Advertisements

โนแลนบอกเหตุผล ทำไมทอม ฮาร์ดี้ต้องปิดหน้าในหนัง Dunkirk

ไม่รู้ว่าคุณสังเกตหรือไม่ แต่ทอม ฮาร์ดี้ มักได้บทที่ต้องมีอะไรครอบใบหน้าอยู่ตลอด และมันเริ่มจากบนเบน ตัวร้ายของ The Dark Knight Rises ตามด้วยแม็กซ์ใน Mad Max: Fury Road หรือในหนัง The Revenant ที่แม้ไม่ได้ใส่อะไรปิดหน้า แต่ก็มีหนวดเครารุงแรงมาปิด และเรื่องล่าสุดก็คือ Dunkirk ผลงานของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่เขารับบทนักบิน ก็ต้องสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนปิดหน้าหนักกว่าเดิมอีก

โนแลนพูดเชิงล้อเล่นถึงเหตุผลที่ต้องให้ฮาร์ดี้ปิดหน้าใน Dunkirk ว่า “ผมตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาแสดงใน The Dark Knight Rises เขาใช้แค่ตาสองข้างกับขนคิ้ว และหน้าผากแค่นั้น ผมเลยคิดว่าไหนดูซิว่าเขาจะเล่นได้เป็นยังไงบ้างถ้าไม่มีหน้าผาก ไม่มีขนคิ้ว และอาจเหลือตาข้างเดียว

นั่นเป็นคำตอบแบบล้อเล่นครับ ก่อนที่โนแลนจะพูดอย่างจริงจังด้วยการชื่นชมฮาร์ดี้ “แน่นอนอยู่แล้วสำหรับทอม ด้วยตัวของทอมเอง สิ่งที่เขาแสดงด้วยตาข้างเดียวเหนือกว่าใครๆ ที่ใช้ทั้งร่างกายแสดง นั่นเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะของเขา เขาเป็นคนที่พิเศษมากๆ” โนแลนบอก

ไปชมความพิเศษของทอม ฮาร์ดี้ ในบทนักบินรบของกองทัพสหราชอาณาจักรกันได้ใน Dunkirk ที่จะออกฉายสุดสัปดาห์นี้ครับ

ที่มา: Irish Examiner

Read more of this post

Advertisements

คริสโตเฟอร์ โนแลน ดู La La Land ในโรงหนังสามรอบ

ในบทสัมภาษณ์บนเว็บไซต์ของนิตยสาร EW เกี่ยวกับเบื้องหลังการสร้างหนัง Dunkirk ที่จะเข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้ ผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ได้ถูกถามถึงมุมมองของผู้กำกับต่อภาพยนตร์เมื่อมีอายุมากขึ้น โนแลนพบว่ารสนิยมการดูหนังของตัวเองเปลี่ยนไปในแง่ไม่ค่อยกลับไปดูหนังในโรงซ้ำหลายรอบ แต่เขายอมรับครับว่า La La Land เป็นข้อยกเว้น

อย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆ ก็คือ มันไม่ค่อยบ่อยนักสำหรับคนที่มีอายุมากขึ้น อย่างผมที่ตอนนี้อายุเกือบ 47 ปีแล้ว จะกลับไปดูหนังในโรงซ้ำ เพราะชอบที่จะดูหนังในโรง แต่ผมกลับไปดู La La Land ซ้ำ ผมกลับไปดูซ้ำอีก 2 ครั้ง ไอ้ความสุขพื้นๆ ของการได้ดูหนังเรื่องใหม่อยู่ร่วมกับฝูงชนในคืนที่หนังเปิดฉาย ผมไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนไป มันเป็นประสบการณ์ที่วิเศษมาก

แต่ทำไมโนแลนกลับไปดู La La Land ซ้ำอีกสองครั้งล่ะ “ทำไมผมกลับไปน่ะหรือ ผมคิดว่าผมน่าจะกลับไปดูเพื่อดูว่าหนังมันดีเหมือนที่ผมคิดไว้ไหม และมันก็ดีจริงๆ มันเข้าท่าไหม

ใครจะไปรู้ เราอาจเห็นโนแลนทำหนังเพลงในสักวัน

Read more of this post

Dunkirk จะเป็นหนังที่สั้นที่สุดของโนแลนรองจาก Following ที่เป็นผลงานเรื่องแรก

สำหรับผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ผลงานเกือบทั้งหมดยาวเกิน 2 ชั่วโมง เมื่อผลงานล่าสุดอย่าง Dunkirk ยาวไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็ทำให้เกิดความน่าสนใจหรือกลายเป็นข่าวขึ้นมาครับ

เดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ รายงานว่า Dunkirk มีความยาวเพียง 107 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 47 นาทีเท่านั้น ถือว่าเป็นหนังที่สั้นที่สุดในผลงานเกือบทั้งหมดของโนแลน ยกเว้น Following ที่เป็นผลงานเรื่องแรกในปี 1998 ที่ยาว 69 นาที

เมื่อเทียบกับงานหนังเรื่องก่อนหน้านี้อย่าง Interstellar ที่ยาว 169 นาที ก็ถือว่าสั้นกว่าร่วม 1 ชั่วโมงเต็มๆ เลยครับ

Dunkirk เป็นหนังบู๊เขย่าขวัญอิงจากเหตุการณ์อพยพดันเคิร์ก หรือยุทธการที่ดันเคิร์ก หรือยุทธการไดนาโมในสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นยุทธการสำคัญของฝ่ายอังกฤษในการช่วยชีวิตทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกว่า 330,000 นาย จากหาดและท่าเรือดันเคิร์ก ให้พ้นจากการปิดล้อมของฝ่ายเยอรมัน

หนังนำแสดงโดยนักแสดงหน้าใหม่ เฟียน ไวท์เฮด สมทบด้วยทอม ฮาร์ดี้, เคนเนธ บราาห์, มาร์ค ไรแลนซ์, คิลเลียน เมอร์ฟี่, แจ็ค โลว์เดน, แอนนูริน บาร์นาร์ด, เจมส์ ดาร์ซี, แบรี่ คีโอแกห์น, ทอม กลินน์-คาร์นีย์ และ แฮรี่ สไตลส์ ครับ มีกำหนดฉายในสหรัฐ 21 กรกฎาคม 2017

Read more of this post

ใบปิดใหม่ของ Dunkirk เน้นใบหน้านักแสดงนำ

Dunkirk จากผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน เป็นอีกความหวังของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ต่อจาก Wonder Woman ที่น่าจะชดเชยการขาดทุนให้หนังซัมเมอร์ฟอร์มใหญ่อย่าง King Arthur ได้ครับ และหนังก็ได้ปล่อยใบปิดใหม่ออกมาซึ่งใช้ภาพโคลสอัพหน้าตาของนักแสดงนำในสถานะการณ์คับขันที่ต้องเอาตัวรอดมาเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวครับ

นักแสดงคนที่เห็นคือเฟียน ไวท์เฮด วัย 19 ปี นักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ที่โนแลนเลือกให้มารับบทตัวละครศูนย์กลางของเรื่องครับ ซึ่งโนแลนให้เหตุผลว่า “สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกตอนที่อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Dunkirk โดยตรงก็คือ ทหารเหล่านี้เด็กและไร้ประสบการณ์มากๆ ผมจึงรู้สึกว่ามันสำคัญมาก โดยเฉพาะในบทของเฟียน ที่ต้องเป็นนักแสดงที่สดใหม่จริงๆ

Dunkirk เป็นหนังบู๊เขย่าขวัญอิงจากเหตุการณ์อพยพดันเคิร์ก หรือยุทธการที่ดันเคิร์ก หรือยุทธการไดนาโมในสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นยุทธการสำคัญของฝ่ายอังกฤษในการช่วยชีวิตทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกว่า 330,000 นาย จากหาดและท่าเรือดันเคิร์ก ให้พ้นจากการปิดล้อมของฝ่ายเยอรมัน

หนังสมทบด้วยทอม ฮาร์ดี้ (The Revenant), เคนเนธ บราาห์ (ผู้กำกับ Cinderella), มาร์ค ไรแลนซ์, คิลเลียน เมอร์ฟี่, แจ็ค โลว์เดน, แอนนูริน บาร์นาร์ด, เจมส์ ดาร์ซี, แบรี่ คีโอแกห์น, ทอม กลินน์-คาร์นีย์ และ แฮรี่ สไตลส์ ครับ มีกำหนดฉายในสหรัฐ 21 กรกฎาคม 2017

Read more of this post

คริสโตเฟอร์ โนแลน บอกเหตุผลที่เลือกแฮรี่ สไตลส์ รับบทใน Dunkirk

Dunkirk เป็นหนังใหญ่กลางปีนี้ที่แฟนหนังรอดูด้วยหลายเหตุผล บ้างรอเพราะชอบผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน, บ้างรอเพราะชอบหนังสงครามโลก และบ้างก็รอเพราะเป็นงานแสดงครั้งแรกของแฮรี่ สไตลส์ นักร้องหนุ่มจากวง One Direction ที่มีแฟนคลับอยู่เดือบทั่วโลก ซึ่งโนแลนได้ถูกถามว่าทำไมเขาเลือกนักร้องหนุ่มวัย 23 ผู้นี้ มารับบทสมทบในหนังของเขา

ตอนที่เราระดมนักแสดงมาเล่นหนังเรื่องนี้ เราได้นักแสดงที่มีชื่อมาก่อนแล้วบางส่วน เช่น เคนเนธ บรานาห์, มาร์ค ไรแลนซ์, ทอม ฮาร์ดี้, คิลเลียน เมอร์ฟี่ แต่สำหรับบทบรรดาทหารบนชายหาด เราอยากได้นักแสดงเด็กหนุ่มหน้าใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก สไตลส์ไม่ใช่คนที่ไม่เป็นที่รู้จักขนาดนั้น แต่เขาไม่เคยผ่านงานการเป็นนักแสดงมาก่อน เขาก็เลยมาทดสอบบท ผมทดสอบบทเด็กหนุ่มกว่าพันคนเลย ซึ่งมีเด็กหนุ่มมากมายหลากหลายแบบ และเขาก็ได้บทไป

พูดง่ายๆ ก็คือ สไตลส์มาทดสอบบทเหมือนคนอื่นๆ แล้วทดสอบผ่านนั่นเอง โนแลนก็เลยยื่นบทให้เล่น

แต่แม้ Dunkirk เต็มไปด้วยนักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากมาย แต่สไตลส์ก็กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากตอนที่ตัดผมยาวของเขาที่เป็นจุดเด่นประจำตัวเพื่อรับบทนี้ เมื่อนักข่าวถามว่าสไตลส์รู้สึกยังไงที่ต้องตัดผม โนแลนรีบตอบตัดบท “ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้

ตอนที่เวอร์เนอร์ฯ ปล่อยตัวอย่างฉบับเต็มของหนังออกมา แฟนๆ ของสไตลส์ต่างทวีตข้ออความด้วยความกังวลกันมากเมื่อเห็นฉากที่สไตลส์กำลังจะจมน้ำ ตัวละครของเขาจะรอดหรือไม่รอดก็คงต้องไปลุ้นกันครับ

Dunkirk เข้าฉายกรกฎาคมนี้

ที่มา: LA Times

Read more of this post

ฮอลลีวู้ดกลัวกันว่ารายได้หนังซัมเมอร์ปีนี้ จะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

Guardians of the Galaxy Vol.2 เป็นหนังเปิดซัมเมอร์ปีนี้ของฮอลลีวู้ด และทำเงินในบ้านไปแล้วจนถึงตอนนี้ 246.1 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้ในตลาดนอกบ้านอยู่ที่ 384.4 ล้านเหรียญ เป็นตัวเลขรายได้ที่ดูดีเลย เพราะถ้ารวมรายได้ในตอนนี้ก็ 630.5 ล้านเหรียญจากการฉาย 10 วัน น่าจะแซงรายได้รวมทั่วโลกของภาคแรกที่ทำไว้ 773.3 ล้านเหรียญ จากการฉาย 25 สัปดาห์ได้ในไม่ช้า แต่ก็ดูเหมือนว่าหนังซัมเมอร์เรื่องอื่นๆ อาจได้แค่มองตาปริบๆ ครับ วงในของฮอลลีวู้ดในตอนนี้เกรงกันว่ารายได้รวมทั้งหมดของหนังทุกเรื่องที่ออกฉายในปีนี้น่าจะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

มีการคาดการณ์กันว่ายอดขายตั๋วของปี 2017 ในสัปดาห์แรกของพฤษภาคมจนถึงเทศกาลวันหยุดวันแรงงานในสหรัฐ (สัปดาห์แรกของกันยายน) จะลดต่ำลงราว 5-10 % จากปีที่แล้ว ที่หนังทำเงินรวมในทวีปอเมริกาเหนือ 4.45 พันล้านเหรียญ แปลว่ารายได้น่าจะต่ำว่า 4 พันล้านเหรียญ และแย่ที่สุดในรอบสิบปี อย่างไรก็ดี ตลาดนอกสหรัฐอาจมาช่วยเรื่องนี้ไว้เพราะคาดว่าน่าจะยังดีอยู่ และก็มีโอกาสเสมอที่จะมีหนังที่กลายเป็นหนังทำเงินอย่างคาดไม่ถึงซึ่งมีเกิดขึ้นทุกปีในสหรัฐมาช่วยไม่ให้ตกต่ำเกินไป

ผู้บริหารของฮอลลีวู้ดบางคนมองว่า อุตสาหกรรมหนังในฮอลลีวู้ดปีนี้จะตกต่ำเพราะพึ่งหนังภาคต่อมากเกินไป ซึ่งบางเรื่องก็สร้างต่อกันมาหลายภาคจนล้ามากแล้ว ผู้ชมอาจยังตื่นเต้นและกลับมาชมภาคต่อของ Guardians of the Galaxy แต่จะมีอีกกี่คนที่อยากชมภาคต่อของ Pirates of the Caribbean และ Transformers

หนังใหญ่บางเรื่องไม่แข็งแรงเท่าไหร่ในปีนี้” คริส แอรอนสัน หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศของทเวนตี้ เซ็นทูรี ฟ็อกซ์ ให้ความเห็น ซึ่งฟ็อกซ์เองก็มีหนังภาคต่อชุด Alien กับ Planet of the Apes ออกฉายในปีนี้

อีกสาเหตุที่ทำให้ผู้ชมในอเมริกาเหนือออกมาดูหนังในโรงกันน้อยลงเพราะมีคู่แข่งจากทีมีและหนังออนไลน์ ซึ่งตอนนี้ ดูเหมือนมีพื้นที่ของกระแสปากต่อปากบนสื่อออนไลน์มากกว่าหนังอีก

แม้ว่าค่ายหนังมักพึ่งหนังภาคต่อหรือหนังรีเมกมาลดความเสี่ยงของการสร้างหนังฟอร์มใหญ่ด้วยการให้สิ่งที่ผู้ชมต้องการ แต่กลยุทธนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลแล้วเพราะผู้ชมพึ่งสื่อออนไลน์มากขึ้นในการช่วยเลือกชมหนัง ตัวอย่างเช่นปีที่แล้วก็มีหนังภาคต่อและรีเมกที่ทำเงินย่ำแย่กว่าภาคก่อนหน้ามากมายหลายเรื่อง เป็นต้นว่าภาคต่อของ “Star Trek,” “X-Men,” “Independence Day,” “Teenage Mutant Ninja Turtles” และ “Alice in Wonderland

แต่แม้กลยุทธนี้จะไม่ค่อยได้ผลแล้วในตลาดอเมริกาเหนือ แต่ค่ายหนังใหญ่ๆ ก็ยังยึดกลยุทธนี้อยู่ในการสร้างหนังเพื่อทำกำไร เพราะยังถือว่าเป็นกลยุทธที่ปลอดภัยอยู่เมื่อดูจากรายได้ของตลาดนอกอเมริกาเหนือที่ทำให้หนังมีกำไรมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว เมื่อประกาศสร้างหนังใหญ่ทุนสูงแล้ว มันไม่อาจยกเลิกหรือยุบโครงการหนังได้กลางครันก่อนที่หนังจะเข้าฉาย พูดง่ายๆ ก็คือจำเป็นต้องเลยตามเลย

ให้ตายสิ มันน่าหดหู่มากๆ มันมีแต่หนังภาคต่อกับหนังแฟรนไชส์ มันควรต้องเปลี่ยนแปลงกันบ้าง” ผู้อำนวยการสร้างหนังชั้นนำคนหนึ่งให้ความเห็น ซึ่งก็จริงๆ เพราะปีนี้มีแต่อะไรเดิมๆ นอกจากภาคต่อที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว ก็ยังมีประเภทเหล้าใหม่ในขวดเก่า อย่างหนัง Spider-Man: Homecoming ที่โซนี่ พิคเจอร์ส ยกเครื่องใหม่เป็นครั้งที่สองในรอบห้าปี และก็ยังมี The Mummy ที่ทอม ครูส มารับบทนำ หลังจากฉบับเบรนแดน แฟรเซอร์ ไม่ได้สร้างต่อและมีภาคสุดท้ายไปเมื่อสิบปีก่อน

โซนี่ฯ อาจรู้ว่าการยกเครื่องใหม่ให้ Spider-Man ต้องมีลูกไม้เด็ดมาช่วยให้หนังชุดนี้อยู่ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ การร่วมมือกับคู่แข่งอย่างมาร์เวล สตูดิโอ จึงถือเป็นกลยุทธใหม่ และการให้โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ นักแสดงที่เป็นที่นิยมที่สุดของมาร์เวลมาช่วยเป็นตัวขายก็น่าจะเป็นลูกไม้เด็ดที่สำคัญ

Transformers: The Last Knight ของพาราเมาท์ก็ใช้กลยุทธเรื่องบทหนังมาช่วยครับ จากการที่จ้างนักเขียนบทมามากมายเพื่อช่วยระดมมันสมองคิดเนื้อเรื่องของหนังออกมา โดยโยงเข้าเรื่องเข้ากับตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์แห่งอัศวินโต๊ะกลมเพื่อขยายจักรวาลของหนังออกมา และก็ยังใช้กล้อง IMAX 3D รุ่นใหม่ล่าสุดมาถ่ายทำหนังเพื่อเพิ่มลูกเล่น “เกมมันเปลี่ยนไปแล้ว และทุกคนรู้สึกกดดันจนต้องพยายามมากขึ้นไปมากกว่าเดิม ไม่มีใครนั่งเฉยอยู่แล้วพูดว่า เรามาลองใช้วิธีการอย่างครั้งที่แล้วเถอะ” เมแกน คอลลิแกน ประธานของฝ่ายจัดจำหน่ายและการตลาดในตลาดสากลของพาราเมาท์ พิคเจอร์ส บอก

ส่วนดิสนี่ย์นั้น ใช้การเลื่อนฉาย Pirates of the Caribbean 5 ถึงสองครั้งเพื่อถ่ายทำเพิ่มเติมให้ได้หนังที่น่าจะขายได้จริงๆ รวมถึงใช้การตลาดแบบไวรัสมาช่วยสร้างกระแสให้หนัง เป็นต้นว่าให้จอห์นนี่ เดปป์ เดินสายประชาสัมพันธ์ แม้แต่การให้แต่งชุดเป็นกัปตันแจ็ค สแปโรว์ ไปพบแฟนๆ ในสวนสนุกก็ตาม

สำหรับหนังที่น่าจะเป็นหนังทำเงินแน่นอนของซัมเมอร์นี้ นักวิเคราะห์มองว่าเป็น Despicable Me 3 ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส กับ Cars 3 ของพิกซาร์ครับ ส่วนที่มีหวังว่าน่าจะเป็นหนังทำเงิน ก็คือ Dunkirk ของคริสโตเฟอร์ โนแลน แต่ก็นักวิเคราะห์บางรายก็บอกว่า อาจไม่ได้ทำเงินอย่างที่วอร์เนอร์ฯ หวังก็ได้

หนังที่ค่ายวอร์เนอร์ฯ หวังได้อีกเรื่องก็คือ Wonder Woman ที่การเปิดตัวของตัวละครนี้ใน Batman v Superman: Dawn of Justice มีความโดดเด่นอย่างมาก และอาจช่วยให้หนังทำเงินได้เมื่อออกฉาย

พาราเมาท์ยังมีหวังกับ Baywatch อีกเรื่อง ที่คิดว่าเสน่ห์ของดเวย์น จอห์นสัน จะช่วยให้หนังทำเงิน แต่ก็ดูเหมือนว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่

ขณะที่หนังใหญ่ออกมาสู้กันมากมาย นักวิเคราะห์ก็มองกันว่าอาจเป็นปีฮิตเงียบของหนังเล็กหลายเรื่อง เช่น Baby Driver ของเอ็ดการ์ ไรท์, It Comes at Night หนังสยองขวัญของเอ24, หนังตลก The Big Sick ที่อำนวยการสร้างโดยจัดด์ แอพะทาว และ Atomic Blonde หนังสายลับที่มีฉากบู๊เท่ๆ ของชาร์ลีซ เธอรอน ที่จัดจำหน่ายโดยโฟกัสฟีเจอร์

สำหรับหนังทุนยักษ์เนื้อหาใหม่ที่อยู่ในแดนเสี่ยงว่าจะแป้กในปีนี้ก็ได้แก่ King Arthur: Legend of the Sword หนังทุน 175 ล้านเหรียญของวอร์เนอร์ฯ ที่เปิดตัวในบ้านไปแค่ 14.7 ล้านเหรียญ และแป้กในตลาดโลกด้วยเพราะทำเงินไป 29.1 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ยังมี Valerian and the City of a Thousand Planets หนังทุนสร้าง 180 ล้านเหรียญของลุค เบสซง และ The Dark Tower ที่ดัดแปลงจากนิยายของสตีเว่น คิงก์ สร้างโดยโซนี่ พิคเจอร์ส

แม้รายได้หนังทุนสูงซัมเมอร์ปีนี้ส่วนใหญ่จะส่อแววแป้ก แต่ค่ายหนังอาจได้ชดเชยจากหนังที่ฉายนอกซัมเมอร์เป็นต้นว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือหนังที่ทำกำไรมหาศาลอย่างหนังสยองขวัญ Get Out และ Fast and Furious 8 ที่แม้จะทำเงินในสหรัฐน้อยกว่าภาคที่แล้ว แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยให้หนังทำเงินทะลุพันล้านเหรียญไปแล้ว รวมถึง Beauty and the Beast ของดิสนี่ย์อีกเรื่องที่ก็ทำเงินทั่วโลกทะลุพันล้านเหรียญ รายได้รวมของหนังทั้งหมดเพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

อ่านบทความนี้แล้วทำให้นึกถึงสิ่งที่สตีเวน สปีลเบิร์ก กับ จอร์จ ลูคัส เคยทำนายไว้ครับ ว่า การแข่งกันสร้างหนังฟอร์มใหญ่ของฮอลลีวู้ดจะทำให้อุตสาหกรรมหนังพบจุดจบ

คิดว่าจะมีหนังซัมเมอร์ปีนี้เรื่องไหนที่แป้กและเปรี้ยงกันบ้างครับ

ที่มา: LA Times

ตัวอย่างใหม่ของ Dunkirk จากคริสโตเฟอร์ โนแลน ออกมาเอาตัวรอด

Dunkirk เป็นหนังบู๊เขย่าขวัญอิงจากเหตุการณ์อพยพดันเคิร์ก หรือยุทธการที่ดันเคิร์ก หรือยุทธการไดนาโมในสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นยุทธการสำคัญของฝ่ายอังกฤษในการช่วยชีวิตทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกว่า 330,000 นาย จากหาดและท่าเรือดันเคิร์ก ให้พ้นจากการปิดล้อมของฝ่ายเยอรมัน

นอกจากความรู้สึกตื่นเต้นและระทึกจากตัวอย่างหนังแล้ว งานภาพ งานสร้าง ดูยิ่งใหญ่ในแบบที่เราไม่เคยได้เห็นกันมานาน ถ้าจะมีหนังซัมเมอร์ปีนี้เรื่องไหนมีโอกาสเข้าชิงออสการ์ปีหน้า ก็น่าจะเรื่องนี้นี่แหละครับ

ในแง่การเล่าเรื่อง ก็น่าจะเป็นอะไรที่ท้าทายและแปลกใหม่ด้วย เพราะคริสโตเฟอร์ โนแลน บอกว่า จะเล่าเรื่องจากสามมุมมอง จากสามเส้นเวลา “หนังเรื่องนี้เล่าผ่านจากสามมุมมอง บนอากาศ (เครื่องบิน), บนแผ่นดิน (ชายหาด) และบนทะเล (การอพยพโดยกองทัพเรือ) ซึ่งสำหรับทหารที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งแล้ว เหตุการณ์เกิดขึ้นในเส้นเวลาที่แตกต่างกัน

หนังมีนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ เฟียน ไวท์เฮด รับบทนำ สมทบด้วยทอม ฮาร์ดี้, เคนเนธ บราาห์, มาร์ค ไรแลนซ์, คิลเลียน เมอร์ฟี่, แจ็ค โลว์เดน, แอนนูริน บาร์นาร์ด, เจมส์ ดาร์ซี, แบรี่ คีโอแกห์น, ทอม กลินน์-คาร์นีย์ และ แฮรี่ สไตลส์ ครับ มีกำหนดฉายในสหรัฐ 21 กรกฎาคม 2017

Read more of this post