Advertisements

Thor: Ragnarok จะเปิดไตรภาคเรื่องราวของ Hulk

มาร์ค รัฟฟาโล อยากมีหนัง Hulk ของตัวเอง และเหตุผลหนึ่งที่เขายังมีไม่ได้ก็คือปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ที่ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ยังถือครองอยู่ ทำให้มาร์เวลสร้างหนังเดี่ยวให้ Hulk ไม่ได้ ทำได้แต่ดึงตัวละครมาใช้สมทบในหนังเรื่องอื่นแทน แต่เอาเข้าจริงๆ ถึงแม้ว่าไม่มีปัญหานี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีหนัง Hulk ออกมาอีกไหมครับ
อย่างไรก็ดี จากการให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินสายประชาสัมพันธ์ Thor: Ragnarok เราจะได้เห็นฮัลค์มากขึ้นกว่าใน Avengers ไม่เพียงแค่นั้น หนังจะยังถูกใช้เปิดเรื่องราวของฮัลค์ที่จะมีเส้นเรื่องของตัวเองให้ติดตามต่อไปใน Avengers: Infinity War และ Avengers 4 ครับ แล้วก็อาจนำพาสู่การสร้างหนังเดี่ยวให้ฮัลค์ด้วย
โดยหลักๆ ก็คือเควิน ไฟกี เรียกผมมาคุยก่อนหน้าเรื่องนี้ และพูดว่า ถ้าคุณจะทำ…ถ้าคุณจะทำหนัง Hulk ภาคเดี่ยว มันจะเป็นหนังยังไง แล้วผมก็ตอบว่า ผมคิดว่ามันควรเป็นนี่ นี่ นี่ และนี่ และนี่ แล้วจบลงด้วยแบบนี้ แล้วเขาก็พูดว่า ผมชอบ ทำไมเราไม่ทำแบบนั้นในหนังอีกสามเรื่อง เริ่มต้นจาก Thor 3 แล้วเข้าสู่ Avengers 3 กับ 4 แล้วผมก็ตอบว่า เยี่ยมเลย เราจึงอยู่ที่สุดเริ่มต้นของเส้นทางเรื่องราวตัวละครนี้
รัฟฟาโลบอกใบ้ด้วยว่าเรื่องราวของฮัลค์จะเป็นยังไงในเส้นทางนี้ครับ “การที่ฮัลค์พูดได้ทำให้เป็นจุดเริ่มของการแยกสองคนนี้ออกจากกัน สองคนในคนที่มีสองบุคลิกแยกจากกันนี้ แล้วมันจะไปจบลงที่ตรงไหน นั่นแหละที่ทำให้ผมสนใจ เขาเหมือนเด็ก เขาเหมือนเด็กห้าหรือหกขวบ เขาจึงมีภาษาแบบเดียวกันกับเด็ก และเขาก็มีมุมมองต่อโลกแบบเดียวกัน มันสนุกมาก มันเหมือนกับคริส เฮมส์เวิร์ธ เราต่างได้สร้างตัวละครขึ้นมาใหม่หมดในหนังเรื่องนี้
Thor: Ragnarok จะออกฉายพฤศจิกายนนี้ครับ
ที่มา: Cinema Blend

Read more of this post

Advertisements

ลุค เบสซง ปฏิเสธข่าวเตรียมสร้างหนัง Lucy 2

สัปดาห์ที่แล้ว วาไรตี้รายงานว่ามาร์ค ชมูเกอร์ ประธานกรรมการผู้บริหารของยูโรปาคอร์ปได้เปิดเผยในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่าผู้กำกับลุค เบสซง ได้เตรียมสร้างภาคต่อ Lucy และเบสซงก็ทำบทหนังก็เสร็จแล้วด้วย แต่เบสซงได้ใช้อินสตาแกรมออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวครับ พร้อมกับตำหนิสื่อที่ลงข่าวด้วย
ไม่ ผมไม่ได้เตรียมสร้าง Lucy 2 ไม่ใช่ทั้งในอดีตหรือในอนาคต แต่ข่าวปลอมนี้ก็แพร่ไปทั่วโลกเพราะพวกคุณ (นักข่าว)…พวกคุณอาจมาพูดกับผมว่า มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น จริง พวกคุณพูดถูก…แต่มันเป็นเท็จ และคำคำนี้ไม่ควรอยู่ในคำศัพท์ของพวกคุณ เพราะถ้าเราเชื่อในพวกคุณไม่ได้ เราจะรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ยังไง เสรีภาพของเราขึ้นอยู่กับศีลธรรมของพวกคุณ
น่าสนใจที่เบสซงออกมาวิจารณ์สื่อที่เสนอข่าวผิดๆ ทั้งที่เป็นข่าวที่มาจากประธานกรรมการผู้บริหารบริษัทของเขา ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าตีวัวกระทบคราดรึเปล่า หรือเข้าใจอะไรผิดไปครับ
Lucy ภาคแรกใช้ทุนสร้าง 40 ล้านเหรียญ และทำเงินทั่วโลกไป 463.4 ล้านเหรียญ

Read more of this post

Pacific Rim: Uprising จะช่วยเปิดจักรวาลภาพยนตร์

จักรวาลภาพยนตร์ (cinematic universe) กลายเป็นสิ่งที่หนังแฟรนไชส์แทบทุกเรื่องต้องการสร้างในตอนนี้ครับ เพื่อใช้เป็นจุดตั้งต้นให้มีเรื่องราวสร้างเป็นหนังออกมาอีกมากขึ้นๆ และก็ดูเหมือนว่า Pacific Rim: Uprising จะถูกใช้เป็นภาคตั้งต้นสำหรับเปิดสู่จักรวาลเช่นกัน
ระหว่างที่ไปร่วมงานนิวยอร์กคอมมิคคอน ผู้กำกับสตีเวน เอส. ดีไนท์ เปิดเผยว่าหนังภาคต่อหุ่นยักษ์ปะทะสัตว์ประหลาดเรื่องนี้จะถูกใช้ขยายจักรวาลภาพยนตร์ด้วยครับ
ผมหวังเช่นนั้น ผมคิดว่าคุณจะได้อ่านหนังสือการ์ตูนมากขึ้นแน่ๆ แผนของเราคือจะใช้หนังเรื่องนี้เป็นฐานสำหรับขยายออกไป ถ้ามีคนมาดูหนังเรื่องนี้มากพอ เราคุยกันแล้วว่าโครงเรื่องภาคสามจะเป็นยังไง และตอนจบของภาคสามจะช่วยขยายจักรวาลออกไปยังไง แบบเดียวกับหนังชุดสตาร์วอร์สหรือสตาร์เทร็คที่เราไปได้อีกในหลายๆ ทิศทาง เราอาจสร้างภาคต่อจากเส้นเรื่องหลัก หรืออาจสร้างภาคต่อ หรืออาจเป็นภาคพิเศษจบในตอน ใช่ เรามีแผนแบบนั้น และผมก็อยากเห็นอนิเมชั่นที่สร้างจากหนังชุดนี้ด้วย
ผมคิดว่าคำสำคัญน่าจะอยู่ที่ “ถ้ามีคนมาดูหนังเรื่องนี้มากพอ” ด้วย เพราะภาคนี้ได้สร้างก็เนื่องจากทำรายได้มหาศาลในตลาดโลก ขณะที่รายได้ในสหรัฐของภาคแรกที่กำกับโดยกีเยร์โม เดล โทโร ทำเงินไปแค่เกือบๆ 100 ล้านเหรียญครับ
ที่มา: Nerdist

Read more of this post

ความเห็นของมาร์ติน สกอร์เซซี ต่อหนัง mother! และ Rotten Tomatoes

“หนังดีจากคนทำหนังตัวจริงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มองออก เสพ หรือเข้าใจโดยทันที หนังดีไม่ได้มีเพื่อให้ชอบโดยทันทีด้วยซ้ำ”

ผู้กำกับตำนาน มาร์ติน สกอร์เซซี ได้ไปเป็นนักเขียนรับเชิญให้ The Hollywood Reporter และเขียนถึงการประเมินคุณค่าภาพยนตร์ด้วยรายได้หนังหรือบ๊อกซ์ออฟฟิศ และการให้คะแนนหนังของ Rotten Tomatoes กับ CinemaScore ต่อหนัง mother! ของผู้กำกับแดเรน แอโรนอฟสกี้ ที่เป็นประเด็นตามสื่อฮอลลีวู้ดเมื่อไม่นานมานี้ครับ บางอย่างในบทความที่สกอร์เซซีเขียนมีมุมมองที่น่าสนใจที่คิดว่าควรนำมาแปลเพื่อบอกต่อแม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็มีหลายประเด็นที่ทำให้กลับมาฉุดคิด ได้ทบทวนตัวเองและเกิดมุมมองใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจเหมือนกันครับ
mother! ได้เกรด F จาก CinemaScore ซึ่งเป็นคะแนนจากการที่บริษัทด้านการตลาดไปสำรวจความเห็นผู้ชมหลังจากดูหนังจบ จากนั้นเกรด F ก็กลายเป็นประเด็นในสื่อเอาไปขยายต่อ ขณะที่ผู้กำกับแอโรนอฟสกี้ก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจและคาดเดาได้ว่าทำไมถึงได้เกรดสอบตกแบบนี้จากผู้ชม ทีมการตลาดยังใช้ความเห็นนักวิจารณ์ฝั่งชมและด่ามาตีคู่ให้ผู้ชมไปพิสูจน์กันด้วยตัวเองด้วยครับ และนี่คือมุมมองของสกอร์เซซีต่อเรื่องทั้งหมดนี้
ผมไม่คิดหรอกนะว่าจะมีใครคิดถึงสมัยที่เรายังเรียนอยู่ และถูกตัดเกรดเวลาทำงาน ผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะมี
ตอนที่ผมเรียนจบ ผมคิดกับตัวเองว่า “แจ๋วเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องเกรดอีกแล้ว!” นั่นเป็นความคิดก่อนการฉายรอบพิเศษหนังเรื่องแรกของผม ถามคนทำหนังคนไหนๆ ก็ย่อมบอกเหมือนกันว่า ประสบการณ์ของรอบพรีวิวนั้นโหดร้ายมาก บางครั้งก็ทำลายล้างจริงๆ อย่างเช่นกรณีของรอบพรีวิวอันโด่งดังของหนังเรื่อง The Magnificent Ambersons ของออร์สัน เวลล์ส์ ที่อาร์เคโอจัดที่โพโมนา ผู้บริหารสตูดิโอใช้ผลตอบรับด้านลบจากการฉายรอบนั้นแล่เถือหนังฉบับตัดต่อดั้งเดิมของเวลส์ที่ตอนนี้เป็นที่รู้กันว่า เป็นหนังใกล้เคียงขั้นผลงานชิ้นเอกที่ถูกทำให้เสียหาย
บางครั้ง เมื่อทุกคนทำงานร่วมกัน รอบทดสอบอาจช่วยตอบคำถามพื้นๆ ได้ ชิ้นส่วนข้อมูลนี้ชัดเจนดีพอสำหรับผู้ชมไหม จังหวะของฉากนี้เหมาะสมไหม อะไรทำให้ผู้ชมหลุดจากความสนใจในตอนนั้น แล้วทำไมมันไม่เข้าเป้า ประเด็นเล็กๆ แต่เฉพาะเจาะจงสุดๆ อาจทำให้กระจ่างชัดได้
แล้วจากนั้น เมื่อหนังได้รับการสร้างออกมาก็จะมีบทวิจารณ์รีวิว ผมเองก็เหมือนทุกคน ได้รับคำวิจารณ์ที่มีทั้งบวกและลบ แน่นอนว่าบทวิจารณ์ด้านลบไม่สนุกนัก แต่มันก็เป็นสิ่งที่มาพร้อมการทำอาชีพนี้ อย่างไรก็ตาม ผมขอบอกว่าในอดีตนั้น เมื่อนักวิจารณ์บางคนมีปัญหากับหนังเรื่องหนึ่งของผม โดยหลักๆ พวกเขาก็จะมีปฏิกิริยาออกมาอย่างมีวิจารณญาณ มีจุดยืนอย่างแท้จริงที่พวกเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องโต้แย้ง
กว่า 20 ปีมานี้ หลายอย่างเปลี่ยนไปในวงการภาพยนตร์ สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นมีในทุกระดับ ตั้งแต่วิธีการสร้างภาพยนตร์ไปจนถึงวิธีการชมและถกเถียงพูดคุย หลายอย่างในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีทั้งด้านที่ดีขึ้นและด้านที่แย่ลง เป็นต้นว่าเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้คนหนุ่มสาวสร้างหนังกันได้แบบทันทีทันใด อย่างมีอิสระโดยสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน การหายไปของเครื่องฉาย 35ม.ม. จากโรงหนังส่วนใหญ่ในการฉายรอบแรกก็ถือเป็นการสูญเสียอย่างยิ่ง
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าไม่มีด้านดีขึ้นเลยไม่ว่าในแง่ไหนก็ตาม มันเริ่มมาตั้งแต่ยุค 80 เมื่อ “บ็อกซ์ออฟฟิศ” เริ่มที่จะผลุดขึ้นมากลายเป็นความหมกมุ่นเฉกเช่นทุกวันนี้ สมัยผมยังหนุ่ม รายงานตัวเลขรายได้หนังมีอยู่เฉพาะในหนังสือพิมพ์ของแวดวงอุตสาหกรรมนี้เช่นเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ แต่สมัยนี้ ผมเกรงว่ามันได้กลายเป็น…ทุกอย่างไปแล้ว รายงานรายได้หนังแฝงอยู่ในเกือบทุกการพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ และบ่อยครั้งที่เป็นมากกว่าแค่สิ่งที่แฝงอยู่ พฤติกรรมการตัดสินอันโหดร้ายที่ทำให้รายได้เปิดตัวหนังในสุดสัปดาห์กลายเป็นความบันเทิงที่กระหายเลือดดูเหมือนถูกใช้เป็นแนวทางการวิจารณ์หนังอันโหดร้ายมากขึ้น ผมกำลังพูดถึงเหล่าบริษัทวิจัยด้านการตลาดอย่าง Cinemascore ที่เริ่มต้นในปลายยุค 70 และ “เว็บไซต์ที่ดึงบทความมาจากที่อื่น” (aggregators) อย่าง Rotten Tomatoes ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการวิเคราะห์วิจารณ์หนังจริงๆ เลย พวกเขาให้คะแนนภาพยนตร์เหมือนที่คุณให้คะแนนม้าในสนามแข่ง หรือร้านอาหารในเว็บให้คะแนนร้านอาหาร หรือเครื่องใช้ภาพในบ้านในเว็บ Consumer Reports พวกเขาเข้ามายุ่งทุกอย่างในธุรกิจภาพยนตร์ แต่ไม่เคยเกี่ยวข้องสักนิดในด้านสร้างสรรค์หรือการให้มุมมองที่ฉลาดๆ แก่หนัง คนทำหนังถูกลดทอนกลายเป็นผู้ผลิตเนื้อหา และผู้ชมถูกลดระดับกลายเป็นผู้บริโภคที่ไม่กล้าผจญภัย
บริษัทและเว็บไซต์รวมบทความเหล่านี้ได้ตั้งหลักเกณฑ์ที่เป็นปรปักษ์ต่อนักทำหนังจริงจัง แม้กระทั่งการตั้งชื่อว่า Rotten Tomatoes ก็เป็นการดูถูกเหยียดหยาม และเมื่อการวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เขียนด้วยผู้คนที่มีความคลั่งไคล้และความรู้จริงๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ได้ค่อยๆ เลือนหายไป ก็ดูเหมือนมีแต่เสียงที่เอาแต่ด่าทอตัดสินเพียงอย่างเดียวดังมากขึ้นๆ ผู้คนที่ดูเหมือนสนุกในการดูหนังแล้วเห็นคนทำหนังถูกปฏิเสธ ถูกเพิกเฉย และในบางกรณี ถูกฉีกเนื้อจนเป็นชิ้นๆ ไม่ต่างจากฝูงชนที่เอาเป็นเอาตายและกระหายเลือดเพิ่มมากขึ้นๆ ในตอนจบของ mother! ของแดเรน แอโรนอฟสกี้
ก่อนที่ผมจะได้ดู mother! จริงๆ ผมหงุดหงิดใจอย่างที่สุดจากคำตัดสินอันรุนแรงเหล่านั้น ผู้คนมากมายดูเหมือนจะอยากให้คำนิยามแก่หนัง ตีกรอบมัน ค้นหาว่ามันต้องการอะไรและสาปแช่งมัน และหลายคนก็ดูเหมือนจะสะใจที่มันได้เกรด F จาก Cinemascore แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นบทความข่าวเป็นจริงเป็นจัง mother! ถูกตบหน้าด้วยเกรด F ของ CinemaScore อันน่าสะพรึง แย่พอๆ กับหนังของโรเบิร์ต อัลท์แมน, เจน แคมเปียน, วิลเลียม ฟรีดกิน และ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก
หลังจากผมได้มีโอกาสชม mother! ผมยิ่งหงุดหงิดใจไปกับการรีบตัดสินเหล่านี้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมอยากแบ่งปันความคิดเห็น ผู้คนดูเหมือนออกมาไล่สับเพียงเพราะว่าหนังไม่อาจนิยามได้ง่ายๆ หรือตีความได้ง่ายๆ หรือหดเหลือคำพูดเพียงสองคำ มันเป็นหนังสยองขวัญ หรือเป็นหนังตลกร้าย หรือเป็นนิทานแฝงคติไบเบิล หรือเป็นนิทานสอนใจเรื่องศีลธรรมและการทำลายสิ่งแวดล้อม บางที มันอาจเป็นทั้งหมดนั้นอย่างละนิดหน่อย แต่ไม่ใช่อยู่ในหมวดหนึ่งหมวดใดเพียวๆ แน่นอน
หนังจำเป็นต้องได้รับการอธิบายไหม แล้วประสบการณ์ในการชม mother! ล่ะ มันทั้งสัมผัสได้ มีการจัดวางและการแสดงอย่างยอดเยี่ยมสวยงาม มุมกล้องที่แสดงความเห็นส่วนตัว และกลับมุมมองผ่านสายตาซึ่งเคลื่อนที่อยู่ตลอด…การออกแบบเสียง ที่พุ่งใส่ผู้ชมจากทุกมุมและนำคุณดำดิ่งลงไปลึกขึ้นๆ ในฝันร้าย…การค่อยๆ คลี่เรื่องราวออกซึ่งยิ่งทำให้ปั่นป่วนใจมากขึ้นเมื่อหนังดำเนินไป ความเป็นหนังสยองขวัญ หนังตลกร้าย เนื้อหาไบเบิล นิทานสอนใจ มันอยู่ในนั้นทั้งหมด แต่มันเป็นองค์ประกอบในประสบการณ์รวมทั้งหมดที่กลืนตัวละครกับผู้ชมร่วมไปด้วย มีแต่นักทำหนังตัวจริงและมีความคลั่งไคล้เท่านั้นที่จะทำหนังเช่นนี้ได้ ซึ่งผมยังคงได้ประสบการณ์นั้นอยู่หลายสัปดาห์หลังจากชมหนัง
หนังดีจากคนทำหนังตัวจริงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มองออก เสพ หรือเข้าใจโดยทันที หนังดีไม่ได้มีเพื่อให้ชอบโดยทันทีด้วยซ้ำ มันถูกสร้างมาแค่เพราะคนที่อยู่หลังกล้องต้องทำมันออกมา และใครก็ตามที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ย่อมรู้ดี มีรายชื่อหนังมากมายยาวเฟื้อย เช่น The Wizard of Oz, It’s a Wonderful Life, Vertigo และ Point Blank เป็นต้น ที่ถูกปฏิเสธในทีแรกตอนที่ออกฉายแล้วกลายเป็นหนังคลาสสิคในภายหลัง การให้คะแนนของ Tomatometer และการให้เกรดของ Cinemascore ไม่ช้าก็จะหายไป หรือบางทีอาจถูกเขี่ยไปโดยอะไรที่แย่กว่าด้วยซ้ำ
หรือบางที พวกมันอาจจะเลือนลางและจางหายไปด้วยแสงแห่งดวงวิญญาณดวงใหม่ของผู้ที่มีความสามารถในการอ่านเขียนเรื่องภาพยนตร์ ขณะเดียวกัน การรังสรรค์ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความรักอย่าง mother! จะยังคงเติบโตในจิตใจของเรา

Read more of this post

ภาพชุดใหม่และเรื่องย่อทางการของ Star Wars: The Last Jedi

© 2017 Lucasfilm Ltd.

ต่อเนื่องจากตัวอย่างหนังฉบับเต็ม Star Wars: The Last Jedi ที่เผยโฉมไปเมื่อเช้า ดิสนี่ย์ประเทศไทยได้ส่ง 16 ภาพใหม่จากหนังมาประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมครับ ซึ่งทั้งหมดเป็นภาพนิ่งจากตัวอย่างหนังนั่นเอง พร้อมๆ กันนี้ก็ยังส่งเรื่องย่อทางการมาให้เราด้วยที่บอกให้เรารู้ว่าตระกูลสกายวอล์คเกอร์ยังคงเป็นส่วนสำคัญหลักของเนื้อเรื่อง และหนังจะเผยความลับบางอย่างในอดีตที่ผู้ชมจะคาดไม่ถึงครับ ตามด้านล่างนี้
ใน สตาร์ วอร์ส: ปัจฉิมบทแห่งเจได ของลูคัสฟิล์ม เรื่องราวของตระกูลสกายวอร์คเกอร์ได้ดำเนินต่อไป เมื่อเหล่าผู้กล้าแห่งภาคอุบัติการณ์แห่งพลัง ได้เข้าร่วมในมหากาพย์การผจญภัยในห้วงกาแล็คซี่ ที่จะไขความลับแห่งพลังที่ซ่อนไว้มาหลายชั่วอายุคน พร้อมทั้งการเปิดเผยเรื่องราวในอดีตอันน่าตกใจ
หนังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 14 ธันวาคม 2560 นี้ เขียนบทและกำกับโดย ไรอัน จอห์นสัน นำแสดงโดย มาร์ค ฮามิลล์, แคร์รี่ย์ ฟิชเชอร์, อดัม ไดร์ฟเวอร์, เดซี่ ริดลีย์, จอห์น โบเยก้า, ออสการ์ ไอแซค, ลูพิต้า ยองโก, แอนดี้ เซอร์คิส, ดอมห์นัล กลีสัน, แอนโธนี แดเนียลส์, เกว็นโดลิน คริสตี้, เคลลี่ มาเรีย ทราน, ลอร่า เดิร์น และ เบนิซิโอ เดล โทโร่
ชมภาพด้านใน

Read more of this post

ตัวอย่างฉบับเต็มของ Star Wars: The Last Jedi เผยโฉม

เมื่อคืนนี้ ผู้กำกับไรอัน จอห์นสัน ออกมาทวีตข้อความบอกทำนองว่าให้เลี่ยงดูตัวอย่างหนัง Star Wars: The Last Jedi ถ้าอยากไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหนัง ทำให้หลายคน(รวมถึงผม)เข้าใจกันว่าในตัวอย่างอาจมีฉากที่เผยเนื้อเรื่องสำคัญ หรือ spoiler อยู่ในนั้น ต่อมาไรอันก็ให้ความกระจ่างว่า การตีความคำพูดเช่นนั้นเป็นการเข้าใจผิดไปหน่อย แค่จะบอกว่าถ้าอยากไม่รู้อะไรเลย 100% เฉยๆ ไม่ได้บอกว่าจะมันสปอยล์สักหน่อย ตอนนี้ตัวอย่างก็ออนไลน์แล้วครับ และคิดว่าพอเข้าใจว่าทำไมถึงเตือน โดยเฉพาะช็อตสุดท้าย แต่ก็ทำให้อยากดูมากขึ้นครับ
ใน Star Wars: The Last Jedi หรือ “สตาร์ วอร์ส: ปัจฉิมบทแห่งเจได” นักแสดงจากภาคที่แล้วที่จะกลับมาได้แก่มาร์ค แฮมิล, แครี่ ฟิสเชอร์, อดัม ไดรเวอร์, เดซี่ ริดลี่ย์, จอห์น โบเยกา, ออสการ์ ไอแซ็ค, ลูปนิตา ยองโก, ดอมห์แนล กลีสัน, แอนโธนี แดเนียล, เกวนโดลีน คริสตี้ และแอนดี้ เซอร์กีส ส่วนนักแสดงที่จะมาเสริมทัพใหม่ก็คือเบนนิซิโอ เดล ทอโร, เคลลี่ แมรี่ แทรน และ ลอรา เดิร์น ครับ
หนังจะออกฉายธันวาคม 2017 นี้

Read more of this post

Justice League ส่งตัวอย่างสุดท้ายออกมาอีกฉบับ พร้อมฟุตเตจใหม่

ถ้าตัวอย่างสุดท้ายของ Justice League ที่ปล่อยมาเมื่อวานยังไม่หนำใจพอ มีตัวอย่างให่อีกฉบับสำหรับใช้ประชาสัมพันธ์ในสหราชอาณาจักรออกมาอีกแบบครับ
ตัวอย่างเป็นการนำเอาฟุตเตจของฉบับเมื่อวานมาตัดต่อใหม่ และใส่ฟุตเตจใหม่ของตัวเองเข้าไปเพิ่ม ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปอีกแบบครับ บางตัวละครได้มีบทพูดเพิ่มขึ้นด้วย
เรื่องย่อทางการของหนังบอกว่า หลังจากที่ศรัทธาในมนุษยชาติกลับมาอีกครั้ง และได้รับแรงบันดาลใจจากการเสียสละของซูเปอร์แมน บรูซ เวย์นจึงได้ขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรคนใหม่ ไดอานา พรินซ์ ในการเผชิญหน้ากับศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แบทแมนกับวันเดอร์วูแมนได้ทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็วในการตามหาและชักชวนเมตาฮิวแมนเพื่อสร้างทีมในการต่อกรกับภัยคุกคามใหม่ที่เพิ่งตื่นขึ้นมา
แต่แม้จะมีการรวมเหล่าของซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่เคยมีมาก่อนขนาดนี้ ซึ่งประกอบด้วยแบทแมน, วันเดอร์วูแมน, อควาแมน, เดอะ แฟลช และ ไซบอร์ก แต่มันก็อาจจะช้าเกินไปที่จะช่วยโลกจากการโจมตีระดับมหันตภัย

Read more of this post