Advertisements

ถ้า Shawshank พูดถึงคุณค่าความหวัง The Mist คืออันตรายของความสิ้นหวัง ผู้กำกับบอก

ผู้กำกับแฟรงก์ ดาราบอนท์ จาก The Shawshank Redemption และ The Mist ซึ่งถือเป็นงานดัดแปลงจากงานเขียนของสตีเว่น คิงก์ ที่เป็นที่กล่าวขานและชื่นชอบที่สุดของแฟนๆ ได้ไปร่วมในรายการทอล์คโชว์ของโรเบิร์ต รอดริเกซ ชื่อ “The Director’s Chair” เพื่อคุยถึงเบื้องหลังผลงานเก่าๆ ครับ แล้วรอดริเกซก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงตอนจบของ The Mist ที่เป็นที่ถือเป็นตอนจบสุดสะพรึงและถูกพูดถึงอย่างไม่สิ้นสุด

รอดริเกซบอกว่า ตอนจบของ The Mist เป็นตอนจบของหนังที่เขาโปรดปรานที่สุดเลย และถามว่าทำไมถึงต้องจบแบบนั้น “ผมมีอารมณ์ใจร้ายในตอนนั้น” ดาราบอนท์บอก

ดาราบอนท์ขยายความว่า “ตอนที่ผมอ่านเรื่องสั้นของสตีฟเมื่อนานมาแล้ว (เรื่องสั้นรวมอยู่ในหนังสือชุด Dark Forces วางจำหน่ายในปี 1980) ผมคิดว่า ว้าว เป็นเรื่องที่ยอดมากเลย แต่เมื่อผมคิดถึงเมื่อจะสร้างเป็นหนังแล้ว มันควรมีตอนจบที่สรุปอารมณ์มากกว่านี้ แล้วผมก็เริ่มปะติดประต่อว่าตอนจบแบบสรุปควรจะเป็นยังไง และเขาค่อนข้างวางประเด็นให้สานต่อเอาไว้อยู่แล้ว มีบางข้อความในเรื่องสั้นที่เขาคิดเช่นนั้นในที่สุด และผมรู้สึกว่ามันคล้ายกับเป็นการเปิดประเด็นที่ชัดเจนให้ผม และสตีฟเป็นผู้เปิดเอาไว้

สิ่งที่ดาราบอนท์คิดต่อจากนั้น เหมือนได้จากการชมตอนหนึ่งของหนังชุดทางทีวี Twilight Zone ครับ “เมื่อผมคิดดูแล้ว มันคล้ายกับตอนจบของ Twilight Zone ที่ยังคงเกาะติดอยู่กับเรา เหมือนตอนจบใน “Time Enough At Last” ที่เบอเกรส เมเรดิธ ทำแว่นตาแตก ที่ทำให้เราพูดว่า ไม่นะ เขาน่าจะรออีกสักสองนาที ผมชอบความที่ชะตาเล่นตลกอย่างน่ากลัวของมัน และในตอนนั้น ผมโกรธโลกนิดหน่อย มันมีองค์ประกอบทางการเมืองในหนังเรื่องนั้น มันเป็นหนังการเมืองในหลายๆ ทาง ผมโกรธโลกนิดหน่อย และโกรธประเทศของผมในตอนนั้น (หนังออกฉายปี 2007) มันจึงเหมือนเป็นการจบหนังที่ถูกต้อง มันไม่จำเป็นต้องมีตอนจบแบบมีความสุขเสมอไป มันไม่ควรมีตอนจบแบบมีความสุขเสมอไป จากการที่โตมาในยุค 70 มันไม่ได้จบแบบมีความสุขทุกครั้ง และผมชอบตอนจบแบบนั้นมาตลอด

สตีเว่น คิงก์ ผู้เขียนนิยายได้มีส่วนออกความเห็นเกี่ยวกับตอนจบของหนังด้วยครับ และดาราบอนท์ก็ได้ขออนุญาตเขาก่อนที่จะจบแบบนั้น “ถ้าสตีเว่น คิงก์ อ่านตอนจบของผมแล้วพูดว่า พวก คุณทำอะไรเนี่ย คุณบ้าไปแล้วรึเปล่า คุณจบแบบนี้ไม่ได้ ผมเองก็คงไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้ แต่เขาอ่านแล้วพูดว่า ผมชอบตอนจบมาก ผมอยากคิดตอนจบแบบนี้ได้จริงๆ เขาบอกว่าในแต่ละยุค น่าจะมีหนังที่ทำให้ผู้ชมโกรธ แล้วพลิกความคาดหวังว่าจะจบแบบมีความสุขแบบไปต่อหน้าต่อตา เขายกตัวอย่างจอนจบ Night of the Living Dead ที่มีตอนจบที่ทำให้เรากลัวมากๆ

ดาราบอนท์ยังบอกด้วยว่าตอยจบของ The Mist เหมือนเป็นขั้วตรงกันข้ามกับ The Shawshank Redemptionเมื่อเทียบกันดูแล้ว มันเหมือนเป็นคู่ตรงกันข้ามที่ได้สมมาตรกันพอดีกับ Shawshank อย่างแปลกประหลาด เพราะถ้าหากว่า Shawshank เป็นหนังที่พูดถึงคุณค่าของความหวัง The Mist ก็จะกลายเป็นหนังที่พูดถึงอันตรายของความสิ้นหวัง และเชื่อเถอะ ผมรู้ว่ามันจะกลายเป็นหนึ่งในตอนจบที่ถ้าผู้ชมไม่ชอบก็เกลียดไปเลย ผมยอมรับได้ เพราะผมคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว เราควรมุ่งมั่นเลือกทำหนังที่จะไปในทางใดทางหนึ่ง มันไม่ควรทำหนังเพื่อให้ผู้ชมรักเราตลอดไป และชักพาให้ผู้ชมเห็นชอบในสิ่งที่เราทำ ผมดีใจที่ได้ยินว่าคุณชอบ มันยอดมาก

ที่มา: Yahoo Movies

Read more of this post

Advertisements

6 สิ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับหนัง “มือปราบสัมภเวสี: The Lost Case”

the-lost-case-interviewก่อนหน้าหนัง “มือปราบสัมภเวสี: The Lost Case” เข้าฉายราวหนึ่งสัปดาห์ ได้มีโอกาสไปคุยกับกัลป์ กัลย์จาฤก ผู้อำนวยการสร้างของหนัง และ ชยัญ อิทธิจตุพร ผู้รับหน้าที่กำกับหนังเรื่องนี้ครับ เป็นการคุยกันสั้นๆ เพื่อหาข้อมูลมาให้ผู้ชมที่อยากดูหนังเรื่องนี้ หรือที่ดูมาแล้ว ได้รู้ที่มาที่ไปเกี่ยวกับหนังเพิ่มเติม ผมเพิ่งว่างแกะคลิปนำมาลงในเว็บไซต์ครับ

เดิมที คลิปยาวกว่า 5 นาที แต่ผมดันกดปุ่มอัดผิดตอนที่มีโทรศัพท์เข้ามาระหว่างคุยกัน จึงไม่ได้เสียงคลิปในช่วงหลัง แต่ยังดีว่าจดบันทึกข้อมูลบางส่วนเอาไว้ด้วย ประเด็นสำคัญในการคุยกันจึงอยู่ครับ และสรุปได้ตามนี้ครับ

  1. แนวคิดเริ่มต้นของหนังมาจากการที่กัลป์ กัลย์จาฤก ผู้อำนวยการสร้างของหนัง อยากที่จะทำหนังไทยแนวสยองขวัญแนวใหม่ที่ยังไม่มีในตลาดของบ้านเรา และคิดว่าหนังแนว found footage ยังไม่เคยมีในเมืองไทยมาก่อน ก็ไปชวนผู้กำกับชยัญ อิทธิจตุพร ให้มาทำหนังเรื่องนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่า “จะทำยังไงให้เป็นหนัง found footage ที่รู้สึกเสมือนจริง
  2. หลังจากได้แนวคิดว่าจะทำหนังสยองขวัญแนว found footage แล้ว ทั้งคู่เลือกที่จะทำเกี่ยวกับรายการ “มือปราบสัมภเวสี” เพราะเป็นรายการของกันตนาอยู่แล้ว และมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นในรายการ มันดูจริง ก็เลยอยากพาคนดูไปเห็นสิ่งเหล่านี้
  3. เคสที่นำมาใช้นำเสนอในหนังมีอยู่แล้วในรายการ แต่ภาพยนตร์ไม่ได้เล่าเรื่องเคส ภาพยนตร์เล่าเรื่องทีมงาน เพื่อเล่ามุมมองการทำงานของคนเบื้องหลังในรายการ แต่ทั้งหมดก็คือภาพยนตร์ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา
  4. ผู้กำกับชยัญบอกว่าดูหนัง found footage หลายเรื่องมากเพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน แต่โดยหลักๆ คือ The Blair Witch Project, Paranormal Activity และ The Taking of Deborah Logan
  5. เคสที่ถูกเลือกมานำเสนอในหนัง ถูกเลือกมาจากบรรดาหลายๆ เคส แต่ผู้กำกับมองว่าเคสนี้น่าสนใจเพราะมี”สาระ”บางอย่างแฝงอยู่ด้วย เกี่ยวกับการไม่ยอมหรือละเลยที่จะสื่อสารกันในครอบครัวที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันตามมา และนำไปสู่เรื่องราวนี้
  6. มือปราบสัมภเวสี: The Lost Case” ถือเป็นภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องที่ 3 ของกันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส ซึ่งกัลป์อยากสร้างให้บริษัทมีภาพลักษณ์เป็นค่ายผลิตหนังแนวสยองขวัญ เหมือนที่จีทีเอชมีภาพของค่ายหนังฟีลกู๊ด ให้ผู้ชมนึกถึงกันตนาเมื่อถึงนึกหนังสยองขวัญ ทั้งยังเป็นแนวหนังที่กัลป์ชอบเป็นการส่วนตัวด้วย

หนังเข้าฉายแล้วตั้งแต่พฤหัสบดีที่ผ่านมาครับ ถ้าฟังคลิปและอ่านดูแล้วน่าสนใจก็ลองไปชมกัน ฟังคลิปเสียงสัมภาษณ์ได้ที่ด้านในครับ

Read more of this post

ไชอา ลาเบิฟ ไม่ชอบการร่วมงานกับสตีเวน สปีลเบิร์ก ชื่นชอบไมเคิล เบย์

shia-labeoufไชอา ลาเบิฟ เคยเป็นเด็กปั้นของผู้กำกับสตีเวน สปีลเบิร์ก นักแสดงที่ได้เล่นหนังฟอร์มใหญ่หลายเรื่องที่สปีลเบิร์กสร้างและกำกับ แต่ระยะหลังมานี้ ลาเบิฟพยายามอย่างหนักในการพิสูจน์ตัวเองในแง่การเป็นศิลปินด้วยโครงการทดลองทางศิลปะแปลกๆ มากมาย รวมถึงการรับบทในหนังนอกกระแสหลายเรื่องครับ

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดของเขาที่คุยกับวาไรตี้ ลาเบิฟได้ถูกถามถึงการได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้กำกับเจ้าของฉายาพ่อมดฮอลลีวู้ด เช่นการรับบทสมทบใน Indiana Jones and the Kingdom of Crystal Skull และดูเหมือนว่าเขาดูจะไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่

ผมเติบโตมาด้วยคิดนี้ว่า ถ้าเราได้เล่นหนังสปีลเบิร์ก นั่นคือที่สุดแล้ว ผมไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง ผมไม่ได้พูดถึงเงินทอง เมื่อเราได้ไปถึงจุดนั้น เราได้พบว่าเราไม่ได้พบสปีลเบิร์กที่เราฝันอยากเจอ เราพบสปีลเบิร์กอีกคน ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระดับของอาชีพดั้งเดิม เขามีความเป็นผู้กำกับน้อยกว่าการเป็นบริษัทบ้าบอคอแตก” (เมื่อวาไรตี้ติดต่อไปยังสปีลเบิร์กเมื่อสอบถามความเห็น เขาปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเรื่องนี้)

ลาเบิร์ฟรู้สึกว่าเขาไม่มีที่ให้เติบโตในฐานะนักแสดง เขาจึงติดแหง็ก “กองถ่ายของสปีลเบิร์กแตกต่างมากๆ ทุกอย่างถูกวางแผนอย่างพิถีพิถัน เราต้องพูดบทออกมาให้ได้ใน 37 วินาที เราทำแบบนั้นมาห้าปี เราจะเริ่มรู้สึกว่าไม่รู้ว่าทำอาชีพอะไรอยู่

ตอนที่ลาเบิฟทำงานศิลปะของเขา โดยการดูหนังที่เขาแสดงแบบมาราธอน เขาตั้งใจลุกออกไปตอน Transformers 2 ฉาย ซึ่งสปีลเบิร์กทำหน้าที่อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร “ผมไม่ชอบหนังที่ผมทำกับสปีลเบิร์ก หนังเรื่องเดียวที่ผมชอบตอนทำงานร่วมกันคือ Transformers ภาค 1

ลาเบิฟบอกด้วยว่าเขารู้สึกผิดหวังอย่างที่สุดต่อกระแสตอบรับของ Indiana Jones and the Kingdom of Crystal Skull ที่แม้จะประสบความสำเร็จด้านรายได้โดยทำเงินทั่วโลก 800 ล้านเหรียญก็ตาม “ผมเตรียมตัวเพื่อเล่นหนังเรื่องนี้ปีครึ่ง แล้วพอหนังอกฉาย มันกลายเป็นความผิดของผม มันเจ็บปวดมาก

สปีลเบิร์กเคยแนะนำเขาว่า อย่าอ่านข่าวของตัวเองในสื่อ ซึ่งลาเบิฟมองว่าเป็นคำแนะนำที่ทำจริงไม่ได้ “ไม่มีทางเลยที่จะทำแบบนั้นได้ สำหรับผมแล้ว การไม่อ่านข่าวคือการไม่มีส่วนร่วมกับสังคม คนในรุ่นก่อนผมไม่ได้รับกระแสตอบรับแบบทันทีทันใด ถ้าคุณเป็นมาร์ก แฮมิลล์ คุณอาจโกหกตัวเองได้ เราโลกสวย และหลับตาใส่อะไรแย่ๆ ที่อยู่ตรงนั้นได้

ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน ลาเบิฟยังพูดถึงว่าเขาไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเล่นหนังฟอร์มยักษ์อีกหรือไม่ แต่ถ้ายินดีเล่นถ้าเป็นหนังของไมเคิล เบย์ ที่เขาเคยร่วมงานด้วยใน Transformersไมค์เป็นศิลปิน ผู้คนไม่รู้ว่าหมอนั่นเจ๋งแค่ไหน เขามีความบ้ามากขึ้นทีละนิดในหนังของเขา เขาพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และเป็นเหมือนเจมส์ คาเมรอน แต่เจมส์ คาเมรอน กำลังตาย ผมไม่รู้แล้วว่าเขากำลังไล่ตามอะไรอยู่ แต่ความเป็นผู้กำกับแบบนั้นของเขาตายไปแล้ว ถ้าไมค์จะดำรงอยู่ได้ เขาต้องเพี้ยนให้สุดๆ

งานหนังใหม่ของลาเบิร์ฟคือ American Honey ของแอนเดรีย อาร์โนลด์ ที่ได้รับเกียรติไปฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ผ่านมาครับ และกำลังได้รับกระแสจากคำวิจารณ์อยู่ในตอนนี้ที่อาจส่งให้หนังได้ชิงออสการ์ รวมถึงการแสดงของลาเบิฟด้วย

Read more of this post

คุณชายอดัมพูดถึงที่มา สิ่งที่อยากนำเสนอ ตัวละคร และเบื้องหลังของ “ผีห่าอโยธยา”

the black death directorอย่างที่เคยพูดเสมอครับว่า บางครั้งเบื้องหลังภาพยนตร์ก็เป็นคู่มือที่ดีสำหรับผู้ที่อยากทำภาพยนตร์ ซึ่งทางหนึ่งที่เราจะเลือกศึกษาได้ก็จากบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับภาพยนตร์ และสหมงคลฟิล์มได้ส่งบทสัมภาษณ์ของคุณชายอดัม หรือ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ผู้กำกับ “ผีห่าอโยธยา” ออกมาให้เราได้ลองอ่านกัน ในสัปดาห์ที่หนังเข้าฉายในบ้านเราพอดี

ในบทสัมภาษณ์ คุณชายอดัมได้เล่าถึงที่มาของโครงการหนัง “ผีห่าอโยธยา” ว่าเริ่มต้นมายังไง อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้อยากทำหนังในลักษณะนี้ ทำไมต้องตั้งชื่อหนังว่า “ผีห่า” เป็นต้น

อยากหนึ่งที่พบในบทสัมภาษณ์ก็คือความคล้ายคลึงอย่างหนึ่งตอนที่ทำ “สารวัตรหมาบ้า” ครับ ก็คือเป็นการนำสิ่งที่คุณชายอดัมชอบในวัยเด็กมาสร้างเป็นหนัง ซึ่งสำหรับ “ผีห่าอโยธยา” ก็คือแนวหนัง hack and slash horror ที่คุณชายอดัมชอบดูในวัยเด็ก ซึ่งคุณชายอดัมพูดถึงเสน่ห์ของมันว่า “การฆ่ากันเยอะหน่อย จะมีเลือดอาบพอสมควร ระทึก และก็ตัวละครต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่จำกัด เพราะต้องแสดงธาตุแท้ของตัวเองภายใต้ภาวะกดดัน เมื่อคนเราอยู่ในจุดที่ชิวิตอยู่ในภาวะอันตรายสุดๆ แล้วคนๆ นั้นก็จะเริ่มแสดงชีวิตของตัวเองขึ้นมา

อ่านเต็มๆ ได้ที่ด้านในครับ

Read more of this post

ผู้กำกับเจมส์ วาน พูดถึงตอนจบดั้งเดิมของ Furious 7

james wan furious 7จำได้ว่าหลังจากพอล วอล์คเกอร์ เสียชีวิต ผู้สร้างหนังตัดสินใจไม่ตัดตัวละครไบรอัน โอ คอนเนอร์ ออกไป หรือหานักแสดงคนใหม่มาแสดงแทน แต่พยายามหาวิธีที่จะให้พอลอยู่ในหนัง Furious 7 ต่อไป เพื่อเป็นการให้เกียรติเขา ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว พวกเขาก็ได้สร้างตอนจบของหนังก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่ดีในการทั้งยกย่องพอล ให้เกียรติต่อความรู้สึกของแฟนๆ ที่มีต่อพอล และเพื่อให้เป็นการส่งพอลไปด้วยฉากที่ทำให้เราได้จดจำเขาในฐานะไบรอัน โอ คอนเนอร์ ไปตลอดกาล แต่เราก็รู้กันดีว่าตอนจบนี้เป็นตอนจบที่คิดขึ้นมาใหม่หลังจากพอลเสียชีวิต เดิมทีแล้วผู้สร้างตั้งใจให้ Furious 7 เป็นภาคที่จะพาเข้าสู่ไตรภาคใหม่ ตามที่ผู้กำกับเจมส์ วาน บอกระหว่างให้สัมภาษณ์แก่ Collider ครับ

ตอนจบดั้งเดิมนั้นมีเพื่อรับใช้เป้าหมายที่แตกต่างกัน” นั่นก็คือพาเข้าสู่ Furious 8 ใช่ไหม “ถูกต้องเลย ตอนจบดั้งเดิมของ Furious 7 เป็นการตั้งโลกที่ใหญ่ขึ้นไปอีก ที่หนังชุด Fast and Furious จะก้าวเข้าไปสู่ และเป็นความฉลาดอย่างมากของผู้สร้างที่จะคิดเช่นนั้น แต่เมื่อเกิดเรื่องเศร้าขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนั้นไม่อยู่ในประเด็นอีกแล้ว ทั้งหมดนั่นไม่สำคัญอีกแล้ว ต้องให้ความชอบแก่ทางสตูดิโอด้วยที่ไม่ผลักดันให้ไปในทางนั้น พวกเขาตระหนักว่ามันสำคัญแค่ไหนที่จะให้หนังจบลงไป และเพื่อเป็นการยกย่องพอลอย่างสมบูรณ์ที่สุด ต้องให้ความชอบแก่พวกเขาอย่างมากที่ใจกว้าง และเอาด้วยกับตอนจบที่เหมาะสมที่จะเป็นตอนจบ

ผู้กำกับเชื้อสายมาเลเซียที่ไปเติบโตในออสเตรเลียผู้นี้ยังหวังด้วยว่าผู้ชมจะชอบตอนจบดังกล่าว “เพราะตอนที่ผมทราบข่าว ผมตกใจเหมือนทุกคน และผมใช้เวลาหลายวันกว่าจะยอมรับมันได้ แล้วหลังจากนั้นอาการหัวใจสลายก็เริ่มเข้ามา และเราก็ได้ตระหนักว่าพอลจะไม่ได้อยู่กับเราต่อไปในการก้าวต่อไปข้างหน้า และเป็นความรู้สึกที่ยากมากๆ การถ่ายทำหนังให้จบเป็นอย่างสุดท้ายที่ผมอยากทำในตอนนั้น สิ่งที่อยากทำมากกว่าก็คือการพยายามลุกขึ้นมาใหม่ กลับไปที่กองถ่าย เรียกทีมงาน นักแสดง และฝ่ายเบื้องหลังให้มารวมกัน และในฐานะผู้กำกับก็ต้องตีหน้ากล้าหาญไว้ และทำคล้ายเป็นผู้นำในการให้กำลังใจทุกคนให้สู้ต่อ เป็นอะไรที่น่ากลัวสำหรับผมมาก แต่มันกลายเป็นสิ่งที่เราทุกคนเห็นพ้องกันชัดเจนว่าเราต้องสร้างหนังเรื่องนี้ให้จบเพื่อให้เกียรติผลงานของพอล และโดยหลักก็คือเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เขา และการก้าวต่อไปกลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของเรา อย่างอื่นไม่สำคัญแล้ว มันคือการสร้างหนังเรื่องนี้ เพื่อพอล

Read more of this post

สัมภาษณ์ 3 ผู้กำกับ “เพื่อนขีดเส้นใต้” จากนักทำหนังรุ่นนักศึกษาสู่ผู้กำกับมืออาชีพ

Friens underline directorsภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ (เจแปน), วรเทพ ธรรมโอรส (กระตั้ว), อรรถวิศิษฐ์ หัสดินทร ณ อยุธยา (ปั๊บ) คือ 3 ผู้กำกับหน้าใหม่ที่เพิ่งเรียนจบมาจากคณะนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมาหมาดๆ ราว 6 เดือน และก็ได้มีผลงานภาพยนตร์ฉายลงโรงเป็นครั้งแรกด้วย “เพื่อนขีดเส้นใต้” ที่เข้าฉายแล้วแบบจำกัดโรงสุดสัปดาห์นี้ครับ เป็นโครงการหนังที่พวกเขาเริ่มลงมือกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ในนามของบุฟเฟ่ โปรดักชั่น ที่พวกเขาร่วมก่อตั้งกันมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาปี 1 เราได้ไปพูดคุยกับพวกเขาระหว่างทำงานขั้นตอนหลังการถ่ายทำที่แล็บ g2g ที่อยู่ริมถนนวิภาวดี ตั้งแต่ก่อนหนังออกฉาย เพื่อให้พวกเขาได้แนะนำโครงการหนังเรื่องแรกนี้แก่ผู้ชมก่อนตัดสินใจไปดูหนัง

ตามที่ผู้กำกับวรเทพเล่า “เพื่อนขีดเส้นใต้” เป็นโครงการหนังวิทยานิพนธ์ที่ทำส่งอาจารย์มาก่อนครับ “พอทำปุ๊บ เราก็ไม่อยากทำหนังให้เป็นแค่หนังส่งอาจารย์ เราจึงทำออกมาเต็มที่ หานายทุน หาสปอนเซอร์ทุกๆ อย่าง จนกระทั่งทำออกมาเป็นก๊อปปี้เอเสร็จแล้วก็มาเจอพี่ๆ ที่แฮนด์เมดฯ ให้โอกาส

การให้โอกาสของแฮนด์เมด ดิสทริบิวชั่น ในที่นี้ก็คือการช่วยจัดจำหน่ายให้หนังเรื่องนี้ หลังจากที่ทั้งสามทำหนังออกมาเสร็จแล้ว

ผู้กำกับภาณุพรรณขยายความเพิ่มเติมต่อถึงที่มาของหนัง “หนังเรื่องนี้จะแบ่งเป็น 3 พาร์ท ซึ่งพาร์ทแรก (รักเต็มปอด) เราทำมาตั้งแต่ก่อนที่จะขึ้นปี 4 แล้วทีนี้เราก็มองเห็นว่า เฮ้ย พอเราทำเรื่องแรก เราคิดว่าเราเต็มที่แล้ว มันดีแล้วทุกอย่าง มีคุณภาพทั้งภาพและเสียง เราจึงไม่อยากปล่อยให้เป็นแค่หนังตอนเดียวแล้วก็จบไปเป็นแค่หนังสั้น เราเลยพยายามที่จะต่อยอด เราก็เลยผูกเรื่อง สร้างเรื่องให้มันมาสอดคล้องกับเรื่องแรก ก็คือจะมาเป็นเรื่องที่สองก็คือ เดอะ ธีซีส ก็คือหนังของกระตั้ว เราเองเราก็มองว่า ปีสี่ เราก็คงอยากทิ้งอะไรไว้สักอย่างหนึ่ง หรือเราอยากทำตามความฝันของเราก็คือ เราอยากให้หนังธีซีสของนักศึกษาเนี่ย มันไปฉายในโรง ให้คนทั่วไปได้ดู เราเองก็เลยปั้นอีกสองเรื่องขึ้นมา

(อ่านต่อด้านใน)

Read more of this post

ผู้กำกับ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ พูดถึงที่มาและเบื้องหลัง The Master

nawapol the masterThe Master ผลงานเรื่องที่ 3 ของผู้กำกับเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เข้าฉายแล้ววันนี้ที่โรงหนังเฮาส์ RCA ครับ และเราได้สัมภาษณ์กับผู้กำกับนิดหน่อยทางอีเมล เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณารับชมหนังสารคดีที่ถือเป็นบันทึกประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวงการหนังของบ้านเรา เรื่องราวของร้านวิดีโอเถื่อนผิดกฎหมาย ที่เรารู้จักกันในชื่อ “ร้านพี่แว่น” หรือ “ร้านพี่คนนั้น” ที่ก๊อปหนังหาดูยาก หรือหนังศิลปะ จากทั่วโลกมาขาย และให้นักดูหนังเมื่อ 20 ปีก่อนได้ศึกษา และได้เสพ จนบางคนเติบโตมากลายเป็นผู้กำกับดังในวันนี้ รวมถึงตัวผู้กำกับนวพลเองด้วย

เราได้คุยกับนวพลทั้งเรื่องที่มา แรงบันดาลใจ ว่าทำไมเขาอยากทำหนังเรื่องนี้ เบื้องหลังการทำงานว่าเริ่มต้นยังไงในการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา วิธีการเล่าเรื่อง และเกร็ดเกี่ยวกับหนัง เช่นชื่อเรื่อง กับ ตัวอย่างหนัง แบบพอสังเขปครับ ซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้อ่านเว็บของเราได้มีข้อมูลมากขึ้นก่อนไปรับชม

คลิกอ่านด้านใน

(ที่มาของรูป Facebook/ternawapol )

Read more of this post