Advertisements

King Arthur: Legend of the Sword เตรียมขาดทุนราว 150 ล้านเหรียญ

นักวิเคราะห์มองว่า King Arthur: Legend of the Sword จะเปิดตัวด้วยตัวเลขรายได้ที่ย่ำแย่ แต่เมื่อผลออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ ปรากฏว่าแย่กว่าที่คาดด้วยครับ เพราะตัวเลขรายได้ในตลาดนอกอเมริกาเหนือก็แย่เช่นเดียวกัน และน่าจะกลายเป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่ขาดทุนมากที่สุดเป็นประวัติกาลเรื่องหนึ่งเลย

หนังเปิดตัวด้วยรายได้สามวันในอเมริกาเหนือเพียง 15.4 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้สุดสัปดาห์แรกจากตลาดโลกก็ทำได้เพียง 29.1 ล้านเหรียญ จาก 51 ประเทศ โดยมีรายได้จากตลาดในจีนแค่ 5 ล้านเหรียญ ดูแล้วไม่มีทางได้กำไรจากตลาดโลกแน่ๆ ครับ

ด้วยรายได้เปิดตัวแค่นี้ นักวิเคราะห์มองว่าหนังทุนสร้าง 175 ล้านเหรียญเรื่องนี้ น่าจะทำเงินไปได้อย่างมากที่สุดจากทั่วโลกไม่เกิน 145 ล้านเหรียญ ซึ่งเมื่อหักจากรายได้ที่ต้องแบ่งให้โรงหนังกับค่าการตลาดแล้ว หนังน่าจะต้องขาดทุนสูงถึง 150 ล้านเหรียญ ซึ่งพอๆ กับทุนสร้างหนังของ Thor, Mad Max: Fury Road และ Batman Begins และถือเป็นหนังที่ขาดทุนสูงที่สุดของปีนี้จนถึงปีนี้มากกว่า Monster Trucks ของพาราเมาท์ที่ขาดทุน 125 ล้านเหรียญตอนออกฉายเมื่อมกราคมที่ผ่านมา เพียงแต่วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ไม่ได้ต้องขาดทุนผู้เดียว เพราะมีวิลเลจ โรดโชว์ และแรทแพ็ค-ดูน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ที่เป็นผู้ร่วมลงทุน มาร่วมกันหาร

เจฟฟ์ บ็อค นักวิเคราะห์รายได้หนังมองว่าสาเหตุที่หนังขาดทุนมาจาก “เลือกผู้กำกับผิด นักแสดงนำผิด, บทหนังผิด และอื่นๆ อีกมากมาย ทิศทางของหนังที่ว่าเป็น Game of Thrones ฉบับอัพสเตอรอยด์ที่สตูดิโอใช้ตั้งแต่อนุมัติสร้างไม่เป็นที่น่าตื่นเต้นสำหรับใครๆ” และชาร์ลี ฮันนัม นักแสดงนำก็ยังไม่มีบารมีพอที่จะอุ้มหนังไว้ “ถ้าเป็นหนังทีวีก็ว่าไปอย่าง แต่หนังใหญ่ขนาดนี้ คุณต้องใช้นักแสดงที่ใหญ่ตาม

เจฟฟ์ โกลด์สตีน หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศของวอร์เนอร์ฯ เอง ก็มองว่าหนังพลาด “แนวคิดพลาด เราทุกคนผิดหวังมาก

ขณะที่เอริก แฮนด์เลอร์ นักวิเคราะห์ของวอลสตรีทบอกว่ารู้สึกไม่แปลกใจที่หนังคว่ำในบ้าน “ผมจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่หนังเกี่ยวกับยุคกลางประสบความสำเร็จในตลาดที่นี่คือเมื่อไหร่ เนื้อเรื่องไม่เป็นที่นิยมของคนที่นี่อีกแล้ว แต่ก็มีคนพยายามฟื้นฟูมันขึ้นมาทุก 5-10 ปี แต่สิ่งที่ผมแปลกใจมากกว่าคือตัวเลขในตลาดโลกที่ได้น้อยด้วย โดยเฉพาะในยุโรป

อีกประเด็นหนึ่งที่นักวิเคราะห์มองกันว่าเป็นสาเหตุให้หนังล้มเหลว เพราะโครงการถูกปั้นขึ้นในช่วงเปลี่ยนผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ และผู้บริหารที่มาแทนไม่ค่อยปลื้มกับโครงการหนังเท่าไหร่ อย่างไรก็ดี วอร์เนอร์ฯ น่าจะไปได้ดีกับหนัง Wonder Woman และ Dunkirk ซึ่งอาจทำเงินมาช่วยการขาดทุนครั้งนี้

ที่มา: THR

Read more of this post

Advertisements

ฮอลลีวู้ดกลัวกันว่ารายได้หนังซัมเมอร์ปีนี้ จะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

Guardians of the Galaxy Vol.2 เป็นหนังเปิดซัมเมอร์ปีนี้ของฮอลลีวู้ด และทำเงินในบ้านไปแล้วจนถึงตอนนี้ 246.1 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้ในตลาดนอกบ้านอยู่ที่ 384.4 ล้านเหรียญ เป็นตัวเลขรายได้ที่ดูดีเลย เพราะถ้ารวมรายได้ในตอนนี้ก็ 630.5 ล้านเหรียญจากการฉาย 10 วัน น่าจะแซงรายได้รวมทั่วโลกของภาคแรกที่ทำไว้ 773.3 ล้านเหรียญ จากการฉาย 25 สัปดาห์ได้ในไม่ช้า แต่ก็ดูเหมือนว่าหนังซัมเมอร์เรื่องอื่นๆ อาจได้แค่มองตาปริบๆ ครับ วงในของฮอลลีวู้ดในตอนนี้เกรงกันว่ารายได้รวมทั้งหมดของหนังทุกเรื่องที่ออกฉายในปีนี้น่าจะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

มีการคาดการณ์กันว่ายอดขายตั๋วของปี 2017 ในสัปดาห์แรกของพฤษภาคมจนถึงเทศกาลวันหยุดวันแรงงานในสหรัฐ (สัปดาห์แรกของกันยายน) จะลดต่ำลงราว 5-10 % จากปีที่แล้ว ที่หนังทำเงินรวมในทวีปอเมริกาเหนือ 4.45 พันล้านเหรียญ แปลว่ารายได้น่าจะต่ำว่า 4 พันล้านเหรียญ และแย่ที่สุดในรอบสิบปี อย่างไรก็ดี ตลาดนอกสหรัฐอาจมาช่วยเรื่องนี้ไว้เพราะคาดว่าน่าจะยังดีอยู่ และก็มีโอกาสเสมอที่จะมีหนังที่กลายเป็นหนังทำเงินอย่างคาดไม่ถึงซึ่งมีเกิดขึ้นทุกปีในสหรัฐมาช่วยไม่ให้ตกต่ำเกินไป

ผู้บริหารของฮอลลีวู้ดบางคนมองว่า อุตสาหกรรมหนังในฮอลลีวู้ดปีนี้จะตกต่ำเพราะพึ่งหนังภาคต่อมากเกินไป ซึ่งบางเรื่องก็สร้างต่อกันมาหลายภาคจนล้ามากแล้ว ผู้ชมอาจยังตื่นเต้นและกลับมาชมภาคต่อของ Guardians of the Galaxy แต่จะมีอีกกี่คนที่อยากชมภาคต่อของ Pirates of the Caribbean และ Transformers

หนังใหญ่บางเรื่องไม่แข็งแรงเท่าไหร่ในปีนี้” คริส แอรอนสัน หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศของทเวนตี้ เซ็นทูรี ฟ็อกซ์ ให้ความเห็น ซึ่งฟ็อกซ์เองก็มีหนังภาคต่อชุด Alien กับ Planet of the Apes ออกฉายในปีนี้

อีกสาเหตุที่ทำให้ผู้ชมในอเมริกาเหนือออกมาดูหนังในโรงกันน้อยลงเพราะมีคู่แข่งจากทีมีและหนังออนไลน์ ซึ่งตอนนี้ ดูเหมือนมีพื้นที่ของกระแสปากต่อปากบนสื่อออนไลน์มากกว่าหนังอีก

แม้ว่าค่ายหนังมักพึ่งหนังภาคต่อหรือหนังรีเมกมาลดความเสี่ยงของการสร้างหนังฟอร์มใหญ่ด้วยการให้สิ่งที่ผู้ชมต้องการ แต่กลยุทธนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลแล้วเพราะผู้ชมพึ่งสื่อออนไลน์มากขึ้นในการช่วยเลือกชมหนัง ตัวอย่างเช่นปีที่แล้วก็มีหนังภาคต่อและรีเมกที่ทำเงินย่ำแย่กว่าภาคก่อนหน้ามากมายหลายเรื่อง เป็นต้นว่าภาคต่อของ “Star Trek,” “X-Men,” “Independence Day,” “Teenage Mutant Ninja Turtles” และ “Alice in Wonderland

แต่แม้กลยุทธนี้จะไม่ค่อยได้ผลแล้วในตลาดอเมริกาเหนือ แต่ค่ายหนังใหญ่ๆ ก็ยังยึดกลยุทธนี้อยู่ในการสร้างหนังเพื่อทำกำไร เพราะยังถือว่าเป็นกลยุทธที่ปลอดภัยอยู่เมื่อดูจากรายได้ของตลาดนอกอเมริกาเหนือที่ทำให้หนังมีกำไรมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว เมื่อประกาศสร้างหนังใหญ่ทุนสูงแล้ว มันไม่อาจยกเลิกหรือยุบโครงการหนังได้กลางครันก่อนที่หนังจะเข้าฉาย พูดง่ายๆ ก็คือจำเป็นต้องเลยตามเลย

ให้ตายสิ มันน่าหดหู่มากๆ มันมีแต่หนังภาคต่อกับหนังแฟรนไชส์ มันควรต้องเปลี่ยนแปลงกันบ้าง” ผู้อำนวยการสร้างหนังชั้นนำคนหนึ่งให้ความเห็น ซึ่งก็จริงๆ เพราะปีนี้มีแต่อะไรเดิมๆ นอกจากภาคต่อที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว ก็ยังมีประเภทเหล้าใหม่ในขวดเก่า อย่างหนัง Spider-Man: Homecoming ที่โซนี่ พิคเจอร์ส ยกเครื่องใหม่เป็นครั้งที่สองในรอบห้าปี และก็ยังมี The Mummy ที่ทอม ครูส มารับบทนำ หลังจากฉบับเบรนแดน แฟรเซอร์ ไม่ได้สร้างต่อและมีภาคสุดท้ายไปเมื่อสิบปีก่อน

โซนี่ฯ อาจรู้ว่าการยกเครื่องใหม่ให้ Spider-Man ต้องมีลูกไม้เด็ดมาช่วยให้หนังชุดนี้อยู่ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ การร่วมมือกับคู่แข่งอย่างมาร์เวล สตูดิโอ จึงถือเป็นกลยุทธใหม่ และการให้โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ นักแสดงที่เป็นที่นิยมที่สุดของมาร์เวลมาช่วยเป็นตัวขายก็น่าจะเป็นลูกไม้เด็ดที่สำคัญ

Transformers: The Last Knight ของพาราเมาท์ก็ใช้กลยุทธเรื่องบทหนังมาช่วยครับ จากการที่จ้างนักเขียนบทมามากมายเพื่อช่วยระดมมันสมองคิดเนื้อเรื่องของหนังออกมา โดยโยงเข้าเรื่องเข้ากับตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์แห่งอัศวินโต๊ะกลมเพื่อขยายจักรวาลของหนังออกมา และก็ยังใช้กล้อง IMAX 3D รุ่นใหม่ล่าสุดมาถ่ายทำหนังเพื่อเพิ่มลูกเล่น “เกมมันเปลี่ยนไปแล้ว และทุกคนรู้สึกกดดันจนต้องพยายามมากขึ้นไปมากกว่าเดิม ไม่มีใครนั่งเฉยอยู่แล้วพูดว่า เรามาลองใช้วิธีการอย่างครั้งที่แล้วเถอะ” เมแกน คอลลิแกน ประธานของฝ่ายจัดจำหน่ายและการตลาดในตลาดสากลของพาราเมาท์ พิคเจอร์ส บอก

ส่วนดิสนี่ย์นั้น ใช้การเลื่อนฉาย Pirates of the Caribbean 5 ถึงสองครั้งเพื่อถ่ายทำเพิ่มเติมให้ได้หนังที่น่าจะขายได้จริงๆ รวมถึงใช้การตลาดแบบไวรัสมาช่วยสร้างกระแสให้หนัง เป็นต้นว่าให้จอห์นนี่ เดปป์ เดินสายประชาสัมพันธ์ แม้แต่การให้แต่งชุดเป็นกัปตันแจ็ค สแปโรว์ ไปพบแฟนๆ ในสวนสนุกก็ตาม

สำหรับหนังที่น่าจะเป็นหนังทำเงินแน่นอนของซัมเมอร์นี้ นักวิเคราะห์มองว่าเป็น Despicable Me 3 ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส กับ Cars 3 ของพิกซาร์ครับ ส่วนที่มีหวังว่าน่าจะเป็นหนังทำเงิน ก็คือ Dunkirk ของคริสโตเฟอร์ โนแลน แต่ก็นักวิเคราะห์บางรายก็บอกว่า อาจไม่ได้ทำเงินอย่างที่วอร์เนอร์ฯ หวังก็ได้

หนังที่ค่ายวอร์เนอร์ฯ หวังได้อีกเรื่องก็คือ Wonder Woman ที่การเปิดตัวของตัวละครนี้ใน Batman v Superman: Dawn of Justice มีความโดดเด่นอย่างมาก และอาจช่วยให้หนังทำเงินได้เมื่อออกฉาย

พาราเมาท์ยังมีหวังกับ Baywatch อีกเรื่อง ที่คิดว่าเสน่ห์ของดเวย์น จอห์นสัน จะช่วยให้หนังทำเงิน แต่ก็ดูเหมือนว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่

ขณะที่หนังใหญ่ออกมาสู้กันมากมาย นักวิเคราะห์ก็มองกันว่าอาจเป็นปีฮิตเงียบของหนังเล็กหลายเรื่อง เช่น Baby Driver ของเอ็ดการ์ ไรท์, It Comes at Night หนังสยองขวัญของเอ24, หนังตลก The Big Sick ที่อำนวยการสร้างโดยจัดด์ แอพะทาว และ Atomic Blonde หนังสายลับที่มีฉากบู๊เท่ๆ ของชาร์ลีซ เธอรอน ที่จัดจำหน่ายโดยโฟกัสฟีเจอร์

สำหรับหนังทุนยักษ์เนื้อหาใหม่ที่อยู่ในแดนเสี่ยงว่าจะแป้กในปีนี้ก็ได้แก่ King Arthur: Legend of the Sword หนังทุน 175 ล้านเหรียญของวอร์เนอร์ฯ ที่เปิดตัวในบ้านไปแค่ 14.7 ล้านเหรียญ และแป้กในตลาดโลกด้วยเพราะทำเงินไป 29.1 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ยังมี Valerian and the City of a Thousand Planets หนังทุนสร้าง 180 ล้านเหรียญของลุค เบสซง และ The Dark Tower ที่ดัดแปลงจากนิยายของสตีเว่น คิงก์ สร้างโดยโซนี่ พิคเจอร์ส

แม้รายได้หนังทุนสูงซัมเมอร์ปีนี้ส่วนใหญ่จะส่อแววแป้ก แต่ค่ายหนังอาจได้ชดเชยจากหนังที่ฉายนอกซัมเมอร์เป็นต้นว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือหนังที่ทำกำไรมหาศาลอย่างหนังสยองขวัญ Get Out และ Fast and Furious 8 ที่แม้จะทำเงินในสหรัฐน้อยกว่าภาคที่แล้ว แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยให้หนังทำเงินทะลุพันล้านเหรียญไปแล้ว รวมถึง Beauty and the Beast ของดิสนี่ย์อีกเรื่องที่ก็ทำเงินทั่วโลกทะลุพันล้านเหรียญ รายได้รวมของหนังทั้งหมดเพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

อ่านบทความนี้แล้วทำให้นึกถึงสิ่งที่สตีเวน สปีลเบิร์ก กับ จอร์จ ลูคัส เคยทำนายไว้ครับ ว่า การแข่งกันสร้างหนังฟอร์มใหญ่ของฮอลลีวู้ดจะทำให้อุตสาหกรรมหนังพบจุดจบ

คิดว่าจะมีหนังซัมเมอร์ปีนี้เรื่องไหนที่แป้กและเปรี้ยงกันบ้างครับ

ที่มา: LA Times

รายได้เปิดตัว King Arthur: Legend of the Sword อยู่ในระดับหายนะ

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส พยายามสร้างหนังเทพนิยายหรือแฟนตาซีในฉบับตีความใหม่ของตัวเอง หลังจากที่หนังแนวนี้กลับมาบูมอีกครั้งด้วยความสำเร็จของ Alice in Wonderland ของวอลท์ ดิสนี่ย์ นับตั้งแต่ Red Riding HoodPan, Jack the Giant Slayer และ The Legend of Tarzan แต่ดูเหมือนไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้กันเลยจนแผนการสร้างภาคต่อให้บางเรื่องกลายเป็นหมัน แต่ดูเหมือนว่า King Arthur: Legend of the Sword อาจจะชนะเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดในแง่ความล้มเหลวด้านรายได้ครับ

King Arthur: Legend of the Sword ของผู้กำกับกาย ริชชี่ ที่ใช้ทุนสร้าง 175 ล้านเหรียญ ทำรายได้เปิดตัววันแรกในสหรัฐไปเพียง 5 ล้านเหรียญครับ และน่าจะทำรายได้เปิดตัวสามวันอยู่ที่ราว 18 ล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าหายนะอย่างมาก

รายได้อันดับหนึ่งสุดสัปดาห์นี้ในสหรัฐน่าจะยังเป็น Guardians of the Galaxy Vol.2 อยู่ ที่น่าจะทำเงินอยู่ราวๆ 60 ล้านเหรียญครับ หนังทำเงินทั่วโลกเกิน 500 ล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อย ส่วนอันดับสองคงเป็นการชิงกันระหว่าง King Arthur: Legend of the Sword กับหนังตลก Snatched ของเอมี่ ชูเมอร์ กับ โกลดี้ ฮอว์น ที่คาดว่าทำเงินราว 17-18 ล้านเหรียญใกล้เคียงกัน

คำวิจารณ์ต่อหนัง King Arthur: Legend of the Sword ก็อยู่ในระดับหายนะไม่แพ้กัน หนังมีนักวิจารณ์ชอบราว 27% ด้วยคะแนนเฉลี่ย 4/10 ที่ Rotten Tomatoes และ 41/10 ที่ Metacritic ครับ

แต่หนังฟอร์มใหญ่ที่คำวิจารณ์แย่บางเรื่องก็ยังเปิดตัวด้วยรายได้ที่สูงกว่า King Arthur: Legend of the Sword ซึ่งสาเหตุคงเพราะหนังสร้างจากเนื้อหาที่ไม่เป็นที่น่าสนใจ (เรื่องที่ผู้ชมเบื่อที่จะได้แล้วนั่นเอง) รวมกับการที่หนังเลื่อนฉายบ่อยๆ ข้ามปีจนความสดใหม่ของตัวหนังไม่เหลือ และผู้ชมก็ขาดความตื่นเต้นที่จะชมครับ

ที่มา: Deadline

Read more of this post

ชมบทบาทการแสดงของเดวิด เบคแคม ในคลิปจากหนัง King Arthur: Legend of the Sword

มีนักกีฬาหลายคนที่หันมาเอาดีด้านการแสดงแล้วไปได้สวย เช่น วินนี่ โจนส์, เจสัน สเตธัม และ ดเวย์น จอห์นสัน และนักกีฬาคนล่าสุดที่กำลังจะมาลองชิงลางงานด้านนี้ก็คือเดวิด เบคแคม ที่มีบทเล็กๆ ใน King Arthur: Legend of the Sword ครับ และหนังก็ได้ปล่อยคลิปโชว์การแสดงของเขาออกมา เบคแคมจะมีโอกาสด้านนี้แค่ไหน ก็ลองดูจากคลิปกันได้เลยครับ

หนังเล่าเรื่องราวของกษัตริย์อาร์เธอร์ในวัยหนุ่มก่อนที่จะรวบรวมอัศวินโต๊ะกลม เขาต้องล้างแค้นแทนพ่อและกอบกู้บัลลังก์ โดยได้รับคำนิยามว่าเป็น Lock, Stock, and Two Smoking Barrels ฉบับแฟนตาซียิ่งใหญ่ครับ

กาย ริชชี่ รับหน้าที่กำกับหนังเรื่องนี้ โดยมีชาร์ลี ฮันแนม รับบทเป็นกษัตริย์อาเธอร์ สมทบด้วยจู้ด ลอว์, เอริก บานา, ไอแดน กิลเลน, แอนนาเบล วอลลิส, แคธี แม็คกราธ, จิมอน ฮอนซู และ แอสทริด เบอร์เจส-ฟริสบี หนังเข้าฉายแล้วในบ้านเราครับ

Read more of this post

20 ภาพใหม่ของ King Arthur: Legend of the Sword

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ตั้งใจที่จะสร้างหนังแฟนตาซีชุดใหม่ด้วย King Arthur: Legend of the Sword ที่หากประสบความสำเร็จก็จะมีภาคต่อตามมาอีกหลายภาค แต่หากไม่ประสบความสำเร็จก็คงมีภาคเดียวเหมือน Pan และ The Legend of Tarzan ครับ ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็จะเข้าฉายในบ้านเราสัปดาห์หน้านี้ วอร์เนอร์ฯ จะทำหนังแฟนตาซีภาคต่อของตัวเองได้สำเร็จหรือไม่ ก็คงรู้กัน แต่ตอนนี้มีภาพจากหนังมาให้ชมก่อน 20 ภาพครับ

หนังเล่าเรื่องราวของกษัตริย์อาร์เธอร์ในวัยหนุ่มก่อนที่จะรวบรวมอัศวินโต๊ะกลม เขาต้องล้างแค้นแทนพ่อและกอบกู้บัลลังก์ โดยได้รับคำนิยามว่าเป็น Lock, Stock, and Two Smoking Barrels ฉบับแฟนตาซียิ่งใหญ่ครับ

กาย ริชชี่ รับหน้าที่กำกับหนังเรื่องนี้ โดยมีชาร์ลี ฮันแนม รับบทเป็นกษัตริย์อาเธอร์ สมทบด้วยจู้ด ลอว์, เอริก บานา, ไอแดน กิลเลน, แอนนาเบล วอลลิส, แคธี แม็คกราธ, จิมอน ฮอนซู และ แอสทริด เบอร์เจส-ฟริสบี

ชมภาพที่ด้านใน

Read more of this post

ภาพแรกของเดวิด เบคแคม ใน King Arthur: Legend of the Sword

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้เผยภาพนิ่งแรกของเดวิด เบคแคม ที่มาร่วมรับบทใน King Arthur: Legend of the Sword ของผู้กำกับกาย ริชชี่ ด้วย ดูเหมือนว่าอดีตซูเปอร์สตาร์นักเตะผู้นี้จะมารับบทเป็นหัวหน้าหน่วยอัศวินในหนังครับ ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ามีบทมากแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าพร้อมสู้ศึกเต็มที่ด้วยดาบใหญ่ๆ ที่พกอยู่ด้วย

ข่าวลือว่าบทของเบคแคมเป็นบทตัวร้าย และหนึ่งในผู้ที่พยายามจะดึงดาบวิเศษออกจากหิน แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันมาครับ เพียงแต่เบคแคมต้องแต่งหน้าให้ดูน่ากลัวมากขึ้นด้วยรอยแผลบริเวณศีรษะด้านซ้ายซึ่งเขาเผยภาพให้ชมทางอินสตาแกรมเมื่อไม่นานนี้

หนังมีชาร์ลี ฮันแนม รับบทเป็นกษัตริย์อาเธอร์ สมทบด้วยจู้ด ลอว์, เอริก บานา, ไอแดน กิลเลน, แอนนาเบล วอลลิส, แคธี แม็คกราธ, จิมอน ฮอนซู และ แอสทริด เบอร์เจส-ฟริสบี ออกฉายในบ้านเราเดือนหน้า ชมภาพด้านใน

Read more of this post

คำทำนาย อสุรกาย เวทย์มนต์ ดาบวิเศษ ในตัวอย่างใหม่ King Arthur: Legend of the Sword

King Arthur: Legend of the Sword ได้ปล่อยตัวอย่างสุดท้ายออกมาอีกฉบับ และเหมือนเป็นการงัดเอาของดีทั้งหมดที่จะช่วยให้ผู้ชมอยากดูหนังเรื่องนี้ได้เอามาปล่อยหมดในตัวอย่างนี้เลยครับ ซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดตั้งแต่หนังชุดนี้ปล่อยออกมา มีฉากขายมากมายที่น่าจะโดนใจคอหนังแฟนตาซี ตั้งแต่อสุรกายสารพัดแบบ เวทย์มนต์ต่างๆ และดาบวิเศษในตำนาน ถ้าภาคแรกของหนังประสบความสำเร็จได้ เราก็คงจะได้ดูภาคต่อกันต่อไปอีกหลายภาคเลย

หนังเล่าเรื่องราวของกษัตริย์อาร์เธอร์ในวัยหนุ่มก่อนที่จะรวบรวมอัศวินโต๊ะกลม เขาต้องล้างแค้นแทนพ่อและกอบกู้บัลลังก์ โดยได้รับคำนิยามว่าเป็น Lock, Stock, and Two Smoking Barrels ฉบับแฟนตาซียิ่งใหญ่ครับ

กาย ริชชี่ รับหน้าที่กำกับหนังเรื่องนี้ โดยมีชาร์ลี ฮันแนม รับบทเป็นกษัตริย์อาเธอร์ สมทบด้วยจู้ด ลอว์, เอริก บานา, ไอแดน กิลเลน, แอนนาเบล วอลลิส, แคธี แม็คกราธ, จิมอน ฮอนซู และ แอสทริด เบอร์เจส-ฟริสบี จะออกฉายพฤษภาคม 2017 ครับ ชมตัวอย่างด้านใน

Read more of this post