Advertisements

ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เป็นประธานาธิบดี Roosevelt ในหนังชีวประวัติที่จะกำกับโดยสกอร์เซซี

หลังจากร่วมงานกันมาแล้ว 5 เรื่อง โดย The Wolf of Wall Street เป็นเรื่องล่าสุดที่ได้ฉายไปแล้ว และยังมีหนังที่จะร่วมงานกันอีกหลายเรื่อง เป็นต้นว่า The Devil in the White City และ Killers of the Flower Moon ทั้งลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ กับ ผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี ก็ยังหาโครงการหนังที่จะร่วมงานกันเพิ่มได้อีก คราวนี้เป็นนังชีวประวัติอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ธีโอดอร์ รูสเวลท์ ครับ
หนังจะใช้ชื่อว่า Roosevelt ที่ดิคาปริโอจะรับบทนำเอง และร่วมอำนวยการสร้างด้วย เช่นเดียวกับสกอร์เซเซีที่นอกจากกำกับก็จะร่วมอำนวยการสร้างด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งคู่กำลังเจรจาอยู่กับพาราเมาท์ พิคเจอร์ส ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายให้
หนังจะใช้นักเขียนบทหน้าใหม่ สก็อต บลูม มารับหน้าที่เขียนบทหนังซึ่งจะเล่าเรื่องราวของประธานาธิบดีผู้มีชื่อเล่นว่า “เท็ดดี้” และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ ทั้งยังเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอีกด้วย
ผลงานเด่นของรูสเวลท์ก็คืองานด้านอนุรักษ์ธรรมชาติซึ่งสอดคล้องกับชีวิตของดิคาปริโอที่เขาเองก็เป็นนักสิ่งแวดล้อมครับ
สำหรับการรับบทนี้ในฉบับภาพยนตร์ที่คุ้นตาผู้ชมบ้านเรามากที่สุดก็คงเป็นบทบาทของโรบิน วิลเลียมส์ ในหนังชุด Night at the Museum
ที่มา: Variety

Read more of this post

Advertisements

ความเห็นของมาร์ติน สกอร์เซซี ต่อหนัง mother! และ Rotten Tomatoes

“หนังดีจากคนทำหนังตัวจริงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มองออก เสพ หรือเข้าใจโดยทันที หนังดีไม่ได้มีเพื่อให้ชอบโดยทันทีด้วยซ้ำ”

ผู้กำกับตำนาน มาร์ติน สกอร์เซซี ได้ไปเป็นนักเขียนรับเชิญให้ The Hollywood Reporter และเขียนถึงการประเมินคุณค่าภาพยนตร์ด้วยรายได้หนังหรือบ๊อกซ์ออฟฟิศ และการให้คะแนนหนังของ Rotten Tomatoes กับ CinemaScore ต่อหนัง mother! ของผู้กำกับแดเรน แอโรนอฟสกี้ ที่เป็นประเด็นตามสื่อฮอลลีวู้ดเมื่อไม่นานมานี้ครับ บางอย่างในบทความที่สกอร์เซซีเขียนมีมุมมองที่น่าสนใจที่คิดว่าควรนำมาแปลเพื่อบอกต่อแม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็มีหลายประเด็นที่ทำให้กลับมาฉุดคิด ได้ทบทวนตัวเองและเกิดมุมมองใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจเหมือนกันครับ
mother! ได้เกรด F จาก CinemaScore ซึ่งเป็นคะแนนจากการที่บริษัทด้านการตลาดไปสำรวจความเห็นผู้ชมหลังจากดูหนังจบ จากนั้นเกรด F ก็กลายเป็นประเด็นในสื่อเอาไปขยายต่อ ขณะที่ผู้กำกับแอโรนอฟสกี้ก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจและคาดเดาได้ว่าทำไมถึงได้เกรดสอบตกแบบนี้จากผู้ชม ทีมการตลาดยังใช้ความเห็นนักวิจารณ์ฝั่งชมและด่ามาตีคู่ให้ผู้ชมไปพิสูจน์กันด้วยตัวเองด้วยครับ และนี่คือมุมมองของสกอร์เซซีต่อเรื่องทั้งหมดนี้
ผมไม่คิดหรอกนะว่าจะมีใครคิดถึงสมัยที่เรายังเรียนอยู่ และถูกตัดเกรดเวลาทำงาน ผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะมี
ตอนที่ผมเรียนจบ ผมคิดกับตัวเองว่า “แจ๋วเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องเกรดอีกแล้ว!” นั่นเป็นความคิดก่อนการฉายรอบพิเศษหนังเรื่องแรกของผม ถามคนทำหนังคนไหนๆ ก็ย่อมบอกเหมือนกันว่า ประสบการณ์ของรอบพรีวิวนั้นโหดร้ายมาก บางครั้งก็ทำลายล้างจริงๆ อย่างเช่นกรณีของรอบพรีวิวอันโด่งดังของหนังเรื่อง The Magnificent Ambersons ของออร์สัน เวลล์ส์ ที่อาร์เคโอจัดที่โพโมนา ผู้บริหารสตูดิโอใช้ผลตอบรับด้านลบจากการฉายรอบนั้นแล่เถือหนังฉบับตัดต่อดั้งเดิมของเวลส์ที่ตอนนี้เป็นที่รู้กันว่า เป็นหนังใกล้เคียงขั้นผลงานชิ้นเอกที่ถูกทำให้เสียหาย
บางครั้ง เมื่อทุกคนทำงานร่วมกัน รอบทดสอบอาจช่วยตอบคำถามพื้นๆ ได้ ชิ้นส่วนข้อมูลนี้ชัดเจนดีพอสำหรับผู้ชมไหม จังหวะของฉากนี้เหมาะสมไหม อะไรทำให้ผู้ชมหลุดจากความสนใจในตอนนั้น แล้วทำไมมันไม่เข้าเป้า ประเด็นเล็กๆ แต่เฉพาะเจาะจงสุดๆ อาจทำให้กระจ่างชัดได้
แล้วจากนั้น เมื่อหนังได้รับการสร้างออกมาก็จะมีบทวิจารณ์รีวิว ผมเองก็เหมือนทุกคน ได้รับคำวิจารณ์ที่มีทั้งบวกและลบ แน่นอนว่าบทวิจารณ์ด้านลบไม่สนุกนัก แต่มันก็เป็นสิ่งที่มาพร้อมการทำอาชีพนี้ อย่างไรก็ตาม ผมขอบอกว่าในอดีตนั้น เมื่อนักวิจารณ์บางคนมีปัญหากับหนังเรื่องหนึ่งของผม โดยหลักๆ พวกเขาก็จะมีปฏิกิริยาออกมาอย่างมีวิจารณญาณ มีจุดยืนอย่างแท้จริงที่พวกเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องโต้แย้ง
กว่า 20 ปีมานี้ หลายอย่างเปลี่ยนไปในวงการภาพยนตร์ สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นมีในทุกระดับ ตั้งแต่วิธีการสร้างภาพยนตร์ไปจนถึงวิธีการชมและถกเถียงพูดคุย หลายอย่างในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีทั้งด้านที่ดีขึ้นและด้านที่แย่ลง เป็นต้นว่าเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้คนหนุ่มสาวสร้างหนังกันได้แบบทันทีทันใด อย่างมีอิสระโดยสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน การหายไปของเครื่องฉาย 35ม.ม. จากโรงหนังส่วนใหญ่ในการฉายรอบแรกก็ถือเป็นการสูญเสียอย่างยิ่ง
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าไม่มีด้านดีขึ้นเลยไม่ว่าในแง่ไหนก็ตาม มันเริ่มมาตั้งแต่ยุค 80 เมื่อ “บ็อกซ์ออฟฟิศ” เริ่มที่จะผลุดขึ้นมากลายเป็นความหมกมุ่นเฉกเช่นทุกวันนี้ สมัยผมยังหนุ่ม รายงานตัวเลขรายได้หนังมีอยู่เฉพาะในหนังสือพิมพ์ของแวดวงอุตสาหกรรมนี้เช่นเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ แต่สมัยนี้ ผมเกรงว่ามันได้กลายเป็น…ทุกอย่างไปแล้ว รายงานรายได้หนังแฝงอยู่ในเกือบทุกการพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ และบ่อยครั้งที่เป็นมากกว่าแค่สิ่งที่แฝงอยู่ พฤติกรรมการตัดสินอันโหดร้ายที่ทำให้รายได้เปิดตัวหนังในสุดสัปดาห์กลายเป็นความบันเทิงที่กระหายเลือดดูเหมือนถูกใช้เป็นแนวทางการวิจารณ์หนังอันโหดร้ายมากขึ้น ผมกำลังพูดถึงเหล่าบริษัทวิจัยด้านการตลาดอย่าง Cinemascore ที่เริ่มต้นในปลายยุค 70 และ “เว็บไซต์ที่ดึงบทความมาจากที่อื่น” (aggregators) อย่าง Rotten Tomatoes ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการวิเคราะห์วิจารณ์หนังจริงๆ เลย พวกเขาให้คะแนนภาพยนตร์เหมือนที่คุณให้คะแนนม้าในสนามแข่ง หรือร้านอาหารในเว็บให้คะแนนร้านอาหาร หรือเครื่องใช้ภาพในบ้านในเว็บ Consumer Reports พวกเขาเข้ามายุ่งทุกอย่างในธุรกิจภาพยนตร์ แต่ไม่เคยเกี่ยวข้องสักนิดในด้านสร้างสรรค์หรือการให้มุมมองที่ฉลาดๆ แก่หนัง คนทำหนังถูกลดทอนกลายเป็นผู้ผลิตเนื้อหา และผู้ชมถูกลดระดับกลายเป็นผู้บริโภคที่ไม่กล้าผจญภัย
บริษัทและเว็บไซต์รวมบทความเหล่านี้ได้ตั้งหลักเกณฑ์ที่เป็นปรปักษ์ต่อนักทำหนังจริงจัง แม้กระทั่งการตั้งชื่อว่า Rotten Tomatoes ก็เป็นการดูถูกเหยียดหยาม และเมื่อการวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เขียนด้วยผู้คนที่มีความคลั่งไคล้และความรู้จริงๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ได้ค่อยๆ เลือนหายไป ก็ดูเหมือนมีแต่เสียงที่เอาแต่ด่าทอตัดสินเพียงอย่างเดียวดังมากขึ้นๆ ผู้คนที่ดูเหมือนสนุกในการดูหนังแล้วเห็นคนทำหนังถูกปฏิเสธ ถูกเพิกเฉย และในบางกรณี ถูกฉีกเนื้อจนเป็นชิ้นๆ ไม่ต่างจากฝูงชนที่เอาเป็นเอาตายและกระหายเลือดเพิ่มมากขึ้นๆ ในตอนจบของ mother! ของแดเรน แอโรนอฟสกี้
ก่อนที่ผมจะได้ดู mother! จริงๆ ผมหงุดหงิดใจอย่างที่สุดจากคำตัดสินอันรุนแรงเหล่านั้น ผู้คนมากมายดูเหมือนจะอยากให้คำนิยามแก่หนัง ตีกรอบมัน ค้นหาว่ามันต้องการอะไรและสาปแช่งมัน และหลายคนก็ดูเหมือนจะสะใจที่มันได้เกรด F จาก Cinemascore แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นบทความข่าวเป็นจริงเป็นจัง mother! ถูกตบหน้าด้วยเกรด F ของ CinemaScore อันน่าสะพรึง แย่พอๆ กับหนังของโรเบิร์ต อัลท์แมน, เจน แคมเปียน, วิลเลียม ฟรีดกิน และ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก
หลังจากผมได้มีโอกาสชม mother! ผมยิ่งหงุดหงิดใจไปกับการรีบตัดสินเหล่านี้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมอยากแบ่งปันความคิดเห็น ผู้คนดูเหมือนออกมาไล่สับเพียงเพราะว่าหนังไม่อาจนิยามได้ง่ายๆ หรือตีความได้ง่ายๆ หรือหดเหลือคำพูดเพียงสองคำ มันเป็นหนังสยองขวัญ หรือเป็นหนังตลกร้าย หรือเป็นนิทานแฝงคติไบเบิล หรือเป็นนิทานสอนใจเรื่องศีลธรรมและการทำลายสิ่งแวดล้อม บางที มันอาจเป็นทั้งหมดนั้นอย่างละนิดหน่อย แต่ไม่ใช่อยู่ในหมวดหนึ่งหมวดใดเพียวๆ แน่นอน
หนังจำเป็นต้องได้รับการอธิบายไหม แล้วประสบการณ์ในการชม mother! ล่ะ มันทั้งสัมผัสได้ มีการจัดวางและการแสดงอย่างยอดเยี่ยมสวยงาม มุมกล้องที่แสดงความเห็นส่วนตัว และกลับมุมมองผ่านสายตาซึ่งเคลื่อนที่อยู่ตลอด…การออกแบบเสียง ที่พุ่งใส่ผู้ชมจากทุกมุมและนำคุณดำดิ่งลงไปลึกขึ้นๆ ในฝันร้าย…การค่อยๆ คลี่เรื่องราวออกซึ่งยิ่งทำให้ปั่นป่วนใจมากขึ้นเมื่อหนังดำเนินไป ความเป็นหนังสยองขวัญ หนังตลกร้าย เนื้อหาไบเบิล นิทานสอนใจ มันอยู่ในนั้นทั้งหมด แต่มันเป็นองค์ประกอบในประสบการณ์รวมทั้งหมดที่กลืนตัวละครกับผู้ชมร่วมไปด้วย มีแต่นักทำหนังตัวจริงและมีความคลั่งไคล้เท่านั้นที่จะทำหนังเช่นนี้ได้ ซึ่งผมยังคงได้ประสบการณ์นั้นอยู่หลายสัปดาห์หลังจากชมหนัง
หนังดีจากคนทำหนังตัวจริงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มองออก เสพ หรือเข้าใจโดยทันที หนังดีไม่ได้มีเพื่อให้ชอบโดยทันทีด้วยซ้ำ มันถูกสร้างมาแค่เพราะคนที่อยู่หลังกล้องต้องทำมันออกมา และใครก็ตามที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ย่อมรู้ดี มีรายชื่อหนังมากมายยาวเฟื้อย เช่น The Wizard of Oz, It’s a Wonderful Life, Vertigo และ Point Blank เป็นต้น ที่ถูกปฏิเสธในทีแรกตอนที่ออกฉายแล้วกลายเป็นหนังคลาสสิคในภายหลัง การให้คะแนนของ Tomatometer และการให้เกรดของ Cinemascore ไม่ช้าก็จะหายไป หรือบางทีอาจถูกเขี่ยไปโดยอะไรที่แย่กว่าด้วยซ้ำ
หรือบางที พวกมันอาจจะเลือนลางและจางหายไปด้วยแสงแห่งดวงวิญญาณดวงใหม่ของผู้ที่มีความสามารถในการอ่านเขียนเรื่องภาพยนตร์ ขณะเดียวกัน การรังสรรค์ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความรักอย่าง mother! จะยังคงเติบโตในจิตใจของเรา

Read more of this post

มาร์ติน สกอร์เซซี เปิดหลักสูตรสอนกำกับหนังออนไลน์ในปี 2018

มาร์ติน สกอร์เซซี เป็นผู้กำกับเก่า แต่ยังเก๋า และไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนางาน รวมถึงลองประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเองที่เกี่ยวกับการทำงาน และประสบการณ์ใหม่ที่ผู้กำกับออสการ์และมีหนังขึ้นหิ้งมากมายผู้นี้จะทดลองก็เป็นการให้ผู้สนใจเรื่องการทำหนังทุกคนได้ลองไปด้วยกันครับ นั่นก็คือการเปิดหลักสูตรสอนการทำหนังออนไลน์ครับ
ในหลักสูตรดังกล่าว สกอร์เซซีจะนำผลงานเก่ามาแยกย่อยให้ดูว่าเขามีแนวทางในการกำกับหนังแต่ละเรื่องนั้นยังไง รวมถึงสอนเรื่องการเล่าเรื่อง การตัดต่อ และการทำงานกับนักแสดงด้วย
การสอนจะเป็นในลักษณะของ MasterClass หรือการสอนเชิงสาธิตที่เหมาะแก่ผู้มีความรู้พื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว โดยจะมีวิดีโอการสอนยาว 20 ตอน มีสมุกงานให้ดาวน์โหลดเพื่อใช้ทบทวนการสอน รวมถึงคู่มือเสริมสำหรับการเรียน นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถอัพโหลดคลิปเพื่อซักถามได้ด้วย ซึ่งสอร์เซซีจะเลือกมาตอบ
ใครที่สนใจก็รอได้ครับ ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2018 นี้ครับ โดยคิดค่าเรียน 90 เหรียญ (ตกเกือบราวๆ 3000 บาท) โดยสมัครล่วงหน้าได้ก่อนที่ masterclass.com/ms ครับ

Read more of this post

วอร์เนอร์ฯ อยากได้ดคิคาปริโอเป็น Joker, เลโตไม่พอใจกับแผนสร้างหนังแยก

หนังต้นกำเนิด The Joke ตัวร้ายของ Batman ในเรื่องราวแยกต่างหากที่ไม่เกี่ยวกับจักรวาลดีซีของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส มีท็อด ฟิลลิปส์ มารับหน้าที่กำกับแล้ว และได้มาร์ติน สกอร์เซซี มาอำนวยการสร้าง ย่อมมาพร้อมความต้องการที่จะได้นักแสดงระดับบิ๊กๆ ครับ และรายงานจากเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่า การที่ได้สกอร์เซซีมาอำนวยการสร้างนี่แหละ คือแผนของวอร์เนอร์ฯ ที่จะดึงลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ให้เข้ามาสู่โลกของหนังจากหนังสือการ์ตูน
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยื่นข้อเสนอให้นักแสดงหนุ่มผู้ร่วมงานกับสกอร์เซซีมาตั้งแต่ Gangs of New York, The Aviator, The Departed, Shutter Island และ The Wolf of Wall Street ในตอนนี้ และข้อตกลงสัญญาที่จะให้สกอร์เซซีมารับหน้าที่อำนวยการสร้างก็จะไม่เรียบร้อยดี
ในรายงานบอกด้วยว่าแม้วอร์เนอร์จะอยากได้ดิคาปริโอ แต่ในความจริงแล้วโอกาสที่จะได้ตัวมานั้นมีน้อยไปจนถึงศูนย์ แต่ก็เป็นการส่งสัญญาว่าวอร์เนอร์ฯ ต้องการนักแสดงและนักทำหนังแนวจริงจังเพื่อมาสร้างหนังแนวจริงจังที่ไม่จำเป็นต้องให้ดูเหมือนหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป มีอิสระในความคิดสร้างสรรค์ และไม่ต้องห่วงว่าจะยึดติกับหนังเรื่องไหนที่สร้างมาก่อนหรือจะสร้างต่อไป
แผนการสร้างหนังแยกจักรวาลที่จะใช้บริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้ไม่ได้เป็นที่พอใจของทุกคน รายงานบอกด้วยว่าจาเรด เลโต ผู้รับบทโจ๊กเกอร์อยู่ในหนังชุด Suicide Squad และจะกลับมารับบทอีกในหนัง The Joker and Harley Quinn ที่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ ได้รู้ข่าวเรื่องการสร้างหนัง The Joker แบบที่เขาไม่ทันตั้งตัว เพราะเท่ากับมีโจ๊กเกอร์ขึ้นมาอีกคนที่มีโอกาสเล่นได้ฉีกแนวออกไปได้อีก
ที่มา: THR

Read more of this post

วอร์เนอร์ฯ เตรียมทำหนัง The Joker ให้ท็อด ฟิลลิปส์ กำกับ, มาร์ติน สกอร์เซซี สร้าง

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส และดีซี ฟิล์ม เตรียมสร้างหนังต้นกำเนิด The Joker ตัวร้ายดังในหนังสือการ์ตูนชุด Batman ครับ ตามรายงานจากเดดไลน์ และดูเหมือนว่าจะได้ทีมเบื้องหลังระดับบิ๊กๆ ด้วย

แผนการตอนนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นครับ แต่ได้วางตัวผู้กำกับ ท็อด ฟิลลิปส์ จาก The Hangover มารับหน้าที่กำกับ โดยฟิลลิปส์จะร่วมเขียนบทด้วยกับสก็อต ซิลเวอร์ จาก 8-Mile กับ The Fighter และยังมีมาร์ติน สกอร์เซซี (ใช่แล้ว) มารับหน้าที่อำนวยการสร้าง

สำหรับแผนการในการสร้างนั้น หนังจะไม่อยู่ในจักรวาลภาพยนตร์ดีซีเดียวกับที่สร้างอยู่ในตอนนี้หรือตอนไหนครับ จะเป็นการสร้างภายใต้บริษัทที่จะตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อให้วอร์เนอร์ฯ สร้างเส้นเรื่องพิเศษโดยเฉพาะให้แก่หนังเรื่องนี้ได้ และใช้นักแสดงชุดใหม่มารับบทเป็นตัวละครต่างๆ จากหนังสือการ์ตูนชุดแบทแมนในหนังเรื่องนี้ พูดง่ายๆ ก็คือจะเป็นคนละจักรวาลและคนละทีมสร้างกัน

โทนของหนังจะเป็นแนวอาชญากรรม มีความดิบโหด ดุดัน เดือดพล่าน โดยมีฉากหลังเป็นเมืองก็อทแธมในยุค 80 ไม่ให้รู้สึกว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ดีซี แต่ให้ออกมาโทนคล้าย Taxi Driver หรือ Raging Bull (อาจเพราะเหตุนี้กระมังถึงได้ให้สกอร์เซซีมารับหน้าที่อำนวยการสร้างครับ)

จาเรด เลโต จะไม่ได้รับบทเป็นโจ๊กเกอร์ในฉบับนี้ครับ แต่คาดว่าจะไปแสดงใน Suicide Squad 2 กับ Gotham City Sirens แทน ผู้สร้างต้องการหานักแสดงที่หนุ่มกว่าและเด็กกว่ามารับบท

ที่มา: Deadline

Read more of this post

เดอ นีโร, ปาชิโน, เพสซี, ไคเทล พบกันใน The Irishman ของมาร์ติน สกอร์เซซี

ดูเหมือนว่านักแสดงหลักของ The Irishman ผลงานกำกับเรื่องใหม่ของมาร์ติน สกอร์เซซี ได้นักแสดงรุ่นลายครามตามที่ต้องการครบแล้วครับ อันได้แก่โรเบิร์ต เดอ นีโร, อัล ปาชิโน, โจ เพสซี และ ฮาร์วี่ ไคเทล ตามรายงานจากเดดไลน์

สกอร์เซซีมีแผนจะดัดแปลงหนังเรื่องนี้มานาน และเพิ่งได้เน็ตฟลิกซ์มาออกทุนสร้างให้ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เป็นทุนสร้างสำหรับหนังมาเฟียที่ค่ายหนังทั่วไปไม่กล้าลงทุนระดับนี้แล้ว แต่เน็ตฟลิกซ์ซึ่งเป็นบริษัทบริการหนังออนไลน์กล้าควักกระเป๋าจ่ายครับ

เหตุผลที่หนังเรื่องนี้ต้องใช้ทุนสูงขนาดนี้เพราะต้องพึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปลงให้นักแสดงนำของเรื่องมาอยู่ในวัย 30, 50 และ 70 เพื่อบอกเล่าเรื่องราว แปลว่าเราจะได้เห็นโรเบิร์ต เดอ นีโร, อัล ปาชิโน และ โจ เพสซี หนุ่มกันอีกครั้งด้วยเทคโนโลยีแบบที่ทำให้ไมเคิล ดักลาส ดูหนุ่มใน Ant-Man ในหนังมาเฟียเรื่องนี้ครับ

เพสซีเป็นคนสุดท้ายในบรรดาทั้งสี่นักแสดงที่โดดมาร่วมโครงการหนังหลังจากเกษียณตัวเองไปแล้ว และปฏิเสธสกอร์เซซีหลายสิบครั้ง แต่ก็ยอมออกจากการเกษียณมาร่วมโครงการหนังในที่สุดและเซ็นสัญญาในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนับจาก Casino ที่ออกฉายในปี 1995 ส่วนปาชิโนนั้นกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของสัญญา แต่ตกลงร่วมงานด้วยแน่ๆ ซึ่งถือเป็นการร่วมงานกับสกอร์เซซีเป็นครั้งแรกครับ

หนังดัดแปลงจากหนังสือ I Heard You Paint Houses ของชาร์ลส์ แบรนด์ท์ ที่เล่าเรื่องของแฟรงก์ ชีแรน ฉายา”เจ้าไอริช” มือปืนที่สารภาพว่าเป็นผู้สังหารจิมมี่ ฮอฟฟา ทำให้เอฟบีไอต้องไปรื้อบ้านหลังหนึ่งเพื่อหาตัวอย่างเลือดมาตรวจหาดีเอ็นเอ แต่ก็ไม่พบ และจิมมี่ ฮอฟฟาก็ยังสาปสูญจนทุกวันนี้ (ชื่อหนังสือซึ่งแปลว่าฉันได้ยินว่านายทาสีบ้าน หมายถึงการฆ่าคน เพราะเมื่อฆ่าคนแล้วก้ต้องทาสีทับบ้านเพื่อปกปิดร่องรอยเลือด)

เดอ นีโร จะรับบทเป็นชีแรน, เพสซีจะรับบทเป็นหัวหน้ามาเฟีย รัสเซล บูฟาลิโน ที่เกี่ยวพันพับการหายตัวไปของฮอฟฟา

หนังมีกำหนดเปิดกล้องเดือนหน้านี้ที่นิวยอร์ก และจะถ่ายทำจนถึงธันวาคมครับ

ที่มา: Deadline

Read more of this post

ดิคาปริโอ, เดอ นีโร และสกอร์เซซี เตรียมพบกันใน Killers Of The Flower Moon

ทั้งลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ โรเบิร์ต เดอ นีโร ต่างได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงขาประจำของผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี แต่ทั้งคู่ยังไม่เคยร่วมงานกันในหนังของสกอร์เซซีเลยสักครั้ง ยกเว้นในหนังสั้น The Audition ที่ใช้โฆษณาคาสิโนในมาเก๊า และดูเหมือนว่าทั้งคู่จะได้โอกาสนั้นในหนังที่ได้แปลงจากหนังสือเรื่อง Killers Of The Flower Moon ครับ

ต้นฉบับมาจากนิยายที่เขียนจากเรื่องจริงชื่อ Killers Of The Flower Moon: The Osage Murders And The Birth Of The FBI ของเดวิด แกรนน์ ที่ค่ายหนังเปิดศึกประมูลช่วงชิงลิขสิทธิ์กันมาเมื่อปีที่แล้ว และปรากฏว่า Imperative Entertainment ประมูลได้ไปด้วยราคา 5 ล้านเหรียญ และมอบหมายให้เอริก ร็อธ จาก Forrest Gump และ Munich มาเขียนบท ซึ่งอิมเพอเรทีฟกำลังทาบทามให้ทั้งสามมาร่วมโครงการหนังเรื่องนี้ และดูเหมือนว่าทั้งสามก็สนใจด้วย

หนังจะเล่าเรื่องราวของชนเผ่าอินเดียนในออซาจ เคาน์ตี้ รัฐโอกลาโฮมา ที่พบน้ำมันในดินแดนของตนเอง แล้วก็สร้างความโลภให้ผู้คนจนเกิดแผนสมคบคิดที่นำไปสู่การฆาตกรรมชาวอินเดียนในชนเผ่าดังกล่าวจนเอฟบีไอต้องเข้ามาสืบสวนคดี นำโดยเจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอคนแรกของสหรัฐ

แต่ก่อนที่ทั้งสามจะได้มาพบกัน สกอร์เซซีกำลังมีแผนที่จะร่วมงานกับเดอ นีโร อีก ในหนังมาเฟียที่จะฉายทางเน็ตฟลิกซ์ เรื่อง The Irishmen ซึ่งมีอัล ปาชิโน กับ โจ เพสซี ร่วมรับบทด้วย ส่วนดิคาปริโอก็มีแผนจะร่วมงานกับสกอร์เซซีในหนังฆาตกรรมต่อเนื่องเรื่อง The Devil in the White City ที่ดิคาปริโอจะรับบทเป็นฆาตกรต่อเนื่องคนแรกที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

เดอ นีโร กับ ดิคาปริโอ เคยพบกันบนจอเงินมาก่อนใน Marvin’s Room และ This Boy’s Life

ที่มา: deadline

Read more of this post