Advertisements

ถ้า Shawshank พูดถึงคุณค่าความหวัง The Mist คืออันตรายของความสิ้นหวัง ผู้กำกับบอก

ผู้กำกับแฟรงก์ ดาราบอนท์ จาก The Shawshank Redemption และ The Mist ซึ่งถือเป็นงานดัดแปลงจากงานเขียนของสตีเว่น คิงก์ ที่เป็นที่กล่าวขานและชื่นชอบที่สุดของแฟนๆ ได้ไปร่วมในรายการทอล์คโชว์ของโรเบิร์ต รอดริเกซ ชื่อ “The Director’s Chair” เพื่อคุยถึงเบื้องหลังผลงานเก่าๆ ครับ แล้วรอดริเกซก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงตอนจบของ The Mist ที่เป็นที่ถือเป็นตอนจบสุดสะพรึงและถูกพูดถึงอย่างไม่สิ้นสุด

รอดริเกซบอกว่า ตอนจบของ The Mist เป็นตอนจบของหนังที่เขาโปรดปรานที่สุดเลย และถามว่าทำไมถึงต้องจบแบบนั้น “ผมมีอารมณ์ใจร้ายในตอนนั้น” ดาราบอนท์บอก

ดาราบอนท์ขยายความว่า “ตอนที่ผมอ่านเรื่องสั้นของสตีฟเมื่อนานมาแล้ว (เรื่องสั้นรวมอยู่ในหนังสือชุด Dark Forces วางจำหน่ายในปี 1980) ผมคิดว่า ว้าว เป็นเรื่องที่ยอดมากเลย แต่เมื่อผมคิดถึงเมื่อจะสร้างเป็นหนังแล้ว มันควรมีตอนจบที่สรุปอารมณ์มากกว่านี้ แล้วผมก็เริ่มปะติดประต่อว่าตอนจบแบบสรุปควรจะเป็นยังไง และเขาค่อนข้างวางประเด็นให้สานต่อเอาไว้อยู่แล้ว มีบางข้อความในเรื่องสั้นที่เขาคิดเช่นนั้นในที่สุด และผมรู้สึกว่ามันคล้ายกับเป็นการเปิดประเด็นที่ชัดเจนให้ผม และสตีฟเป็นผู้เปิดเอาไว้

สิ่งที่ดาราบอนท์คิดต่อจากนั้น เหมือนได้จากการชมตอนหนึ่งของหนังชุดทางทีวี Twilight Zone ครับ “เมื่อผมคิดดูแล้ว มันคล้ายกับตอนจบของ Twilight Zone ที่ยังคงเกาะติดอยู่กับเรา เหมือนตอนจบใน “Time Enough At Last” ที่เบอเกรส เมเรดิธ ทำแว่นตาแตก ที่ทำให้เราพูดว่า ไม่นะ เขาน่าจะรออีกสักสองนาที ผมชอบความที่ชะตาเล่นตลกอย่างน่ากลัวของมัน และในตอนนั้น ผมโกรธโลกนิดหน่อย มันมีองค์ประกอบทางการเมืองในหนังเรื่องนั้น มันเป็นหนังการเมืองในหลายๆ ทาง ผมโกรธโลกนิดหน่อย และโกรธประเทศของผมในตอนนั้น (หนังออกฉายปี 2007) มันจึงเหมือนเป็นการจบหนังที่ถูกต้อง มันไม่จำเป็นต้องมีตอนจบแบบมีความสุขเสมอไป มันไม่ควรมีตอนจบแบบมีความสุขเสมอไป จากการที่โตมาในยุค 70 มันไม่ได้จบแบบมีความสุขทุกครั้ง และผมชอบตอนจบแบบนั้นมาตลอด

สตีเว่น คิงก์ ผู้เขียนนิยายได้มีส่วนออกความเห็นเกี่ยวกับตอนจบของหนังด้วยครับ และดาราบอนท์ก็ได้ขออนุญาตเขาก่อนที่จะจบแบบนั้น “ถ้าสตีเว่น คิงก์ อ่านตอนจบของผมแล้วพูดว่า พวก คุณทำอะไรเนี่ย คุณบ้าไปแล้วรึเปล่า คุณจบแบบนี้ไม่ได้ ผมเองก็คงไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้ แต่เขาอ่านแล้วพูดว่า ผมชอบตอนจบมาก ผมอยากคิดตอนจบแบบนี้ได้จริงๆ เขาบอกว่าในแต่ละยุค น่าจะมีหนังที่ทำให้ผู้ชมโกรธ แล้วพลิกความคาดหวังว่าจะจบแบบมีความสุขแบบไปต่อหน้าต่อตา เขายกตัวอย่างจอนจบ Night of the Living Dead ที่มีตอนจบที่ทำให้เรากลัวมากๆ

ดาราบอนท์ยังบอกด้วยว่าตอยจบของ The Mist เหมือนเป็นขั้วตรงกันข้ามกับ The Shawshank Redemptionเมื่อเทียบกันดูแล้ว มันเหมือนเป็นคู่ตรงกันข้ามที่ได้สมมาตรกันพอดีกับ Shawshank อย่างแปลกประหลาด เพราะถ้าหากว่า Shawshank เป็นหนังที่พูดถึงคุณค่าของความหวัง The Mist ก็จะกลายเป็นหนังที่พูดถึงอันตรายของความสิ้นหวัง และเชื่อเถอะ ผมรู้ว่ามันจะกลายเป็นหนึ่งในตอนจบที่ถ้าผู้ชมไม่ชอบก็เกลียดไปเลย ผมยอมรับได้ เพราะผมคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว เราควรมุ่งมั่นเลือกทำหนังที่จะไปในทางใดทางหนึ่ง มันไม่ควรทำหนังเพื่อให้ผู้ชมรักเราตลอดไป และชักพาให้ผู้ชมเห็นชอบในสิ่งที่เราทำ ผมดีใจที่ได้ยินว่าคุณชอบ มันยอดมาก

ที่มา: Yahoo Movies

Read more of this post

Advertisements

ผู้กำกับ Wonder Woman พูดถึงสาเหตุที่ถูกเปลี่ยนตัวจากหนัง Thor: The Dark World

ก่อนที่แพ็ตตี้ เจนกินส์ ผู้กำกับ Monster หนังที่ทำให้ชาร์ลีซ เธอรอน ได้รางวัลออสการ์ จะได้มากำกับ Wonder Woman เธอเคยถูกวางตัวให้กำกับ Thor: The Dark World มาก่อน เธอเกือบได้เป็นผู้กำกับหญิงคนแรกที่ได้กำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่จากเรื่องนั้น แต่ได้มากำกับ Wonder Woman แทน หลังจากถูกเปลี่ยนตัวให้อลัน เทย์เลอร์ จาก Game of Thrones ได้เป็นผู้กำกับ ระหว่างเดินสายประชาสัมพันธ์หนังในช่วงนี้ เจนกินส์ได้เล่าถึงสาเหตุที่เธอถูกเปลี่ยนตัวครับ

ฉันไม่คิดว่าฉันจะสามารถทำให้ Thor 2 เป็นหนังที่ดีได้ เพราะฉันไม่ใช่ผู้กำกับที่เหมาะกับหนัง และฉันไม่คิดว่านั่นเป็นเหตุให้ฉันเป็นตัวเลือกให้มากำกับ Wonder Woman

เจนกินส์ขยายความต่อว่า “และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันดีใจที่ฉันไม่ได้กำกับมัน เพราะฉันคิดว่าฉันสร้าง Thor ให้เป็นหนังที่ดีได้ ถ้าฉันได้ทำเนื้อเรื่องที่ฉันอยากทำ แต่ฉันไม่คิดว่าฉันเป็นคนที่เหมาะจะสร้างหนัง Thor ให้ออกมาดีได้จากเรื่องที่พวกเขาอยากให้ทำ”

โดยสรุปก็คือ เธอถูกเปลี่ยนตัวเพราะไม่เหมาะกับหนัง Thor: The Dark World ในแบบที่มาร์เวลอยากทำนั่นเอง แต่เธอถ้าได้ทำ เนื้อเรื่องจะเป็นยังไง “ฉันนำเสนอพวกเขาว่าฉันอยากทำหนังในแบบ Romeo and Juliet ฉันอยากให้เจนต้องอยู่บนโลก และธอร์ต้องอยู่ในที่ที่เขาอยู่ และธอร์ถูกห้ามกลับมาช่วยเจนเพราะโลกไม่สำคัญ แต่แล้วการที่มาช่วยเธอบนโลกก็ทำให้พวกเขาพบว่ามาเลคีธซ่อนพลังงานมืดเอาไว้ในโลก เพราะเขารู้ว่าโอดินไม่สนใจโลก เขาจึงใช้ความที่โอดินไม่สนใจโลกมาเป็นตัวหลอกล่อ ฉันอยากทำหนังที่มีเรื่องราวยิ่งใหญ่อิงจาก Romeo and Juliet สงครามระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์โลก และธอร์มาขัดขวางไว้ได้และทำให้โลกพ้นภัยไปด้วย

และแม้เธอบอกว่าเธอดีใจที่ไม่ได้ทำมัน เพราะถ้าทำแล้วคงออกมาแย่แน่ๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเธอไม่เสียใจ “ฉันหัวใจสลาย ฉันรู้สึกว่าแย่จังเลย แต่เมื่อย้อนคิดดูแล้ว ทุกอย่างก็สมเหตุผลดี

 

ตอนนี้ เราก็จะได้ดู Wonder Woman ในฉบับของเธอที่เธออยากเล่าจริงๆ ซึ่งจะออกฉายสุดสัปดาห์หน้าครับ

ที่มา: Buzzfeed

Read more of this post

แซ็ค สไนเดอร์ ส่งต่องาน Justice League ให้จอส วีดอน ทำแทน หลังจากลูกสาวเสียชีวิต

ซูเปอร์ฮีโร่มักต้องเลือกทำสิ่งที่คิดว่าเหมาะที่สุดในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และตอนนี้ ผู้กำกับแซ็ค สไนเดอร์ จาก Batman v Superman: Dawn of Justice และ Justice League ก็กำลังอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กันนั้นครับ

สไนเดอร์ได้บอกเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ ว่าเขาขอยุติงานหนัง Justice League ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ และจะต้องถ่ายซ่อมแซมเพื่อรับมือกับเหตุสะเทือนใจของครอบครัว พร้อมกับเดบราห์ สไนเดอร์ ภรรยาของเขาผู้เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมกันด้วย แล้วส่งต่องานให้จอส วีดอน ผู้กำกับ The Avengers และกำลังจะกำกับ Batgirl ให้วอร์เนอร์ บราเธอร์ส มาสานต่อให้เสร็จก่อนที่หนังจะฉายพฤศจิกายนปีนี้ครับ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ออทัม สไนเดอร์ ลูกสาววัย 20 ปี ของสไนเดอร์ได้ฆ่าตัวตายเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการปกปิดข่าวเรื่องนี้ให้รู้กันแต่เฉพาะวงในจริงๆ และมีการพักงานสร้างของหนังทันทีสองสัปดาห์เพื่อให้สไนเดอร์ได้ใช้เวลาทำใจกับเหตุสะเทือนใจและให้เขากับภรรยาช่วยกันเยียวยาครอบครัวระหว่างนั้น

ในความคิดของผมแล้ว ผมคิดว่ามันจะเป็นบรรเทาความรู้สึกที่จะได้กลับไปทำงาน ฝังตัวเองไปกับงาน และดูว่ามันจะช่วยในการทำใจได้ไหม ความต้องการของงานนี้ต่อตัวเราเป็นอะไรที่บ้าคลั่งมาก มันดูดกินเราไปจนหมด และในช่วงสองเดือนมานี้ ผมได้ตระหนักว่า…ผมตัดสินใจที่ต้องถอยออกมาจากหนังเรื่องนี้เพื่ออยู่กับครอบครัว อยู่กับลูกๆ ซึ่งต้องการผมมากๆ พวกเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ลำบาก ผมอยู่ในช่วงเวลาที่ลำบาก” สไนเดอร์ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจ

ค่ายหนังได้ลองเสนอความคิดว่าให้เลื่อนวันฉายหนังออกไปก่อน แต่สไนเดอร์คัดค้านความคิดนั้น วอร์เนอร์ฯ ยังได้ต่อสัญญาการสร้างหนังกับสไนเดอร์ด้วยเพื่อให้เขามีเวลาทำงานมากขึ้นกับโครงการหนังเรื่องอื่นเมื่อเขากลับมา

หลังจากรอบทดลองฉายแล้ว สไนเดอร์ได้ให้จอส วีดอน มาร่วมงาน เพื่อเขียนบทส่วนที่ต้องถ่ายทำใหม่เพิ่มเติมหรือถ่ายซ่อม แต่เมื่อสไนเดอร์เตรียมที่จะถ่ายทำฉากเหล่านั้นเองในโรงถ่ายที่สหราชอาณาจักร เขาก็ได้พบว่าจำเป็นต้องอยู่ที่บ้าน วีดอนจึงเข้ามาเป็นหัวหอกในขั้นตอนหลังการถ่ายทำเอง สไนเดอร์ได้วางแผนการถ่ายทำฉากเหล่านั้นเอาไว้แล้ว วีดอนจึงเพียงแค่ทำตามแนวทางที่วางเอาไว้

โครงการหนังยังคงเป็นชื่ีอของสไนเดอร์เป็นหลัก และสไนเดอร์เองก็มีคำพูดที่อาจมีนักเลงคีย์บอร์ดจะพูดอะไรถึงเขาเอาไว้แล้วด้วย

ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นแค่เรื่องในครอบครัว เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความเศร้าส่วนตัวที่เราต้องรับมือกับมัน เมื่อเห็นฉันว่าผมจำเป็นต้องพักงาน ผมรู้ว่าจะต้องมีการสร้างเรื่องกันในอินเตอร์เน็ต พวกเขาจะทำอะไรก็ทำไป ความจริงแล้ว…ผมเลิกสนใจอะไรแบบนั้นแล้ว ผมอยากให้หนังออกมายอดเยี่ยม และผมก็เป็นแฟน แต่ทั้งหมดนั้นจางหายไปเร็วมากเมื่อเทียบกันดูแล้ว ผมรู้ว่าแฟนๆ จะต้องเป็นห่วงเกี่ยวกับหนัง แต่ก็ยังมีเด็กอีกเจ็ดคนที่ต้องการผม ท้ายที่สุดแล้ว มันก็แค่หนังเรื่องหนึ่ง มันเป็นหนังที่ยอด แต่ก็เป็นแค่หนังเรื่องหนึ่ง

โครงการหนังยังเดินหน้าต่อไปเพื่อให้ทันกำหนดฉายครับพฤศจิกายนปีนี้ครับ และเราก็ขอแสดงความเสียใจต่อสไนเดอร์กับครอบครัวมา ณ ที่นี่ด้วย

ที่มา: THR

Read more of this post

ผู้กำกับออสการ์ โจนาธาน เดมเม จาก Silence of the Lambs เสียชีวิตด้วยวัย 73

ได้ข่าวเมื่อราวปีที่แล้วว่าผู้กำกับโจนาธาน เดมเม ป่วยด้วยโรคมะเร็งหลอดอาหารจนต้องให้ผู้กำกับท่านอื่นมารับหน้าที่กำกับหนังเรื่องใหม่แทน และก็มีข่าวเศร้าออกมาวันนี้ครับว่า ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ท่านนี้จาก Silence of the Lambs ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 73

ในรายงานบอกว่า เดมเมพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งหลอดอาหารในปี 2010 และเข้ารับการรักษามาตั้งแต่นั้น แต่โรคกลับมาปะทุอีกในอีก 2015 และทรุดหนักในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้จนนำไปสู่การเสียชีวิต พร้อมด้วยมีอาการแทรกซ้อนจากโรคหัวใจครับ

เดมเมเป็นผู้กำกับที่ค่อนข้างเก็บตัว เริ่มต้นอาชีพด้านงานกำกับในยุค 70 และสิบปีต่อมาก็ประสบความสำเร็จด้วยหนังดังสองเรื่องติอกันคือ Silence of the Lambs และ Philadelphia ครับ

ส่วนผลงานล่าสุดของเดมเมก็คือ Ricki and the Flash ที่นำแสดงโดยเมอริล สตรีป ในปี 2015 และหนังคอนเสิร์ต Justin Timberlake + The Tennessee Kids ในปี 2016 ครับ

ผลงานเด่นอื่นๆ ของเดมมา ก็ได้แก่ The Manchurian Candidate ฉบับรีเมกในปี 2004 และ Rachel Getting Married ที่นำแสดงโดยแอน แฮทธาเวย์ ในปี 2008

ที่มา: Indie Wire

Read more of this post

Avatar 2 ยังไม่ได้ฉายปี 2018 เจมส์ คาเมรอน บอก

ขณะที่ค่ายหนังอื่นเร่งสร้างภาคต่อหนังที่ประสบความสำเร็จกันแบบว่าให้ออกฉายทุกๆ 2 ปี แต่ Avatar ของเจมส์ คาเมรอน เป็นประเภทที่บทและการเตรียมงานทุกอย่างต้องถูกใจเจมส์ คาเมรอน ก่อนถึงจะลงมือสร้างครับ มีรายงานว่าหนังจะเปิดกล้องในเดือนสิงหาคมปีนี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าธันวาคม 2018 อาจยังไม่ใช่กำหนดฉายของหนังตามที่วางแผนไว้

ระหว่างพูดคุยกับ The Star เพื่อประชาสัมพันธ์สารคดีชุด Atlantis Rising ที่จะออกฉายทางช่อง Discovery ผู้กำกับรางวัลออสการ์จากหนัง Titanic เปิดเผยว่า 2018 อาจจะยังไม่ใช่เป็นปีที่ Avatar 2 จะได้ฉาย

2018 คงไม่ใช่แน่ๆ เรายังไม่ได้ประกาศวันฉายแบบแน่นอนเลย ผู้คนต้องเข้าใจว่ามันเป็นกำหนดฉายคร่าวๆ เราไม่ได้แค่จะสร้าง Avatar 2 เราสร้าง Avatar 2, 3, 4 และ 5 ไปพร้อมกันด้วย มันเป็นปฏิบัติการที่ใหญ่โต มันไม่ใช่การสร้างเขื่อนสามผา ดังนั้น ผมจึงรู้ว่าผมจะอยู่ที่ไหนในอีกแปดปีของชีวิตข้างหน้า มันไม่ใช่กรอบเวลาที่ไม่สมเหตุผลถ้าเราคิดถึงมันดีๆ เราใช้เวลาสี่ปีครึ่งในการสร้างภาคแรก และตอนนี้เรากำลังจะสร้างอีกสี่ภาค เรากำลังเดินเครื่องเต็มที่อยู่ในตอนนี้ นี่เป็นงานประจำของผม และไม่ช้าก็คงต้องใช้เวลาทำงานวันละ 24 ชั่วโมงตลอดสัปดาห์ เราได้ออกแบบสิ่งมีชีวิตกับฉากต่างๆ ไว้ดีแล้ว มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ผมเองก็อยากให้โลกได้เห็น แต่เราจำเป็นต้องเก็บงานฝีมือบางส่วนไว้ และเราจะรูดม่านขึ้นมาเมื่อเวลาเหมาะสม

ที่มา: The Star

Read more of this post

ผู้กำกับริชาร์ด เคอร์ติส และทีมนักแสดง Love Actually ทำภาคต่อออกฉายทางรายการพิเศษ

love-actuallyถ้าคุณสงสัยว่าชีวิตของตัวละครใน Love Actually จะเป็นยังไง ใน 14 ปีให้หลัง ผู้กำกับริชาร์ด เคอร์ติส เตรียมพานักแสดงในหนังเรื่องนี้กลับมาพบกันอีกครั้งในภาคต่อความยาว 10 นาที ที่จะฉายทางทีวีช่อง BBC1 ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ครับ ในรายการพิเศษวัน Red Nose Day ที่จัดโดยองค์กรการกุศลเพื่อหาทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ในอังกฤษ

ในแถลงของผู้กำกับเคอร์ติสบอกว่า นักแสดงที่จะกลับมาร่วมงานเป็นกรณีพิเศษในครั้งนี้ประกอบด้วยฮิวจ์ แกรนต์, มาร์ติน แมคคัตชอน, เคียร่า ไนท์ลี่, แอนดรูว์ ลินคอล์น, คอลิน เฟิร์ธ, ลูเซีย โมนิซ, เลียม นีสัน, โธมัส โบรดี้-แซงสเตอร์, โอลิเวีย ออลสัน, บิล ไนอี้, มาร์คัส บริกสต็อก และ โรแวน แอตคินสัน ครับ ซึ่งจากรายชื่อดูแล้วไม่ครบทุกคู่ แต่ก็ล้วนเป็นคู่ที่เด่นๆ ของหนังครับ

ผมไม่เคยฝันที่จะเขียนบทภาคต่อ Love Actually แต่ผมคิดว่าคงสนุกดีที่จะทำตอนพิเศษยาว 10 นาที เพื่อดูว่าแต่ละคนเป็นยังไงกันบ้างแล้ว ใครแก่ที่สุดบ้าง ผมคิดว่านั่นเป็นคำถามสำคัญ…หรือเห็นชัดว่าเป็นเลียม เรารู้สึกดีใจและซาบซึ้งใจที่นักแสดงหลายคนยังอยู่ และกลับมารับบทได้ และคงเป็นช่วงเวลาที่ชวนให้นึกถึงความหลังที่ได้กลับมาเจอกัน และสร้างตัวละครของพวกเขาขึ้นมาใหม่หลังจาก 14 ปี” เคอร์ติสบอก

ที่มา: The Guardian

Read more of this post

ริดลี่ย์ สก็อต บอกว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่แนว และหนังในปัจจุบันส่วนใหญ่แย่มาก

alien-covenant-new-set-picริดลี่ย์ สก็อต สร้างหนังทุนสูงและใช้เทคนิคพิเศษอลังการมาหลายเรื่อง แต่”หนังซูเปอร์ฮีโร่“ที่เป็นหนังทุนสูงและใช้เทคนิคพิเศษอลังการเหมือนกัน จะไม่ใช่หนังที่ผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก Gladiator ท่านนี้ จะโดดไปทำครับ เพราะหวังที่จะทำ”หนังฉลาดๆ” ต่อไป

หนังซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่หนังแนวของผม ผมจึงไม่เคยทำเลยสักเรื่อง ผมเคยถูกขอให้ทำหลายครั้งมาก แต่ผมไม่เคยเชื่อในสถานการณ์ที่คับขันอันบางเบาที่ไม่มีความเป็นจริงของซูเปอร์ฮีโร่ ผมเคยทำหนังแบบนั้นมาก่อน Blade Runner ถือเป็นหนังจากหนังสือคอมมิกได้เหมือนกันเมื่อคิดดูแล้ว มันเป็นเรื่องราวที่มีความมืดมนในโลกที่ไม่มีจริง คุณอาจใส่แบทแมนหรือซูเปอร์แมนเข้าไปในโลกนั้น ในบรรยากาศนั้นได้เลย เพียงแต่ของผมมีเรื่องราวที่ดีมาก ไม่ใช่ไม่มีเรื่องราวอะไรเลย

แต่ไม่ใช่แค่หนังซูเปอร์ฮีโร่ในปัจจุบันเท่านั้นที่ดูเหมือนไม่โดนใจท่านเซอร์สก็อต แต่ยังหมายถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคใหม่โดยรวมด้วยที่ส่วนใหญ่แล้ว”มีความแย่มากๆ” และเป็นห่วงอนาคตของอุตสาหกรรมด้วย “ผมอยากที่จะทำหนังต่อไป และผมหวังว่ามันจะไม่กระทบพวกเราที่ยังอยากทำหนังฉลาดต่อไป และหวังว่ามันจะไม่กระทบผม

Alien: Covenant ผลงานใหม่ของริดลี่ย์ สก็อต มีกำหนดฉายพฤษภาคม 2017 นี้ครับ

ที่มา: Digital Sky

Read more of this post