Advertisements

10 อันดับหนังทำเงินสูงสุดประจำซัมเมอร์ 2017 ในสหรัฐ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสุดสัปดาห์สุดท้ายของซัมเมอร์ในสหรัฐครับ และก็ทำให้มีการสรุปตัวเลขรายได้หนังกันออกมาจาก Box Office Mojo ว่าเรื่องไหนทำเงินกันไปเท่าไหร่แล้วพบว่า Wonder Woman กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดประจำปีนี้ของสหรัฐครับ ด้วยการเปิดตัวสูงถึง 103.2 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปร่วม 408.9 ล้านเหรียญ รายได้จากนอกบ้านก็ห่างกันนิดหน่อยที่ 403.7 ล้านเหรียญ
อันดับ 2 และอันดับ 3 ยังคงเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นของฝั่งมาร์เวล เริ่มที่ Guardians of the Galaxy Vol. 2 ที่เปิดตัวในบ้าน 146.5 ล้านเหรียญ ทำเงินไปแล้วกว่า 389.6 ล้านเหรียญ ขณะที่มีรายได้จากนอกบ้านสูงถึง 473.4 ล้านเหรียญ ตามด้วย Spider-Man: Homecoming ที่เปิดตัวในบ้าน 117 ล้านเหรียญ ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 324 ล้านเหรียญ และทำเงินจากต่างประเทศไปอีก 422 ล้านเหรียญ
อันดับ 4 สำหรับรายได้ในสหรัฐเป็นของหนังอนิเมชั่นภาคต่อ Despicable Me 3 ทำเงินในบ้านไปแล้วในตอนนี้ 257.8 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้ตกลงมากจากภาค 2 และภาคแยก Minions แต่ยังดีที่ทำเงินมากกว่าภาคแรก และมีรายได้จากต่างประเทศอีก 736.1 ล้านเหรียญมาช่วย ทำให้ทำเงินทั่วโลกแตะ 993 ล้านเหรียญไปแล้ว ยูนิเวอร์แซลฯ คงไม่ต้องห่วงอะไรกับ Minions 2 ที่จะออกฉายปี 2020
อันดับ 5 เป็นของ Dunkirk จากผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ทำเงินในบ้านไปแล้ว 178.7 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 280 ล้านเหรียญ และเริ่มเข้าฉายในตลาดใหญ่ๆ ต่างประเทศในช่วงนี้แล้ว จากทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ น่าจะเป็นอีกเรื่องที่สร้างกำไรให้วอร์เนอร์ฯ ในปีนี้รวมกับ Wonder Woman ครับ
อันดับ 6 เป็นของ Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales ที่เปิดตัวในสหรัฐไปเบาะๆ 63 ล้านเหรียญ รายได้ในบ้านอยู่ที่ 172.2 ล้านเหรียญ ตัวเลขรายได้ในบ้านยังห่างไกล 241 ล้านเหรียญที่เป็นรายได้ของภาค 4 ที่ทำเงินในสหรัฐไว้ต่ำสุด แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยอีก 619.6 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกแซงภาคแรกที่ฉายปี 2003 ไปแล้ว แต่อาจจะได้ไม่เท่ากับภาค 2-4 ดิสนี่ย์ไม่น่าขาดทุน แต่คงไม่ได้กำไรไม่มากจากการฉายโรง และคงคิดหนักที่จะตัดสินใจสร้างภาคต่อ
อันดับ 7 เป็นของ Cars 3 ที่ทำเงินในบ้านไป 150 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ 2 ภาคแรก ที่รายได้ยังห่างไกลทั้งรายได้ในบ้าน และรายได้จากต่างประเทศ และคำวิจารณ์ก็ค่อนข้างไม่ดี
อันดับ 8 เป็นของ War for the Planet of the Apes ทำเงินในบ้านไปในตอนนี้ 144.2 ล้านเหรียญ ถือว่าทำรายได้ต่ำที่สุดกว่าทุกภาคเช่นกันแม้ว่าคำวิจารณ์จะดี ผู้ชมอาจเริ่มเบื่อกับหนังชุดนี้แล้วและอาจต้องให้ภาคนี้เป็นภาคปิดฉากจริงๆ
อันดับ 9 เป็นของ Transformers: The Last Knight ที่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 130 ล้านเหรียญ หนังได้รายได้อีก 473.8 ล้านเหรียญ จากต่างประเทศมาช่วยพอสมควร แต่วัดจากทุนสร้าง 217 ล้านเหรียญ ที่ยังไม่ได้หักค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์แล้ว หนังมีโอกาสได้ทุนคืน แต่กำไรอาจต้องไปพึ่งพวกดีวีดีหรือสตรีมมิ่งแทน และเป็นรายได้หนังที่คงไม่มีใครคาดคิดว่า Transformers จะทำเงินต่ำกว่า Despicable Me แม้แต่ในตลาดโลก
อันดับ 10 เป็นของ Girl Trip หนังตลกว่าด้วยความสัมพันธ์ของแก๊งเพื่อนผู้หญิง เปิดตัวในสัปดาห์แรกอยู่อันดับ 2 ที่ 31 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 111.5 ล้านเหรียญ
(แก้ไขอันดับ 10 ใหม่ครับ เป็น Girl Trip แทน Baby Driver ซึ่งถูกแซงไปอยู่อันดับที่ 11 ด้านล่างนี้เป็นข้อความดั้งเดิม
Baby Driver ที่ทำเงินเงียบๆ ไม่หวือหวา เปิดตัวอยู่อันดับ 2 ประจำสัปดาห์ที่รายได้ 20.5 ล้านเหรียญ แต่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 105.5 ล้านเหรียญ และจากตลาดต่างประเทศอีก 102 ล้านเหรียญ ด้วยทุนสร้างเพียง 34 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นหนังซัมเมอร์เล็กๆ ที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำแบบเงียบๆ ครับ เป็นข้อพิสูจน์ว่าถ้าทำหนังออกมาดีและสนุก มีไอเดียสดใหม่ ไม่ต้องทุนใหญ่แบบ The Mummy ไม่ต้องมีดาราระดับทอม ครูส ก็มีโอกาสทำกำไรเยอะ)
จาก 10 อันดับนี้ หลายเรื่องยังทำเงินในบ้าน หรือแม้แต่ทั่วโลกสู้หนังที่เปิดฉายก่อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่ได้เลย Beauty and the Beast ยังคงเป็นหนังที่ทำเงินสูงที่สุดประจำปีในบ้านตอนนี้ที่ 504 ล้านเหรียญ ขณะที่ Dunkirk ซึ่งอยู่อันดับ 5 ก็ยังทำเงินต่ำกว่า Logan และ Fast and Furious 8 ค่ายหนังอาจต้องคิดใหม่ว่าทุกสัปดาห์ของทุกปีมีความสำคัญไม่แพ้กัน คงจะจัดหนังใหญ่มาปะทะกันในช่วงซัมเมอร์เหมือนเดิมอีกไม่ได้
ตัวเลขรายได้ของซัมเมอร์นี้ก็ยังเป็นไปตามคาดครับว่ารายได้หนังในสหรัฐจะทำเงินตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบสิบกว่าปี ตอนนี้กำลังรอสรุปตัวเลขรายได้แน่ชัดก่อนว่าจะต่ำสุดระดับไหนครับ ซึ่งบางค่ายได้รายได้จากต่างประเทศมาช่วย แต่ไม่ใช่เกือบทุกเรื่องเหมือนปีที่ผ่านๆ มาอีกต่อไปแล้ว ดูเหมือนผู้ชมในตลาดโลกก็เริ่มฉลาดและล้ากับหนังสูตรสำเร็จบางประเภทแล้วเหมือนกันครับ
ดูสรุปตัวเลขอีกทีด้านในครับ
Read more of this post
Advertisements

ทีมเขียนบท Spider-Man: Homecoming เตรียมกลับมาเขียนภาคต่อ

Spider-Man: Homecoming ใช้ผู้เขียนบทด้วยกันทั้งหมด 6 คนครับ และดูเหมือนว่า 2 ใน 6 นั้น จะได้พวกแรกที่ได้กลับมาเขียนบทภาคต่อ
ตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่า คู่หูนักเขียนบท คริส แม็คเคนนา กับ เอริก ซอมมอร์ส อยู่ระหว่างเจรจาในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อกลับมาเขียนบทภาคต่อให้ Spider-Man: Homecoming ของโซนี พิคเจอร์ส และ มาร์เวล สตูดิโอ ครับ คาดว่าจอน วัตต์ ก็จะกลับมากำกับภาคต่อเรื่องนี้อีกเช่นกัน
Spider-Man: Homecoming จัดได้ว่าเป็นหนังที่ได้คำวิจารณ์ดีที่สุดเป็นอันดับสองจากบรรดาหนังของไอ้แมงมุมทั้งหมด และทำเงินทั่วโลกไปแล้วในตอนนี้ 737 ล้านเหรียญครับ
นอกจากหนังเรื่องนี้แล้ว ทั้งคู่ยังเขียนบท The Lego Batman Movie ให้วอร์เนอร์ บราเธอร์ส, Jumanji: Welcome to the Jungle ให้โซนี และ Ant-Man and the Wasp ให้มาร์เวลด้วย
ภาคต่อ Spider-Man: Homecoming ยังไม่มีชื่อเป็นทางการมีกำหนดฉายกรกฎาคม 2019 ครับ
ที่มา: THR

Read more of this post

ผู้กำกับพูดถึง Spider-Man: Homecoming กับฉากที่หายไป

สำหรับแฟนหนังที่ได้ดู Spider-Man: Homecoming แล้ว คงนึกออกว่ามีช็อตเท่ๆ ในตัวอย่างหนังที่ไม่ได้รวมอยู่ด้วยในหนังถึง 2 ช็อตด้วยกัน และผู้กำกับจอน วัตต์ ก็ได้เปิดเผยช่วงที่เดินสายประชาสัมพันธ์หนังเดือนก่อนถึงเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ได้เห็นครับ ซึ่งฟังดูแล้วเป็นเหตุผลทางการตลาดล้วนๆ

ช็อตดังกล่าวคือช็อตที่ไอ้แมงมุมโจนทะยานคู่ไปกับไอร์ออนแมนที่เหาะมา เป็นช็อตขายสำคัญของหนังเลย ส่วนอีกช็อตคือช็อตที่วัลเชอร์บินถลาลงมาในโถงของโรงแรมครับ ทั้งสองช็อตไม่ได้ถูกทำมาเพื่ออยู่ในหนังแต่ทีแรกแล้ว

ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ในตัวอย่างแรกๆ พวกเขาอยากให้มีฉากที่ไอ้แมงมุมกับไอร์ออนแมนบินมาคู่กัน และพวกเขาตั้งใจจะใช้ช็อตจากฉากเรือเฟอรี่ข้ามเกาะสแตเทน แต่มันดูไม่สวย ฉากพื้นหลังน่ะ เพราะสถานีผู้โดยสารเกาะสแตเทนเป็นตึกธรรมดามากๆ มันแทบจะเหมือนภาพวัตถุ 3D ที่ยังทำไม่เสร็จ ผมก็เลยบอกว่างั้นเปลี่ยนฉากพื้นหลังเป็นควีนส์ดีกว่า ใช้ฉากที่ควีนส์เป็นพื้นหลัง เพระาเราสร้างฉากขึ้นมาใหม่ไม่ได้ เราใช้ฉากที่ถ่ายกับรถไฟใต้ดินแล้วเอาไปใส่บนนั้น ผมรู้สึกแปลกนิดๆ ที่มีฉากในตัวอย่างหนังที่ไม่ได้อยู่ในหนังเลย แต่เป็นฉากที่เท่มาก ผมลืมไปแล้วว่าเราทำแบบนั้น

ส่วนฉากวัลเชอร์นั้นก็เหตุผลคล้ายๆ กันครับ แต่ทำเพื่อฉายในงานคอมมิคคอนเป็นหลัก

ฉากห้องโถงโรงแรม เดิมทีแล้วสร้างมาเพื่องานคอมมิคคอนโดยเฉพาะ เป็นคล้ายๆ ทำมาเพื่อสาธิตหนังก่อนที่เราจะได้ถ่ายทำหนังกันจริงๆ เราถ่ายทำกันสองสัปดาห์ได้ มันไม่ได้ตั้งใจให้อยู่ในหนังแต่ทีแรกแล้ว แต่ผมได้ใช้มุมภาพนั้นสำหรับฉากเผยตัววัลเชอร์ในตอนต้นของหนัง วัลเชอร์บินโฉบมาเข้ากล้องในลักษณะแบบนั้น ผมใช้ช็อตนั้น แต่ไม่นานเท่าช็อตห้องโถงโรงแรมแอตแลนตา

บ่อยครั้งที่ฉากในตัวอย่างหนังจะไม่อยู่ในหนังฉบับจริง เพราะบางครั้งผู้กำกับนำฉากที่ถ่ายทำเสร็จแล้วมาตัดต่อเป็นตัวอย่างหนังก่อนที่จะตัดต่อเป็นหนังให้เราชม ซึ่งบางครั้ง ผู้กำกับก็เห็นว่าควรตัดฉากดังกล่าวออกหรือไม่ใช้ฉากดังกล่าวเวลาเป็นหนังจริงๆ แต่ไม่บ่อยที่มีการถ่ายทำบางฉากขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเหตุผลด้านการตลาดครับ

ที่มา: Screen Crush

Read more of this post

มาริสา โทเม เสียดายหนึ่งฉากของ Spider-Man: Homecoming ที่ถูกตัดออกไปจากหนัง

แฟนๆ ของ Spider-Man: Homecoming ที่อยากเห็นป้าเมย์ ตัวละครของมาริสา โทเม ในหนังเยอะกว่านี้ คงจะต้องเสียดายที่รู้ว่ามีฉากสำคัญของเธอถูกตัดออกไปจากหนังฉบับตัดต่อสุดท้ายครับ ฟังดูแล้วเป็นฉากที่ดีด้วยครับ

นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์จาก My Cousin Vinny ผู้นี้ได้เปิดเผยว่ามีหนึ่งฉากที่เธอแสดงประกบกับทอม ฮอลแลนด์ และเธอเสียดายมากที่ถูกตัดออกไปจากฉบับฉายโรง

มีเหตุการณ์สักอย่างเกิดขึ้นในละแวกบ้าน และมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ กำลังเดือดร้อนอยู่ ฉันช่วยเธอไว้และปีเตอร์ก็เห็นฉันช่วยเธอ คุณจะเห็นได้ว่าเขาได้จริยธรรมเช่นนั้นมาจากเธอ

โทเมเล่าต่อว่า “แล้วฉันก็กลับมาบ้านและฉันไม่ได้บอกเขาด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น และแน่นอนว่ามีเรื่องราวมากมายที่เขาก็ไม่ได้บอกฉัน เขาถามว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง ฉันก็ตอบว่าก็ดี แต่ข้างในใจฉัน สั่นมาก เพราะวิกฤติกาลที่เกิดขึ้นกับทั้งเมือง ฉันคล้ายๆ กับโกหกเขาเล็กๆ และเขาก็คล้ายๆ โกหกฉันเล็กๆ เราอยู่ในบ้านเดียวกัน และมันเป็นการวางตัวละครที่ดีมาก ฉันค่อนข้างผิดหวังที่มันไม่ได้อยู่ในหนัง

ฟังดูแล้วน่าผิดหวังจริงๆ ครับ หวังว่าผู้กำกับจะใส่เข้าไปในฉบับดีวีดี

ที่มา: HuffPost

Read more of this post

เควิน ไฟกี ยืนยัน เซนดายา ไม่ใช่แมรี่ เจน วัตสัน ใน Spider-Man: Homecoming

เนื้อหาเปิดเผยเนื้อเรื่องของ Spider-Man: Homecoming

ตั้งแต่มีการประกาศว่าเซนดายาจะมารับบทเป็นตัวละครชื่อ “มิเชล” ในหนัง Spider-Man: Homecoming ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่านั่นไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ และเชื่อกันว่านั่นเป็นชื่อปลอมที่จะใช้ปกปิดชื่อที่แท้จริงอันเป็นชื่อของแมรี่ เจน วัตสัน หรือ “เอ็มเจ” คู่รักของไอ้แมงมุมมาตั้งแต่ฉบับคอมมิค และแม้ว่าเซนดายายืนกรานว่ามิเชลคือมิเชล และเป็นตัวละครใหม่ก็ไม่ค่อยมีใครจะเชื่อเธอนัก

เควิน ไฟกี หัวหน้าของมาร์เวลสตูดิโอได้ยืนกรานอีกครั้งครับว่า มิเชลก็คือมิเชล แม้ว่าในตอนท้ายของหนัง มิเชลจะบอกเพื่อนๆ ว่า ใครมักเรียกเธอว่า “เอ็มเจ”

เราไม่ค่อยมองว่ามันเป็นการเผยอะไรที่ใหญ่โตเลย นอกจากเป็นการคาราวะแบบสนุกๆ ต่อการผจญภัยในอดีตและต่อความรักในอดีตของเขา เธอไม่ใช่แมรี่ เจน วัตสัน เธอไม่เคยเป็นแมรี่ เจน วัตสัน เธอเป็นตัวละครใหม่ในโรงเรียนมัธยมนี้มาตลอดที่ชื่อว่า มิเชล ซึ่งเรารู้ว่าเอ็มเป็นตัวอักษรต้นของทั้งมิเชล และของทั้งแมรี่

สรุปแล้วก็คือแม้จะมีชื่อเอ็มเจเหมือนกัน แต่ก็ย่อมาจากคนละชื่อครับ “เราคิดกันว่า จะดีไหมถ้าเราให้ชื่อย่อของเธอเป็นเอ็มเจด้วย แล้วข่าวคงหลุดไปว่าเราให้เธอเล่นเป็นเอ็มเจ แล้วก็กลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวให้เซนดายาต้องรับมือ มันไม่เคยเป็นการเผยอะไรใหญ่โตเลย ในหนังมีการเผยอะไรที่ใหญ่โตอยู่จริงๆ แต่ไม่ใช่เรื่องนี้

แต่เธอจะได้กลายเป็นคู่รักของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เหมือนเอ็มเจไหม “เธอจะเดทกับปีเตอร์ไหม พวกเขาจะหลงรักกันไหม เธอดูเหมือนสนใจเขา มันมีเคมีระหว่างกันระหว่างพวกเขา แต่ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมาในหนังในอนาคต

ที่มา: IGN

Read more of this post

โฉมชัดๆ ของชุดใหม่ไอ้แมงมุมใน Avengers: Infinity War

บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ Spider-Man: Homecoming

ถ้ายังจำรายงานของเราเรื่องตัวอย่างหนัง Avengers: Infinity War ได้ ในรายละเอียดบอกว่าไอ้แมงมุมจะได้สวมชุดแบบใหม่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งความจริงแล้วชุดที่ว่านี้ได้เปิดตัวตั้งแต่ตอนท้ายของ Spider-Man: Homecoming แล้ว และภาพของชุดนี้จากหนังก็เผยออกมาแล้วครับในบทความเบื้องหลังเทคนิคพิเศษของ The Art of VFX

ถ้ายังจำกันได้ ฉากดังกล่าวเป็นฉากที่โทนี่ สตาร์ก (โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) ได้รับปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) สู่การเป็นอเวนเจอร์ส พร้อมกับจะมอบชุดใหม่ให้แก่เขา แต่ต่อมา ปีเตอร์ก็เปลี่ยนใจเพราะคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม โทนี่จึงต้องเก็บชุดนี้ไว้ก่อน และดูเหมือนว่าปีเตอร์จะได้ใส่ลุยกับธานอส (จอช โบรลิน) ใน Avengers: Infinity War แทนครับ

แต่ปีเตอร์ยังยังใส่ชุดนี้ต่อในภาคต่อ Spider-Man: Homecoming ไหม หรือจะมีชุดใหม่มาให้ลองอีกก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ ส่วนรายได้ของภาคแรกในตอนนี้ก็ทำเงินทั่วโลกไป 582 ล้านเหรียญแล้ว ขณะที่รายได้ในบ้านก็ทำเงินแซงหน้า The Amazing Spider-Man ของแอนดรูว์ กราฟิลด์ แล้วครับ

ชมภาพด้านใน

Read more of this post

Spider-Man: Homecoming เปิดตัวในสหรัฐ $117 ล้าน สูงกว่าคาด ทั่วโลก $257 ล้าน

สำหรับหนังที่มีการสร้างซ้ำหรือเป็นภาคต่อของปีนี้ Spider-Man: Homecoming ยังคงโดนใจตลาดอยู่ครับ และไม่ได้น้อยไปกว่าเดิมด้วย หนังที่ร่วมกันสร้างของโซนีพิคเจอร์ส กับ มาร์เวลสตูดิโอเรื่องนี้ ทำรายได้เปิดตัวในสหรัฐสูงถึงราว 117 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าที่คาดกันว่าจะเปิดตัว 100 ล้านเหรียญสหรัฐครับ ส่วนรายได้จากตลาดโลกก็ทำไปราว 140 ล้านเหรียญครับ ทำให้รายได้เปิดตัวทั่วโลกในสัปดาห์แรกของการออกฉายอยู่ที่ 257 ล้านเหรียญ

รายได้จากตลาดโลก 140 ล้านเหรียญ มาจาก 60% ของตลาดทั้งหมดนอกสหรัฐ ซึ่งเฉพาะในเอเชียอย่างเดียวก็ทำเงินมากสุดถึง 61.3 ล้านเหรียญ โดยมีเกาหลีใต้ทำเงินมากสุด 25.8 ล้านเหรียญจากการฉายติดกัน 5 วัน หนังยังไม่ได้เปิดฉายในตลาดใหญ่อื่นๆ อีกหลายตลาด เช่น จีน, ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส, เยอรมัน และสเปน

เมื่อเทียบกับรายได้เปิดตัวในสหรัฐของบรรดาหนัง Spider-Man ด้วยกัน รายได้ของ Homecoming อยู่อันดับ 2 ครับ เฉือน Spider-Man ภาคแรกของแซม ไรมี่ ที่ออกฉายในปี 2002 ไปนิดหน่อย ส่วนอันดับหนึ่งยังเป็นของ Spider-Man 3 ที่ครองสถิติ 151 ล้านเหรียญ และเมื่อเทียบกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลด้วยกัน ถือเป็นหนังภาคแรกที่ทำเงินเปิดตัวสูงที่สุด เอาชนะ Iron Man ภาคแรกที่ครองสถิติไว้ที่ 98.6 ล้านเหรียญ จากการฉายในปี 2008 อย่างไรก็ดี ยังเป็นรายได้ตามค่าเงินของปีที่ออกฉายครับ ยังไม่ได้ปรับไปตามค่าเงินเฟ้อ

รายได้ของ Homecoming ยังถือว่าเป็นรายได้เปิดตัวในสหรัฐที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของปีด้วย รองจาก Beauty and the Beast กับ Guardians of the Galaxy Vol.2 และมากกว่า Wonder Woman ที่อยู่ดันดับ 4

หนังได้คะแนน A จากผู้ชมหรือที่เรียกว่าคะแนน CinemaSocre ที่มาจากการสำรวจความเห็นของบริษัทด้านการตลาด แปลว่าโอกาสที่หนังจะสร้างกระแสปากต่อปากให้ได้ทำเงินต่อเนื่องนานๆ ก็มีสูงเช่นกัน

ที่มา: Box Office Mojo

Read more of this post