Advertisements

“หมอนรถไฟ” (Railway Sleepers) เข้าฉายจำกัดโรงในบ้านเรา 20 เมษายนนี้

หลังจากไปฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ ทั้ง เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ, เทศกาลภาพยนตร์ปูซาน และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติประจำเบอร์ลิน หนังสารคดีไทยเจาะชีวิตเรื่องราวผู้คนบนรถไฟ “หมอนรถไฟ” (Railway Sleepers) ก็จะได้เข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการครับ ภายใต้การจัดจำหน่ายของ Documentary Club

กำหนดฉายของหนังก็คือ 20 เมษายนที่จะถึงนี้ครับ โดยฉายจำกัดโรงสองแห่งก่อนที่ เอสเอฟ เซ็นทรัล เวิร์ล และ เอสเอฟ เมยา เชียงใหม่

หนังเป็นสารคดียาวผลงานกำกับเรื่องแรกของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ครับ ที่ใช้เวลาถ่ายทำบนรถไฟเป็นเวลา 8 ปี ตั้งแต่สมพจน์อายุ 27 ปี จนอายุ 36 ปี เพื่อบันทึกชีวิตประจำวันของผู้โดยสาร พนักงาน และทิวทัศน์ตามเส้นทาง ซึ่งตามคำพูดของสมพจน์ที่ให้สัมภาษณ์แก่ The Hollywood Reporter Thailand แล้ว พูดถึงหนังว่า “เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิต กิจกรรมของผู้คนบนรถไฟ หนังทั้งเรื่องเกิดขึ้นบนรถไฟไทย ถ่ายทำทั่วทุกสายในประเทศ เหนือ อีสาน ใต้ ออก ตก หนังไม่ได้ตามตัวละครตัวใดเป็นพิเศษ แต่เป็นการต่อจิ๊กซอว์หลายชีวิต เรียงร้อยเข้าด้วยกัน ผ่านการเปลี่ยนแปลงของเวลาตั้งแต่เช้า กลางวัน เย็น ค่ำ หนังพาไปสำรวจทั้งรถไฟชั้น 3 ชั้น 2 และชั้น 1 ทำให้เราได้เห็นภาพชีวิตประจำวัน ของผู้คนหลากหลาย เกิดเป็นภาพรวมที่สะท้อนภาพประเทศไทย ณ ตอนนี้ มันเป็นเหมือนบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ของรถไฟไทย ที่อยู่มาเนิ่นนาน 120 กว่าปีแล้ว (ซึ่งหลายคนบอกว่า มันไม่ค่อยเปลี่ยนจากเดิมเท่าไหร่) ก่อนที่อีกไม่นานรถไฟความเร็วสูงจะเริ่มเข้ามา

ชีวิตของผู้คนบนรถไฟจะสะท้อนภาพประเทศไทยในยามนี้ได้ยังไงตามที่ผู้กำกับบอก เราคงต้องรอไปชมหนังกันครับ

Read more of this post

Advertisements

ตัวอย่างของ “เพื่อชีวิต” หนังสารคดีเชิงกวีว่าด้วยชีวประวัติของหงา คาราวาน

หงา คาราวาน หรือ สุรชัย จันทิมาธร ถือเป็นศิลปินเพลงบุกเบิกแนวเพลงเพื่อชีวิตของบ้านเราเลย และยังได้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ด้วย และเรื่องราวของศิลปินที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงผู้ชีวิตผู้นี้ก็กำลังจะถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์สารคดีเชิงกวี ชื่อ “เพื่อชีวิต” (For Life) โดยผู้กำกับจากแวดวงหนังสั้น อชิตพนธ์ เพียร์สุขประเสริฐ ครับ

อะไรคือสารคดีเชิงกวี ตัวอย่างแรกของหนังจะให้แนวความคิดนั้นสั้นๆ ครับ เพราะไม่เพียงเป็นการเล่าเรื่องผ่านการสัมภาษณ์เท่านั้น แต่ยังมีการตัดต่อภาพเชิงสัญลักษณ์เพื่อใช้ในการเล่าเรื่องตามเจตนาของผู้กำกับด้วย ดูแล้วน่าจะเป็นหนังที่ท้าทายผู้ชม และมีความแปลกใหม่อยู่ไม่น้อย และนี่เป็นข้อมูลทางการเบื้องต้นของหนังครับ

ภาพยนตร์สารคดีเชิงกวี ที่จำพาไปครุ่นคิดกับ นักคิดนักดนตรีกวีเพื่อชีวิต สุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน) วงดนตรีวงแรกๆที่กล่าวได้ว่าเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตที่ผ่านทั้งประวัติศาสตร์สำคัญและเผยแพร่แนวคิดผ่านผลงานต่างๆ โดยภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะใช้เทคนิคทางภาพยนตร์ต่างๆในการสร้างสรรค์บรรยากาศภาพและการตัดต่อเชิงกวีเพื่อขับขานนัยยะและความหมายของคำว่า “เพื่อชีวิต

หนังยังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ และยังไม่มีกำหนดฉายในตอนนี้ ชมตัวอย่างแรกพร้อมใบปิดด้านใน

Read more of this post

ผู้ชมรอบสื่อหลายคนชอบการแสดงของ เบสท์ ณัฐสิทธิ์ ในหนัง”สยามสแควร์”

สยามสแควร์” ผลงานหนังเรื่องยาวเต็มๆ เรื่องแรกของไพรัช คุ้มวัน ผู้กำกับ “รักจัดหนัก ตอนไปเสม็ด” และผู้กำกับภาพของ Mary is happy, Mary is happy ได้ฉายไปแล้ว 2 รอบครับ คือรอบพิเศษชมพร้อมนักแสดงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และรอบสื่อในคืนนี้ ซึ่งมีหลายความเห็นมากพูดถึงการแสดงของเบสท์ ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ ที่รับบทเป็นม่อน ในแง่ชื่นชม ขณะที่ในส่วนการเล่าเรื่องนั้น มีความเห็นหลากหลาย ทั้งชอบ และไม่ชอบ ส่วนที่มีคำติก็คือหนังยังเล่าส่วนที่เป็นเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นกับส่วนที่เป็นหนังผีได้ไม่ลงตัว แต่ขณะเดียวกัน แนวความคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังของหนังเรื่องนี้ก็ได้รับคำชมว่าเป็นอะไรที่สร้างสรรค์ และล้ำครับ

เรื่องย่อทางการของหนังบอกว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ระหว่างที่เมย์ กับจุ๊บเล็ก สองเพื่อนสนิทกำลังนั่งคุยถึงปัญหาเปิดอกที่ค้างคาใจมานานในห้องเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาซีเครทคีย์ ซึ่งตั้งอยู่ในสยามสแควร์ ไฟทั้งตึกก็ดับสนิท… มันไม่ใช่แค่ดับเฉพาะในตึกเรียนพิเศษ แต่ไฟดับมืดไปทั้งสยามสแควร์

ทันทีที่ไฟติด…เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “วิญญาณเด็กสาวในสยามสแควร์” ก็ถูกขุดขึ้นมาเล่าอีกครั้ง เพราะเมื่อไฟดับ …ใครสักคนจะต้องตาย…เรื่องเล่าค่อยๆแพร่กระจายไปในอากาศ

เมย์กับจุ๊บเล็ก และกลุ่มเพื่อนที่คุ้นเคยกันจากโรงเรียนกวดวิชา ก็ได้พบเจอ “ความไม่ปกติ”กันคนละอย่างสองอย่างที่ดูจะดำเนินไปตามอาถรรพ์ในเรื่องเล่าทุกประการ เด็กๆเหลือทางเลือกไม่มากนักระหว่างไม่สนใจกับเรื่องไร้สาระนั่นแล้วตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรืออีกทางคือหันมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันน่าสะพรึงกลัวแล้วแก้ไขมัน ถึงแม้ผลลัพธ์นั้นอาจจะทำให้ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปกระทั่งมิตรภาพที่พวกเขาคิดว่าจะแน่นแฟ้นยาวนาน

หนังมี อุ้ม อิษยา ฮอสุวรรณ รับบทเป็นเมย์ และ มรกต หลิว เป็นจุ๊บเล็ก สมทบด้วยภีม ธนบดี ใจเย็น เป็นเติร์ก, ปลื้ม ปุริม รัตนเรืองวัฒนา เป็นหมูหวาน, เบสท์ ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ เป็นม่อน, เอิร์ธ อติคุณ อดุลโภคาธร เป็นนิวตัน, เหม่เหม ธัญญวีร์ ชุณหสวัสติกุล เป็นเฟิร์น, บอน์น มนภัทร เตชะกำพุ เป็นปอนด์, คิ้ว อนงค์นาถ ยูสานนท์ เป็นมีน และ พลอย ศรนรินทร์ เป็นนิด

หนังเข้าฉาย 30 มีนาคมนี้ครับ อ่านความเห็นจากผู้ชมทางทวิตเตอร์ได้ที่ด้านใน

Read more of this post

ตัวอย่าง “มหาลัยวัวชน” หนังตลาดเรื่องราวชาวบ้านของบุญส่ง นาคภู่ เข้าฉาย 30 มีนาคมนี้

นอกจากเป็นนักแสดงที่มีบทบาทน่าจดจำ เช่น น้าหำใน “อันธพาล” กับสารวัตรดอกรัก ใน “ขุนพันธ์” แล้ว บุญส่ง นาคภู่ ยังเป็นที่รู้จักในแง่นักทำหนังนอกกระแสที่มีผลงานโดดเด่นและเข้าชิงรางวัลมาหลายครั้ง เป็นต้นว่า”คนจนผู้ยิ่งใหญ่“, “สถานี 4 ภาค“, “วังพิกุล” และ “ธุดงควัตร” ด้วยครับ ซึ่งเขาเองก็ได้มีผลงานล่าสุดเข้าฉายในบ้านเรา 30 มีนาคมนี้ที่ได้แรงบันดาลใจจากเพลงดัง “มหาลัยวัวชน“ของวงพัทลุงครับ

เรื่องราวความสนุกสนานของคนสองคน “พงศ์” ผู้หมกมุ่นอยู่กับความรักและความฝัน ขณะที่ “โอ” ก็ต้องการพิสูจน์ว่า ตัวเองทำถูกที่กลับมาอยู่บ้าน แต่ชีวิตมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ชีวิตของคนทั้งสองและเพื่อนพี่น้องคนรักอีกมากมายก็ไม่ต่างจากคนบ้านๆ ทั่วไป มีรัก มีโศก มีหวานละมุนและขมขื่น ทุกชีวิตถักทอเกี่ยวร้อยกันด้วยเลือดเนื้อแห่งความเป็นคนใต้ วิถีใต้ วัวชน และบทเพลงชีวิต

ความแตกต่างของ “มหาลัยวัวชน” กับงานเรื่องอื่นๆ ของบุญส่ง นาคภู่ อาจเป็นที่แนวทางการเล่าเรื่องของหนังที่มีความเป็นหนังตลาดมากขึ้น เพื่อเข้าถึงผู้ชมทั่วไปมากขึ้นกว่าผลงานเรื่องก่อนๆ ที่มีความเป็นหนังอาร์ตมากกว่า แต่ก็ยังคงเนื้อหาเกี่ยวกับชาวบ้านอยู่ หนังถ่ายทอดวัฒนธรรมท้องถิ่น (ภาคใต้บ้านๆ) ตัวละครพูดภาษาใต้แท้นักแสดงใต้แท้ๆทุกคน เล่าด้วยภาษาท่วงท่าลีลาที่น่ารักและอบอุ่น ครับ “ในฐานะคนทำหนัง นี่คือความท้าทายใหม่ๆ ที่ต้องทำให้สำเร็จ นั่นคือ การทำหนังแมส เพื่อสื่อสารกับกลุ่มผู้ชมที่ขยายกว้างกว่าเดิม หลังจากที่ทำหนังที่ค่อนข้างเอาแต่ใจมาหลายเรื่อง เรื่องนี้น่าจะเป็นหนังที่เอาแต่ใจน้อยที่สุด เรื่องนี้แตกต่างจากทุกเรื่องที่ทำมา เพราะพยายามทิ้งตัวเองให้หมด ไม่พยายามเป็นตัวของตัวเองเลย ไม่มีตัวตนเลย แต่ปล่อยให้ตัวละครและหนังโลดแล่นไปอย่างเป็นธรรมชาติ” ผู้กำกับบุญส่งกล่าว

หนังเป็นผลงานร่วมสร้างของ พาราฮัทมิวสิค และ ปลาเป็นว่ายทวนนํ้าฟิล์มสตูดิโอ โดยมี เทอดพงศ์ เภอบาล (พงศ์ วงพัทลุง), ทิวากร แก้วบุญส่ง (โอ พารา เจ้าของค่ายพาราฮัทมิวสิก), ยุวดา โอฬาร์กิจ (Miss Country Girl Thailand) และ อุภารัตน์ อุตมะ รับบทนำ ชมตัวอย่างได้ที่ด้านในครับ

Read more of this post

“โอเวอร์ไซส์..ทลายพุง” ขายให้ผู้จัดจำหน่ายต่างชาติได้แล้ว 8 ประเทศ

ก่อนหน้าที่ “โอเวอร์ไซส์..ทลายพุง” จะเข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้ ทีโมเมนต์ บริษัทผู้สร้างหนังไทยเรื่องนี้ได้นำหนังไปขายในงานฮ่องกง ฟิล์มมาร์ท เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ หนังใช้ชื่อภาษาอังกฤษในการขายว่า Oversize Cops และจากที่ทางทีโมเมนต์เปิดเผย มีผู้จัดจำหน่ายต่างประเทศซื้อไปแล้ว 8 ประเทศครับ ประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า

โชคชัย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการฝ่ายขายของบริษัทค่อนข้างคาดไม่ถึงที่มีผู้สนใจซื้อหนังไปฉายเยอะ เพราะความที่หนังมีนักแสดงที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่ดูเหมือนความสนใจของพวกเขาอยู่ที่เนื้อหาเป็นหลักครับ “เค้าบอกมันแปลกและน่าสนใจมาก ทั้งหนังตัวอย่างและโปสเตอร์คีย์อาร์ต ก็ดึงดูดเค้าได้เป็นอย่างดี ทำให้มีผู้ตัดสินใจซื้อทันทีในตอนนี้ 8 ประเทศแล้วครับ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ที่หนังไทยเราเปิดกว้างได้มากขึ้น และชาวอาเชี่ยนด้วยกันเอง เค้าก็มั่นใจในศักยภาพของหนังไทยมากๆเลยครับ

ในข่าวที่เกี่ยวข้องกัน ค่ายหนังยังได้ปล่อยคลิปเบื้องหลังออกมาให้เห็นว่ามีความสนุกในการทำงานกันแค่ไหน และหนังเรื่องนี้น่าจะสร้างเสียงหัวเราะได้แค่ไหนครับ ชมได้ที่ด้านใน

หนังมี ปราโมทย์ ปาทาน (ซีรี่ส์ทางทีวี Love Songs Love Series ตอนฤดูร้อน), สมยศ มาตุเรศ (แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว), และสองนักแสดงใหม่ ศรัณย์ ชินสุวพลา กับ ศุภชัย ทรัพย์ประเสริฐ รับบทเป็นสี่นายตำรวจร่างหมี สมทบด้วยณัฐจารี หรเวชกุล (ละคร บัลลังก์เมฆ) และ ศุภวิชญ์ มีเปรมวัฒนา (สาวคาราโอเกะ) กำกับโดยชานนท์ ยิ่งยง และ ภูวนิตย์ ผลดี

Read more of this post

“ศพไม่เงียบ 2” กำลังมา

เป็นข่าวดีสำหรับแฟนหนังอย่างผม เพราะชอบค่อนข้างชอบ “ศพไม่เงียบ” (Mindfulness and Murder) ภาคแรกครับ รู้สึกว่าเป็นหนังไทยแนวสืบสวนที่สนุกพอๆ กับ CSI: Las Vegas ตอนเด่นๆ ตอนหนึ่งเลย และชอบที่หนังเอาเรื่องความเชื่อทางศาสนาพุทธมาตั้งคำถามในเรื่องราวสืบสวนปนฆาตกรรม และให้พระทำหน้าที่เป็นตัวเอกเพื่อสืบหาคนร้าย ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาทางสังคมของเมืองไทยไปด้วย เฟซบุกทางของหนังได้บอกข่าวว่า ภาคต่อของหนังกำลังมาเร็วๆ นี้ครับ

ภาคต่อจะดัดแปลงจากนิยายเล่ม 4 ชื่อว่า The Curious Corpse ในชุด Father Ananda Mystery Series ของนักเขียนนิค วิลกัส ที่จะนำพาผู้ชมไปพบกับเรื่องราวฆาตกรรมในวัดคดีใหม่ที่หลวงพ่ออนันดา อดีตนายตำรวจที่ทิ้งชีวิตทางโลกอันวุ่นวายแล้วหันมาใช้ชีวิตทางธรรม ต้องเข้าไปสืบสวน

เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีสตรีชาวตะวันตกถูกฆ่าตายในวัดในคืนที่พายุได้โหมกระหน่ำกรุงเทพฯ ตำรวจสันนิษฐานว่าเธออาจเป็นโสเภณีรัสเซีย แต่เมื่อหลวงพ่ออนันดาครุ่นคิดถึงความน่าสงสัยบางประการ ก็ถูกชายชาวรัสเซียสองคนทำร้ายและข่มขู่ถามหากล้องถ่ายรูป หลวงพ่ออนันดาจึงมั่นใจว่าน่าจะมีหลักฐานบางอย่างที่เกี่ยวกับการฆาตกรรมอยู่ที่ไหนสักแห่ง และหากรู้ตัวว่าเหยื่อเป็นใครก็จะยิ่งทำให้รู้ว่าใครคือฆาตกรที่ยังลอยนวลอยู่

คาดว่าทอม วอลเลอร์ ที่กำกับภาคแรกจะกลับมากำกับภาคนี้อีกครั้ง เช่นเดียวกับวิทยา ปานศรีงาม ที่น่าจะกลับมารับบทหลวงพ่ออนันดาครับ

Read more of this post

เรื่องย่อทางการของ “เปรต อาบัติ” บอกใบ้ถึงการดำเนินเรื่องที่เปลี่ยนไป

ใน”อาบัติ“ฉบับที่ฉายในครั้งแรก ดูเหมือนว่าหนังจะเล่าจากมุมมองของ ซัน (ชาร์ลี ปอทเจส) ครับ แต่ในฉบับ “เปรต อาบัติ” หรือฉบับ Director’s Cut นี้ ดูเหมือนว่าเนื้อเรื่องจะมีการเล่าอีกแบบตามที่เรื่องย่อทางการเผยออกมาครับ จะเป็นการเล่าในมุมมองของ พิณ (พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์) แทน นี่อาจเป็นจุดที่บอกเราได้ว่าหนังทั้งสองฉบับจะแตกต่างกันยังไง ลองอ่านเรื่องย่อดูครับ

บาปขั้นสุด ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

เรื่องราวของ “พิณ”(พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์) หญิงสาวที่มีความรักอย่างลับๆ กับพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งมานาน ด้วยความสัมพันธ์ที่ผิดจารีตนี้ทำให้เธอต้องทุกข์ทรมานอยู่กับความผิดบาปในใจ จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองภายในกุฏิที่เป็นรังรักของเธอกับพระสงฆ์รูปนั้น

จนกระทั่งการมาถึงของ “ซัน” (ชาลี ปอทเจส) เด็กหนุ่มวัยคะนองที่มาบวชในวัดป่าแห่งนี้เพื่อหนีความผิดบางอย่าง กุฏิร้างที่ถูกปิดตายมานานหลังนั้นจึงถูกเปิดขึ้นอีกครั้งจากการขอจำวัดแยกกับพระรูปอื่น

การบวชอย่างไม่เต็มใจนี้ทำให้ซันยังคงใช้ชีวิตปกติเสมือนวัยรุ่นทั่วไปถึงแม้ตนเองจะห่มผ้าเหลืองแล้วก็ตาม รวมไปถึงการแอบคบหากับ “ฝ้าย” (พลอย ศรนรินทร์) สาววัยรุ่นผู้โหยหาความรัก และดูเหมือนว่าความรักครั้งนี้จะเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวให้ทั้งคู่เชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด

ทุกการกระทำที่ท้าทายของซัน ทำให้เขาต้องเข้ามาพัวพันกับความลับที่น่าสะพรึงกลัว อดีตอันดำมืดที่กำลังย้อนกลับมาเอาคืน กฎแห่งกรรมที่ยังไม่หลุดพ้นของคนในวัด และการถูกเฝ้ามองจากสิ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เปรต”

 

หนังกำกับและเขียนบทโดยขนิษฐา ขวัญอยู่ และยังมีพลอย ศรนรินทร์, ดนัย จารุจินดา, อรรถพร ธีมากร, และ สรพงษ์ ชาตรี ร่วมแสดง เข้าฉาย 16 มีนาคมนี้

Read more of this post