Advertisements

แซ็ค สไนเดอร์ ประกาศเตรียมปล่อยหนังสั้น Snow Steam Iron

แซ็ค สไนเดอร์ ได้พักหน้าที่การเป็นผู้กำกับและคุมงานสร้าง Justice League แล้วให้จอส วีดอน เข้ามารับช่วงต่อแทน หลังจากลูกสาวเสียชีวิตไป สไนเดอร์ต้องการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเพื่อเยียวยากันและกันหลังจากโศกนาฏกรรม และดูเหมือนว่าในการใช้เวลาด้วยกันของพวกเขาก็คือการทำหนังสั้นครับ
สไนเดอร์ได้ประกาศผ่านทางทวิตเตอร์ว่า เขาได้ทำหนังสั้นชื่อ Snow Steam Iron ขึ้นมา โดยใช้เพื่อนๆ กับคนในครอบครัวมาช่วยกันแสดง ไม่ได้ใช้งบในการทำ และใช้เวลาในช่วงสุดสัปดาห์ถ่ายทำหนังสั้นเรื่องนี้ครับ แต่ยังไม่ได้บอกว่าจะปล่อยหนังเมื่อไหร่
จากภาพใบปิดที่สไนเดอร์ปล่อยออกมา ดูเหมือนหนังอาชญากรรมเลยครับ คงต้องรอติดตามชมกันว่าจะเป็นยังไง ชมภาพได้ที่ด้านใน

Read more of this post

Advertisements

คาเมรอนบอกว่า Wonder Woman เป็นการถอยหลัง, เจนกินส์ โต้ ผู้หญิงเป็นได้ทุกอย่าง

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีดราม่าบนโลกออนไลน์จากความเห็นของผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน ที่มีต่อหนัง Wonder Woman ครับ และทำให้เกิดมีการโต้กลับจากทั้งแฟนหนังและจากผู้กำกับแพ็ตตี้ เจนกินส์ เอง

ความเห็นของคาเมรอนที่จุดชนวนดราม่ามาจากการให้สัมภาษณ์แก่เว็บไซต์ The Guardians ผู้ซึ่งสร้างตัวละครหญิงแกร่งขึ้นมามากมายบนโลกภาพยนตร์ เป็นต้นว่าดร.ลินด์ซีย์ บริกแมน (แมรี เอลิซาเบธ มาสตรานโตนิโอ) ใน The Abyss, โรส (เคต วินสเลต) ใน Titanic และ แซร่าห์ คอนเนอร์ ใน Terminator เป็นต้น แล้วเขารู้สึกยังไงถึงการนำเสนอ Wonder Woman ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในปีนี้

การที่ยินดีให้ตัวเองและตบหลังให้กำลังใจทั้งหลายที่ฮอลลีวู้ดมีต่อ Wonder Woman เป็นสิ่งที่ชวนให้ไขว้เขว เธอกลายสัญลักษณ์ที่ถูกทำให้กลายเป็นวัตถุ มันไม่ต่างจากที่ผู้ชายในฮอลลีวู้ดทำเลย ผมไม่ได้บอกว่าผมไม่ชอบหนัง แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นการถอยหลัง

คาเมรอนขยายความโดยยกตัวเองงานของเขาว่า “แซร่าห์ คอนเนอร์ ไม่ใช่สัญลักษณ์ทางความงาม เธอแกร่ง เธอมีปัญหา เธอเป็นแม่ที่แย่ แต่เธอก็ได้รับการยกย่องจากผู้ชมผ่านความทรหดของเธอ และสำหรับผมแล้ว ผลิตผลจากตัวละครอย่างแซร่าห์เห็นได้ชัดเจน เพราะครึ่งหนึ่งของผู้ชมเป็นผู้หญิง

เจนกินส์ไม่รอนาน ก็ได้แสดงความเห็นผ่านทางทวิตเตอร์โต้กลับคาเมรอน ผู้กำกับที่แต่งงานมาห้าครั้งกับผู้หญิงแกร่งของฮอลลีวู้ดว่า Wonder Woman ไม่ใช่การถอยกลับ เพราะผู้หญิงเป็นได้ทุกอย่าง สวยและแกร่งไปพร้อมกันก็ได้

“การที่เจมส์ คาเมรอน ไม่อาจเข้าใจได้ว่า Wonder Woman คืออะไร หรือเป็นตัวแทนของอะไร ไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับผู้หญิงทั่วทั้งโลก แม้ว่าเขาจะเป็นยอดผู้กำกับก็ตาม แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้หญิง

ผู้หญิงเข้มแข็งนั้นดียิ่ง การที่เขายกย่อง Monster หนังของฉัน และการที่เขายกย่องผู้หญิงแกร่งแม้บอบช้ำก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่หากผู้หญิงจำเป็นต้องแข็ง ห้าว และมีปัญหาเสมอเพื่อที่จะเป็นคนแข็งแกร่ง และเราเอาแต่นำเสนอแต่มิติเดิมๆ หรือเอาแต่สรรเสริญสัญลักษณ์ของผู้หญิงทั่วทุกแห่งเพราะเธอนั้นสวยมีเสน่ห์และเห็นอกเห็นใจ เช่นนั้นแล้วเราก็ไม่ได้ก้าวไปไหนไกลสักเท่าไหร่ ว่าไหม

ฉันเชื่อว่าผู้หญิงสามารถเป็นและควรเป็น “ทุกอย่าง” ได้เหมือนที่ตัวละครนำชายควรเป็น มันไม่มีผู้หญิงทรงพลังแบบที่ถูกและแบบที่ผิด และผู้ชมที่เป็นผู้หญิงจำนวนมากที่ทำให้หนังเรื่องนี้ฮิตอย่างที่เห็น ย่อมสามารถเลือกและตัดสินใจสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าของตัวเองได้”

เห็นด้วยกับใครกันบ้างครับ

Read more of this post

แพ็ตตี้ เจนกินส์ ได้เป็นผู้กำกับหญิงฮอลลีวู้ดค่าตัวสูงสุดจากข้อตกลง Wonder Woman II

ผู้กำกับแพ็ตตี้ เจนกินส์ ได้ตกลงเซ็นสัญญากำกับ Wonder Woman II อย่างเป็นทางการแล้วครับ และได้ค่าจ้างในการกำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่หญิงภาคต่อเรื่องนี้มากกว่าเดิมมากจนจัดได้ว่าเป็นผู้กำกับหญิงฮอลลีวู้ดที่ได้ค่าตัวสูงสุดในการทำงานของปัจจุบันนี้เลย

เจนกินส์เซ็นสัญญากำกับแค่ภาคแรกภาคเดียว แต่ด้วยความสำเร็จด้านรายได้ของ Wonder Woman ที่ทำเงินทั่วโลกไปในตอนนี้ 800 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ทำให้วอร์เนอร์ บราเธอร์สเลือกที่จะใช้งานเจนกินส์ต่อในภาคต่อ จึงต้องมีการเจรจากันใหม่อีกรอบ และการเจรจาก็เพิ่งลุล่วงเมื่อวานนี้ตามเวลาในสหรัฐครับเมื่อเจนกินส์ได้จรดปากกาเซ็นสัญญาหลังจากที่มีการต่อรองกันอยู่พักใหญ่

จำนวนค่าจ้างที่เจนกินส์ได้รับไม่เป็นที่เปิดเผยครับ ในรายงานบอกแต่เพียงว่าเธอจะได้ค่าจ้างเท่ากับ “ผู้กำกับชาย” ทั่วไปที่ได้จากงานกำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ ถ้าเอาค่าตัวของแซ็ค สไนเดอร์ ที่กำกับเป็นเกณฑ์ก็น่าจะราว 10 ล้านเหรียญสหรัฐครับ วอร์เนอร์ฯ จ่ายให้ผู้กำกับใหม่ที่มากำกับหนังระดับนี้ที่ 1.5-3 ล้านเหรียญ นั่นแปลว่าค่าจ้างของเจนกินส์น่าจะสูงกว่าเดิมหลายเท่าครับ

เจนกินส์แจ้งเกิดจากหนัง Monster ในปี 2003 ซึ่งทำให้ชาร์ลีซ เธอรอน ได้รางวัลออสการ์ จากนั้น เธอก็ได้กำกับซีรี่ส์บางตอนของ Entourage และเกือบที่จะได้กำกับ Thor: The Dark World ก่อนที่จะมากำกับ Wonder Woman ครับ

ที่มา: deadline

Read more of this post

จอส วีดอน ได้ขึ้นชื่อร่วมกับแซ็ค สไนเดอร์ ในฐานะผู้กำกับ Justice League

ในกรณีที่มีการเปลี่ยนผู้กำกับใหม่ในขั้นตอนถ่ายซ่อมแซมฉากเพิ่มและคุมขั้นตอนหลังการถ่ายทำ เช่นตัดต่อ, ทำดนตรี และทำเทคนิคพิเศษ บางครั้งก็ยังเป็นชื่อผู้กำกับคนแรกอยู่ว่าเป็นผลงานของใคร เป็นต้นว่า Rogue One: A Star War Story ที่องก์สามของหนังมีการถ่ายทำใหม่และคุมการตัดต่อทั้งเรื่องโดยโทนี่ กิลรอย ผู้กำกับจาก The Bourne Legacy แต่ชื่อผู้กำกับของหนังยังเป็นของกาเร็ธ เอ็ดเวิร์ด ขณะที่กิลรอยได้ค่าจ้างไปร่วม 2 ล้านเหรียญสหรัฐแทนจากการทำหน้าที่

แล้วสำหรับ Justice League ที่มีการเปลี่ยนผู้กำกับในช่วงถ่ายซ่อมแซม มีการเขียนฉากใหม่เพิ่มเข้ามา และคุมตัดต่อโดยจอส วีดอน ชื่อผู้กำกับของหนังจะยังเป็นแค่แซ็ค สไนเดอร์ อยู่ไหม กรณีนี้อาจไม่ใช่แบบนั้นครับ

ช่องยูทูบของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ที่เพิ่งลงตัวอย่างหนัง Justice League ที่เราชมกันไปเมื่อเช้า ใส่ชื่อของสไนเดอร์แล้วตามด้วยวีดอนในฐานะผู้กำกับครับว่า “A film by Zack Snyder and Joss Whedon starring Ben Affleck, Gal Gadot, Henry Cavill, Jason Momoa, Ezra Miller and Ray Fisher. ” แปลว่าหนังอาจมีส่วนที่วีดอนใส่เพิ่มเข้ามามากพอที่จะทำให้ได้ขึ้นชื่อเป็นผู้กำกับร่วมครับ

Justice League มีกำหนดฉายพฤศจิกายนนี้

Read more of this post

คริสโตเฟอร์ โนแลน คิดว่าทอม ฮาร์ดี เหมาะที่จะรับบท James Bond

คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานนี้ครับว่า ถ้าเขาจะกำกับหนังชุด James Bond ก็จะต้องเป็นการยกเครื่องใหม่ “เราต้องเป็นที่ต้องการจริงๆ ถ้าคุณเข้าใจความหมายที่ผมพูดนะ มันจำเป็นต้องคิดใหม่ทำใหม่ มันจำเป็นต้องต้องการเรา และพวกเขาก็ไปกันได้ดีอยู่แล้ว” แปลว่าถ้าโนแลนจะกำกับหนัง 007 ก็ต้องมีการเปลี่ยนตัวนักแสดงจากแดเนียล เครก ด้วยเช่นกัน

แต่ถ้าโนแลนได้กำกับจริง ใครกันล่่ะที่เหมาะจะรับบทนี้ โนแลนบอกระหว่างให้สัมภาษณ์แก่ Happy Sad Confused ว่าเป็น “ทอม ฮาร์ดี” นักแสดงที่ร่วมงานกับเขามาสามเรื่องแล้วนั่นเอง “เขาจะต้องน่าทึ่งแน่ๆ เขาจะต้องแน่ๆ

โนแลนยังเปิดเผยด้วยว่าเขามีแนวคิดแล้วว่าจะกำกับหนัง James Bond ออกยังไงครับ ซึ่งเป็นแบบที่ยังไม่เคยทำมาก่อนด้วย แต่ขอปกปิดไว้ก่อน ยังไม่อยากเปิดเผย

ทอม ฮาร์ดี ก็เคยให้สัมภาษณ์เหมือนกันครับว่า เขาอยากเป็นเจมส์ บอนด์ หากโนแลนกำกับ สมเป็นผู้กำกับและนักแสดงคู่บุญกันจริงๆ

Read more of this post

คริสโตเฟอร์ โนแลน ดู La La Land ในโรงหนังสามรอบ

ในบทสัมภาษณ์บนเว็บไซต์ของนิตยสาร EW เกี่ยวกับเบื้องหลังการสร้างหนัง Dunkirk ที่จะเข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้ ผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ได้ถูกถามถึงมุมมองของผู้กำกับต่อภาพยนตร์เมื่อมีอายุมากขึ้น โนแลนพบว่ารสนิยมการดูหนังของตัวเองเปลี่ยนไปในแง่ไม่ค่อยกลับไปดูหนังในโรงซ้ำหลายรอบ แต่เขายอมรับครับว่า La La Land เป็นข้อยกเว้น

อย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆ ก็คือ มันไม่ค่อยบ่อยนักสำหรับคนที่มีอายุมากขึ้น อย่างผมที่ตอนนี้อายุเกือบ 47 ปีแล้ว จะกลับไปดูหนังในโรงซ้ำ เพราะชอบที่จะดูหนังในโรง แต่ผมกลับไปดู La La Land ซ้ำ ผมกลับไปดูซ้ำอีก 2 ครั้ง ไอ้ความสุขพื้นๆ ของการได้ดูหนังเรื่องใหม่อยู่ร่วมกับฝูงชนในคืนที่หนังเปิดฉาย ผมไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนไป มันเป็นประสบการณ์ที่วิเศษมาก

แต่ทำไมโนแลนกลับไปดู La La Land ซ้ำอีกสองครั้งล่ะ “ทำไมผมกลับไปน่ะหรือ ผมคิดว่าผมน่าจะกลับไปดูเพื่อดูว่าหนังมันดีเหมือนที่ผมคิดไว้ไหม และมันก็ดีจริงๆ มันเข้าท่าไหม

ใครจะไปรู้ เราอาจเห็นโนแลนทำหนังเพลงในสักวัน

Read more of this post

จอร์จ เอ. โรเมโร บิดาของหนังซอมบี้ เสียชีวิตด้วยวัย 77

เพิ่งเห็นข่าวจอร์จ เอ. โรเมโร พูดถึงหนังซอมบี้ยุคใหม่อย่าง World War Z กับซีรี่ส์ The Walking Dead เมื่อสัปดาห์ก่อน จึงนึกว่าผู้กำกับบิดาหนังซอมบี้ผู้นี้ยังแข็งแรงดีครับ เพิ่งทราบวันนี้เองว่าแกป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด และได้เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 77 ปี

คริส โร ผู้จัดการของโรเมโรได้ลงข้อความยืนยันการเสียชีวิตบนเฟซบุกวันนี้ครับว่าโรเมโรเสียชีวิตขณะฟังดนตรีประกอบหนัง The Quiet Man หนึ่งในหนังโปรดตลอดกาล โดยมีภรรยาและลูกสาวอยู่ข้างๆ “เขาตายอย่างสงบขณะนอนหลับ หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งปอดอย่างแข็งกร้าวในช่วงเวลาสั้นๆ

โรเมโรได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตำนานหนังสยองขวัญคนหนึ่งจากผลงาน Night of the Living Dead ที่ออกฉายในปี 1968 ที่สร้างความคลั่งไคล้ให้แก่ผู้ชมทั่วโลกจำนวนมากจนทำให้เกิดภาคต่อตามมาอีกหลายภาค แต่ภาคต่อที่ได้รับการยกย่องที่สุดก็คือ Dawn of the Living Dead ในปี 1978 จุดเด่นสำคัญในหนังซอมบี้ของโรเมโรนอกจากความสยองขวัญก็คือการใส่เนื้อเรื่องเสียดสีสังคมหรือวิพากษ์การเมืองเข้าไป โดยหลักๆ เน้นไปที่การเสียดสีวัตถุนิยมและลัทธิทหาร

โรเมโรเกิดที่บร็อกซ์ในปี 1940 และคลั่งไคล้ภาพยนตร์มาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง The Tales of Hoffmann (1951) จนถึงขั้นเช่าเครื่องฉายกับฟิล์มของหนังเรื่องนี้มาฉายดู จากนั้นก็เข้าศึกษาวิชาศิลปะและการออกแบบที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน จนเรียนจบในปี 1960 แล้วตั้งบริษัทผลิตโฆษณา

นอกจากหนังตระกูล Dead แล้ว โรเมโรก็ยังมีผลงานกำกับเรื่องอื่นด้วย เช่น Knightriders (1981), Creepshow (1982), Monkey Shines (1988), The Dark Half (1993), และ Bruiser (2000) นอกจากนี้ยังเคยรับเชิญในบทเจ้าหน้าที่เอฟบีไอในหนัง The Silence of the Lambs (1991) ด้วย

โรเมโรถ่ายหนังส่วนใหญ่ของเขาในเมืองพิตส์เบิร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของคาร์เนกี้ เมลลอน ที่ที่เขาเรียนระดับอุดมศึกษา จึงทำให้พิตส์เบิร์กได้ถูกเรียกอีกชื่อว่าเป็นเหมือนหลวงซอมบี้ของโลก ที่จะมีการจัดเทศกาลซอมบี้ทุกปี

ที่มา: THR

Read more of this post