Advertisements

10 อันดับหนังทำเงินสูงสุดประจำซัมเมอร์ 2017 ในสหรัฐ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสุดสัปดาห์สุดท้ายของซัมเมอร์ในสหรัฐครับ และก็ทำให้มีการสรุปตัวเลขรายได้หนังกันออกมาจาก Box Office Mojo ว่าเรื่องไหนทำเงินกันไปเท่าไหร่แล้วพบว่า Wonder Woman กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดประจำปีนี้ของสหรัฐครับ ด้วยการเปิดตัวสูงถึง 103.2 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปร่วม 408.9 ล้านเหรียญ รายได้จากนอกบ้านก็ห่างกันนิดหน่อยที่ 403.7 ล้านเหรียญ
อันดับ 2 และอันดับ 3 ยังคงเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นของฝั่งมาร์เวล เริ่มที่ Guardians of the Galaxy Vol. 2 ที่เปิดตัวในบ้าน 146.5 ล้านเหรียญ ทำเงินไปแล้วกว่า 389.6 ล้านเหรียญ ขณะที่มีรายได้จากนอกบ้านสูงถึง 473.4 ล้านเหรียญ ตามด้วย Spider-Man: Homecoming ที่เปิดตัวในบ้าน 117 ล้านเหรียญ ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 324 ล้านเหรียญ และทำเงินจากต่างประเทศไปอีก 422 ล้านเหรียญ
อันดับ 4 สำหรับรายได้ในสหรัฐเป็นของหนังอนิเมชั่นภาคต่อ Despicable Me 3 ทำเงินในบ้านไปแล้วในตอนนี้ 257.8 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้ตกลงมากจากภาค 2 และภาคแยก Minions แต่ยังดีที่ทำเงินมากกว่าภาคแรก และมีรายได้จากต่างประเทศอีก 736.1 ล้านเหรียญมาช่วย ทำให้ทำเงินทั่วโลกแตะ 993 ล้านเหรียญไปแล้ว ยูนิเวอร์แซลฯ คงไม่ต้องห่วงอะไรกับ Minions 2 ที่จะออกฉายปี 2020
อันดับ 5 เป็นของ Dunkirk จากผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ทำเงินในบ้านไปแล้ว 178.7 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 280 ล้านเหรียญ และเริ่มเข้าฉายในตลาดใหญ่ๆ ต่างประเทศในช่วงนี้แล้ว จากทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ น่าจะเป็นอีกเรื่องที่สร้างกำไรให้วอร์เนอร์ฯ ในปีนี้รวมกับ Wonder Woman ครับ
อันดับ 6 เป็นของ Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales ที่เปิดตัวในสหรัฐไปเบาะๆ 63 ล้านเหรียญ รายได้ในบ้านอยู่ที่ 172.2 ล้านเหรียญ ตัวเลขรายได้ในบ้านยังห่างไกล 241 ล้านเหรียญที่เป็นรายได้ของภาค 4 ที่ทำเงินในสหรัฐไว้ต่ำสุด แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยอีก 619.6 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกแซงภาคแรกที่ฉายปี 2003 ไปแล้ว แต่อาจจะได้ไม่เท่ากับภาค 2-4 ดิสนี่ย์ไม่น่าขาดทุน แต่คงไม่ได้กำไรไม่มากจากการฉายโรง และคงคิดหนักที่จะตัดสินใจสร้างภาคต่อ
อันดับ 7 เป็นของ Cars 3 ที่ทำเงินในบ้านไป 150 ล้านเหรียญ ถือว่ารายได้น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ 2 ภาคแรก ที่รายได้ยังห่างไกลทั้งรายได้ในบ้าน และรายได้จากต่างประเทศ และคำวิจารณ์ก็ค่อนข้างไม่ดี
อันดับ 8 เป็นของ War for the Planet of the Apes ทำเงินในบ้านไปในตอนนี้ 144.2 ล้านเหรียญ ถือว่าทำรายได้ต่ำที่สุดกว่าทุกภาคเช่นกันแม้ว่าคำวิจารณ์จะดี ผู้ชมอาจเริ่มเบื่อกับหนังชุดนี้แล้วและอาจต้องให้ภาคนี้เป็นภาคปิดฉากจริงๆ
อันดับ 9 เป็นของ Transformers: The Last Knight ที่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 130 ล้านเหรียญ หนังได้รายได้อีก 473.8 ล้านเหรียญ จากต่างประเทศมาช่วยพอสมควร แต่วัดจากทุนสร้าง 217 ล้านเหรียญ ที่ยังไม่ได้หักค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์แล้ว หนังมีโอกาสได้ทุนคืน แต่กำไรอาจต้องไปพึ่งพวกดีวีดีหรือสตรีมมิ่งแทน และเป็นรายได้หนังที่คงไม่มีใครคาดคิดว่า Transformers จะทำเงินต่ำกว่า Despicable Me แม้แต่ในตลาดโลก
อันดับ 10 เป็นของ Girl Trip หนังตลกว่าด้วยความสัมพันธ์ของแก๊งเพื่อนผู้หญิง เปิดตัวในสัปดาห์แรกอยู่อันดับ 2 ที่ 31 ล้านเหรียญ และทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 111.5 ล้านเหรียญ
(แก้ไขอันดับ 10 ใหม่ครับ เป็น Girl Trip แทน Baby Driver ซึ่งถูกแซงไปอยู่อันดับที่ 11 ด้านล่างนี้เป็นข้อความดั้งเดิม
Baby Driver ที่ทำเงินเงียบๆ ไม่หวือหวา เปิดตัวอยู่อันดับ 2 ประจำสัปดาห์ที่รายได้ 20.5 ล้านเหรียญ แต่ทำเงินในบ้านไปแล้วกว่า 105.5 ล้านเหรียญ และจากตลาดต่างประเทศอีก 102 ล้านเหรียญ ด้วยทุนสร้างเพียง 34 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นหนังซัมเมอร์เล็กๆ ที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำแบบเงียบๆ ครับ เป็นข้อพิสูจน์ว่าถ้าทำหนังออกมาดีและสนุก มีไอเดียสดใหม่ ไม่ต้องทุนใหญ่แบบ The Mummy ไม่ต้องมีดาราระดับทอม ครูส ก็มีโอกาสทำกำไรเยอะ)
จาก 10 อันดับนี้ หลายเรื่องยังทำเงินในบ้าน หรือแม้แต่ทั่วโลกสู้หนังที่เปิดฉายก่อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่ได้เลย Beauty and the Beast ยังคงเป็นหนังที่ทำเงินสูงที่สุดประจำปีในบ้านตอนนี้ที่ 504 ล้านเหรียญ ขณะที่ Dunkirk ซึ่งอยู่อันดับ 5 ก็ยังทำเงินต่ำกว่า Logan และ Fast and Furious 8 ค่ายหนังอาจต้องคิดใหม่ว่าทุกสัปดาห์ของทุกปีมีความสำคัญไม่แพ้กัน คงจะจัดหนังใหญ่มาปะทะกันในช่วงซัมเมอร์เหมือนเดิมอีกไม่ได้
ตัวเลขรายได้ของซัมเมอร์นี้ก็ยังเป็นไปตามคาดครับว่ารายได้หนังในสหรัฐจะทำเงินตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบสิบกว่าปี ตอนนี้กำลังรอสรุปตัวเลขรายได้แน่ชัดก่อนว่าจะต่ำสุดระดับไหนครับ ซึ่งบางค่ายได้รายได้จากต่างประเทศมาช่วย แต่ไม่ใช่เกือบทุกเรื่องเหมือนปีที่ผ่านๆ มาอีกต่อไปแล้ว ดูเหมือนผู้ชมในตลาดโลกก็เริ่มฉลาดและล้ากับหนังสูตรสำเร็จบางประเภทแล้วเหมือนกันครับ
ดูสรุปตัวเลขอีกทีด้านในครับ
Read more of this post
Advertisements

เหล่ามินเนียนออกมายึดเวทีประกวดร้องเพลงในคลิปแรกจาก Despicable Me 3

ในบรรดาหนังซัมเมอร์ปีนี้ Despicable Me 3 ได้รับการทำนายจากนักวิเคราะห์ว่าจะเป็นหนึ่งในหนังทำเงินของปี และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็คงต้องบอกว่าน่าจะมาจากแฟนๆ ของเจ้าสมุนวายร้ายตัวสีเหลืองเหล่านี้ครับ ที่มีแฟนคลับทุกเพศทุกวัยอยู่ทั่วโลก ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ก็ดูเหมือนรู้ดีในเรื่องนี้จึงได้ปล่อยคลิปจากหนังที่นำเสนอความน่ารักน่าชังของพวกมันออกมาที่พากันไปป่วนเวทีประกวดร้องเพลง ซึ่งชื่อของรายการก็ดูเหมือนจะเป็น Easter Egg อย่างหนึ่งของหนังด้วยครับ

ในภาคนี้ กรู (สตีฟ แคเรล) กับ ลูซี่ (คริสเทน วิก) ต้องมาเผชิญหน้ากับตัวร้ายใหม่ บัลธาซาร์ แบรตต์ อดีตดาราเด็กที่เกิดสลัดบทที่ตัวเองเล่นในยุค 80 ไม่หลุดแล้วกลายมาเป็นตัวร้ายจอมป่วนโลก ผู้ที่มีลีลาเต้นสไตล์ยุค 80 กลับของเล่นย้อนยุคเป็นอาวุธ ให้เสียงโดยเทรย์ ปาร์กเกอร์ เจ้าของรางวัลเอ็มมี่, โทนี่ และ แกรมมี่ (เหลือออสการ์อีกรางวัลก็จะครบสี่รางวัลใหญ่) ที่โด่งดังจากการสร้างการ์ตูนดังอย่าง South Park และละครบรอดเวย์ The Book of Mormon 

Despicable Me 3 มีผู้กำกับถึง 3 คน คือปีแอร์ คอฟฟิน, ไคย์ล บัลดา และ เอริก กิลลอน จากบทของซินโค พอล กับ เคน ดอริโอ จะมาป่วนโรงมิถุนายน 2017 นี้ครับ ชมคลิปด้านใน

Read more of this post

ฮอลลีวู้ดกลัวกันว่ารายได้หนังซัมเมอร์ปีนี้ จะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

Guardians of the Galaxy Vol.2 เป็นหนังเปิดซัมเมอร์ปีนี้ของฮอลลีวู้ด และทำเงินในบ้านไปแล้วจนถึงตอนนี้ 246.1 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้ในตลาดนอกบ้านอยู่ที่ 384.4 ล้านเหรียญ เป็นตัวเลขรายได้ที่ดูดีเลย เพราะถ้ารวมรายได้ในตอนนี้ก็ 630.5 ล้านเหรียญจากการฉาย 10 วัน น่าจะแซงรายได้รวมทั่วโลกของภาคแรกที่ทำไว้ 773.3 ล้านเหรียญ จากการฉาย 25 สัปดาห์ได้ในไม่ช้า แต่ก็ดูเหมือนว่าหนังซัมเมอร์เรื่องอื่นๆ อาจได้แค่มองตาปริบๆ ครับ วงในของฮอลลีวู้ดในตอนนี้เกรงกันว่ารายได้รวมทั้งหมดของหนังทุกเรื่องที่ออกฉายในปีนี้น่าจะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

มีการคาดการณ์กันว่ายอดขายตั๋วของปี 2017 ในสัปดาห์แรกของพฤษภาคมจนถึงเทศกาลวันหยุดวันแรงงานในสหรัฐ (สัปดาห์แรกของกันยายน) จะลดต่ำลงราว 5-10 % จากปีที่แล้ว ที่หนังทำเงินรวมในทวีปอเมริกาเหนือ 4.45 พันล้านเหรียญ แปลว่ารายได้น่าจะต่ำว่า 4 พันล้านเหรียญ และแย่ที่สุดในรอบสิบปี อย่างไรก็ดี ตลาดนอกสหรัฐอาจมาช่วยเรื่องนี้ไว้เพราะคาดว่าน่าจะยังดีอยู่ และก็มีโอกาสเสมอที่จะมีหนังที่กลายเป็นหนังทำเงินอย่างคาดไม่ถึงซึ่งมีเกิดขึ้นทุกปีในสหรัฐมาช่วยไม่ให้ตกต่ำเกินไป

ผู้บริหารของฮอลลีวู้ดบางคนมองว่า อุตสาหกรรมหนังในฮอลลีวู้ดปีนี้จะตกต่ำเพราะพึ่งหนังภาคต่อมากเกินไป ซึ่งบางเรื่องก็สร้างต่อกันมาหลายภาคจนล้ามากแล้ว ผู้ชมอาจยังตื่นเต้นและกลับมาชมภาคต่อของ Guardians of the Galaxy แต่จะมีอีกกี่คนที่อยากชมภาคต่อของ Pirates of the Caribbean และ Transformers

หนังใหญ่บางเรื่องไม่แข็งแรงเท่าไหร่ในปีนี้” คริส แอรอนสัน หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศของทเวนตี้ เซ็นทูรี ฟ็อกซ์ ให้ความเห็น ซึ่งฟ็อกซ์เองก็มีหนังภาคต่อชุด Alien กับ Planet of the Apes ออกฉายในปีนี้

อีกสาเหตุที่ทำให้ผู้ชมในอเมริกาเหนือออกมาดูหนังในโรงกันน้อยลงเพราะมีคู่แข่งจากทีมีและหนังออนไลน์ ซึ่งตอนนี้ ดูเหมือนมีพื้นที่ของกระแสปากต่อปากบนสื่อออนไลน์มากกว่าหนังอีก

แม้ว่าค่ายหนังมักพึ่งหนังภาคต่อหรือหนังรีเมกมาลดความเสี่ยงของการสร้างหนังฟอร์มใหญ่ด้วยการให้สิ่งที่ผู้ชมต้องการ แต่กลยุทธนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลแล้วเพราะผู้ชมพึ่งสื่อออนไลน์มากขึ้นในการช่วยเลือกชมหนัง ตัวอย่างเช่นปีที่แล้วก็มีหนังภาคต่อและรีเมกที่ทำเงินย่ำแย่กว่าภาคก่อนหน้ามากมายหลายเรื่อง เป็นต้นว่าภาคต่อของ “Star Trek,” “X-Men,” “Independence Day,” “Teenage Mutant Ninja Turtles” และ “Alice in Wonderland

แต่แม้กลยุทธนี้จะไม่ค่อยได้ผลแล้วในตลาดอเมริกาเหนือ แต่ค่ายหนังใหญ่ๆ ก็ยังยึดกลยุทธนี้อยู่ในการสร้างหนังเพื่อทำกำไร เพราะยังถือว่าเป็นกลยุทธที่ปลอดภัยอยู่เมื่อดูจากรายได้ของตลาดนอกอเมริกาเหนือที่ทำให้หนังมีกำไรมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว เมื่อประกาศสร้างหนังใหญ่ทุนสูงแล้ว มันไม่อาจยกเลิกหรือยุบโครงการหนังได้กลางครันก่อนที่หนังจะเข้าฉาย พูดง่ายๆ ก็คือจำเป็นต้องเลยตามเลย

ให้ตายสิ มันน่าหดหู่มากๆ มันมีแต่หนังภาคต่อกับหนังแฟรนไชส์ มันควรต้องเปลี่ยนแปลงกันบ้าง” ผู้อำนวยการสร้างหนังชั้นนำคนหนึ่งให้ความเห็น ซึ่งก็จริงๆ เพราะปีนี้มีแต่อะไรเดิมๆ นอกจากภาคต่อที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว ก็ยังมีประเภทเหล้าใหม่ในขวดเก่า อย่างหนัง Spider-Man: Homecoming ที่โซนี่ พิคเจอร์ส ยกเครื่องใหม่เป็นครั้งที่สองในรอบห้าปี และก็ยังมี The Mummy ที่ทอม ครูส มารับบทนำ หลังจากฉบับเบรนแดน แฟรเซอร์ ไม่ได้สร้างต่อและมีภาคสุดท้ายไปเมื่อสิบปีก่อน

โซนี่ฯ อาจรู้ว่าการยกเครื่องใหม่ให้ Spider-Man ต้องมีลูกไม้เด็ดมาช่วยให้หนังชุดนี้อยู่ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ การร่วมมือกับคู่แข่งอย่างมาร์เวล สตูดิโอ จึงถือเป็นกลยุทธใหม่ และการให้โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ นักแสดงที่เป็นที่นิยมที่สุดของมาร์เวลมาช่วยเป็นตัวขายก็น่าจะเป็นลูกไม้เด็ดที่สำคัญ

Transformers: The Last Knight ของพาราเมาท์ก็ใช้กลยุทธเรื่องบทหนังมาช่วยครับ จากการที่จ้างนักเขียนบทมามากมายเพื่อช่วยระดมมันสมองคิดเนื้อเรื่องของหนังออกมา โดยโยงเข้าเรื่องเข้ากับตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์แห่งอัศวินโต๊ะกลมเพื่อขยายจักรวาลของหนังออกมา และก็ยังใช้กล้อง IMAX 3D รุ่นใหม่ล่าสุดมาถ่ายทำหนังเพื่อเพิ่มลูกเล่น “เกมมันเปลี่ยนไปแล้ว และทุกคนรู้สึกกดดันจนต้องพยายามมากขึ้นไปมากกว่าเดิม ไม่มีใครนั่งเฉยอยู่แล้วพูดว่า เรามาลองใช้วิธีการอย่างครั้งที่แล้วเถอะ” เมแกน คอลลิแกน ประธานของฝ่ายจัดจำหน่ายและการตลาดในตลาดสากลของพาราเมาท์ พิคเจอร์ส บอก

ส่วนดิสนี่ย์นั้น ใช้การเลื่อนฉาย Pirates of the Caribbean 5 ถึงสองครั้งเพื่อถ่ายทำเพิ่มเติมให้ได้หนังที่น่าจะขายได้จริงๆ รวมถึงใช้การตลาดแบบไวรัสมาช่วยสร้างกระแสให้หนัง เป็นต้นว่าให้จอห์นนี่ เดปป์ เดินสายประชาสัมพันธ์ แม้แต่การให้แต่งชุดเป็นกัปตันแจ็ค สแปโรว์ ไปพบแฟนๆ ในสวนสนุกก็ตาม

สำหรับหนังที่น่าจะเป็นหนังทำเงินแน่นอนของซัมเมอร์นี้ นักวิเคราะห์มองว่าเป็น Despicable Me 3 ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส กับ Cars 3 ของพิกซาร์ครับ ส่วนที่มีหวังว่าน่าจะเป็นหนังทำเงิน ก็คือ Dunkirk ของคริสโตเฟอร์ โนแลน แต่ก็นักวิเคราะห์บางรายก็บอกว่า อาจไม่ได้ทำเงินอย่างที่วอร์เนอร์ฯ หวังก็ได้

หนังที่ค่ายวอร์เนอร์ฯ หวังได้อีกเรื่องก็คือ Wonder Woman ที่การเปิดตัวของตัวละครนี้ใน Batman v Superman: Dawn of Justice มีความโดดเด่นอย่างมาก และอาจช่วยให้หนังทำเงินได้เมื่อออกฉาย

พาราเมาท์ยังมีหวังกับ Baywatch อีกเรื่อง ที่คิดว่าเสน่ห์ของดเวย์น จอห์นสัน จะช่วยให้หนังทำเงิน แต่ก็ดูเหมือนว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่

ขณะที่หนังใหญ่ออกมาสู้กันมากมาย นักวิเคราะห์ก็มองกันว่าอาจเป็นปีฮิตเงียบของหนังเล็กหลายเรื่อง เช่น Baby Driver ของเอ็ดการ์ ไรท์, It Comes at Night หนังสยองขวัญของเอ24, หนังตลก The Big Sick ที่อำนวยการสร้างโดยจัดด์ แอพะทาว และ Atomic Blonde หนังสายลับที่มีฉากบู๊เท่ๆ ของชาร์ลีซ เธอรอน ที่จัดจำหน่ายโดยโฟกัสฟีเจอร์

สำหรับหนังทุนยักษ์เนื้อหาใหม่ที่อยู่ในแดนเสี่ยงว่าจะแป้กในปีนี้ก็ได้แก่ King Arthur: Legend of the Sword หนังทุน 175 ล้านเหรียญของวอร์เนอร์ฯ ที่เปิดตัวในบ้านไปแค่ 14.7 ล้านเหรียญ และแป้กในตลาดโลกด้วยเพราะทำเงินไป 29.1 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ยังมี Valerian and the City of a Thousand Planets หนังทุนสร้าง 180 ล้านเหรียญของลุค เบสซง และ The Dark Tower ที่ดัดแปลงจากนิยายของสตีเว่น คิงก์ สร้างโดยโซนี่ พิคเจอร์ส

แม้รายได้หนังทุนสูงซัมเมอร์ปีนี้ส่วนใหญ่จะส่อแววแป้ก แต่ค่ายหนังอาจได้ชดเชยจากหนังที่ฉายนอกซัมเมอร์เป็นต้นว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือหนังที่ทำกำไรมหาศาลอย่างหนังสยองขวัญ Get Out และ Fast and Furious 8 ที่แม้จะทำเงินในสหรัฐน้อยกว่าภาคที่แล้ว แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยให้หนังทำเงินทะลุพันล้านเหรียญไปแล้ว รวมถึง Beauty and the Beast ของดิสนี่ย์อีกเรื่องที่ก็ทำเงินทั่วโลกทะลุพันล้านเหรียญ รายได้รวมของหนังทั้งหมดเพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

อ่านบทความนี้แล้วทำให้นึกถึงสิ่งที่สตีเวน สปีลเบิร์ก กับ จอร์จ ลูคัส เคยทำนายไว้ครับ ว่า การแข่งกันสร้างหนังฟอร์มใหญ่ของฮอลลีวู้ดจะทำให้อุตสาหกรรมหนังพบจุดจบ

คิดว่าจะมีหนังซัมเมอร์ปีนี้เรื่องไหนที่แป้กและเปรี้ยงกันบ้างครับ

ที่มา: LA Times

กรูพบกับคู่แฝดในตัวอย่างใหม่ของ Despicable Me 3

อิลลูมิเนชั่น เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ผู้สร้าง Despicable Me ทั้งสองภาค และ Minions กลับมาอีกครั้งในปีนี้ด้วย Despicable Me 3 ที่ดูเหมือนเราจะได้เจอกรูสองเท่าไปเลยครับ เพราะตัวอย่างใหม่ได้เผยว่ากรูมีคู่แฝดด้วย

ในภาคนี้ กรู (สตีฟ แคเรล) กับ ลูซี่ (คริสเทน วิก) ต้องมาเผชิญหน้ากับตัวร้ายใหม่ บัลธาซาร์ แบรตต์ อดีตดาราเด็กที่เกิดสลัดบทที่ตัวเองเล่นในยุค 80 ไม่หลุดแล้วกลายมาเป็นตัวร้ายจอมป่วนโลก ผู้ที่มีลีลาเต้นสไตล์ยุค 80 กลับของเล่นย้อนยุคเป็นอาวุธ ให้เสียงโดยเทรย์ ปาร์กเกอร์ เจ้าของรางวัลเอ็มมี่, โทนี่ และ แกรมมี่ (เหลือออสการ์อีกรางวัลก็จะครบสี่รางวัลใหญ่) ที่โด่งดังจากการสร้างการ์ตูนดังอย่าง South Park และละครบรอดเวย์ The Book of Mormon 

Despicable Me 3 มีผู้กำกับถึง 3 คน คือปีแอร์ คอฟฟิน, ไคย์ล บัลดา และ เอริก กิลลอน จากบทของซินโค พอล กับ เคน ดอริโอ จะมาป่วนโรงมิถุนายน 2017 นี้ครับ ชมตัวอย่างด้านใน

Read more of this post

กรูปะทะผู้ร้ายตัวใหม่ในตัวอย่างแรกของ Despicable Me 3

despicable-me-3-teaserอิลลูมิเนชั่น เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ผู้สร้าง Despicable Me ทั้งสองภาค กับ Minions กลับมาในปีหน้าด้วย Despicable Me 3 ที่พานักแสดงชุดเก่ามาให้เสียงตัวละครขวัญใจกลับมาในภาคนี้ ทั้งสตีฟ แคเรล ที่ให้เสียงกรู และ คริสเทน วิก ผู้ให้เสียงเอ็มมี่ จากภาคที่แล้ว ทั้งคู่ต้องมาเผชิญหน้ากับตัวร้ายใหม่ บัลธาซาร์ แบรตต์ อดีตดาราเด็กที่เกิดสลัดบทที่ตัวเองเล่นในยุค 80 ไม่หลุดแล้วกลายมาเป็นตัวร้ายจอมป่วนโลก ผู้ที่มีลีลาเต้นสไตล์ยุค 80 กลับของเล่นย้อนยุคเป็นอาวุธ ให้เสียงโดยเทรย์ ปาร์กเกอร์ เจ้าของรางวัลเอ็มมี่, โทนี่ และ แกรมมี่ (เหลือออสการ์อีกรางวัลก็จะครบสี่รางวัลใหญ่) ที่โด่งดังจากการสร้างการ์ตูนดังอย่าง South Park และละครบรอดเวย์ The Book of Mormon

Despicable Me 3 มีผู้กำกับถึง 3 คน คือปีแอร์ คอฟฟิน, ไคย์ล บัลดา และ เอริก กิลลอน จากบทของซินโค พอล กับ เคน ดอริโอ จะมาป่วนโรงมิถุนายน 2017 นี้ครับ ชมตัวอย่างด้านใน

Read more of this post