพยายามให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งหนังทั้งสองเรื่องทำได้ในระดับที่เรารักตัวละครเหล่านั้นได้ รู้สึกร่วมกับตัวละครเหล่านั้นได้ และเอาใจช่วยให้พวกเขาเอาชนะอุปสรรคและกอบกู้โลกสำเร็จ

เมื่อเรายังไม่รู้สึกมากพอว่าซูเปอร์แมนเป็นพวกเดียวกันกับเรา จึงส่งผลให้เราไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับฉากบู๊วินาศสันตะโรตอนช่วงท้ายเรื่องเท่าไหร่นัก แบบที่เราอยากเอาใจช่วยซูเปอร์ฮีโร่ในหนังเรื่องอื่น ความรู้สึกในฉากนั้นของเรากลับมีร่วมกับตัวละครที่ติดอยู่ในซากตึกแทน ที่เป็นเหมือนคนที่พยายามหนีตายระหว่างที่ Alien กับ Predator ปะทะกันจนตึกพังเป็นแถบๆ เราลุ้นให้พวกเขารอดมากกว่าลุ้นให้ซูเปอร์แมนรอด

ฉากบู๊กลางนิวยอร์กมีความสุดยอดด้านงานสร้าง ด้านเทคนิคพิเศษ และด้านการถ่ายทำมากกว่าฉากอาละวาดถล่มเมืองในหนังทุกเรื่องที่ผมเคยดู มันทำให้ผู้ร้ายใน The Avengers ดูกิ๊กก๊อกไปเลย และทำให้ฉากสู้กันในนิวยอร์กของ The Avengers ดูเป็นเด็กๆ ไปเลย แต่ในแง่อารมณ์ความสนุกแบบที่หนังซัมเมอร์ควรมีแล้ว The Avengers ทำให้เราปรบมือและสะใจได้มากกว่า เพราะ The Avengers ทำให้เรารักตัวละครได้มากกว่า

อีกส่วนหนึ่งของหนังที่เรารู้สึกว่ายังทำได้ไม่ถึงอารมณ์ก็คือด้านความโรแมนติก และความสัมพันธ์ระหว่างคาลเอลและโลอิส เลน ผมชอบการตีความโลอิส เลน ในฉบับ Man of Steel ที่ให้เธอถึงลูกถึงคน ฉลาด ดูเป็นนักข่าวภาพสนามจริงๆ ไม่ได้คอยแต่จะใช้ซูเปอร์แมนมาช่วย หนำซ้ำเธอยังเป็นฝ่ายช่วยซูเปอร์แมนในบางครั้ง และการแสดงของเอมี่ อดัมส์ ก็สร้างความลึกและเป็นธรรมชาติให้ตัวละครนี้ดีมาก แต่เนื้อเรื่องในส่วนความสัมพันธ์ของเธอกับคาลเอลดูไม่น่าเชื่อ แปลกแยก และเหมือนเป็นส่วนเกินอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งผมคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากการที่หนังเรื่องนี้ยังไม่พร้อมจะใส่ประเด็นความรักและความสัมพันธ์ของทั้งคู่เข้าไป หรือไม่ก็ยังใส่ได้อย่างไม่เนียนพอ

ความสัมพันธ์ของคลาร์กกับโลอิสใน Man of Steel คล้ายกับคลาร์กกับโลอิส ใน Lois & Clark: The New Adventures of Superman ที่ทั้งคู่เป็นคู่รักกันแล้ว และโลอิสก็รู้จักตัวตนแท้จริงของคลาร์ก มันเหมือนเป็นเรื่องราวภาคต่อจาก Superman ฉบับหนังของริชาร์ด ดอนเนอร์ เราได้เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของตัวละครมาพักใหญ่ก่อนที่ทั้งคู่จะมาเป็นคู่รักกัน แต่ความรักของทั้งคู่ใน Man of Steel ดูเหมือนจะข้ามขั้นไปที่จุดนั้น มันเร็วมากจนไม่น่าเชื่อ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งคู่ไปรักกันตอนไหน อีกทั้งยังกลายเป็นส่วนเกินของหนังเพราะความตั้งใจหลักน่าจะเป็นการทำหน้าที่เป็นภาคต้น หรือยกเครื่องใหม่ให้ซูเปอร์แมนก่อน หนังควรเอาเส้นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครคู่นี้ไว้หลังฉากบู๊ในนิวยอร์ก อาจแค่ปูไว้ในระดับที่คลาร์กแอบปิ๊ง และทั้งคู่ยังสวนกันไปมา แล้วเอาเวลาที่ให้แก่ฉากความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องของทั้งคู่ไปใช้ในการขยี้ให้ผู้ชมได้เข้าถึงตัวละครให้มากกว่านี้จะดีกว่า ผมคิดว่าอาจจะดีกว่านี้ถ้าให้ตัวละครอื่น เช่นเพื่อนในวัยมัธยม ทำหน้าที่บางอย่างในเนื้อเรื่องแทนโลอิส อาจจะทำให้เราได้รู้จักว่าซูเปอร์แมนเป็นพวกเดียวกับเราได้มากกว่านี้ และอาจทำให้ฉากพบกันของคลาร์กและโลอิสที่เดอะ เดลี่ แพลเน็ต เกิดประกายบางอย่างให้เราได้ลุ้นและอยากติดตามต่อในภาคต่อไป ต้องยอมรับว่าเส้นเรื่องเรื่องความรักของโลอิสกับคลาร์กก็เป็นอีกอย่างที่แฟนฉบับเก่าชอบมาก

สำหรับตัวละครอื่นในหนัง ไมเคิล แชนนอนทำหน้าที่ได้ดีในบทนายพลซ็อด แต่บทนายพลซ็อดก็เป็นตัวละครตัวร้ายที่ไม่ต่างจากตัวร้ายทั่วไปในแง่เหตุผลการเป็นตัวร้าย นั่นก็คือฉันร้ายเพราะถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิดให้ทำหน้าที่หนึ่ง จริงๆแล้วฉันอาจเป็นคนดีก็ได้ เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่กลายเป็นตัวร้าย เพราะการทดลองบางอย่างมาเปลี่ยนนิสัยของฉันให้ร้าย เพียงแต่การบอกเหตุผลว่าทำไมฉันต้องร้ายก่อนสู้กันออกจะเป็นอะไรที่ดูเชยในแง่การเขียนบท

รัสเซล โครว์ก็ได้ออกฉากเยอะกว่าโจลเอลในฉบับอื่น และทำหน้าที่ของตัวละครได้ดีพอๆ กับโจนาธาน เคนท์ ในแง่การหล่อหลอมให้คาลเอลเป็นซูเปอร์แมน ขณะที่บทเพอรี่ ไวท์ของลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น แม้จะน้อยไปนิด ยังไม่ได้แสดงอะไรมากเท่าไหร่ แต่ก็กำลังเหมาะกับเนื้อเรื่อง

ดนตรีของฮานส์ ซิมเมอร์ ก็ถือเป็นองค์ประกอบที่ดีมากของหนังเรื่องนี้ เทียบเท่ากับการถ่ายภาพ และงานสร้าง ช่วยส่งอารมณ์ของหนังในหลายฉากที่ได้มาก และมีความไพเราะจนติดหูในระดับหนึ่ง แต่จะอมตะและเป็นที่จดจำได้เท่าของฉบับจอห์น วิลเลียมส์ หรือไม่ อาจต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ผมคิดว่าถ้าใครที่อยากชม Man of Steel ในแง่งานสร้าง ฉากบู๊วินาศสันตะโร เทคนิคพิเศษ ก็น่าจะเป็นหนังที่ถูกใจคุณ แต่ถ้าจะไปดูเอาเนื้อเรื่อง เอาอารมณ์แล้ว ก็ยังถือว่าเป็นที่กังขาอยู่ อย่างไรก็ดี หนังทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในแง่การให้กำเนิดใหม่แก่ซูเปอร์แมน ปูโลกใหม่ได้น่าสนใจ เปิดเส้นทางสู่เรื่องราวที่ให้ “ความหวัง” แก่เราได้ว่า จะมีอะไรที่พิเศษตามมา

คะแนน 7.5/10

ข้อมูลเบื้องต้น

ผู้กำกับ: แซ็ค สไนเดอร์

นักแสดง: เฮนรี่ คาวิลล์, เอมี่ อดัมส์, รัสเซล โครว์, ไมเคิล แชนนอน, เควิน คอสเนอร์, ไดแอน เลน, ลอเรนซ์ ฟิชเบิร์น และคริสโตเฟอร์ เมโลนี

วันที่ออกฉาย: 13 มิถุนายน 2556

ความยาว: 143 นาที

โฆษณา

หมวดหมู่:Reviews

Tagged as: , ,

75 replies »

  1. ฉากเปิดตัวซุปเปอร์แมนกับ คนทั่วโลก ไม่ยิ่งใหญ่เท่าไรนัก รวมทั้งคำว่าซุปเปอร์แมน ก็เปิดตัวไม่เท่ อีกเหมืนอกัน ผมว่าน่าจะเพิ่มฉาก ช่วยเหลือคนจาก คนร้ายโจรปล้น อะไรแบบนั้น ตามแบบฉบับหนังภาคก่อนๆ ซักหน่อย ที่มาของชุดก่ไม่เนียนเท่าไร ผมชอบความระห่ำของแอคชันและฉากเปิดเรื่องบนดาวคริปตัน สุดยอดมาก ยิ่งใหญ่และจดจำสุดๆ นอกนั้นอย่างที่บอก อาจจะทำเงิน มหาศาลแต่ยังอีกหน่อยน่า เหมืนอขาดอะไรไป

    • ไม่ขาดนะครับ ผมว่าถ้าไม่มีอคติก็ไม่หน้าจะรู้สึกขาดอะไร การทำหนังของสมัยนี้กับสมัยก่อนมันต่างกัน อย่างฉากช่วยคนบางครั้งก็ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักเลย(ของสมัยก่อน) เดี๋ยวนี้เขาไม่ทำอะไรเสียเปล่าแล้วครับ

  2. .
    ส่วนตัวก็ไม่ถึงกับผิดหวังมาก
    หนังไม่ได้เลวร้าย แต่ไม่ก่อให้เกิดความประทับใจ
    เพราะดึงในเรารู้สึกร่วมกับตัวละครไม่ค่อยได้

    การปูที่มาที่ไปกับหลายๆ อย่างในเรื่อง ในการที่ทำให้ซุปเปอร์แมนดูมีเหตุมีผลในสิ่งที่เขาเป็น
    ดูจะเป็นสิ่งที่ค่อยๆ จับต้องได้ว่าเขามีจริง
    จนกระทั่ง ฉากบู๊ล้างผลาญเริ่มทำงานในช่วงชั่วโมงสุดท้าย
    ที่มันเวอร์ซะจน การให้เหตุผลต่างๆ ในช่วงต้นดูเป็นความพยายามที่สูญเปล่า
    เพราะยังไงมันก็เวอร์สุดๆ อยู่ดี

    ที่ไม่ค่อยชอบคือ
    ฉากต่อสู้ที่เน้นทำลายทุกสิ่งอย่าง และมันรวดเร็วมากเกินไป
    ผมกลับชอบการดีไซน์สวยๆ ในหนังเรื่องก่อนๆ ของ แซ็คมากกว่า
    (แม้จะสโลว์มากไป แต่ถ้าเอามาลดทอนความเร็วอย่างบ้าคลั่งในเรื่องนี้ได้ ก็น่าจะลงตัวกว่านี้)

    ดีใจที่หนังได้ตังค์ในการเปิดตัวจนมีแผนจะทำภาคต่อ
    แต่ก็ขอให้ภาคหน้า ลดความเร็ว และเน้นฉากต่อสู้ที่ดีไซน์ให้มีรายละเอียด
    ลูกล่อลูกชน และลูกเล่นมากกว่านี้
    หนังก็คงจะสนุกขึ้นอีกเป็นกอง

    .

  3. แชร์บ้างๆ โดยส่วนตัวนะครับ ซูปเปอร์แมนเวอร์ชั่นของ Zack Snyder ภายใต้การควบคุมของโนเลน หนังมีรสชาติที่แตกต่างกับเวอร์อื่นมาก ด้านconcept art การฝังงานออกแบบในโลกของซูปเปอร์แมนทำได้ดีถึงดีมาก ส่วนด้านCG Visual effect เป็นอะไรที่สุดโต่ง สุดๆ เราต้องจำกัดความว่า วินาศสันตะโร ซะใหม่เลย ทำได้บ้า และทรงพลัง ที่สุด สมแล้วที่ใช้ งบประมาณสูงมาก สูงกว่า avenger อีก เป็นเสน่ช์อย่างหนึ่งของ zack ส่วนด้านเพลง และซาวประกอบ แม่ง Epic สัดๆ เพลงหรือเสียงในแต่ละซีน ทำหน้าที่ของมันได้ดีมาก เป็น งานของ ป๋า Hans Zimmer แต่สิ่งที่ทำให้ดูแล้วอึดอัดเป็นอย่างมากคือการเล่าเรื่อง ความสัมพันธ์ของตัวละครบางตัว ที่กระชับเกินไป(กระชับม๊าก) จนบางที เหมือนจะยัดเยียดอะไรไม่รู้ให้เรา ดูจบแล้วผมคิดถึงแต่ฉาก CG เท่านั้นเอง S ความหมายที่ส่งมาให้คนดูอย่างผมคงเป็นอนาคตของความเหนือชั้นด้านเทคนิคและอาร์ตเพียงอย่างเดียว

  4. ขอบ้างนะครับ
    คงไม่ต้องเล่าประวัติอะไรยาวมาก กับคำว่า Man Of Steel เพราะ คำนั้นก็คือการกำเนิดใหม่ของ Super Man นั่นเอง เราคงไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบเวอร์ชั่น ปัจจุบันกับอดีตได้แน่นอน ดังนั้น จึงขอไปที่ตัวหนังในยุคปัจจุบัน Zack Snyder เหมือนจะตอบโจทย์บรรดาแฟนๆ SuperMan ได้ตรงตัวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแฟนๆที่ชอบอะไรที่มันจริงจังมากขึ้น การได้ Henry Cavill มารับบท Clark Kent / Kal-El นั้น มันทำให้เรารู้สึกถึงความหนุ่ม ถึงความสด ของตัวละคร Clark Kent และ Henry Cavill สามารถให้อารมณ์ 2 แบบที่สื่อออกมาได้ แต่อาจจะไม่กลมกลื่นมากนัก แต่ก็ใกล้เคียง โดย Clark Kent แสดงได้อบอุ่น สดใส และอ่อนโยนมาก และ Kal-El นั้น ก็ได้นำเอาความอ่อนโยน ผนึกกับความแข็งแดร่ง + คุณธรรม ได้ลงตัว บางทีเราอาจจะไม่ชิน Clark Kent / Kal-El ในแบบนี้ซักเท่าไหร่ แต่ผมเชื่อว่า คนที่ดูจะจดจำ Clark Kent / Kal-El ในแบบนี้ไปอีกนานแสนนาน

    Amy Adams กับเรื่องนี้เธอไม่ได้ดีหรือเด่นอะไรมาก กับบท Lois Lane ซึ่งถือว่าทำได้เสมอตัว ยังรับภาวะกดดันได้ไม่ดี แต่เชื่อว่า นี่คือการเปิดตัว Lois Lane โฟกัสของเธอ น่าจะไปอยู่ที่ ภาค 2 ซะมากกว่า
    Michael Shannon กับ Zod ถ้า ในเรื่อง Shannon /Zod จะไม่มีบทพูด ผมก็เชื่อว่าเขาสามารถสื่อออกทางสีหน้าแทนคำพูดได้ หรือถ้าคุณหลับตาแล้วฟังเสียง Shannon พูด คุณก็น่าจะมโนภาพออก Zod คือความดิบ คือความโอหัง และความหวังในด้านมืด ซึ่ง Shannon ได้ถ่ายทอดออกมาจนน่ายำเกรง และลืมภาพพจน์ในหนังเรื่องอื่นๆของ Shannon ได้ แต่เสียดาย ที่บท Zod ไปๆมาๆ เกือบจะไม่เด่นเท่าไหร่
    Russell Crowe กับ Jor-El ถ้าใครคิดว่า Henry Cavill เหมาะกับ Clark Kent แล้วหล่ะก็ ผมว่า Russell Crowe เหมาะกับยทนี้มากกว่าจริงๆ และทำให้ยทนี้มีพลัง ถึงแม้ว่าจะ Jor-El จะไปตั้งแต่ต้นเรื่อง มันทำให้ผมคิดว่า Jor-El ไม่ใช่นักวิทของดาว คริปตั้น แต่เหมือนเป็นราชาของดาวคลิปตั้นมากกว่า

    ผมขอข้ามมาที่ เนื้อเรื่องเลยแล้วกันครับ Man Of Steel คือการตีความใหม่แค่ 30 % ซึ่งบอกตรงๆผมไม่ได้เปนแฟน SuperMan การปูเนื้อเรื่องของ Zack Snyder นั้นต้องบอกว่ายอดเยี่ยม ถึงแม้บางอย่างเขาเลือกที่จะตัดออก ก็คือฉากที่ยาวของ Kal-El มาถึงโลก แล้วก็ตัดไป บนเรือ หลายๆท่านบอกง่วงกับความดราม่า ในช่วงครึ่งเรื่อง แต่ผมว่า การดำเนินเรื่องแบบนี้ ไม่ได้ชวนให้น่าง่วงเลย แต่ก็ไม่ได้จะดราม่าอะไรซักเท่าไหร่ เพียงแต่ Zack Snyder ต้องการเสนอคำสอนของ Jonathan Kent ที่สอน Clark Kent อยู่เสมอ ซึ่งทำได้พอดิบพอดี ไม่เยอะจนเกินไปกับเรื่องราวของ Clark Kent ผมนับว่าตรงนี้ ทำให้ผมรู้สึกถึงอารมณ์ในตัว Clark Kent ได้ดี ในส่วน Kal-El อย่างที่ผมบอก Man Of Steel คงตอบโจทย์ทุกๆอย่าง กับความจริงจังในชีวิตมากขึ้ย ฉากแอ๊คชั่นที่ต่อเนื่อง ตึกถล่มทลาย ขาบ้าพลังคงชอบกันไปตามๆกัน เรื่องนี้คงต้องบอกว่าสะใจ ขาบ้าพลัง และ ทุกอย่างๆในการต่อสูงช่วงครึ่งหลังทำได้ดีมากๆครับ มันเหมือนเป็นหายนะของโลกซะประมานนั้น ถ้าไม่เห็น Clrak /Zod ผมคงนึกว่า ก๊อตซิล่าบุกเมืองแน่นอน

    ต่อไปนี้คือจุดบอด ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ หนังเรื่องทำได้ดีมาตลอด และอย่างที่บอก คงจะใจขาบ้าพลัง แต่มันเกินพอดีไป กับสภาพบ้านเมืองที่พังซะขนาดนั้น ผมมองว่านี่มันพังเกินไปมั้ง พังเกินไปในโลกของความจริงที่มนุษย์จะรับได้ กับ Superman ซึ่งมันค่อนข้างค้านกับอารมณ์ เขาคิดว่าถ้าเป็นเรา เราคงเรียกร้องให้ Superman ออกไปจากโลกแน่ๆ ฮ่าๆไม่รู่้จะไรจะเกิดขึ้นอีก ภาค 2 จะพังมากกว่านี้หรือป่าวก็ไม่รู้ อย่างที่บอก คงจะสะใจขาบ้าพลัง และก็ค่อนข้างที่จะยื้ดเยื้อเป็นบางช่วง เหมือนหนังพยายามจะหาตอนจบให้กับ Zod ให้ได้ ถึงเลยเถิดยืดมาถึงขนาดนี้ โดยรวม ไม่ใช่หนังเครียด แต่เป็นหนังไม่มีจุดตลกแค่นั้น ถึงเลยเถิดยืดมาถึงขนาดนี้ และการตีความใหม่นี้ อาจจะไม่ถูกใจกับภาพพจน์ ของ Superman ในแฟนหลายๆกลุ่ม

    ไม่ว่าหนังเรื่องจะเลยเถิดหรือยืดเยื้อ หรือเกินไป หรือยังไงก็แล้วแต่ Zack Snyder ได้ทำให้ Henry Cavill กลายเป็น Clark Kent / Kal-El / Superman ที่ทุกคนต้องจดจำไปแล้ว และทำในสิ่งที่ แฟนๆต้องการความเปลี่ยนแปลง และนี่คือความหวังของ DC กับจุดเริ่มต้นยุคใหม่ นี่อาจจะเป็นแนวทางของ DC ที่จะลุกขึ้นสู้กับ Marvel หรือไม่นั้น ต้องติดตามกันครับ

    ให้คะแนนเรื่องนี้ 8.5/10 *แอร์เมเจอร์รังสิตรอบ 11.30 ร้อนมากเลยครับ แงๆ

  5. ตัวหนังไม่มีอารมณ์ขำซักเท่าไหร่เลย ที่จริงน่าทำมากกว่านี้นะ ตัวหนังดูจริงจังไปหน่อย แต่ก็ถือว่าชอบอยู่ครับ และแอบหวังว่าเราจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ใน Man of Steel ภาคต่อไปนะ นอกจากฉากต่อสู้ที่ดูอลังการสุดๆๆแล้วขอยกนิ้วให้กับดนตรีประกอบของ Hans Zimmer ที่ทำออกมาได้ดีเหลือเกินขอชื่นชมจากใจเลยครับ

  6. ผมถือว่า สิ่งที่ผมหวังไว้นั้นไม่มีผิดหวังเลย ในฐานะหนังภาคแรกนั้นถือว่า man of steel สมบูรณ์แบบมากในการพรีเซนต์บุรุษเหล็กในโลกแห่งความเป็นจริง

    ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมคาลเอลในหนังถึงดูไม่แสนดีเหมือนเดิม ดูจริงจัง หุนหันพลันแล่นเกินไปไหม? ผมว่า นี่เป็นสิ่งที่สามเกลออย่างโนแลน/สไนเดอร์/โกเยอร์ ตั้งใจไว้นะครับ

    การดึงซุปเปอร์แมนลงมาให้มีความสมจริงมากขึ้น ด้วยการให้เขาเรียนรู้ที่จะปกป้องคนอื่นๆไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา โดยเริ่มจากการบู๊แหลกเพื่อปกป้องคนทั้งโลก โดยลืมไปว่ามันสร้างความเสียหายให้คนรอบๆข้างของเขา จนในที่สุดหลังจากเรื่องทั้งหมดกลับสู่ภาวะปกติ เขาก็จะเติบโตขึ้น เรียนรู้ที่จะคำนึงถึงสิ่งละเล็กละน้อยมากขึ้น เพราะผมว่าคลาร์กต้องหันมาคำนึงถึงเรื่องนี้หลังจากเรื่องทุกอย่างสงบลงแล้วแน่นอน เพราะด้วยคำสอนของโจนาธาน คำสอนของจอร์เอล ผมเชื่องว่าคลาร์กต้องกลับมาเป็นคลาร์กผู้แสนดีคนเดิมที่เราคุ้นเคยในภาคต่อไปแน่นอน …สไนเดอร์ กำลังสร้างหนังซูปเปอร์แมนในโลกแห่งความจริง ไม่ใช่ซุปเปอร์แมนในโลกของการ์ตูนครับ ชายคนหนึ่งเติบโตถูกเลี้ยงดูมาแบบมนุษย์แท้ๆ แม้เขาจะไม่ใช่มมุษ์ยก็ตาม มนุษย์ทุกคนย่อมมีโทสะ มีโกรธ มีหุนหันพลันแล่น แต่ท้ายที่สุดหากเขาคนนั้นคือวีรบุรุษที่แท้จริง เขาจะเรียนรู้สิ่งผิดพลาดของตัวเองได้แน่นอน

    superman. it’s not easy จริงมั๊ยครับ?

  7. ครั้งแรกที่ดูจบผมให้8-8.5ด้วยซ้ำ หลังจากดูจบ สองสามชั่วโมง…มานั่งทบทวนอีกที…
    ก็ได้คะแนนอย่างที่พี่พูดแหละครับ 7-7.5…ดูเอาสนุก ดูเอาการเกิดจุดประกายใหม่ๆที่เรามีต่อ ซุปเปอร์แมน
    แต่มันขาดความรู้สึก….อะไรบางอย่างจริงๆ มันยังไม่บี้ไม่ขยี้ให้เราอินเท่าไหร่…
    ส่วนตัวชอบนางเอกครับ แต่เป็นเรื่องอื่นนะ มาเรื่องนี้ นางไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่เลยยย
    ส่วนตัวเลยเฟลหน่อยๆ กับบทบาทของนางเอก…
    ส่วนตัวผมก็ยังเชื่อว่า หนังเรื่องนี้ สอนอะไรดีๆ แก่ชาวมนุษย์หลายอย่างอยุ่นะครับบ….

  8. ผมพอใจมากที่หนังทำหน้าที่เป็น ภาคต้น ได้สำเร็จ เพราะหากมนุษย์โลกรักซุปเปอร์แมน หรือคลาร์กมีบุคลิกแบบต้นฉบับตั้งแต่แรก มันจะดูหลอก ดูโอเวอร์เกินไป

    (สปอยล์)แต่หนังยังไม่ทำให้เห็นว่าคลาร์กรู้สึกโดดเดี่ยวเท่าไหร่ แล้วยิ่งเจอคนที่มาจากโลกเดียวกัน จะไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ ตอนที่ตัดใจปลิดชีวิตนายพลซ็อดน่าจะขยี้ได้กว่านี้ เพราะเหลือกันสองคนแล้ว ถ้าเป็นใครก็คงไม่อยากเสียเพื่อนร่วมโลกไป ไม่ว่าเค้าจะเป็นคนดีหรือร้าย ยิ่งนีเป็ฯคนที่ร้ายเพื่อส่วนรวมอีก

    และซ็อตก็ดูไม่เศร้าเลยที่เห็นอนาคตเผ่าพันธุ์ตัวเองถูกทำลาย และพวกพ้องถูดดูดไปในแฟนทอมโซน เลยดูเป็นตัวร้ายที่ตื้นๆ มีอารมณ์เดียวคือโกรธยังไงยังงั้น

    ฉากที่ผมประทับใจมากคือตอนนี่คลาร์กใส่ชุดซุปเปอร์แมนมายืนเรียกแม่หน้าบ้าน และตอนที่กอดโอลิสเพราะเสียใจตอนสุดท้าย

    พูดถึงฉากแอคชั่น หนังทำได้เหมือนซูเปอร์ไซย่าสู้กันมาก อลังการที่สัดที่เคยดูเลย แต่ว่าเป็นข้อด้อยของ CG ประจำที่การเคลื่อนไหวและหน้าตามนุษย์จะดูไม่เนียนจนสังเกตได้ง่าย และถึงมันจะมันส์แค่ไหน หนังกลบสร้างฉากแอคชั่นที่มันตรึงใจคนดูไม่ได้ เปรียบเหมือนมทริกซ์ก็คงเป็นฉากหลบกระสุนไม่ก็สู้กับสมิทธ์ทั้งฝูง หรืออย่างฉากสตาร์สครีมหมุนตัวกลางอากาศเปลี่ยนกลับเป็นเครื่องบินในฟรานส์ฟอเมอรส์ภาคแรก และเอาง่ายๆคือฉากสโลว์ของ 300 ซึ่งเป็นฉากที่ถ้าพูดชื่อเรื่องมาหลายคนจะนึกถึง แต่ใน Man of steel นี้กลับนึกไม่ออก เพราะมันเยอะมาก แต่ไม่เด่น จะมีแต่ฉากที่ต่อยนายพลซ็อดท้ายตัวอย่างนั่นแหละที่พอจำได้

    ปล.ส่วนตัวผมอยากให้ซุปเปอร์แมนสู้กับซ็อตนานกว่านี้หน่อย และลดฉากวินาศสันตะโรของเครื่องสร้างโลกเอา เพราะมันระเบิดเยอะจนจะกลายเป็นไมเคิล เบย์กำกับไปแล้ว อีกอย่าง ตัวร้ายภาคต่อๆไปคงไม่ได้เห็นเหนือมนุษย์สองคนมาสู้กันแบบนี้อีกแล้ว เพราะปูทางให้ เล็กซ์ ลูเธอร์ ซึ่งเป็นแค่คนธรรมดาคนนึง (คงไม่รีบให้พี่แกใส่ชุดที่เอาไว้สู้กับซุปฯตั้งแต่ภาค 2 หรอกมั้ง ) แต่ซาวน์ประกอบเครื่องสร้างโลกนี่ติดหูจริงๆ ชอบมาก

  9. ส่วนตัวคิดว่าหนังเล่าเรื่องนานเกินไป ซึ่งก้ต้องยอมรับว่ายังทำไม่ได้ดีเท่ากับthe dark knight risesเพราะถึงจะเล่ายาวเหมือนกัน แต่การเล่าเรื่องของแบทแมนลงตัวและดูเพลินกว่า ซึ่งอันที่จริงหนังก็ไม่ต้องเล่นท่ายากโดยการตัดสลับไปมา บวกด้วยการเดินเรืองที่ดูเร็วทำให้ชวนง่วงและมึนหัวเป็นอย่างมาก กว่าที่จะมีแอ้คชั่นผมก็หมดอารมณ์แล้ว คิดว่าถ้าทำฉากต่อยนายพลซอดหรือฉากถล่มตึกให้ดูหนักหน่วงแบบการต่อยระหว่างแบทแมนกับเบน คงจะเป็นฉากที่สุดยอดขึ้นและทำให้ตื่นตัวขึ้นเยอะ

    ที่ชอบมากที่สุดคือฉากพายุ โจนาทาน เคนท์ โคตรเท่

    ปล หน้าของซุปเปอร์แมนตอนเหาะ ดูโรคจิตยังไงไม่รู้ว่ะ

  10. ดูแล้วอยากให้ แชค สไนเดอร์ ยกเครื่องใหม่ให้ “ดราก้อนบอล” บ้าง ทุกครั้งที่มีการต่อสู้กัน นึกว่าดูดราก้อนบอลฉบับคนแสดง

  11. บางคนอาจจะสงสัยว่ายานอายุหลายพันปีที่ถูกแช่แข็งมานานในน้ำแข็ง แล้ว Superman มาพบนั้น …. ได้เดินทางมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มีที่มาอย่างไร ก็รับชมได้ที่การ์ตูนนี้ได้ครับ ตอนแรกนึกว่า Plot เรื่องไม่มีที่มาที่ไปเสียอีก http://www.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fvoetencrisis.com%2F2013%2F05%2F19%2Fspoiler-man-of-steel-prequel-%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2580%2F&h=sAQEqVi3v

  12. ขอแสดงความคิดเห็นบ้างนะครับ ผมว่าฉากแอ็คชั่นทำได้โอเค ที่หนังยังทำเงินได้คงเพราะฉากแอคชั่นซะส่วนใหญ่ หลายครั้งทำให้ผมนึกถึงการ์ตูนดราก้อนบอล สู้กันสะใจแบบนี้เป็นอะไรที่อยากให้ Hollywood ทำกับซุปเปอร์แมนมานานแล้ว แต่ในช่วงต้นต้องยอมรับว่าหนังน่าเบื่อพอสมควร คงเพราะพวกเรารู้จักประวัติซุปเปอร์แมนกันดีอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร ผมว่าถ้าซ๊อดปรากฏตัวเร็วกว่านี้ยังจะดีซะกว่า และจริงที่ว่าไม่ค่อยอินกับตัวละครเท่าไร ผมว่าไหนๆก็ให้ซุปเปอร์แมนสมจริงแล้ว ทำไมให้ยอมมอบตัวง่ายจัง อย่างน้อยให้มีเหตุการณ์บีบคั้นมากกว่านี้ แล้วค่อยยอมมอบตัวหรือสู้ผมว่าจะอินมากขึ้น เช่นให้เพื่อนสนิทสมัยเด็กโดนฆ่าตายอะไรแบบนี้ ค่อยยอมเปิดเผยตัว น่าจะมันกว่าครับ

  13. เพิ่งดูรอบเย็นวันนี้มา โดยรวมก็ถือว่าชอบนะครับ อาจเพราะไม่ได้หวังอะไรมากมายนัก ปูเนื้อเรื่องช่วงแรกออกแนวดราม่า แต่มันก็ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าthemeของการrebootครั้งนี้อยู่ที่อะไร คาร์เอลยังไม่ใช่พ่อแสนดี อย่างที่ทุกคนเห็นมาตลอดในหนังใหญ่ทุกภาคที่ผ่านมา ยังคงค้นหาตัวเองอยู่ มีคำถามอยู่เสมอว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ ควรใช้พลังตนเองไปในทางไหน แต่ก็อย่างที่หลายคนบอก ผมว่ามันยังผิวเผินไปนิด เพราะเวลาคงมีจำกัด (ฉากที่กระชากสุดๆคงเป็นฉากโจนาธาน เล่นเอาอึ้งไปเหมือนกัน)

    ในความเห็นผม มันเหมือนกับเป็นการintroการตีความใหม่ครั้งนี้ที่ทำได้ไม่เลวนัก คาร์เอลยังต้องโตอีกมากในการรับบทheroของดาวโลกนี้ ทิศทางเขาชัดเจนแล้วล่ะว่าจะปกป้องมัน แต่การความคุมอารมณ์เนี่ยสิคือสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้อีกมาก (ยกเว้นคนเขียนบทจะไม่ทำให้เขาเป็นพ่อแสนดีเหมือนในหนังที่ผ่านมา เพราะปกตินี่ใครๆก็รู้ว่าเฮียแกไม่เคยฆ่าใคร แต่นี่ก็เล่นไปซะละ ถึงจะทั้งน้ำตาก็เหอะ ก็สำผัสได้ว่าจำเป็นต้องทำ ทั้งๆที่ไม่อยาก ไม่ว่าจะด้วยเพราะเป็นคนดาวเดียวกันหรือเพราะที่โจนาธานสอนก็ตาม)

    ฉากบู๊ มันส์สะใจไปตามสภาพครับ แต่ผมไม่ชอบงานภาพเท่าไหร่ในแง่เล่นกับการเคลื่อนไหวเร็ว กล้องสั่น จนดูแล้วปวดหัวไปหน่อย แต่อัดกันแบบว่า โห…ทรงพลังมาก จะเอาใครมาสู้แกได้หว่าถ้าไม่ใช่พวกมนุษย์ต่างดาวหรือมีพลังพิเศษแบบเวอร์ๆเนี่ย

    โดยรวม ให้7.5/10ครับ เริ่มปูเรื่องได้ดี ถึงจะยังไม่สุดก็เหอะ

    ดูออกมาแล้วมีคำถามคาใจมากๆอยู่ข้อนึง

    ไปเจอป๋าแบทแล้ว จะโดนเรียกเก็บค่าดาวเทียมไหมหว่า ล่อซะดาวเทียมWayne Enterprisesร่วงไปดวงนึงเนี่ย (ของLex Corpนี่ไม่ห่วงมาก ยังไงมีตามคิดบัญชีกันอยู่แล้ว) 5555

  14. มีเรื่องสงสัยสี่ข้อครับ
    1. พีท รอสส์ ในหนังสือการ์ตูนเป็นคนดำหรือคนขาวครับ มีนัยยะกับหนังอะไรหรือเปล่า เพราะใน Smallville กลายเป็นคนดำซ่ะงั้น
    2. ชุดที่คาลเอลใส่ มันถูกเก็บมากับยานที่ถูกส่งมาออกสำรวจร่วม 20000 ปี นี่แดสงว่า จอร์เอลวางแผนส่งลูกมานานมากๆๆๆๆๆๆ แล้ว หรือเวลาบนโลกกับดาวคริปตันไม่เหมือนกัน หรืออย่างไร
    3. นายพลซ็อดนี่เป็นผลิตผลของคอร์เด็กซ์หรืออย่างไรครับ
    4. สุดท้ายพวกตัวร้ายแค่ถูกส่งกลับไปแฟนธ่อมโซนแค่นั้นใช่ไหมคับ

  15. ความเห็นส่วนตัวนะครับ
    สิ่งที่เห็นด้วยตรงกันกับคุณ jediyuth คือความรักระหว่าง คล้าก กับ โลอิส มันไปรักกันเอาตอนไหน เหตุการณ์เนื้อเรื่องในหนังที่เกี่ยวกับ คล้าก และ โลอิส ในแง่โรแมนติคมันน้อนมาก
    แต่ก็เป็นภายนต์ที่ดีมากเรื่องนึง เป็นภายนต์ที่ดูแล้วอิน เมื่่อดูจบแล้วออกจากโรงความรู้สึกอินยังติดค้างอยู่ เป็นภาพยนต์ที่สร้างความทรมานได้ว่าจะต้องรอไปอีกอย่างน้อยสองปีถึงจะได้ดูภาคต่อ

    • ผมกลับมองว่ามันค่อนข้างเหมาะสมนะครับ คือหนังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าทั้งคู่รักกันแบบดูดดื่มหัวปักหัวปำขนาดนั้น แต่ดูแล้วเหมือนทั้งคู่จะแค่ปิ๊งๆกันมากกว่า คือตัวซุปฯก็หล่อล่ำอยู่แล้ว (ทหารสาวตอนท้ายยังเคลิ้ม) โลอิสนี่ได้ซุปช่วยชีวิตไว้สองสามครั้ง ยิ่งมีคะแนนบวก และเธอยังเป็นหญิงสาวหนึ่งในน้อยคนที่พี่ซุปผูกพันด้วย (ในแง่ที่ว่ารู้ตัวตนจริงๆ) ฉากจูบตอนท้ายผมมองว่ามันเป็นเหมือนการ “ขอบคุณ” มากกว่าความรักหวานซึ้ง และทั้งคู่ก็จะมาสานต่อความสัมพันธ์หลังจากฉากจบของเรื่อง ที่ซุปมาสมัครงานในเดลี่แพลเน็ต

      พูดอีกอย่างก็คือ ในภาคนี้ทั้งคู่แค่รู้จักกันและเริ่มปิ๊งๆกัน แต่จะตกลงเป็นแฟนจริงจังมั้ยก็ต้องเรียนรู้กันต่อไปนับจากนี้ครับ

      • เห็นด้วยครับ รู้สึกเหมือนการผจญภัยครั้งนี้เป็นเดทแรกของทั้งคู่ ปรกติเดทแรกฝรั่งเขาจูบกันเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้วนะ แต่มันยังไม่ถึงขั้นว่ารักหรอก แค่ปิ้งกันเฉยๆ

  16. ผิดหวังพอควรครับ ค่อนข้างหวังไว้สูงแต่หนังไม่ค่อยมีอะไรนอกจากความวินาศสันตะโร

    บทโดยรวมก็ไม่ได้ส่งให้คาแรกเตอร์ทั้ง ซุปเปอร์แมน และ ซอด ดูน่าสนใจเลย หนังซุปเปอร์ฮีโร่ บทจะสมจริงแค่ไหน คาแรกเตอร์ ตัวเอกและตัวร้าย ค่อนข้างสำคัญ (เหมือนแบทแมน กับโจกเกอร์ หรือระดับเทพ ธอร์ กับ โลกินั่นหละ) หนังของมาร์เวล ทำได้ดีในจุดนี้กว่ามาก จริงๆ บทนายพลซอด แรกๆ ก็ออกมาดี แต่มาถึงโลกแล้วดูบทกลับไม่ค่อยมีไรให้จดจำเท่าไหร่ น่าเสียดายในจุดนี้

    ฉากแอ็คชั่นก็ไม่ค่อยลุ้นตามเท่าที่ควร นอกจากฉากพังถล่มทะลาย (จุดนี้เป็นปัญหาของพี่ซุปแกตลอด เพราะแก่เทพมากๆ)

    จุดดีสุดคือ การแสดงของ เควิน คอสเนอร์ ที่ออกมาประทับใจทุกฉากแม้จะออกมาน้อย

    โดยรวมผิดหวังครับ แต่ก็ยังสนุกดี เพียงแต่หวังไว้เยอะเกิน (เพราะ Watchmen นั่นหละทำให้ผมหวังเยอะ) ให้ซัก 7.5/10

  17. ดูจากเรื่องนี้แล้ว ตอนรวม JLA แบทแมนตายแน่นอน 555+

    ก็ศัตรูเก่งเว่อร์ขนาดนั้น พี่ซุปก็เก่งโดดเกินไป นึกว่าดู DBZ ถ้ารวมกันจริงๆคงต้องหวังพึ่งคริปโตไนท์มาลดความสามารถของพี่ซุปแล้วให้คนอื่นสู้หน่อยล่ะ ถ้าจะให้ลงตัวของภาครวมทีมคงต้องสู้กันด้วยสมองมากกว่ากำลังล่ะ ไม่งั้นผมว่าไปกันยาก บทบาทตัวอื่นๆก็จะด้อยไปเลย

    ถ้ามีภาคต่อก็จะดีใจด้วยครับ ผมก็รอดู x-men ต่อไป

  18. พี่ซุปเก่งโคตร ตอนรวม JLA พี่แบทไม่ตายเหรอ ถ้าตัวร้ายมันเก่งระดับเดียวกับซ็อด สู้กันทีคนตายเป็นหมื่น

  19. ดูคำวิจารณ์แล้วก้ำกึ่งทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่จะเอนเอียงไปในทางบวกมากกว่า..ส่วนตัวผมหลังจากที่ได้ดูจบออกมาจากโรงภาพยนตร์ต้องบอกว่าผมตกยุคแล้วสำหรับการดูหนังโรงยุคนี้ซะแล้ว เพราะไม่ค่อยชอบ ที่หนังใส่ special effects และ sound มาอย่างหนักทำให้ทั้งปวดตาและปวดหู พอๆกับหนัง Transformers ซึ่งหนังMan of steelนี้น่าจะถูกใจคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความฉับไว รวดเร็ว ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เน้นเอาวินาศสันตะโร ซึ่งสำหรับผมบอกได้ว่ามันมากไป ดูช่วงหลังๆ ฉากแอ็คชั่นมันเหมือนเดิมไม่สด และไม่ต้องลุ้นอะไรเลย ส่วนตัวนักแสดงทีค่อนข้างผิดหวังทั้งที่เอาใจช่วยคือAmy Adams แม้จะสวยดูดี แต่ลักษณะเธอยังไม่ค่อยเหมาะกับบทนักข่าวที่ชื่อ Lois Lane ซึ่งสู้ฉบับปี 1978 และที่ฉายทางเคเบิ้ลไม่ได้ ส่วนคนอื่นๆสอบผ่านโดยเฉพาะ Kevin Costner ที่ยังดูดีแม้จะใกล้แซยิดแล้ว ส่วนที่เห็นว่าสังขารไม่เที่ยงจริงๆหรือ Beauty doesn’t last คือ Diane Lane ไม่รู้ว่าหนังจงใจแต่งให้เธอดูแก่หรือเปล่า เพราะดูโทรมและแก่มาก แม้ผมจะดูหนังเธอแสดงแทบทุกเรื่อง เอาไม่ต้องไปถึง The Outsiders ตอนที่เธอยังเป็นวัยรุ่นหรอก เอาแค่ Untraceable หรือ Killshot เธอก็ยังไม่ดูแก่ขนาดนี้เลย..เลยไปๆมาๆดันมาวิจารณ์นักแสดงแทนหนังไปซะฉิบ..สรุปชอบฉบับปี 1978 มากกว่าที่ยังไงๆก็ยังเป็นหนังแนวSuperhero ที่ยังclassicในดวงใจอยู่เช่นเดิม..

  20. ผมว่าหนังมันใหญ่นะ แต่กลับไม่ค่อยเข้าตา โดยเฉพาะมุมมองการนำเสนอ หลายอย่างขาดเหตุผล ที่จะทำให้รู้สึกคล้อยตามได้ อาทิ ดาวนคริพตันระเบิด ได้ปลดปล่อยนายพอลซ็อคหลุดจากเฟนทัมโซนได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งก็ไม่มีภาพสื่อออกมาให้เห็น แถมอยู่ๆ ก็มาปรากฏกายบนโลกแล้ว และหรือ พ่อบุญธรรมตกอยู่ในอันตราย แต่ทำไม่คาร์ลเอลไม่เข้าไปช่วย
    ได้แต่ยืนกอดแม่บุญธรรมจวบจนวินาทีสุดท้ายที่พ่อเสียชีวิต บอกเลยว่ามันไม่ใช่ หรือ แม้กระทั่งการปรากฏตัวของนายพลซ็อด ก็ไม่ทำให้คนดูรู้สึกหวาดหวั่น หรือเกรงกลัว ยกเว้นหน้าตา ที่บ่งบอกว่าเป็นตัวร้ายที่ดูโอเวอร์หลุดโลกของ ไมเคิล แชนนอน และที่แย่เอามาก ๆ ก็คือ คอมโพสเซอร์ ฮาน ซิมเมอร์ส ที่อึกทึก รกหู จนน่ารำคาญเป็นมาก แถมเมนทีม ก็ไม่โดดเด่นให้จดจำเอาเสียเลย ถือว่าเป็นสกอร์ที่น่าผิดหวังมากพอสมควร ซึ่งเมื่อดูจบ ยังคิดไม่ออกเลยครับ ว่า”เอส”เวอร์ขั่น ผกก.เซ็ค สไนเดอร์ จุดขายอยู่ตรงไหน นอกจากไม่ใส่กางเกงใน ? เพราะมัน”รก”ไปหมด

    • (SPOILER ไม่ได้ดูหนังห้ามอ่าน)

      1.ฉากดาวระเบิด ทำให้การควบคุมยานนักโทษของนายพลกับพรรคพวกจากศูนย์กลางของดาวหายไป จึงมีฉากยานเป็นอิสระ และนักโทษโดนปลดน้ำแข็งออกมีนะครับ และพรรคพวกก็ศึกษาและดัดแปลง (ฉากคนช่วยกันดันเครื่องยนต์) เพื่อสามารถเดินทางวาร์ปไปที่อื่นได้ครับ แล้วก็พอดีซุปไปเปิดยานเก่าแก่ในน้ำแข็งที่อยู่บนโลกจึงส่งสัญญาณโดยไม่ได้ตั้งใจ และยานนักโทษจับสัญญาณได้ครับ นายพลจึงเดินทางมาโลกและรอโดยแอบแถวดวงจันทร์ก่อน หลังจากที่ได้เดินทางไปอาณานิคมอื่นเพื่อหาคนรอดชีวิตจากการสิ้นเผ่าพันธุ์ แต่ก็ผิดหวัง (ฉากเดินทางไปดาวอื่นแล้วเจอซากคนตาย) เพราะคิดว่าน่าจะมีคนอื่นอีกที่รอด และยานเก่าแก่ในน้ำแข็งนี้มีครรภ์ของเผ่าพันธุ์อยู่นะครับ (ก็คือห้องที่มีไข่ตัวอ่อนในน้ำนั่นแหละ) นายพลต้องการทั้ง Codex และยานที่มีครรภ์ (Lab สำหรับสร้างเผ่าพันธุ์ครับ)

      2.ส่วนจะเข้าไปช่วยพ่อมีนะครับ ตอนแรกพระเอกจะไปช่วยหมาก่อนแต่พ่อดักไว้ และบอก พ่อจะไปเอง แล้วพอพ่อช่วยเสร็จก็ติดกับรถ แล้วก็ออกมาได้ แต่ก็สายไป พอซุปทำท่าจะมาช่วย พ่อก็โบกมือว่าไม่ต้อง (ประมาณว่าอย่ามา เพราะสายไปแล้ว ถ้าใช้พลังก็ทันอยู่ แต่ถ้าใช้พลัง คนอื่นก็เห็น ความก็แตก ก็เลยยอมเสียสละตนเองเพื่อปกปิดตัวตนซุปครับ ซึ่งเป็นประเด็นที่ซุปจำยอมทำตามคำสั่งพ่อครับ เป็นภาษากาย Body Language ครับ คนดูส่วนใหญ่เข้าใจแต่ก็ขัดใจนิดนึง)

      3. งานเพลงอันนี้แล้วแต่คนชอบ แต่เผอิญว่าส่วนใหญ่ประทับใจ

  21. ผมก็ว่าหนังมันทั้งขาดทั้งเกินไปเยอะจริงๆ ฉากดรามาฉากแอ็คชั่นใส่มาอย่างเยอะจนล้น ก็เลยรู้สึกไม่มีฉากพีคๆโดนๆสักฉาก ผมรู้สึกว่าแซ็ค สไนเดอร์เป็นนักเล่าเรื่องที่ไม่เก่งเอาซะเลย (ถ้าดูจากงานระยะหลัง) เขามีวิสัยทัศน์เรื่องดีไซน์ภาพที่ออกมาบนจอให้ดูดี อันนี้ยอมรับ แต่เล่าเรื่องให้สนุกน่าติดตาม…อันนี้ไม่ใช่แน่ๆ
    ผมว่าแนวทางการตีความพี่ซุปเวอร์ชันนี้ก็ไม่เลว เสียดายหนังทำออกมาดีเป็นบางฉากแค่นั้น พอเอามารวมกันเป็นเรื่องดันดูไม่ลื่นไหล ไม่น่าลุ้นหรือเอาใจช่วยเลย
    หนังที่เป็นที่รอคอยและลงทุนมากขนาดนี้ ความคาดหวังมันก็ต้องสูง ถ้าทำได้แค่สนุกพอสมควร ผมว่ามันยังไม่ค่อยจะสมศักดิ์ศรีเท่าไร ในแง่ความรู้สึกผมคิดว่าหนังไม่ได้พิเศษไปกว่าฉบับ superman returns เลยครับ

  22. ถ้าเคยเสพงานของ แซ็ค มาก่อน จากงานๆเก่าๆ คงพอเดาออกว่าเป็นงานขายสไตล์ เหมือนพวก music video ใน MTV เหมาะกับผู้ชมวัยรุ่น แต่เสริมจากบทของโกเยอ กับโทนหม่นๆ เพื่มขยายฐานผู้ชมไปสู้วัยผู้ใหญ่ ดูจากงานเก่าๆทั้งจาก 300, Watchmen, Suckerpunch ก็พอจะนึกภาพลางๆ หรือ คาดหวังว่าจะได้อะไรจาก Superman ในฉบับของ แซ๊ค สำหรับผมที่ชอบสไตลของผู้กำกับท่านนี้อยู่แล้วเลยเรียกว่างานด้านภาพนั้นโดนใจเลย แต่งานตัดต่อกลับรู้สึกว่าไม่ราบเรียบ เท่างานเก่าๆ ดูขาดความต่อเนื่องไปเยอะ

    ในส่วนของภาพรวม บทหนังยำหลายๆอย่างรวมกันมากไป แต่ละจุดมันไม่ขยี้อารมณ์และไม่ได้ส่งให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับพี่ซุปซักเท่าไหร่ ในขณะที่ตัวละครบางตัว หรือ บางเหตุการก็ดูจงใจและยัดเยียดมากไปนิด เช่น ฉากเพื่อนร่วมงานสำนักพิมพ์ติดในซากตึก ผมกลับรู้สึกว่าไม่มีฉากนี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร

    ฉากต่อสู้ และ เพลง score ต้องบอกว่ายิ่งใหญ่และอลังการมาก ซึ่งอย่างที่บอกตอนต้น งานสไตล์เอาใจวัยรุ่น รวดเร็ว รุนแรง และ ฉับไว

    ด้านงานแสดง บทที่น่าจดจำที่สุดคงหนีไม่พ้นบทของเควิน คอสเนอร์ ทำน้อยแต่ได้มากจริงๆครับ บท Zod ของแชนนอนยังไม่น่าจดจำซักเท่าไหร่ คงเพราะดูเป็นมนุษย์มากไปหน่อย ในขณะที่ตัวร้ายสาวกลับดูน่าสนใจกว่าทั้งการแสดงสีหน้า และ บทพูด ส่วน Lois เหมือนใส่เข้ามาเพื่อเป็นคนรวบรวมชิ้นส่วนเรื่องราวพี่ซุปให้ดูลงตัวมากกว่าที่จะทำหน้าที่นำ หรือ บทเด่น นอกนั้นก็เกลี่ยๆกันไป

    สรุปโดยรวม เป็นหนังที่ดูสนุกได้ทุกเพศทุกวัยครับ หนังดูเหมือนลดฉากรุนแรง และ ความซับซ้อนหลายๆฉากลง เหมาะที่จะเป็นบทเปิดให้พี่ซุปเราได้ก้าวไปอีกหลายๆภาค และ น่าจะช่วยให้เห็นหนทางของ super hero จากฝั่ง DC ในอนาคต ที่ส่วนตัวผมชอบมากกว่าฝั่ง Marvel นะ เนื่องจาก DC โทนเรื่องจะ dark กว่า และดูเป็นผู้ใหญ่กว่า ในขณะที่ Marvel จะดูวัยรุ่น เฮฮากว่า ยิ่งหลังจากปรับเนื้่อเรืองใหม่ทั้ง 2 ฝั่ง สไตล์ยิ่งชัดเจนมาก

    คะแนน 8/10

  23. ไปชมมาแล้วเหมือนกันครับ อ่านหลายๆคอมเม้นต์ด้านบน ก็เห็นด้วยกับหลายๆคนที่ทั้งชอบและไม่ชอบ
    แต่ตัวผมเิอง ด้วยความที่ชอบหนังแนวSuper hero อยู่แล้ว ก็ดูมาเยอะเหมือนกัน ชอบหมดทุกเรื่อง (ยกเว้นมากน้อยไม่เท่ากัน อิอิ)

    Man of steel : ชอบตรงที่superman ได้มีการตีความออกมาได้แปลกตาจากที่เคยเห็นๆมา สมจริง เป็นคนจริงๆ ดราม่ามากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้นเห็นด้วยตามที่หลายๆคนคอมเม้นต์กัน
    และที่ชอบเหมือนทุกคนคือ”ฉากแอ็คชั่น” มันส์ทะลุปอด ไม่คิดว่าจะมีฉากระห่ำ พังทะลายได้ขนาดนี้ในหนังSuperhero 55555

    ปล.คิดเหมือนกันครับว่า ถ้ารวมพลJLA แบทแมนจะไหวกับเพื่อนๆในทีมไหม(superman ยังพลังล้นปานนี้)
    หรือไม่แน่อาจจะเป็นมันสมอง จอมวางแผนให้กับทีม
    แต่ผมว่า ถ้ามีรวมทีมจริงๆ ความรู้สึกของบรูซ เวนย์ คงไม่ต่างจากโทนี่ สตาร์กตอนที่ได้รวมกับทีมยอดมนุษย์(ต่างดาว+พลังพิเศษ) คงประสาทแตกไม่น้อย ^^

  24. คิดเหมือนกันครับ ดูแล้วไม่อิน เข้าไม่ถึงกับซุปเปอร์แมน..

    ความรู้สึกเฉยๆ

    ไม่ชอบกับบู๊ล้างผลาญเหมือนกัน ทำลายบ้านเมืองกันเป็นว่าเล่น
    แต่คิดว่าภาคนี้คงเป็น Superman Begin จิงๆ ยังทำให้ตัวละครมีความลังเลพอควร

    ภาคหน้าเอาให้เต็มเหนี่ยวเลยนะครับ ูู

    สิ่งที่ชอบ พ่อ ทั้ง 2 ของ พี่ซุป
    เลือกนักแสดงคุณภาพทั้ง 2 เอาอยู่จิงๆ ขโมยซีนฝัสครับ

  25. ขอบ้างครับ ตอนพี่พ่อพระเอกยกมือบอกไม่ต้องมา โหน้ำตาเล็ดอ่ะครับ ภาคนี้ผมว่าดีที่สุดนะหั้ยเป็นหนังแห่งปีด้ายนะ เรื่องของซุปเปอร์ฮีโร่ มันต้องมีอะไรเกินจิงบ้าง ไม่งั้นมันก้อเป็นคนธรรมดาสิ อย่าเอาเหตุผลมาก
    ดูหั้ยอินไปกะหนังดีกว่าเนอะ

  26. มันก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายขนาดนั้นครับ ตัวหนังสนุกพอใช้ได้อยู่ โดยเฉพาะฉากแอ็คชั่น ซึ่งพอจะหกลบกับการเล่าเรื่องที่ยังไม่ไหลลื่นได้อยู่ครับ คงด้วยที่หลายๆ คนคาดหวังที่จะได้เห็นซุปเปอร์แมนในแบบที่ทุกคนคุ้นเคยก็เลยมีความรู้สึกขัึดๆ ไปกับเวอร์ชั่นนี้อยู่บ้าง แต่ถ้ามองในมุมของความเป็นภาคเริ่มต้น รวมไปถึงการเป็นซูปเปอร์แมนหัดใหม่ ก็คงจะพอเข้าใจและให้โอกาสในการเติบโตของการเป็นซุปเปอร์แมน บุรุษแห่งความหวังในภาคต่อๆ ไปได้นะครับ สรุปคือหนังสนุกครับถึงจะไม่ได้เต็ม 100 สมกับความคาดหมายของหลายๆ คนแต่เป็นการเปิดตัวของซีรีย์ชุดนี้ได้อย่างสวยงามและไม่น่าผิดหวังครับ

  27. .
    เอาตรงที่ขัดใจนะครับ โจ เอล บนยานตอนช่วยโลอิส กับ ความผูกพันระหว่าง พระเอก นางเอก มันไม่ค่อยมีตรงนี้เลย

    เสน่ห์ของซูปเปอร์แมน คือโลอิส ยังไม่รู้ว่าตัวจริงคือใคร แต่เปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ก็ไม่เป็นไร ก็พอถูไถ

    คิดว่าถ้าได้ทำภาคหน้า คงจะเหมือนกัน The Dark Knight แน่ๆ เพราะ Man of Steel มันได้กลิ่น Batman Begin มาเลย เหมือนกำลังจะปูทาง แล้วผู้ร้ายภาคหน้าคงไม่พ้น เล็กซ์ ลูเธอร์ แน่ๆ

    ให้ 8/10 ครับ
    .

  28. สิ่งที่หนังแอคชั่นยุคหลังๆนี้ขาดและทำให้ดูฉากแอคชั่นไม่สนุกเลยคือ เงื่อนไขหรืออุปสรรคที่ทำให้เอาใจช่วยพระเอก(อย่างเช่น การลุ้นว่าเมื่อไหร่เกราะจะมาของไอร่อนแมนภาคล่า) บทที่ขาดๆเกินๆจะได้รับการให้อภัย ถ้าฉากแอคชั่นนั้นมีดีไซน์มากกว่าที่เป็นอยู่นี้

  29. ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบภาคนี้มากครับ เพราะ ว่า นัยนึงก่อนหน้านี้ ตัวผมเอง เสพการตูน ของทาง DC มาก่อน ไม่ว่า จะเป็น JLA หรือ series Small ville แถมท้าย นั่งอ่านเกร็ด ต่างๆๆ ใน wiki หรือ search Google ก่อน จึงเป็นได้ว่า พอ มาดูหนัง มันจะเข้าใจอะไรง่ายกว่า แต่ อย่างที่บอกครับ ตัว Superman เองนี้ มี มา นานมาก แล้ว รุ่น ปู่ได้แล้ว ดังนั้น ใครจะไปตีความ ได้ ดีเท่า เพราะ แต่ละคนก็ คาดหวัง ไปคนละอย่าง
    อีกนัยนึง ตัว Superman เอง ก็ เป็น เหมือน โลโก้ ของ ชาวกันทั้งหลายแสดงถึงความดี อยากจะบอก หลายๆๆ คน ครับ ว่า ถึงแม้เราๆๆ จะไปตีความ กัน หรือยังไง ก็ คงไม่ลึกซึ้ง เท่า คนกัน หลอก ครับ

    ถึงคนที่จะไปดู นะครับ ถ้าจะให้สนุก แนะนำให้ ดู small ville ก่อน จะ อินมาก ครับ แต่ ทั่วไปแล้ว ผมว่า
    เพราะ ภาคนี้ ดู เหมือน จะให้เป็น คน มากขึ้น ครับ และ บอกได้เลย ภาคนี้ จิงๆๆ แล้ว ยังไม่ได้ เปิดตัว Superman ฮย่างเป็น ทางกสรแน่นอน แค่ เป็น ปฐมบท ที่มา ของ superman สุดท้าย ศัตรู ไม้เบื่อไม้เมา ที่ เหมือน Joker ใน แบทแมน นั้น เขา คือ Lex Luthor ดังนั้น ภาค ต่อไปมัน แน่นอน

    คะแนน ที่ผมให้ 9.5/10 ต้องศึกษา ตัว superman ก่อนดู ครับ

    • เห็นด้วยที่ดู Smallville แล้วจะอินขึ้นงับ เหมือนได้คืนสู่เหย้ากลายๆเลย 55555 ทั้งลาน่า ทั้งซัลลิแวน ผิดตรงที่พีท รอสส กลายเป็นคนขาว ตกลงในคอมมิคเขาเป็นคนดำหรือคนขาวกันแน่คับ

  30. “อลังการงานสร้าง CGบรรเจิด Actionสุโก่ย!!”
    ถ้าใครเคยดู Hunger games ที่มีการถ่ายภาพแบบ Hand held จะรู้ว่ามันทรมานตามากขนาดไหน เจ็บตามากๆ Sup ภาคนี้เหมือนกัน ฉากต่อสู้ และฉากอื่นๆ ถ่ายแบบ Hand held (ตอนนี้ยังปวดลูกกะตาไม่หายเลย) เป็นข้อเสียข้อเดียวของหนังเลย (สำหรับผมนะ)
    ส่วนที่ชอบมากๆคงจะเป็นการเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับ เราต้องเรียงลำดับเรื่องราวเอาเอง ไม่น่าเบื่อนะ ชอบมาก(เท่าที่อ่านฟีดแบคก่อนไปดู หลายคนบอกน่าเบื่อ)
    ถึง โนแลน จะนั่งแท่นโปรดิว ก็เถอะ แต่หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นลายเซ็น ของ แซ็ค อยู่ดี (ไม่นับ Hand held นะ)
    แถม +++ ชอบบท,ชอบ Amy Adum,ชอบ ฟาโอร่า โหดมากแม่นางผู้นี้ ผมสั้นด้วย ชอบๆ

  31. ไม่ได้ไปดูแล้ว ไม่ชอบมากเลยและไม่สนุกมากาด้วย (เป็นบิซาโร่ครับ:D)

    (ใครไม่เข้าใจมุขเข้าไปอ่านในนี้ด้วยครับ)
    http://comicsguide.wordpress.com/2013/04/21/bizarro-%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%97/

  32. ฉากแอคชั่น รวมถึง วิศวกรรมศาสตร์ทุกชนิด ในหนังเรื่องนี้ ก้าวข้าม the avengers และทำให้ the avengers 2 ต้องคิดหนักกว่าเดิม

  33. ถ้าคุณสังเกตดีๆ ในขณะดูหนัง การลำดับฉาก การตัดบท และการเล่าเรื่อง มันช่างเหมือนหนังแบทแมนของ คริสโตเฟอร์ โนแลน อย่างไม่มีข้อกังขา

  34. หนังเรื่องนี้มันมีความดราม่าสูง เทียบเท่าแบทแมนในแง่ของ การบีบคั้นจิตใจ ความรู้สึก จิตใต้สำนึก พลังความเชื่อมั่น และศรัทธาในสิ่งที่เรารัก ซึ่งหนังของค่ายมาร์เวลยังห่างใกล้สิ่งเหล่านี้มาก

  35. และที่มันได้คะแนนต่ำก็เพราะว่า เราไปตั้งความหวังมากเกินไป มากกว่าการที่เราค่อยๆ เรียนรู้และทำความเข้าใจในแต่ละฉาก ที่แอบแฟงปรัชญาแง่คิดต่างๆ เอาไว้ และมีการโชว์หนังสือเพลโต กำกับไว้ด้วย ถ้าคุณสังเกต และผมคิดว่า เราไม่ได้คิดถึงจุดนี้ เราไปคิดถึงหนังแบบไอรอนแมนมากกว่า

    • ผมเห็นคล้ากวัยรุ่นถือหนังสือเล่มหนึ่งอย่างจงใจจะแสดงหน้าปกให้คนดูเห็นเช่นกันแต่สังเกตไม่ทันว่าหนังสืออะไร

  36. เป็นหนังธรรมดาเรื่องนึงสำหรับผมนะ
    ให้คะแนน 4 /10 เพราะไม่มีอะไรน่าจดจำ ฉากแอคชั่นดูงานสร้างทำออกมาดีแต่รู้สึกน่าเบื่อไม่รู้ทำไมจนดูๆแล้วอยากให้มันจบไวๆ จะได้ออกจากโรง ส่วนตัวนะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.