Advertisements

ฮอลลีวู้ดกลัวกันว่ารายได้หนังซัมเมอร์ปีนี้ จะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

Guardians of the Galaxy Vol.2 เป็นหนังเปิดซัมเมอร์ปีนี้ของฮอลลีวู้ด และทำเงินในบ้านไปแล้วจนถึงตอนนี้ 246.1 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้ในตลาดนอกบ้านอยู่ที่ 384.4 ล้านเหรียญ เป็นตัวเลขรายได้ที่ดูดีเลย เพราะถ้ารวมรายได้ในตอนนี้ก็ 630.5 ล้านเหรียญจากการฉาย 10 วัน น่าจะแซงรายได้รวมทั่วโลกของภาคแรกที่ทำไว้ 773.3 ล้านเหรียญ จากการฉาย 25 สัปดาห์ได้ในไม่ช้า แต่ก็ดูเหมือนว่าหนังซัมเมอร์เรื่องอื่นๆ อาจได้แค่มองตาปริบๆ ครับ วงในของฮอลลีวู้ดในตอนนี้เกรงกันว่ารายได้รวมทั้งหมดของหนังทุกเรื่องที่ออกฉายในปีนี้น่าจะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

มีการคาดการณ์กันว่ายอดขายตั๋วของปี 2017 ในสัปดาห์แรกของพฤษภาคมจนถึงเทศกาลวันหยุดวันแรงงานในสหรัฐ (สัปดาห์แรกของกันยายน) จะลดต่ำลงราว 5-10 % จากปีที่แล้ว ที่หนังทำเงินรวมในทวีปอเมริกาเหนือ 4.45 พันล้านเหรียญ แปลว่ารายได้น่าจะต่ำว่า 4 พันล้านเหรียญ และแย่ที่สุดในรอบสิบปี อย่างไรก็ดี ตลาดนอกสหรัฐอาจมาช่วยเรื่องนี้ไว้เพราะคาดว่าน่าจะยังดีอยู่ และก็มีโอกาสเสมอที่จะมีหนังที่กลายเป็นหนังทำเงินอย่างคาดไม่ถึงซึ่งมีเกิดขึ้นทุกปีในสหรัฐมาช่วยไม่ให้ตกต่ำเกินไป

ผู้บริหารของฮอลลีวู้ดบางคนมองว่า อุตสาหกรรมหนังในฮอลลีวู้ดปีนี้จะตกต่ำเพราะพึ่งหนังภาคต่อมากเกินไป ซึ่งบางเรื่องก็สร้างต่อกันมาหลายภาคจนล้ามากแล้ว ผู้ชมอาจยังตื่นเต้นและกลับมาชมภาคต่อของ Guardians of the Galaxy แต่จะมีอีกกี่คนที่อยากชมภาคต่อของ Pirates of the Caribbean และ Transformers

หนังใหญ่บางเรื่องไม่แข็งแรงเท่าไหร่ในปีนี้” คริส แอรอนสัน หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายในประเทศของทเวนตี้ เซ็นทูรี ฟ็อกซ์ ให้ความเห็น ซึ่งฟ็อกซ์เองก็มีหนังภาคต่อชุด Alien กับ Planet of the Apes ออกฉายในปีนี้

อีกสาเหตุที่ทำให้ผู้ชมในอเมริกาเหนือออกมาดูหนังในโรงกันน้อยลงเพราะมีคู่แข่งจากทีมีและหนังออนไลน์ ซึ่งตอนนี้ ดูเหมือนมีพื้นที่ของกระแสปากต่อปากบนสื่อออนไลน์มากกว่าหนังอีก

แม้ว่าค่ายหนังมักพึ่งหนังภาคต่อหรือหนังรีเมกมาลดความเสี่ยงของการสร้างหนังฟอร์มใหญ่ด้วยการให้สิ่งที่ผู้ชมต้องการ แต่กลยุทธนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลแล้วเพราะผู้ชมพึ่งสื่อออนไลน์มากขึ้นในการช่วยเลือกชมหนัง ตัวอย่างเช่นปีที่แล้วก็มีหนังภาคต่อและรีเมกที่ทำเงินย่ำแย่กว่าภาคก่อนหน้ามากมายหลายเรื่อง เป็นต้นว่าภาคต่อของ “Star Trek,” “X-Men,” “Independence Day,” “Teenage Mutant Ninja Turtles” และ “Alice in Wonderland

แต่แม้กลยุทธนี้จะไม่ค่อยได้ผลแล้วในตลาดอเมริกาเหนือ แต่ค่ายหนังใหญ่ๆ ก็ยังยึดกลยุทธนี้อยู่ในการสร้างหนังเพื่อทำกำไร เพราะยังถือว่าเป็นกลยุทธที่ปลอดภัยอยู่เมื่อดูจากรายได้ของตลาดนอกอเมริกาเหนือที่ทำให้หนังมีกำไรมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว เมื่อประกาศสร้างหนังใหญ่ทุนสูงแล้ว มันไม่อาจยกเลิกหรือยุบโครงการหนังได้กลางครันก่อนที่หนังจะเข้าฉาย พูดง่ายๆ ก็คือจำเป็นต้องเลยตามเลย

ให้ตายสิ มันน่าหดหู่มากๆ มันมีแต่หนังภาคต่อกับหนังแฟรนไชส์ มันควรต้องเปลี่ยนแปลงกันบ้าง” ผู้อำนวยการสร้างหนังชั้นนำคนหนึ่งให้ความเห็น ซึ่งก็จริงๆ เพราะปีนี้มีแต่อะไรเดิมๆ นอกจากภาคต่อที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว ก็ยังมีประเภทเหล้าใหม่ในขวดเก่า อย่างหนัง Spider-Man: Homecoming ที่โซนี่ พิคเจอร์ส ยกเครื่องใหม่เป็นครั้งที่สองในรอบห้าปี และก็ยังมี The Mummy ที่ทอม ครูส มารับบทนำ หลังจากฉบับเบรนแดน แฟรเซอร์ ไม่ได้สร้างต่อและมีภาคสุดท้ายไปเมื่อสิบปีก่อน

โซนี่ฯ อาจรู้ว่าการยกเครื่องใหม่ให้ Spider-Man ต้องมีลูกไม้เด็ดมาช่วยให้หนังชุดนี้อยู่ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ การร่วมมือกับคู่แข่งอย่างมาร์เวล สตูดิโอ จึงถือเป็นกลยุทธใหม่ และการให้โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ นักแสดงที่เป็นที่นิยมที่สุดของมาร์เวลมาช่วยเป็นตัวขายก็น่าจะเป็นลูกไม้เด็ดที่สำคัญ

Transformers: The Last Knight ของพาราเมาท์ก็ใช้กลยุทธเรื่องบทหนังมาช่วยครับ จากการที่จ้างนักเขียนบทมามากมายเพื่อช่วยระดมมันสมองคิดเนื้อเรื่องของหนังออกมา โดยโยงเข้าเรื่องเข้ากับตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์แห่งอัศวินโต๊ะกลมเพื่อขยายจักรวาลของหนังออกมา และก็ยังใช้กล้อง IMAX 3D รุ่นใหม่ล่าสุดมาถ่ายทำหนังเพื่อเพิ่มลูกเล่น “เกมมันเปลี่ยนไปแล้ว และทุกคนรู้สึกกดดันจนต้องพยายามมากขึ้นไปมากกว่าเดิม ไม่มีใครนั่งเฉยอยู่แล้วพูดว่า เรามาลองใช้วิธีการอย่างครั้งที่แล้วเถอะ” เมแกน คอลลิแกน ประธานของฝ่ายจัดจำหน่ายและการตลาดในตลาดสากลของพาราเมาท์ พิคเจอร์ส บอก

ส่วนดิสนี่ย์นั้น ใช้การเลื่อนฉาย Pirates of the Caribbean 5 ถึงสองครั้งเพื่อถ่ายทำเพิ่มเติมให้ได้หนังที่น่าจะขายได้จริงๆ รวมถึงใช้การตลาดแบบไวรัสมาช่วยสร้างกระแสให้หนัง เป็นต้นว่าให้จอห์นนี่ เดปป์ เดินสายประชาสัมพันธ์ แม้แต่การให้แต่งชุดเป็นกัปตันแจ็ค สแปโรว์ ไปพบแฟนๆ ในสวนสนุกก็ตาม

สำหรับหนังที่น่าจะเป็นหนังทำเงินแน่นอนของซัมเมอร์นี้ นักวิเคราะห์มองว่าเป็น Despicable Me 3 ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส กับ Cars 3 ของพิกซาร์ครับ ส่วนที่มีหวังว่าน่าจะเป็นหนังทำเงิน ก็คือ Dunkirk ของคริสโตเฟอร์ โนแลน แต่ก็นักวิเคราะห์บางรายก็บอกว่า อาจไม่ได้ทำเงินอย่างที่วอร์เนอร์ฯ หวังก็ได้

หนังที่ค่ายวอร์เนอร์ฯ หวังได้อีกเรื่องก็คือ Wonder Woman ที่การเปิดตัวของตัวละครนี้ใน Batman v Superman: Dawn of Justice มีความโดดเด่นอย่างมาก และอาจช่วยให้หนังทำเงินได้เมื่อออกฉาย

พาราเมาท์ยังมีหวังกับ Baywatch อีกเรื่อง ที่คิดว่าเสน่ห์ของดเวย์น จอห์นสัน จะช่วยให้หนังทำเงิน แต่ก็ดูเหมือนว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่

ขณะที่หนังใหญ่ออกมาสู้กันมากมาย นักวิเคราะห์ก็มองกันว่าอาจเป็นปีฮิตเงียบของหนังเล็กหลายเรื่อง เช่น Baby Driver ของเอ็ดการ์ ไรท์, It Comes at Night หนังสยองขวัญของเอ24, หนังตลก The Big Sick ที่อำนวยการสร้างโดยจัดด์ แอพะทาว และ Atomic Blonde หนังสายลับที่มีฉากบู๊เท่ๆ ของชาร์ลีซ เธอรอน ที่จัดจำหน่ายโดยโฟกัสฟีเจอร์

สำหรับหนังทุนยักษ์เนื้อหาใหม่ที่อยู่ในแดนเสี่ยงว่าจะแป้กในปีนี้ก็ได้แก่ King Arthur: Legend of the Sword หนังทุน 175 ล้านเหรียญของวอร์เนอร์ฯ ที่เปิดตัวในบ้านไปแค่ 14.7 ล้านเหรียญ และแป้กในตลาดโลกด้วยเพราะทำเงินไป 29.1 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ยังมี Valerian and the City of a Thousand Planets หนังทุนสร้าง 180 ล้านเหรียญของลุค เบสซง และ The Dark Tower ที่ดัดแปลงจากนิยายของสตีเว่น คิงก์ สร้างโดยโซนี่ พิคเจอร์ส

แม้รายได้หนังทุนสูงซัมเมอร์ปีนี้ส่วนใหญ่จะส่อแววแป้ก แต่ค่ายหนังอาจได้ชดเชยจากหนังที่ฉายนอกซัมเมอร์เป็นต้นว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือหนังที่ทำกำไรมหาศาลอย่างหนังสยองขวัญ Get Out และ Fast and Furious 8 ที่แม้จะทำเงินในสหรัฐน้อยกว่าภาคที่แล้ว แต่ก็ได้รายได้จากตลาดโลกมาช่วยให้หนังทำเงินทะลุพันล้านเหรียญไปแล้ว รวมถึง Beauty and the Beast ของดิสนี่ย์อีกเรื่องที่ก็ทำเงินทั่วโลกทะลุพันล้านเหรียญ รายได้รวมของหนังทั้งหมดเพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

อ่านบทความนี้แล้วทำให้นึกถึงสิ่งที่สตีเวน สปีลเบิร์ก กับ จอร์จ ลูคัส เคยทำนายไว้ครับ ว่า การแข่งกันสร้างหนังฟอร์มใหญ่ของฮอลลีวู้ดจะทำให้อุตสาหกรรมหนังพบจุดจบ

คิดว่าจะมีหนังซัมเมอร์ปีนี้เรื่องไหนที่แป้กและเปรี้ยงกันบ้างครับ

ที่มา: LA Times

Advertisements

Thor: Ragnarok จะเป็นการสร้างพลิกโฉมใหม่หมดให้หนังชุดนี้เหมือนเป็นธอร์ภาคแรก

©Marvel Studios 2017

ครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็นธอร์ (คริส เฮมส์เวิร์ธ) ก็คือใน Avengers: Age of Ultron ที่เขาทะยานสู่สะพานสายรุ้งกลับไปยังแอสการ์ดเพื่อสืบว่าใครกันที่ชักใยอยู่เบื้องหลังแผนการร้ายที่หมายเล่นงาน Avengers สุดท้าย เขาก็พบว่าแอสการ์ดกำลังเดือดร้อนเพราะโลกิ (ทอม ฮิดเดิลสตัน) น้องชายตัวแสบ ได้แอบปลอมเป็นโอดิน (แอนโธนี ฮอปกินส์) พ่อของเขาที่หายตัวไป และการปกครองอาณาจักรอย่างหย่อนยานของโลกิก็ทำให้เฮลา (เคต แบลนเชตต์) หลุดออกมาจากที่จองจำมาอาละวาดแอสการ์ด

ธอร์เข้าต่อสู้กับเฮลา แต่ก็ถูกนางส่งมายังดาวป่าเถื่อนชื่อซาการ์ที่มีแกรนด์มาสเตอร์ (เจฟฟ์ โกลด์บลัม) เจ้าเมืองตัวร้ายปกครองและชอบจับนักรบมาสู้กันในสังเวียนแกลดิเอเตอร์ ธอร์ได้พบกับวัลครี่ (เทสซา ธอมป์สัน) อดีตนักรบจอมโหดของแอสการ์ดมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ และเธอก็จับเขาไปส่งให้แกรนด์มาสเตอร์ “ธอร์มีความเป็นแฟนคลับของวัลครี่นิดๆ เธอเป็นสุดยอดนักรบ” เฮมส์เวิร์ธพูดถึงความรู้สึกของธอร์ที่มีต่อวัลครี่

แต่แล้วธอร์ก็ถูกจับให้สู้กับนักรบที่เก่งกาจที่สุดและโด่งดังที่สุดบนดาว ไม่ใช่ใครอื่น บรูซ แบนเนอร์ หรือ ฮัลค์ นั่นเอง ซึ่งเนื้อเรื่องส่วนนี้จะยืมมาจากหนังสือการ์ตูนตอน Planet Hulk “เขามีความเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น มากกว่าที่จะเป็นเครื่องจักรตัวเขียวจอมโกรธาที่เห็นในหนังชุด Avengers เขามีความวางมาด เขาเป็นเหมือนเทพเจ้า” มาร์ค รัฟฟาโล พูดถึงฮัลค์ในฉบับนี้

เมื่อธอร์กับฮัลค์ได้มาพบกัน หนังก็กลายเป็นหนัง road-trip หรือคู่หูเดินทางไปทันที ซึ่งผู้กำกับไทกา ไวทีที ได้บอกว่าเขาเอาแรงบันดาลใจของเนื้อเรื่องส่วนนี้มาจากหนัง 48 HRS., Withnail and I, และ Planes, Trains and Automobiles ครับ

ไวทีทีอยากให้ผู้ชมได้เห็นความสามารถด้านบทตลกของเฮมส์เวิร์ธแบบที่เขาแสดงในหนัง Vacation และ Ghostbustersเขาเก่งมาก และไม่ค่อยได้ถูกใช้ความสามารถด้านนี้ เขาเป็นสิ่งหนึ่งที่ตลกที่สุดในหนังเรื่องนี้เลย

แฟนๆ จะได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่ที่คุ้นหน้าอย่าง Doctor Strange (เบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์) ที่จะมาช่วยธอร์ตามหาโอดินด้วย และเหตุการณ์ใน Thor: Ragnarok ก็จะนำเข้าสู่มหกรรมยิ่งใหญ่ที่สุดของเฟส 3 นั่นก็คือ Avengers: Infinity War แต่ไวทีทีก็ยืนกรานว่าไม่เพียงหนังเรื่องนี้จะมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง แต่ก็จะพลิกโฉมใหม่ให้หนังชุดนี้ด้วย “หลายอย่างที่เราทำในหนังเรื่องนี้คล้ายๆ กับเป็นการทำลายและปลดแนวคิดเก่าๆ ออก แล้วสร้างหนังขึ้นมาใหม่ในแบบที่สดใหม่ต่างไปจากเดิม ทุกคนมีการตีความตัวละครใหม่นิดหน่อย ที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าเป็น Thor ภาคแรก

มิน่า ธอร์ต้องตัดผมใหม่ให้ดูโฉมใหม่มากๆ

Thor: Ragnarok ออกฉายพฤศจิกายนนี้ครับ

ที่มา: EW

Read more of this post

Alien: Covenant เป็นภาคแรกของหนังชุดนี้ที่มีตัวละครเกย์

ในกระแสหลักมีการใส่ตัวละครเกย์ หรือความหลากหลายทางเพศเข้ามาในเรื่องราวมากขึ้น และมีบทเด่นมากขึ้นในระยะหลังมานี้ นับจาก Independence Day: Resurgence, Star Trek Beyond, Power Rangers, Beauty and the Beast และเรื่องล่าสุดที่ผู้ชมกำลังจะได้ชมนี้ก็คือ Alien: Covenant ครับ

ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครเกย์คือ โลป (เดเมน บิเชอร์) กับ ฮอลเลต (เนธาเนียล ดีน) สองลูกเรือของยานโคฟแนนท์ซึ่งทั้งคู่เป็นคู่รักกันด้วย

ดูเหมือนว่าลูกเรือในหนังจะมากันเป็นคู่ๆ ครับ ซึ่งโลปกับฮอลเลตเป็นคู่หนึ่งที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ทั้งคู่ยังได้ใส่แหวนแต่งงานคู่กันด้วย

เราทั้งหมดล้วนมาเป็นคู่กันในยานลำนี้ มีคู่ทุกรูปแบบ แม้แต่คู่ชายชาย สำหรับผมแล้ว มันเป็นด้านที่งดงามของเรื่องราวที่ได้มีสองตัวละครนี้ที่แทบจะดูเหมือนมีความแมนทั้งแท่งอยู่ด้วยกัน และรักกัน และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ทุกคนได้อยู่รอด” บิเชอร์บอก

ยานโคฟแนนท์ในหนังเรื่องนี้เป็นเรือโนอาห์ดีๆ นี่เอง ซึ่งได้ลำเลียงผู้คนร่วม 2,000 คน ไปตั้งต้นชีวิตใหม่บนดวงดาวอาณานิคม “มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ในอนาคต…สิ่งที่ในหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเน้นชัดๆ ว่าเราเป็นอะไร มันเป็นแค่สิ่งธรรมดาสิ่งหนึ่ง พวกเขาเป็นแค่ผู้ชายสองคนที่รักกัน และดีใจที่ได้เป็นทหารสุดโหด

แต่ทั้งคู่จะรอดชีวิตผ่านเอเลี่ยนไปได้ไหม แฟนหนังก็ต้องไปลุ้นกันในหนังที่จะฉายสุดสัปดาห์นี้ครับ

ที่มา: GayTimes

Read more of this post

ภาพแรกของเหล่าอมนุษย์ใน Inhumans ของมาร์เวล

ต่อเนื่องจากใบปิดแรก มาร์เวล เทเลวิชั่นได้เผยโฉมแรกของเหล่านักแสดงหลักจากซีรี่ส์ Inhumans ออกมาครับ ประกอบด้วย (จากซ้ายไปขวา) เอเม อิควอเกอร์ ในบทกอร์ดอน, เคน เหลียง ในบทคาร์แน็ก, แอนสัน เมาท์ ในบทแบล็คโบลท์, เซรินดา สวอน ในบทเมดูซา, อิซาเบล คอร์นิช ในบทคริสตัล และ เอวาน เอรอน ในบทแม็กซิมัส

Inhumans เป็นกลุ่มตัวละครที่ปรากฏครั้งแรกในหนังสือการ์ตูนชุด Fantastic Four เมื่อปี 1965 ก่อนที่จะแยกไปมีหนังสือของตัวเองในปี 1975 พวกเขาเป็นมนุษย์ครึ่งเอเลี่ยนที่มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ สก็อต บัค ผู้อำนวยการสร้างของ Iron Fist ที่ได้รับมอบหมายให้มาคุม Inhumans บอกว่าจะเป็นซีรี่ส์ที่มีความท้าทายเพราะเต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษหนักหน่วง ไม่ว่าเส้นผมของเมดูซ่าที่มีความแข็งแรงและเธอสามารถควบคุมมันได้อย่างใจนึก รวมถึงล็อคจอว์ สุนัขบูลด็อกหนักหนึ่งตันที่มีความสามารถเคลื่อนที่แว้บไปมาได้ แต่ซีรี่ส์ชุดนี้จะไม่ได้หนักที่เทคนิคพิเศษอย่างเดียว “เรานำเสนอตัวละครเหล่านี้เหมือนเป็นมนุษย์จริงๆ ผู้ที่บังเอิญว่ามีพลังพิเศษ พวกเขาจะเข้าถึงได้ง่ายมากๆ

เรื่องราวในซีรี่ส์จะมีเหตุการณ์ทั้งบนโลกและดาวแอตติแลนของเหล่า Inhumans ที่มีเทคโนโลยีล้ำลึก ตัวเอกเป็นเหล่าราชวงศ์ผู้ปกครองดวงดาวที่ต้องพบกับวิกฤติครั้งสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างที่พวกเขารู้จักตกอยู่ในภาวะเสี่ยง เนื้อเรื่องจะไม่เกี่ยวข้องกับ Agent of S.H.I.E.L.D. และเป็นซีรี่ส์ที่มีเนื้อหาเฉพาะของตัวเอง ถ่ายทำด้วยกล้องระบบ IMAX ซึ่งจะมีการฉาย 2 ตอนแรกจาก 8 ตอนในโรงไอแม็กซ์ด้วยครับ ก่อนฉายในสถานีเอบีซี

ชมภาพด้านใน

 

Read more of this post

ภาพชุดแรกจากหนังฆาตกรรมรวมยอดนักแสดง Murder on the Orient Express

หนัง Murder on the Orient Express หรือ “รถด่วนสายมรณะ” มีจุดเด่นสำคัญอยู่ 2 อย่าง หนึ่ง จากสร้างนิยายฆาตกรรมอันโด่งดังของอกาธา คริสตี และสอง เป็นหนังรวมสุดยอดนักแสดง ซึ่งทเวนตี้ เซ็นทูรี ฟ็อกซ์ ได้เลือกอย่างที่สองนี้มาเป็นจุดเด่นก่อนในการประชาสัมพันะ์หนังด้วยการเผยภาพของนักแสดงนำของเรื่องออกมาที่เว็บไซต์ของ EW และนำนักแสดงมาถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารด้วยครับ

เรื่องราวของหนังว่าด้วยคดีฆาตกรรมบนรถไฟสายด่วนพิเศษที่กำลังเดินทางจากอิสตันบูลสู่ลอนดอน โดยยอดนักสืบแอร์กูล ปัวโรต์ ที่ร่วมขบวนมาด้วยได้ถูกขอให้ทำหน้าที่สอบสวนและสืบคดีฆาตกรรมก่อนที่รถด่วนจะถึงที่หมายแล้วคนร้ายที่เป็นหนึ่งในสิบสามผู้โดยสารหลุดลอยนวลไป เมื่อปัวโรต์สืบก็พบเหยื่อคือฆาตกรฆ่าเด็กที่หนีกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายมาจากสหรัฐอเมริกา และแรงจูงใจในการฆาตกรรมก็อาจเกี่ยวข้องกับคดีนั้น

จอห์นนี่ เดปป์ รับบทเป็นเหยื่อฆาตกรรม ส่วนเคนเน็ธ บรานาห์ เป็นผู้รับบทแอร์กูล ปัวโรต์ และยังรับหน้าที่กำกับหนังด้วย พูดถึงตัวละครปัวโรต์ว่า “เขามีภูมิหลังด้านการทหาร เขาเป็นอดีตนายตำรวจ เขาจึงมีคุณสมบัติความเป็นนักบู๊อยู่ในตัว”

ส่วนบรรดาผู้โดยสารและพนักงานบนรถไฟทั้งหมดก็ได้สุดยอดนักแสดงมารับบทคับคั่ง ได้แก่จูดี้ เดนช์, มิเชล ไฟเฟอร์, ไมเคิล พีนา (Ant-Man), เดซี่ ริดลี่ย์ (Star Wars: The Force Awakens), ลูซี่ บอยน์ตัน (Sing Street), ทอม เบตแมน(ซีรี่ส์ Jekyll & Hyde), เลสลี่ โอดอม จูเนียร์ (ละครเวที Hamilton), จอช แกด, เพเนโลปี ครูซ, โอลิเวีย โคลแมน, ไมเคิล พีนา, เดเร็ก จาโคบี และ วิลเลม เดโฟ

หนังเคยถูกสร้างมาก่อนในปี 1974 กำกับโดยซิดนี่ ลูเมต ซึ่งครั้งนั้น นอกจากทำงานอย่างมากแล้วยังได้เข้าชิงออสการ์ถึง 6 สาขา

หนังจะออกฉายพฤศจิกายนปีนี้ครับ ชมภาพด้านใน

Read more of this post

Dunkirk ของคริสโตเฟอร์ โนแลน จะเล่าจากสามมุมมอง: แผ่นดิน, ทะเล และบนอากาศ

สำหรับ Dunkirk ที่ดูเหมือนเป็นหนังสงครามที่มีระดับงานสร้างแบบหนังมหากาพย์และใช้กล้องไอแม็กซ์ในการถ่ายทำฉากใหญ่ๆ แล้ว ในแง่การเล่าเรื่องของหนังก็ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเช่นกันครับ ในการให้สัมภาษณ์แก่นิตยสารพรีเมียร์ ภาพยนตร์ของฝรั่งเศส ผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน บอกด้วยว่า หนังจะเล่าจากสามมุมมองและจากสามเส้นเวลาครับ

หนังเรื่องนี้เล่าผ่านจากสามมุมมอง บนอากาศ (เครื่องบิน), บนแผ่นดิน (ชายหาด) และบนทะเล (การอพยพโดยกองทัพเรือ) ซึ่งสำหรับทหารที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งแล้ว เหตุการณ์เกิดขึ้นในเส้นเวลาที่แตกต่างกัน

โนแลนขยายความอีกว่า “บนแผ่นดิน บางคนติดอยู่บนชายหาดร่วมสัปดาห์ บนน้ำ เหตุการณ์ยาวนานที่สุดก็ราวหนึ่งวัน และถ้าคุณบินไปยังดันเคิร์ก เครื่องบินรบของอังกฤษจะบรรทุกเชื้อเพลิงที่บินไปได้ราวหนึ่งชั่วโมง เพื่อประสานมุมมองต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ จำเป็นต้องผสมช่วงเวลาที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน พูดง่ายๆ ก็คือเป็นโครงสร้างที่มีความซับซ้อน แม้ว่าเรื่องราวจะเป็นเรื่องราวง่ายๆ ก็ตาม

Dunkirk เป็นหนังบู๊เขย่าขวัญอิงจากเหตุการณ์อพยพดันเคิร์ก หรือยุทธการที่ดันเคิร์ก หรือยุทธการไดนาโมในสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นยุทธการสำคัญของฝ่ายอังกฤษในการช่วยชีวิตทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกว่า 330,000 นาย จากหาดและท่าเรือดันเคิร์ก ให้พ้นจากการปิดล้อมของฝ่ายเยอรมัน

หนังมีนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ เฟียน ไวท์เฮด รับบทนำ สมทบด้วยทอม ฮาร์ดี้ (The Revenant), เคนเนธ บราาห์ (ผู้กำกับ Cinderella), มาร์ค ไรแลนซ์, คิลเลียน เมอร์ฟี่, แจ็ค โลว์เดน, แอนนูริน บาร์นาร์ด, เจมส์ ดาร์ซี, แบรี่ คีโอแกห์น, ทอม กลินน์-คาร์นีย์ และ แฮรี่ สไตลส์ ครับ มีกำหนดฉายในสหรัฐ 21 กรกฎาคม 2017

10 สิ่งที่เรารู้จากฟุตเตจงานไอแม็กซ์ของ Transformers: The Last Knight

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Transformers: The Last Knight Imax Event ที่มีการฉายฟุตเตจความยาว 24 นาทีของหนังครับ และฟุตเตจดังกล่าวก็เผยหลายอย่างเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของหนังให้ได้รู้แบบที่ไม่เคยรู้มาก่อน จึงอยากนำมาสรุปให้ฟังพร้อมความรู้สึกที่ได้ชมเป็นข้อๆ ดังด้านล่างนี้

  1. ฟุตเตจเปิดด้วยไมเคิบ เบย์ มาพูดคุยแนะนำก่อนว่าฟุตเตจที่ได้ชมยังไม่ใช่ฉบับ 3D เพราะยังไม่เสร็จ เข้าใจว่าอยากให้ชมความยิ่งใหญ่อลังการของหนังที่ถ่ายทำด้วยระบบ IMAX ซึ่งดูแล้วยิ่งใหญ่จริงๆ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ใช้ IMAX ได้เป็นประโยชน์มาก
  2. เรายังไม่รู้สึกว้าวกับเทคนิคพิเศษอะไรที่เห็นในหนัง ยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรสดใหม่เท่าไหร่ แต่รู้สึกถึงงานภาพที่ยิ่งใหญ่แบบภาพยนตร์จอใหญ่ๆ
  3. เนื้อเรื่องดูเหมือนเข้มข้น และมีอะไรในเนื้อเรื่องเยอะกว่าภาคเก่าๆ
  4. ฟุตเตจเปิดมาด้วยฉากรบของกษัตริย์อาเธอร์ และอัศวินโต๊ะกลมที่ดูเหมือนกำลังจนตรอก และรอการช่วยเหลือจากเมอร์ลินอยู่ เมอร์ลินซึ่งดูหนุ่มกว่าที่คิด เดินทางไปบนภูเขาสักแห่งเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่าง และมีทรานเฟอร์เมอร์สที่เป็นมังกรสามหัวบินตามไปด้วย
  5. ในโลกปัจจุบัน มนุษย์ได้ตั้งกองกำลังทหารรับจ้างขึ้นมาตามล่าและทำลายเหล่าทรานส์ฟอร์เมอร์ ทหารเหล่านั้นมีอาวุธไฮเทคมากมาย ทั้งหุ่นยนต์และโดรน
  6. เคด เยเกอร์ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) เป็นนักโทษหลบหนี เพราะพยายามคอยปกป้องเหล่าออโตบ็อต เขามีแก๊งออโตบ็อตอย่างบัมเบิลบี และคนอื่นๆ อยู่ด้วย และได้เข้าช่วยเหลืออิซาเบลลา (ออิซาเบลา โมเนอร์) ที่เป็นเพื่อนกับเหล่าออโตบ็อตและพยายามปกป้องออโตบ็อตเหมือนกัน จากการถูกเล่นงานของฝ่ายทหารรับจ้าง
  7. เคดได้พบกับค็อกเบิร์น ทรานฟอร์เมอร์สรับใช้ของเซอร์ เอ็ดมันด์ เบอร์ตัน (เซอร์ แอนโธนี ฮอปกินส์) พาไปยังอังกฤษเพื่อพบกับท่านเซอร์ ซึ่งได้นำโต๊ะกลมในตำนานของอัศวินโต๊ะกลมให้เคดได้ดู ได้เล่าตำนานในอดีตว่าอัศวินโต๊ะกลมจำนวนหนึ่งก็คือออโตบ็อต หนังได้เผยภาพในอดีตว่ามีเหล่าอัศวินออโตบ็อตร่วมประชุมกับกษัตริย์อาเธอร์ด้วย
  8. ดูเหมือนว่าในตำนานอัศวินโต๊ะกลมตามท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ยังขาดไปหนึ่งคนที่จะทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์ ซึ่งฟุตเตจได้เผยว่าอัศวินคนสุดท้ายคนนั้นก็คือเคดนั่นเอง เคดคือผู้ถูกเลือก และก็มีฉากย้อนความหลังตอนที่เคดได้รับเครื่องรางจากออโตบ็อตซึ่งมีสัญลักษณ์ของอัศวินโต๊ะกลมแล้วมันก็ได้เข้ามาประกบที่แขนของเคดคล้ายกำไรแขน
  9. งานออกแบบของหนังดูเหมือนยืมจาก Star Wars มาเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่อิซาเบลกับสวีก (ออโตบ็อตรถสกูตเตอร์สีฟ้า) ที่ดูแล้วคล้ายกับเรย์ และ BB-8 ใน Star Wars: The Force Awakens, โดรนของฝ่ายทหารรับจ้างที่หน้าตาเหมือนยาน tie-fighter, ค็อกเบิร์นที่บุคลิกคล้าย C-3Po แต่ผสมความเป็นนินจาเข้าไป เป็นต้น
  10. แก๊งเด็กในเรื่อง ให้ความรู้สึกถึงแก๊งเด็กใน Stranger Things หรือ Super 8 

Transformers: The Last Knight เข้าฉายปลายมิถุนายนนี้ครับ

Read more of this post