Skip to content

ป้ายกำกับ: Rotten Tomatoes

Awards 0

Get Out เป็นหนังที่มีคะแนนวิจารณ์สูงสุดของปี 2017 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes

Get Out ของผู้กำกับจอร์แดน พีล หนังที่ฉายตั้งแต่ต้นปี กลายเป็นหนังที่แรงมาจนถึงปลายปี พร้อมกับมีโอกาสได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วยครับ ความแรงนั้นยังได้การดันให้แรงขึ้นไปอีกด้วยการขึ้นเป็นอันดับ 1 ของคะแนนหนังจากการประเมินของเว็บไซต์ประเมินคำวิจารณ์หนังอย่าง Rotten Tomatoes ด้วย

หนังได้เปอร์เซ็นต์สอบผ่านจาก 298 บทวิจารณ์ อยู่ที่ 99% เมื่อดูจากหนังที่เคยได้อันดับ 1 ด้านคำวิจารณ์ของเว็บไซต์อย่าง Moonlight, Mad Max: Fury Road และ Boyhood ยิ่งการันตีว่า Get Out จะได้ชิงรางวัลออสการ์แน่ๆ

เว็บไซต์ให้คะแนนหนังดังกล่าวยังได้เผย 100 อันดับของหนังที่มีคะแนนสูงสุดประจำปีด้วย ซึ่งหนังที่ติดอันดับมีตั้งแต่ The Big Sick, Dunkirk, Wonder Woman, Lady Bird, Logan, Baby Driver และ Star Wars: The Last Jedi เป็นต้นครับ ซึ่งเรานำมาให้ดูเพียง 25 อันดับแรก หากอยากดูรายชื่อทั้ง 100 เรื่อง ไปชมได้ที่เว็บไซต์ของ Rotten Tomatoes ครับ

25 อันดับหนังปี 2017 ที่ได้คะแนนวิจารณ์สูงสุดจากการประเมินของ Rotten Tomatoes

1. Get Out
2. The Big Sick
3. Dunkirk
4. Wonder Woman
5. Lady Bird
6. Logan
7. Baby Driver
8. Star Wars: The Last Jedi
9. Coco
10. Thor: Ragnarok
11. War for the Planet of the Apes
12. Call Me by Your Name
13. Spider-Man: Homecoming
14. I Am Not Your Negro
15. The Florida Project
16. Hidden Figures
17. The Salesman (Forushande)
18. The Shape of Water
19. Mudbound
20. Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
21. The Disaster Artist
22. The Lego Batman Movie
23. My Life as a Zucchini (Ma vie de courgette)
24. God’s Own Country
25. Logan Lucky

Awards 2

Lady Bird กลายเป็นหนังที่ได้คะแนน Rotten Tomatoes สูงที่สุดตลอดกาล

ปกติ ข่าวคะแนนหนังจากการประเมินของเว็บไซต์ Rotten Tomatoes มักเป็นข่าวด้านลบ หรือข่าวหนังได้คะแนนน้อย ให้ชวนหวาดกลัวกัน แต่ข่าวนี้เป็นหนังดีมากครับ หนังเรื่อง Lady Bird ผลงานกำกับครั้งแรกของนักแสดงสาว เกรตา เจอร์วิก ได้กลายเป็นหนังที่มีคะแนนวิจารณ์สูงที่สุดและดีที่สุดตลอดกาลจากการประเมินของเว็บไซต์นี้ครับ โค่นแชมป์เก่าอย่าง Toy Story 2 ลงไปได้
หนังได้เปอร์เซ็นต์บวกในตอนนี้อยู่ที่ 100% เต็ม จาก 164 บทวิจารณ์ เฉือน Toy Story 2 ที่ได้ 100% เหมือนกัน จาก 163 บทวิจารณ์ครับ ขณะที่คะแนนเฉลี่ยของหนังก็สูงเช่นกัน อยู่ที่ 8.9/10 อย่างไรก็ดี คะแนนเฉลี่ยยังน้อยกว่า Call Me By Your Name ครับ ที่ได้ 9.2/10 เพียงแต่เรื่องหลังนี้มีนักวิจารณ์ชอบ 98% จาก 120 บทวิจารณ์
หนังเป็นกึ่งอัตชีวประวัติของเจอร์วิกเอง ที่เล่าเรื่องของตัวเธอในช่วงวัยรุ่นที่กำลังสับสน และเรียนอยู่ในโรงเรียนคาทอลิก โดยเน้นไปที่ความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยลงรอยกันระหว่างตัวเธอ เด็กสาวที่ขบถของโรงเรียน กับแม่ผู้ที่จิตใจเข้มแข็ง เซียร์ชา โรแนน รับบทเป็นตัวเธอและเป็นหนึ่งในตัวเก็งนำหญิงของปีนี้ครับ โดยมีลอรี เมตแคลฟ์ นักแสดงเจ้าของรางวัลโทนี่และเอ็มมี่ เป็นผู้รับบทแม่
หนังยังมีนักแสดงสมทบได้แก่เทรซี เลตต์, ทิโมธี ชาลาเมต (ผู้ที่เป็นตัวเก็งเข้าชิงออสการ์นำชายจาก Call Me By Your Name ด้วย) และ ลูคัส เฮดจ์ นักแสดงเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก Manchester by the Sea ครับ
Lady Bird จะเข้าฉายในบ้านเราต้นปีหน้า ผมยังไม่เคยนำตัวอย่างมาให้ชม ลองชมได้ที่ด้านในครับ

Continue reading “Lady Bird กลายเป็นหนังที่ได้คะแนน Rotten Tomatoes สูงที่สุดตลอดกาล”

Director 7

ความเห็นของมาร์ติน สกอร์เซซี ต่อหนัง mother! และ Rotten Tomatoes

“หนังดีจากคนทำหนังตัวจริงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มองออก เสพ หรือเข้าใจโดยทันที หนังดีไม่ได้มีเพื่อให้ชอบโดยทันทีด้วยซ้ำ”

ผู้กำกับตำนาน มาร์ติน สกอร์เซซี ได้ไปเป็นนักเขียนรับเชิญให้ The Hollywood Reporter และเขียนถึงการประเมินคุณค่าภาพยนตร์ด้วยรายได้หนังหรือบ๊อกซ์ออฟฟิศ และการให้คะแนนหนังของ Rotten Tomatoes กับ CinemaScore ต่อหนัง mother! ของผู้กำกับแดเรน แอโรนอฟสกี้ ที่เป็นประเด็นตามสื่อฮอลลีวู้ดเมื่อไม่นานมานี้ครับ บางอย่างในบทความที่สกอร์เซซีเขียนมีมุมมองที่น่าสนใจที่คิดว่าควรนำมาแปลเพื่อบอกต่อแม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็มีหลายประเด็นที่ทำให้กลับมาฉุดคิด ได้ทบทวนตัวเองและเกิดมุมมองใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจเหมือนกันครับ
mother! ได้เกรด F จาก CinemaScore ซึ่งเป็นคะแนนจากการที่บริษัทด้านการตลาดไปสำรวจความเห็นผู้ชมหลังจากดูหนังจบ จากนั้นเกรด F ก็กลายเป็นประเด็นในสื่อเอาไปขยายต่อ ขณะที่ผู้กำกับแอโรนอฟสกี้ก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจและคาดเดาได้ว่าทำไมถึงได้เกรดสอบตกแบบนี้จากผู้ชม ทีมการตลาดยังใช้ความเห็นนักวิจารณ์ฝั่งชมและด่ามาตีคู่ให้ผู้ชมไปพิสูจน์กันด้วยตัวเองด้วยครับ และนี่คือมุมมองของสกอร์เซซีต่อเรื่องทั้งหมดนี้
ผมไม่คิดหรอกนะว่าจะมีใครคิดถึงสมัยที่เรายังเรียนอยู่ และถูกตัดเกรดเวลาทำงาน ผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะมี
ตอนที่ผมเรียนจบ ผมคิดกับตัวเองว่า “แจ๋วเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องเกรดอีกแล้ว!” นั่นเป็นความคิดก่อนการฉายรอบพิเศษหนังเรื่องแรกของผม ถามคนทำหนังคนไหนๆ ก็ย่อมบอกเหมือนกันว่า ประสบการณ์ของรอบพรีวิวนั้นโหดร้ายมาก บางครั้งก็ทำลายล้างจริงๆ อย่างเช่นกรณีของรอบพรีวิวอันโด่งดังของหนังเรื่อง The Magnificent Ambersons ของออร์สัน เวลล์ส์ ที่อาร์เคโอจัดที่โพโมนา ผู้บริหารสตูดิโอใช้ผลตอบรับด้านลบจากการฉายรอบนั้นแล่เถือหนังฉบับตัดต่อดั้งเดิมของเวลส์ที่ตอนนี้เป็นที่รู้กันว่า เป็นหนังใกล้เคียงขั้นผลงานชิ้นเอกที่ถูกทำให้เสียหาย
บางครั้ง เมื่อทุกคนทำงานร่วมกัน รอบทดสอบอาจช่วยตอบคำถามพื้นๆ ได้ ชิ้นส่วนข้อมูลนี้ชัดเจนดีพอสำหรับผู้ชมไหม จังหวะของฉากนี้เหมาะสมไหม อะไรทำให้ผู้ชมหลุดจากความสนใจในตอนนั้น แล้วทำไมมันไม่เข้าเป้า ประเด็นเล็กๆ แต่เฉพาะเจาะจงสุดๆ อาจทำให้กระจ่างชัดได้
แล้วจากนั้น เมื่อหนังได้รับการสร้างออกมาก็จะมีบทวิจารณ์รีวิว ผมเองก็เหมือนทุกคน ได้รับคำวิจารณ์ที่มีทั้งบวกและลบ แน่นอนว่าบทวิจารณ์ด้านลบไม่สนุกนัก แต่มันก็เป็นสิ่งที่มาพร้อมการทำอาชีพนี้ อย่างไรก็ตาม ผมขอบอกว่าในอดีตนั้น เมื่อนักวิจารณ์บางคนมีปัญหากับหนังเรื่องหนึ่งของผม โดยหลักๆ พวกเขาก็จะมีปฏิกิริยาออกมาอย่างมีวิจารณญาณ มีจุดยืนอย่างแท้จริงที่พวกเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องโต้แย้ง
กว่า 20 ปีมานี้ หลายอย่างเปลี่ยนไปในวงการภาพยนตร์ สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นมีในทุกระดับ ตั้งแต่วิธีการสร้างภาพยนตร์ไปจนถึงวิธีการชมและถกเถียงพูดคุย หลายอย่างในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีทั้งด้านที่ดีขึ้นและด้านที่แย่ลง เป็นต้นว่าเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้คนหนุ่มสาวสร้างหนังกันได้แบบทันทีทันใด อย่างมีอิสระโดยสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน การหายไปของเครื่องฉาย 35ม.ม. จากโรงหนังส่วนใหญ่ในการฉายรอบแรกก็ถือเป็นการสูญเสียอย่างยิ่ง
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าไม่มีด้านดีขึ้นเลยไม่ว่าในแง่ไหนก็ตาม มันเริ่มมาตั้งแต่ยุค 80 เมื่อ “บ็อกซ์ออฟฟิศ” เริ่มที่จะผลุดขึ้นมากลายเป็นความหมกมุ่นเฉกเช่นทุกวันนี้ สมัยผมยังหนุ่ม รายงานตัวเลขรายได้หนังมีอยู่เฉพาะในหนังสือพิมพ์ของแวดวงอุตสาหกรรมนี้เช่นเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ แต่สมัยนี้ ผมเกรงว่ามันได้กลายเป็น…ทุกอย่างไปแล้ว รายงานรายได้หนังแฝงอยู่ในเกือบทุกการพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ และบ่อยครั้งที่เป็นมากกว่าแค่สิ่งที่แฝงอยู่ พฤติกรรมการตัดสินอันโหดร้ายที่ทำให้รายได้เปิดตัวหนังในสุดสัปดาห์กลายเป็นความบันเทิงที่กระหายเลือดดูเหมือนถูกใช้เป็นแนวทางการวิจารณ์หนังอันโหดร้ายมากขึ้น ผมกำลังพูดถึงเหล่าบริษัทวิจัยด้านการตลาดอย่าง Cinemascore ที่เริ่มต้นในปลายยุค 70 และ “เว็บไซต์ที่ดึงบทความมาจากที่อื่น” (aggregators) อย่าง Rotten Tomatoes ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการวิเคราะห์วิจารณ์หนังจริงๆ เลย พวกเขาให้คะแนนภาพยนตร์เหมือนที่คุณให้คะแนนม้าในสนามแข่ง หรือร้านอาหารในเว็บให้คะแนนร้านอาหาร หรือเครื่องใช้ภาพในบ้านในเว็บ Consumer Reports พวกเขาเข้ามายุ่งทุกอย่างในธุรกิจภาพยนตร์ แต่ไม่เคยเกี่ยวข้องสักนิดในด้านสร้างสรรค์หรือการให้มุมมองที่ฉลาดๆ แก่หนัง คนทำหนังถูกลดทอนกลายเป็นผู้ผลิตเนื้อหา และผู้ชมถูกลดระดับกลายเป็นผู้บริโภคที่ไม่กล้าผจญภัย
บริษัทและเว็บไซต์รวมบทความเหล่านี้ได้ตั้งหลักเกณฑ์ที่เป็นปรปักษ์ต่อนักทำหนังจริงจัง แม้กระทั่งการตั้งชื่อว่า Rotten Tomatoes ก็เป็นการดูถูกเหยียดหยาม และเมื่อการวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เขียนด้วยผู้คนที่มีความคลั่งไคล้และความรู้จริงๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ได้ค่อยๆ เลือนหายไป ก็ดูเหมือนมีแต่เสียงที่เอาแต่ด่าทอตัดสินเพียงอย่างเดียวดังมากขึ้นๆ ผู้คนที่ดูเหมือนสนุกในการดูหนังแล้วเห็นคนทำหนังถูกปฏิเสธ ถูกเพิกเฉย และในบางกรณี ถูกฉีกเนื้อจนเป็นชิ้นๆ ไม่ต่างจากฝูงชนที่เอาเป็นเอาตายและกระหายเลือดเพิ่มมากขึ้นๆ ในตอนจบของ mother! ของแดเรน แอโรนอฟสกี้
ก่อนที่ผมจะได้ดู mother! จริงๆ ผมหงุดหงิดใจอย่างที่สุดจากคำตัดสินอันรุนแรงเหล่านั้น ผู้คนมากมายดูเหมือนจะอยากให้คำนิยามแก่หนัง ตีกรอบมัน ค้นหาว่ามันต้องการอะไรและสาปแช่งมัน และหลายคนก็ดูเหมือนจะสะใจที่มันได้เกรด F จาก Cinemascore แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นบทความข่าวเป็นจริงเป็นจัง mother! ถูกตบหน้าด้วยเกรด F ของ CinemaScore อันน่าสะพรึง แย่พอๆ กับหนังของโรเบิร์ต อัลท์แมน, เจน แคมเปียน, วิลเลียม ฟรีดกิน และ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก
หลังจากผมได้มีโอกาสชม mother! ผมยิ่งหงุดหงิดใจไปกับการรีบตัดสินเหล่านี้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมอยากแบ่งปันความคิดเห็น ผู้คนดูเหมือนออกมาไล่สับเพียงเพราะว่าหนังไม่อาจนิยามได้ง่ายๆ หรือตีความได้ง่ายๆ หรือหดเหลือคำพูดเพียงสองคำ มันเป็นหนังสยองขวัญ หรือเป็นหนังตลกร้าย หรือเป็นนิทานแฝงคติไบเบิล หรือเป็นนิทานสอนใจเรื่องศีลธรรมและการทำลายสิ่งแวดล้อม บางที มันอาจเป็นทั้งหมดนั้นอย่างละนิดหน่อย แต่ไม่ใช่อยู่ในหมวดหนึ่งหมวดใดเพียวๆ แน่นอน
หนังจำเป็นต้องได้รับการอธิบายไหม แล้วประสบการณ์ในการชม mother! ล่ะ มันทั้งสัมผัสได้ มีการจัดวางและการแสดงอย่างยอดเยี่ยมสวยงาม มุมกล้องที่แสดงความเห็นส่วนตัว และกลับมุมมองผ่านสายตาซึ่งเคลื่อนที่อยู่ตลอด…การออกแบบเสียง ที่พุ่งใส่ผู้ชมจากทุกมุมและนำคุณดำดิ่งลงไปลึกขึ้นๆ ในฝันร้าย…การค่อยๆ คลี่เรื่องราวออกซึ่งยิ่งทำให้ปั่นป่วนใจมากขึ้นเมื่อหนังดำเนินไป ความเป็นหนังสยองขวัญ หนังตลกร้าย เนื้อหาไบเบิล นิทานสอนใจ มันอยู่ในนั้นทั้งหมด แต่มันเป็นองค์ประกอบในประสบการณ์รวมทั้งหมดที่กลืนตัวละครกับผู้ชมร่วมไปด้วย มีแต่นักทำหนังตัวจริงและมีความคลั่งไคล้เท่านั้นที่จะทำหนังเช่นนี้ได้ ซึ่งผมยังคงได้ประสบการณ์นั้นอยู่หลายสัปดาห์หลังจากชมหนัง
หนังดีจากคนทำหนังตัวจริงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มองออก เสพ หรือเข้าใจโดยทันที หนังดีไม่ได้มีเพื่อให้ชอบโดยทันทีด้วยซ้ำ มันถูกสร้างมาแค่เพราะคนที่อยู่หลังกล้องต้องทำมันออกมา และใครก็ตามที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ย่อมรู้ดี มีรายชื่อหนังมากมายยาวเฟื้อย เช่น The Wizard of Oz, It’s a Wonderful Life, Vertigo และ Point Blank เป็นต้น ที่ถูกปฏิเสธในทีแรกตอนที่ออกฉายแล้วกลายเป็นหนังคลาสสิคในภายหลัง การให้คะแนนของ Tomatometer และการให้เกรดของ Cinemascore ไม่ช้าก็จะหายไป หรือบางทีอาจถูกเขี่ยไปโดยอะไรที่แย่กว่าด้วยซ้ำ
หรือบางที พวกมันอาจจะเลือนลางและจางหายไปด้วยแสงแห่งดวงวิญญาณดวงใหม่ของผู้ที่มีความสามารถในการอ่านเขียนเรื่องภาพยนตร์ ขณะเดียวกัน การรังสรรค์ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความรักอย่าง mother! จะยังคงเติบโตในจิตใจของเรา

Continue reading “ความเห็นของมาร์ติน สกอร์เซซี ต่อหนัง mother! และ Rotten Tomatoes”

Box Office 3

ผลการศึกษาบอกว่า Rotten Tomatoes ไม่มีผลต่อรายได้หนังในสหรัฐ

รายได้หนังซัมเมอร์ในสหรัฐปีนี้ตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งไม่เคยต่ำขนาดนี้มาตั้งแต่ปี 2006 ครับ บรรดาผู้บริหารของค่ายหนังบางค่าย หรือคนทำหนังบางกลุ่มโทษไปที่มาตรวัดหรือการประเมินวิจารณ์หนังของเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ที่ทำให้ผู้ชมไม่อยากออกมาดูหนังกัน โดยเฉพาะกับหนัง Emoji Movie และ Baywatch ที่มีรายงานจากวงในว่าผู้บริหารฉุนมากๆ แต่ปรากฏว่าผลวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีบันเทิงแห่งมหาวิทยาลัยเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย กลับได้ข้อสรุปตรงกันข้ามว่า การประเมินคะแนนของเว็บไซต์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลถึงรายได้ภาพยนตร์ในสหรัฐเลย
อีฟ เบอร์ควิสต์ ผู้อำนวยการของโครงการข้อมูลและการวิเคราะห์ของมหาวิทยาลัยดังกล่าวได้นำตัวเลขรายได้ภาพยนตร์ในสหรัฐตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2017 มาวิเคราะห์กับคะแนนของ Rotten Tomatoes และสรุปว่า “คะแนนของ Rotten Tomatoes ไม่เคยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ภาพยนตร์ ไม่ว่าทั้งในทางบวกหรือในทางลบ
แค่เฉพาะรายได้ของหนังซัมเมอร์ปี 2017 ก็เห็นได้ถึงค่าความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนมะเขือเน่าหรือสดว่าไม่ส่งผลทั้งด้านบวกและลบต่อรายได้หนัง ความจริงแล้ว หนังที่ทำเงินทั่วโลกเกิน 300 ล้านเหรียญในปีนี้จะได้คะแนนอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนอยู่ราวๆ 77.5% สูงกว่าปี 2013 ที่ได้ราวๆ 73%
แล้วเคยมีไหมที่ผู้ชมกับนักวิจารณ์มีความเห็นสวนทางกันต่อหนังเรื่องหนึ่งๆ ในรายงานบอกว่าไม่มี ผลการวิเคราะห์บอกว่าคะแนน Rotten Tomatoes ของฝั่งผู้ชมค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกับฝั่งนักวิจารณ์ “คะแนนของผู้ชมกับคะแนนของนักวิจารณ์ไม่ได้แตกต่างกันจนเห็นได้ชัด ยิ่งที่หนังทำเงินมากบนตารางหนังทำเงิน คะแนนระหว่างสองฝั่งยิ่งแตกต่างกันน้อย ซึ่งแปลว่าผู้ชมเริ่มกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเดาออกว่าหนังเรื่องไหนแย่ และหนีห่างออกมา
เบอร์ควิสต์บอกด้วยว่า การทุ่มเงินให้งานสร้างหนังและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกหนักๆ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าหนังจะทำเงินสูงตามด้วย ยิ่งทุนสร้างเพิ่มสูงมากก็ยิ่งเสี่ยงด้านการเงินมาก และเป็นเหตุผลที่วอลสตรีตค่อนข้างโหดร้ายต่อหุ้นของธุรกิจบันเทิงในระยะหลัง
ที่มา: Variety

Continue reading “ผลการศึกษาบอกว่า Rotten Tomatoes ไม่มีผลต่อรายได้หนังในสหรัฐ”