Advertisements

โจ จอห์นสตัน เตรียมเกษียณ หลังจากกำกับ The Chronicles of Narnia: The Silver Chair

ผู้กำกับรุ่นเก่า โจ จอห์นสตัน ที่ไต่เต้ามาจากงานเบื้องหลังด้านกำกับศิลป์และออกแบบเทคนิคพิเศษให้แก่หนังดังอย่าง Star Wars กับ Raiders of the Lost Ark ได้ยืนยันระหว่างไปร่วมงานคอมมิคคอนที่ประเทศฝรั่งเศสครับว่า หนังเรื่อง The Chronicles of Narnia: The Silver Chair จะเป็นงานกำกับเรื่องที่สิบและเป็นเรื่องสุดท้ายของเขา จากนั้นก็จะอำลาวงการไปใช้ชีวิตเกษียณและเลี้ยงสุนัขที่มีอยู่หลายตัว
จอห์นสตันบอกข่าวคืบหน้าด้วยว่า The Chronicles of Narnia: The Silver Chair จะเปิดกล้องในฤดูหนาวที่จะถึงนี้ และเขาใช้เวลาอีกร่วมปีในการทำเทคนิคพิเศษ คาดว่าหนังจะออกฉายได้ในปี 2019 ครับ
The Silver Chair เป็นหนังเรื่องที่สี่จากนิยายชุด The Chronicles of Narnia ของซี. เอส. ลิวอิส แต่ตัวหนังจะไม่มีการอ้างถึงสามภาคที่สร้างมาก่อนหน้านี้ และจะทำหน้าที่เป็นหนังที่ยกเครื่องใหม่ให้หนังชุดนี้ครับ บอกเล่าเรื่องราวของยูซตาฟ ตัวละครจาก The Voyage of the Dawn Treader กับเพื่อนชื่อจิลล์ได้ถูกแอสลานเรียกกลับไปยังดินแดนนาร์เนียเพื่อช่วยตามหาเจ้าชายริเลียน โอรสของเจ้าชายแคสเปียน ที่หายสาปสูญไป เจ้าชายออกตามล้างแค้นงูเห่าสีเขียวที่ฆ่าแม่ของเขา เด็กทั้งสองจึงออกผจญภัยและพบกับอัศวินลึกลับที่ผูกมัดติดกับเก้าอี้เงิน
สำหรับจอห์นสตันนั้น เริ่มต้นอาชีพผู้กำกับด้วยผลงานเรื่อง Honey, I Shrunk the Kids ที่ทั้งทำเงินและได้คำวิจารณ์ที่ดี ผลงานเด่นเรื่องอื่นๆ อีกก็ได้แก่ The Rocketeer, Jumanji, October Sky, Jurassic Park III และ Captain America: The First Avenger ครับ
ที่มา: Arts

Read more of this post

Advertisements

ความเห็นของมาร์ติน สกอร์เซซี ต่อหนัง mother! และ Rotten Tomatoes

“หนังดีจากคนทำหนังตัวจริงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มองออก เสพ หรือเข้าใจโดยทันที หนังดีไม่ได้มีเพื่อให้ชอบโดยทันทีด้วยซ้ำ”

ผู้กำกับตำนาน มาร์ติน สกอร์เซซี ได้ไปเป็นนักเขียนรับเชิญให้ The Hollywood Reporter และเขียนถึงการประเมินคุณค่าภาพยนตร์ด้วยรายได้หนังหรือบ๊อกซ์ออฟฟิศ และการให้คะแนนหนังของ Rotten Tomatoes กับ CinemaScore ต่อหนัง mother! ของผู้กำกับแดเรน แอโรนอฟสกี้ ที่เป็นประเด็นตามสื่อฮอลลีวู้ดเมื่อไม่นานมานี้ครับ บางอย่างในบทความที่สกอร์เซซีเขียนมีมุมมองที่น่าสนใจที่คิดว่าควรนำมาแปลเพื่อบอกต่อแม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็มีหลายประเด็นที่ทำให้กลับมาฉุดคิด ได้ทบทวนตัวเองและเกิดมุมมองใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจเหมือนกันครับ
mother! ได้เกรด F จาก CinemaScore ซึ่งเป็นคะแนนจากการที่บริษัทด้านการตลาดไปสำรวจความเห็นผู้ชมหลังจากดูหนังจบ จากนั้นเกรด F ก็กลายเป็นประเด็นในสื่อเอาไปขยายต่อ ขณะที่ผู้กำกับแอโรนอฟสกี้ก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจและคาดเดาได้ว่าทำไมถึงได้เกรดสอบตกแบบนี้จากผู้ชม ทีมการตลาดยังใช้ความเห็นนักวิจารณ์ฝั่งชมและด่ามาตีคู่ให้ผู้ชมไปพิสูจน์กันด้วยตัวเองด้วยครับ และนี่คือมุมมองของสกอร์เซซีต่อเรื่องทั้งหมดนี้
ผมไม่คิดหรอกนะว่าจะมีใครคิดถึงสมัยที่เรายังเรียนอยู่ และถูกตัดเกรดเวลาทำงาน ผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะมี
ตอนที่ผมเรียนจบ ผมคิดกับตัวเองว่า “แจ๋วเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องเกรดอีกแล้ว!” นั่นเป็นความคิดก่อนการฉายรอบพิเศษหนังเรื่องแรกของผม ถามคนทำหนังคนไหนๆ ก็ย่อมบอกเหมือนกันว่า ประสบการณ์ของรอบพรีวิวนั้นโหดร้ายมาก บางครั้งก็ทำลายล้างจริงๆ อย่างเช่นกรณีของรอบพรีวิวอันโด่งดังของหนังเรื่อง The Magnificent Ambersons ของออร์สัน เวลล์ส์ ที่อาร์เคโอจัดที่โพโมนา ผู้บริหารสตูดิโอใช้ผลตอบรับด้านลบจากการฉายรอบนั้นแล่เถือหนังฉบับตัดต่อดั้งเดิมของเวลส์ที่ตอนนี้เป็นที่รู้กันว่า เป็นหนังใกล้เคียงขั้นผลงานชิ้นเอกที่ถูกทำให้เสียหาย
บางครั้ง เมื่อทุกคนทำงานร่วมกัน รอบทดสอบอาจช่วยตอบคำถามพื้นๆ ได้ ชิ้นส่วนข้อมูลนี้ชัดเจนดีพอสำหรับผู้ชมไหม จังหวะของฉากนี้เหมาะสมไหม อะไรทำให้ผู้ชมหลุดจากความสนใจในตอนนั้น แล้วทำไมมันไม่เข้าเป้า ประเด็นเล็กๆ แต่เฉพาะเจาะจงสุดๆ อาจทำให้กระจ่างชัดได้
แล้วจากนั้น เมื่อหนังได้รับการสร้างออกมาก็จะมีบทวิจารณ์รีวิว ผมเองก็เหมือนทุกคน ได้รับคำวิจารณ์ที่มีทั้งบวกและลบ แน่นอนว่าบทวิจารณ์ด้านลบไม่สนุกนัก แต่มันก็เป็นสิ่งที่มาพร้อมการทำอาชีพนี้ อย่างไรก็ตาม ผมขอบอกว่าในอดีตนั้น เมื่อนักวิจารณ์บางคนมีปัญหากับหนังเรื่องหนึ่งของผม โดยหลักๆ พวกเขาก็จะมีปฏิกิริยาออกมาอย่างมีวิจารณญาณ มีจุดยืนอย่างแท้จริงที่พวกเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องโต้แย้ง
กว่า 20 ปีมานี้ หลายอย่างเปลี่ยนไปในวงการภาพยนตร์ สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นมีในทุกระดับ ตั้งแต่วิธีการสร้างภาพยนตร์ไปจนถึงวิธีการชมและถกเถียงพูดคุย หลายอย่างในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีทั้งด้านที่ดีขึ้นและด้านที่แย่ลง เป็นต้นว่าเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้คนหนุ่มสาวสร้างหนังกันได้แบบทันทีทันใด อย่างมีอิสระโดยสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน การหายไปของเครื่องฉาย 35ม.ม. จากโรงหนังส่วนใหญ่ในการฉายรอบแรกก็ถือเป็นการสูญเสียอย่างยิ่ง
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าไม่มีด้านดีขึ้นเลยไม่ว่าในแง่ไหนก็ตาม มันเริ่มมาตั้งแต่ยุค 80 เมื่อ “บ็อกซ์ออฟฟิศ” เริ่มที่จะผลุดขึ้นมากลายเป็นความหมกมุ่นเฉกเช่นทุกวันนี้ สมัยผมยังหนุ่ม รายงานตัวเลขรายได้หนังมีอยู่เฉพาะในหนังสือพิมพ์ของแวดวงอุตสาหกรรมนี้เช่นเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ แต่สมัยนี้ ผมเกรงว่ามันได้กลายเป็น…ทุกอย่างไปแล้ว รายงานรายได้หนังแฝงอยู่ในเกือบทุกการพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ และบ่อยครั้งที่เป็นมากกว่าแค่สิ่งที่แฝงอยู่ พฤติกรรมการตัดสินอันโหดร้ายที่ทำให้รายได้เปิดตัวหนังในสุดสัปดาห์กลายเป็นความบันเทิงที่กระหายเลือดดูเหมือนถูกใช้เป็นแนวทางการวิจารณ์หนังอันโหดร้ายมากขึ้น ผมกำลังพูดถึงเหล่าบริษัทวิจัยด้านการตลาดอย่าง Cinemascore ที่เริ่มต้นในปลายยุค 70 และ “เว็บไซต์ที่ดึงบทความมาจากที่อื่น” (aggregators) อย่าง Rotten Tomatoes ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการวิเคราะห์วิจารณ์หนังจริงๆ เลย พวกเขาให้คะแนนภาพยนตร์เหมือนที่คุณให้คะแนนม้าในสนามแข่ง หรือร้านอาหารในเว็บให้คะแนนร้านอาหาร หรือเครื่องใช้ภาพในบ้านในเว็บ Consumer Reports พวกเขาเข้ามายุ่งทุกอย่างในธุรกิจภาพยนตร์ แต่ไม่เคยเกี่ยวข้องสักนิดในด้านสร้างสรรค์หรือการให้มุมมองที่ฉลาดๆ แก่หนัง คนทำหนังถูกลดทอนกลายเป็นผู้ผลิตเนื้อหา และผู้ชมถูกลดระดับกลายเป็นผู้บริโภคที่ไม่กล้าผจญภัย
บริษัทและเว็บไซต์รวมบทความเหล่านี้ได้ตั้งหลักเกณฑ์ที่เป็นปรปักษ์ต่อนักทำหนังจริงจัง แม้กระทั่งการตั้งชื่อว่า Rotten Tomatoes ก็เป็นการดูถูกเหยียดหยาม และเมื่อการวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เขียนด้วยผู้คนที่มีความคลั่งไคล้และความรู้จริงๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ได้ค่อยๆ เลือนหายไป ก็ดูเหมือนมีแต่เสียงที่เอาแต่ด่าทอตัดสินเพียงอย่างเดียวดังมากขึ้นๆ ผู้คนที่ดูเหมือนสนุกในการดูหนังแล้วเห็นคนทำหนังถูกปฏิเสธ ถูกเพิกเฉย และในบางกรณี ถูกฉีกเนื้อจนเป็นชิ้นๆ ไม่ต่างจากฝูงชนที่เอาเป็นเอาตายและกระหายเลือดเพิ่มมากขึ้นๆ ในตอนจบของ mother! ของแดเรน แอโรนอฟสกี้
ก่อนที่ผมจะได้ดู mother! จริงๆ ผมหงุดหงิดใจอย่างที่สุดจากคำตัดสินอันรุนแรงเหล่านั้น ผู้คนมากมายดูเหมือนจะอยากให้คำนิยามแก่หนัง ตีกรอบมัน ค้นหาว่ามันต้องการอะไรและสาปแช่งมัน และหลายคนก็ดูเหมือนจะสะใจที่มันได้เกรด F จาก Cinemascore แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นบทความข่าวเป็นจริงเป็นจัง mother! ถูกตบหน้าด้วยเกรด F ของ CinemaScore อันน่าสะพรึง แย่พอๆ กับหนังของโรเบิร์ต อัลท์แมน, เจน แคมเปียน, วิลเลียม ฟรีดกิน และ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก
หลังจากผมได้มีโอกาสชม mother! ผมยิ่งหงุดหงิดใจไปกับการรีบตัดสินเหล่านี้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมอยากแบ่งปันความคิดเห็น ผู้คนดูเหมือนออกมาไล่สับเพียงเพราะว่าหนังไม่อาจนิยามได้ง่ายๆ หรือตีความได้ง่ายๆ หรือหดเหลือคำพูดเพียงสองคำ มันเป็นหนังสยองขวัญ หรือเป็นหนังตลกร้าย หรือเป็นนิทานแฝงคติไบเบิล หรือเป็นนิทานสอนใจเรื่องศีลธรรมและการทำลายสิ่งแวดล้อม บางที มันอาจเป็นทั้งหมดนั้นอย่างละนิดหน่อย แต่ไม่ใช่อยู่ในหมวดหนึ่งหมวดใดเพียวๆ แน่นอน
หนังจำเป็นต้องได้รับการอธิบายไหม แล้วประสบการณ์ในการชม mother! ล่ะ มันทั้งสัมผัสได้ มีการจัดวางและการแสดงอย่างยอดเยี่ยมสวยงาม มุมกล้องที่แสดงความเห็นส่วนตัว และกลับมุมมองผ่านสายตาซึ่งเคลื่อนที่อยู่ตลอด…การออกแบบเสียง ที่พุ่งใส่ผู้ชมจากทุกมุมและนำคุณดำดิ่งลงไปลึกขึ้นๆ ในฝันร้าย…การค่อยๆ คลี่เรื่องราวออกซึ่งยิ่งทำให้ปั่นป่วนใจมากขึ้นเมื่อหนังดำเนินไป ความเป็นหนังสยองขวัญ หนังตลกร้าย เนื้อหาไบเบิล นิทานสอนใจ มันอยู่ในนั้นทั้งหมด แต่มันเป็นองค์ประกอบในประสบการณ์รวมทั้งหมดที่กลืนตัวละครกับผู้ชมร่วมไปด้วย มีแต่นักทำหนังตัวจริงและมีความคลั่งไคล้เท่านั้นที่จะทำหนังเช่นนี้ได้ ซึ่งผมยังคงได้ประสบการณ์นั้นอยู่หลายสัปดาห์หลังจากชมหนัง
หนังดีจากคนทำหนังตัวจริงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มองออก เสพ หรือเข้าใจโดยทันที หนังดีไม่ได้มีเพื่อให้ชอบโดยทันทีด้วยซ้ำ มันถูกสร้างมาแค่เพราะคนที่อยู่หลังกล้องต้องทำมันออกมา และใครก็ตามที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ย่อมรู้ดี มีรายชื่อหนังมากมายยาวเฟื้อย เช่น The Wizard of Oz, It’s a Wonderful Life, Vertigo และ Point Blank เป็นต้น ที่ถูกปฏิเสธในทีแรกตอนที่ออกฉายแล้วกลายเป็นหนังคลาสสิคในภายหลัง การให้คะแนนของ Tomatometer และการให้เกรดของ Cinemascore ไม่ช้าก็จะหายไป หรือบางทีอาจถูกเขี่ยไปโดยอะไรที่แย่กว่าด้วยซ้ำ
หรือบางที พวกมันอาจจะเลือนลางและจางหายไปด้วยแสงแห่งดวงวิญญาณดวงใหม่ของผู้ที่มีความสามารถในการอ่านเขียนเรื่องภาพยนตร์ ขณะเดียวกัน การรังสรรค์ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความรักอย่าง mother! จะยังคงเติบโตในจิตใจของเรา

Read more of this post

ผู้กำกับ Blade Runner 2049 สนใจกำกับ James Bond ภาค 25

รายงานล่าสุดบอกว่า เดอนีส์ วิลเนิฟ จาก Blade Runner 2049 เป็นหนึ่งในสามผู้กำกับที่อีออน โปรดักชั่น เล็งให้มากำกับ James Bond ภาค 25 แต่ขณะที่เขาไม่ใช่คนที่อีออนโปรดที่สุด วิลเนิฟกลับเป็นคนโปรดที่สุดของแดเนียล เครก ผู้รับบทเจมส์ บอนด์ และเครกก็พยายามต่อสู้ให้ได้เขามาอยู่ ดูเหมือนว่าวิลเนิฟก็มีความสนใจที่จะกำกับเช่นกัน
ระหว่างเดินสายประชาสัมพันธ์ Blade Runner 2049 วิลเนิฟถูกถามเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องนี้ วิลเนิฟยังไม่อาจพูดอะไรมาก (อาจกลัวเสียมารยาทเพราะยังอยู่ในขั้นพูดคุย) แต่เขาก็ยินดีอย่างยิ่งหากได้กำกับ
ผมไม่อาจพูดถึงเรื่องนี้ได้ แต่บอกได้แค่ว่า สำหรับผลแล้ว การได้ทำหนัง Bond คือความปลาบปลื้มอย่างสุดซึ้งที่สุด
ก่อนหน้านี้ วิลเนิฟเองก็เปรยๆ ครับว่าเขาอยากได้มีโอกาสกำกับหนังชุด James Bondผมโตมากับหนัง James Bond ผมรักหนัง James Bond และอยากที่จะได้ทำหนัง James Bond สักวัน แอ็คชั่นมีความเป็นภาพยนตร์มากๆ ผมไม่ใช่คนที่ชอบบทสนทนา ผมเป็นคนที่ชอบการเคลื่อนไหว แอ็คชั่น ถ้าทำออกมาดี มันจะมีทั้งความเป็นกวีและมีความหมายลึกซึ้งมากๆ
ข้อดีอย่างหนึ่ง หากวิลเนิฟมากำกับ James Bond ก็คงเป้นเขาจะพาโรเจอร์ ดีกินส์ ที่กำกับภาพให้ Skyfall กลับมาช่วยงานด้านภาพด้วยครับ
ที่มา: Time Out

Read more of this post

มาร์ติน สกอร์เซซี เปิดหลักสูตรสอนกำกับหนังออนไลน์ในปี 2018

มาร์ติน สกอร์เซซี เป็นผู้กำกับเก่า แต่ยังเก๋า และไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนางาน รวมถึงลองประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเองที่เกี่ยวกับการทำงาน และประสบการณ์ใหม่ที่ผู้กำกับออสการ์และมีหนังขึ้นหิ้งมากมายผู้นี้จะทดลองก็เป็นการให้ผู้สนใจเรื่องการทำหนังทุกคนได้ลองไปด้วยกันครับ นั่นก็คือการเปิดหลักสูตรสอนการทำหนังออนไลน์ครับ
ในหลักสูตรดังกล่าว สกอร์เซซีจะนำผลงานเก่ามาแยกย่อยให้ดูว่าเขามีแนวทางในการกำกับหนังแต่ละเรื่องนั้นยังไง รวมถึงสอนเรื่องการเล่าเรื่อง การตัดต่อ และการทำงานกับนักแสดงด้วย
การสอนจะเป็นในลักษณะของ MasterClass หรือการสอนเชิงสาธิตที่เหมาะแก่ผู้มีความรู้พื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว โดยจะมีวิดีโอการสอนยาว 20 ตอน มีสมุกงานให้ดาวน์โหลดเพื่อใช้ทบทวนการสอน รวมถึงคู่มือเสริมสำหรับการเรียน นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถอัพโหลดคลิปเพื่อซักถามได้ด้วย ซึ่งสอร์เซซีจะเลือกมาตอบ
ใครที่สนใจก็รอได้ครับ ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2018 นี้ครับ โดยคิดค่าเรียน 90 เหรียญ (ตกเกือบราวๆ 3000 บาท) โดยสมัครล่วงหน้าได้ก่อนที่ masterclass.com/ms ครับ

Read more of this post

พาราเมาท์ไม่พอใจที่เจ.เจ. เอบรามส์ ไปกำกับ Star Wars: Episode IX ให้ดิสนี่ย์

เจ.เจ. เอบรามส์ ได้ทำข้อตกลงสร้างหนังให้พาราเมาท์ตั้งแต่ปี 2006 ด้วยค่าตัว 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่ามีมูลค่ามหาศาลสำหรับข้อตกลงในลักษณะนี้ และเอบรามส์ก็กำกับหนังให้มา 3 เรื่อง คือ Star Trek สองภาคแรก และ Super 8 กับอำนวยการสร้างหนัง Mission: Impossible สามภาค, Star Trek ภาคสาม และ Cloverfield อีกสามภาค (ซึ่งภาคหลังสุดจะฉายกุมภาพันธ์ปีหน้า) แต่พาราเมาท์ยังรู้สึกว่าเอบรามส์ยังทำงานให้ไม่สมกับข้อตกลง และเมื่อเขาไปกำกับหนัง Star Wars ให้ดิสนี่ย์เป็นครั้งทีสอง ก็สร้างความไม่พอใจให้ผู้บริหารของพาราเมาท์ครับ
รายงานนี้มาจากเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ ที่ได้อ้างแหล่งข่าววงในบอกว่า จิม เกียโนพูลอส ประธานกรรมการผู้บริหารคนใหม่ของพาราเมาท์ที่เพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่นานไม่ค่อยพอใจที่เอบรามส์กลับไปกำกับ Star Wars: Episode IX ให้ดิสนี่ย์ และเอบรามส์จะต้องใช้เวลาอีกสองปีในการพัฒนาโครงการจนกว่าหนังจะฉาย เพราะจะต้องเขียนบทขึ้นมาใหม่หมด ทำให้ไม่อาจทำงานให้พาราเมาท์ได้ในช่วงนี้ที่ค่ายยังขาดหนังฮิตทำเงินอยู่
แต่อย่างไรก็ดี เกียโนพูลอสไม่มีทางเลือก นอกจากตามใจเอบรามส์เพราะอาจรู้ดีว่าการบังคับให้ผู้กำกับมากำกับหนังสักเรื่องที่เขาไม่ได้อยากทำ เป็นเรื่องที่มีแต่จะเสีย แต่ทางพาราเมาท์ก็ได้เรียกเงินชดเชยส่วนนี้จากดิสนี่ย์ แม้ว่าจำนวนเงินจะไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้ที่จะได้จากหนังของเอบรามส์ก็ตาม
ข้กตกลงของเอบรามส์กับพาราเมาท์จะสิ้นสุดในปีหน้า และทางพาราเมาท์ก็หวังว่าเขาจะกลับมาคุยสัญญากันใหม่อีกครั้งหลังจากทำ Star Wars: Episode IX ให้ดิสนี่ย์แล้ว
นักข่าวได้ติดต่อไปยังทั้งเอบรามส์และเกียโนพูลอสเพื่อขอความเห็นต่อรายงานนี้ แต่ทั้งคู่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นครับ
ที่มา: THR

Read more of this post

ผู้กำกับแดเรน แอโรนอฟสกี้ บอกว่าหนัง The Joker คล้ายกับแนวคิดหนัง Batman ของเขา

ก่อนวอร์เนอร์ฯ อนุมัติให้คริสโตเฟอร์ โนแลน สร้างหนัง Batman Begins ผู้กำกับแดเรน แอโรนอฟสกี้ คือคนที่วอร์เนอร์ฯ พูดคุยด้วยอยู่ก่อนในการสร้างหนัง Batman: Year One ที่ดัดแปลงจากงานของแฟรงก์ มิลเลอร์ แต่ดูเหมือนว่าแนวคิดของแอโรนอฟสกี้ในตอนนั้นจะยังไม่ถูกใจผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ หนังถึงถูกพับโครงการไปครับ แล้ววอร์เนอร์ฯ เลือกทำ Batman Begins ของโนแลนแทน
แอโรนอฟสกี้เคยให้สัมภาษณ์ก่อนว่า เขาอยากให้คลินท์ อีสต์วู้ด มารับบทเป็นอัศวินราตรีในฉบับของเขา และใช้โตเกียวเป็นสถานที่ถ่ายทำแทนเมืองก็อทแธม โดยให้โทนของหนังออกมาคล้ายกับ Death Wish หรือ The French Connection นั่นก็คือค่อนข้างอยู่บนโลกความจริง ดิบโหด เลือดสาด และไม่มีอุปกรณ์ไฮเทค
ระหว่างเดินสายประชาสัมพันธ์ mother! ที่กำลังจะเข้าฉายในสหรัฐสุดสัปดาห์นี้ แอโรนอฟสกี้ถูกถามถึงโครงการหนัง Batman: Year One อีกครั้ง และเขาบอกว่าหนังภาคแยก The Joker ที่อยู่นอกจักรวาลภาพยนตร์ของดีซี ที่วอร์เนอร์ฯ ให้ท็อด ฟิลลิปส์ กำกับ และมาร์ติน สกอร์เซซี อำนวยการสร้าง มีแนวคิดคล้ายกับหนัง Batman: Year One ของเขา
คุณรู้ไหม ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว… ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เราคงคิดกันเร็วก่อนเวลาอันควรมา 15 ปี เพราะจากที่ผมได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดถึงหนัง The Joker มันเป็นแนวคิดเดียวกับที่ผมนำเสนอหนังเปี๊ยบเลย ผมคล้ายๆ กับเสนอว่า เราจะถ่ายทำกันในอีสต์ ดีทรอยต์ หรือ อีสต์ นิวยอร์ก เราจะไม่สร้างเมืองก็อทแธมขึ้นมา ส่วนแบทโมบิล ผมอยากใช้รถลินคอล์น คอนทิเนลทัล ที่ติดเครื่องยนต์บัสเอ็นจิน 2 ตัว ทั้งหมดใช้เทปกาวพันไว้ด้วยกัน เป็นเทปกาวแบทแมนฉบับแม็คไกเวอร์
แอโรนอฟสกี้บอกด้วยว่าแนวคิดบางอย่างของเขาก็ไปโผล่ในหนัง Batman v Superman: Dawn of Justice ด้วยครับ “แนวคิดบางอย่างหลุดไปสู่หนังเรื่องอื่นด้วย เป็นต้นว่าแหวน “BW” แหวนของบรูซ เวย์น ที่ใช้ทำให้เกิดแผลเป็นความคิดของผม และผมคิดว่ามันอยู่ในหนังของแซ็คด้วย ซึ่งไม่เป็นไร เราเขียนแนวความคิดพวกนี้แล้วมันหลุดรอดออกไป เราต่างกำลังจะปรับโฉมใหม่และพยายามให้มันมีความเป็น Taxi Driver มากขึ้น นั่นคือแนวคิดที่นำเสนอหนังทั้งหมด แต่พวกบริษัทของเล่นบอกว่า จะเป็นรถลินคอล์น คอนทิเนลทัลไม่ได้ ต้องสร้างแบทโมบิลขึ้นมา
และผมคิดว่าโครงการของคริส โนแลน เข้าเป้า ซึ่งมันยอดมาก ก็เพราะว่า เขาตอบโจทย์ได้หมด เขาสามารถใส่ด้านมืดเข้าไปได้ เขาใส่จิตวิทยาเข้าไปในตัวละครได้ แต่เขาก็ยังใส่พวกของเล่นไฮเทคเข้าไปได้ด้วย ซึ่งผมไม่ได้สนใจตรงนั้นเลย
ผมคิดว่านี่แหละคือเรื่องราวภูมิหลัง เราคิดกันออกมาก่อนเวลา และผมก็มักคิดเสมอว่า ทำไมเราไม่ทำหนังเรต R ทุนต่ำกันให้มากกว่านี้ เหมือนในคอมมิคที่จะมีแบรนด์แตกต่างกันไป แต่ตอนนี้ในที่สุด พวกเขาก็จะทำแบบนั้น พวกเขากำลังทำหนังที่แยกออกไปต่างหาก ซึ่งดีมาก นี่เป็นยุคที่น่าตื่นเต้น เพราะพวกเขากล้าที่จะเสี่ยงมากขึ้น และเราไม่ต้องเห็นหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราจะได้เห็นหนังแบบ Deadpool ซึ่งน่าโล่งอก เมื่อเทียบกับการเห็นหนังแบบเดิมซ้ำๆ
ใครจะไปรู้ ด้วยความที่วอร์เนอร์ฯ อยากทดลองอะไรใหม่ๆ ในหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่จะแยกออกไปทำในบริษัทใหม่ให้อยู่นอกจักรวาลภาพยนตร์ของดีซีในตอนนี้ เราอาจได้เห็นการคืนชีพให้ Batman: Year One ในฉบับของแอโรนอฟสกี้ก็ได้
ที่มา: First Showing

Read more of this post

ตัวอย่างหนังสั้น Snow Steam Iron ของแซ็ค สไนเดอร์

หลังจากผู้กำกับแซ็ค สไนเดอร์ ปล่อยใบปิดและประกาศว่าจะมีหนังสั้น Snow Steam Iron ที่ทำเล่นๆ ร่วมกับเพื่อนและครอบครัวในวันก่อน ตอนนี้ก็ได้ปล่อยตัวอย่างแรกออกมาแล้วครับ
สไนเดอร์ทำหนังสั้นเรื่องนี้ขึ้นมาในช่วงที่ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวหลังจากลูกสาวเสียชีวิตและยกหนัง Justice League ไปให้จอส วีดอน สานต่อครับ
รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสั้นยังไม่เป็นที่เปิดเผย แต่จากตัวอย่างที่ออกมาก็บอกเราได้ว่าเป็นแนวบู๊ปนชีวิต โดยมีซาแมนธา โจ นักแสดงและสตันท์หญิงของหนัง Wonder Woman มารับบทนำเป็นตัวละครชื่อหลินหวูครับ
สไนเดอร์จะปล่อยคลิปเต็มๆ ของหนังทาง VERO สื่อออนไลน์ที่สไนเดอร์พยายามให้การสนับสนุนอยู่ ชมคลิปด้านใน

Read more of this post