Advertisements

คริสโตเฟอร์ โนแลน บอกเหตุผลที่เลือกแฮรี่ สไตลส์ รับบทใน Dunkirk

Dunkirk เป็นหนังใหญ่กลางปีนี้ที่แฟนหนังรอดูด้วยหลายเหตุผล บ้างรอเพราะชอบผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน, บ้างรอเพราะชอบหนังสงครามโลก และบ้างก็รอเพราะเป็นงานแสดงครั้งแรกของแฮรี่ สไตลส์ นักร้องหนุ่มจากวง One Direction ที่มีแฟนคลับอยู่เดือบทั่วโลก ซึ่งโนแลนได้ถูกถามว่าทำไมเขาเลือกนักร้องหนุ่มวัย 23 ผู้นี้ มารับบทสมทบในหนังของเขา

ตอนที่เราระดมนักแสดงมาเล่นหนังเรื่องนี้ เราได้นักแสดงที่มีชื่อมาก่อนแล้วบางส่วน เช่น เคนเนธ บรานาห์, มาร์ค ไรแลนซ์, ทอม ฮาร์ดี้, คิลเลียน เมอร์ฟี่ แต่สำหรับบทบรรดาทหารบนชายหาด เราอยากได้นักแสดงเด็กหนุ่มหน้าใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก สไตลส์ไม่ใช่คนที่ไม่เป็นที่รู้จักขนาดนั้น แต่เขาไม่เคยผ่านงานการเป็นนักแสดงมาก่อน เขาก็เลยมาทดสอบบท ผมทดสอบบทเด็กหนุ่มกว่าพันคนเลย ซึ่งมีเด็กหนุ่มมากมายหลากหลายแบบ และเขาก็ได้บทไป

พูดง่ายๆ ก็คือ สไตลส์มาทดสอบบทเหมือนคนอื่นๆ แล้วทดสอบผ่านนั่นเอง โนแลนก็เลยยื่นบทให้เล่น

แต่แม้ Dunkirk เต็มไปด้วยนักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากมาย แต่สไตลส์ก็กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากตอนที่ตัดผมยาวของเขาที่เป็นจุดเด่นประจำตัวเพื่อรับบทนี้ เมื่อนักข่าวถามว่าสไตลส์รู้สึกยังไงที่ต้องตัดผม โนแลนรีบตอบตัดบท “ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้

ตอนที่เวอร์เนอร์ฯ ปล่อยตัวอย่างฉบับเต็มของหนังออกมา แฟนๆ ของสไตลส์ต่างทวีตข้ออความด้วยความกังวลกันมากเมื่อเห็นฉากที่สไตลส์กำลังจะจมน้ำ ตัวละครของเขาจะรอดหรือไม่รอดก็คงต้องไปลุ้นกันครับ

Dunkirk เข้าฉายกรกฎาคมนี้

ที่มา: LA Times

Read more of this post

Advertisements

ถ้า Shawshank พูดถึงคุณค่าความหวัง The Mist คืออันตรายของความสิ้นหวัง ผู้กำกับบอก

ผู้กำกับแฟรงก์ ดาราบอนท์ จาก The Shawshank Redemption และ The Mist ซึ่งถือเป็นงานดัดแปลงจากงานเขียนของสตีเว่น คิงก์ ที่เป็นที่กล่าวขานและชื่นชอบที่สุดของแฟนๆ ได้ไปร่วมในรายการทอล์คโชว์ของโรเบิร์ต รอดริเกซ ชื่อ “The Director’s Chair” เพื่อคุยถึงเบื้องหลังผลงานเก่าๆ ครับ แล้วรอดริเกซก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงตอนจบของ The Mist ที่เป็นที่ถือเป็นตอนจบสุดสะพรึงและถูกพูดถึงอย่างไม่สิ้นสุด

รอดริเกซบอกว่า ตอนจบของ The Mist เป็นตอนจบของหนังที่เขาโปรดปรานที่สุดเลย และถามว่าทำไมถึงต้องจบแบบนั้น “ผมมีอารมณ์ใจร้ายในตอนนั้น” ดาราบอนท์บอก

ดาราบอนท์ขยายความว่า “ตอนที่ผมอ่านเรื่องสั้นของสตีฟเมื่อนานมาแล้ว (เรื่องสั้นรวมอยู่ในหนังสือชุด Dark Forces วางจำหน่ายในปี 1980) ผมคิดว่า ว้าว เป็นเรื่องที่ยอดมากเลย แต่เมื่อผมคิดถึงเมื่อจะสร้างเป็นหนังแล้ว มันควรมีตอนจบที่สรุปอารมณ์มากกว่านี้ แล้วผมก็เริ่มปะติดประต่อว่าตอนจบแบบสรุปควรจะเป็นยังไง และเขาค่อนข้างวางประเด็นให้สานต่อเอาไว้อยู่แล้ว มีบางข้อความในเรื่องสั้นที่เขาคิดเช่นนั้นในที่สุด และผมรู้สึกว่ามันคล้ายกับเป็นการเปิดประเด็นที่ชัดเจนให้ผม และสตีฟเป็นผู้เปิดเอาไว้

สิ่งที่ดาราบอนท์คิดต่อจากนั้น เหมือนได้จากการชมตอนหนึ่งของหนังชุดทางทีวี Twilight Zone ครับ “เมื่อผมคิดดูแล้ว มันคล้ายกับตอนจบของ Twilight Zone ที่ยังคงเกาะติดอยู่กับเรา เหมือนตอนจบใน “Time Enough At Last” ที่เบอเกรส เมเรดิธ ทำแว่นตาแตก ที่ทำให้เราพูดว่า ไม่นะ เขาน่าจะรออีกสักสองนาที ผมชอบความที่ชะตาเล่นตลกอย่างน่ากลัวของมัน และในตอนนั้น ผมโกรธโลกนิดหน่อย มันมีองค์ประกอบทางการเมืองในหนังเรื่องนั้น มันเป็นหนังการเมืองในหลายๆ ทาง ผมโกรธโลกนิดหน่อย และโกรธประเทศของผมในตอนนั้น (หนังออกฉายปี 2007) มันจึงเหมือนเป็นการจบหนังที่ถูกต้อง มันไม่จำเป็นต้องมีตอนจบแบบมีความสุขเสมอไป มันไม่ควรมีตอนจบแบบมีความสุขเสมอไป จากการที่โตมาในยุค 70 มันไม่ได้จบแบบมีความสุขทุกครั้ง และผมชอบตอนจบแบบนั้นมาตลอด

สตีเว่น คิงก์ ผู้เขียนนิยายได้มีส่วนออกความเห็นเกี่ยวกับตอนจบของหนังด้วยครับ และดาราบอนท์ก็ได้ขออนุญาตเขาก่อนที่จะจบแบบนั้น “ถ้าสตีเว่น คิงก์ อ่านตอนจบของผมแล้วพูดว่า พวก คุณทำอะไรเนี่ย คุณบ้าไปแล้วรึเปล่า คุณจบแบบนี้ไม่ได้ ผมเองก็คงไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้ แต่เขาอ่านแล้วพูดว่า ผมชอบตอนจบมาก ผมอยากคิดตอนจบแบบนี้ได้จริงๆ เขาบอกว่าในแต่ละยุค น่าจะมีหนังที่ทำให้ผู้ชมโกรธ แล้วพลิกความคาดหวังว่าจะจบแบบมีความสุขแบบไปต่อหน้าต่อตา เขายกตัวอย่างจอนจบ Night of the Living Dead ที่มีตอนจบที่ทำให้เรากลัวมากๆ

ดาราบอนท์ยังบอกด้วยว่าตอยจบของ The Mist เหมือนเป็นขั้วตรงกันข้ามกับ The Shawshank Redemptionเมื่อเทียบกันดูแล้ว มันเหมือนเป็นคู่ตรงกันข้ามที่ได้สมมาตรกันพอดีกับ Shawshank อย่างแปลกประหลาด เพราะถ้าหากว่า Shawshank เป็นหนังที่พูดถึงคุณค่าของความหวัง The Mist ก็จะกลายเป็นหนังที่พูดถึงอันตรายของความสิ้นหวัง และเชื่อเถอะ ผมรู้ว่ามันจะกลายเป็นหนึ่งในตอนจบที่ถ้าผู้ชมไม่ชอบก็เกลียดไปเลย ผมยอมรับได้ เพราะผมคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว เราควรมุ่งมั่นเลือกทำหนังที่จะไปในทางใดทางหนึ่ง มันไม่ควรทำหนังเพื่อให้ผู้ชมรักเราตลอดไป และชักพาให้ผู้ชมเห็นชอบในสิ่งที่เราทำ ผมดีใจที่ได้ยินว่าคุณชอบ มันยอดมาก

ที่มา: Yahoo Movies

Read more of this post

แครี่ ฟิชเชอร์ ตบหน้าออสการ์ ไอแซ็ค 27 ครั้ง ในการถ่ายทำ Star Wars: The Last Jedi

ใน Star Wars: The Last Jedi แครี่ ฟิชเชอร์ กับ ออสการ์ ไอแซ็ค จะมีฉากด้วยกันหลายฉากครับ และดูเหมือนว่าจะมีฉากหนึ่งเฉพาะที่โพ ดาเมรอน อาจจะต้องเจ็บตัวหน่อย

ไอแซ็ค นักแสดงหนุ่มผู้เป็นตัวร้ายในหนังชุด X-Men เป็นฮีโร่ในหนังชุด Star Wars และเป็นหนุ่มมีพรสวรรค์ในหลายๆ เรื่อง ได้ไปออกรายการ “The Late Night with Stephen Colbert” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเล่าถึงความชื่นชมที่เขามีต่อแครี่ ฟิชเชอร์ ผู้ล่วงลับ และการได้ทำงานร่วมกันในหนัง Star Wars ภาคสุดท้ายของเธอ

ฉากส่วนใหญ่ที่ผมเล่นเป็นฉากที่อยู่กับแครี่ ซึ่งน่าทึ่งมาก” ไอแซ็คเล่า และเล่าถึงการถ่ายทำวันแรกกับเธอให้ฟังว่า “ผมจำได้ว่าเป็นฉากที่ผมเดินไปคุยกับเธอ และเธอก็โมโหผม แล้วตบหน้าผม

จากนั้น “ไรอัน จอห์นสัน ผู้กำกับก็ให้ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมคิดว่าฉากนั้นทั้งหมดถ่ายทำ 27 เทคได้ ที่แครี่โน้มเข้ามาตบผมโดนหลายๆ ส่วนของใบหน้า

ไอแซ็คยังเล่าถึงการคุมเข้มเรื่องความลับในการถ่ายทำให้ฟังด้วย เช่นตอน The Force Awakens ที่ทีมงานห้ามนำบทหนังกลับไป ต้องคืนให้ทันทีหลังถ่ายทำเสร็จ แต่เขาก็เอากลับไปแล้วโดนทวงหลายครั้ง จนกระทั่งดิสนี่ย์ขู่ว่าทนายให้ทวง เขาถึงรีบยอมเอาไปคืน

ในการสัมภาษณ์ยังให้ดูบทบาทแรกๆ ของไอแซ็คที่เล่นไว้ตอนเด็ก ดูเหมือนเป็นหนังที่ถ่ายทำกันเองในครอบครัว และไอแซ็คเล่นเป็นแวมไพร์ผู้ที่ตายเพราะความรักเหมือนดาร์ธ เวเดอร์ นี่น่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเป็นยอดนักแสดง เพราะได้เล่นหนังที่ถ่ายทำเองตั้งแต่เด็กๆ เลย

Star Wars: The Last Jedi จะเข้าฉายกลางธันวาคมปีนี้ครับ แต่แฟนๆ ของไอแซ็คสามารถชมบทบาทของเขาได้ก่อนจาก The Promise ที่จะเข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้

ชมคลิปที่ด้านในครับ

Read more of this post

Wonder Woman ไม่มีฉากที่ถูกตัดออกไปเพื่อลงฉบับดีวีดี

ทั้ง Batman v Superman: Dawn of Justice กับ Suicide Squad ต่างมีฉบับดีวีดีกับบลูเรย์ที่มีการตัดต่อใหม่และใส่ฉากเพิ่มไปให้ยาวกว่าเดิม แต่เหตุการณ์นั้นจะไม่เกิดขึ้นกับ Wonder Woman ครับ แม้ว่าจะมีการถ่ายซ่อมและถ่ายใหม่เหมือนกัน แต่ Wonder Woman เป็นการแก้เพื่อให้ได้จังหวะหรือมุมภาพของหนังเข้าเป้ากว่าเดิมมากกว่าการรื้อถ่ายใหม่เพระามีการปรับเปลี่ยนบทใหม่ครับ ตามที่ผู้กำกับแพ็ตตี้ เจนกินส์ ให้สัมภาษณ์

มันใช่ว่าไม่มีการแก้ไขใหม่ แต่สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับฉันก็คือมันเปลี่ยนแปลงจากฉบับตัดต่อครั้งแรกน้อยมากจนเหมือนกับทำให้กระชับขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในฉากต่อสู้สุดท้าย มีแค่นั้นจริงๆ ฉันคิดว่าสิ่งที่ฉันได้ค้นพบจากฉากต่อสู้สุดท้ายก็คือ ฉันได้อารมณ์ให้ไดอาน่าอย่างที่ฉันอยากได้พอดี แต่ฉันอยากให้เกิดความอิ่มเอมและการเกิดอารมณ์ร่วมแบบอื่นให้มากขึ้น ฉันคิดว่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือจังหวะ โทน อารมณ์ขันที่เกิดจากมุขตลกต่างๆ ฉันพูดได้ว่าในกรณีของเราแล้วอยู่ในหนังเรื่องนี้หมดแล้ว เราไม่ได้ตัดฉากไหนออกไปจากหนังเลย หรือเปลี่ยนแปลงลำดับของฉากไหนเลยจากบทที่เราใช้ตั้งแต่เริ่มถ่ายทำ

แล้วมีการเปลี่ยนแปลงสักนิดไหม เจนกินส์บอกว่า มีการเปลี่ยนฉากที่ไดอาน่าเดินเข้าสู่เขตฉนวนของกองทัพทั้งสองฝ่าย (no man’s land) เป็นอีกฉบับของฉากเดียวกัน แค่นั้น “ยุคนี้มีดีวีดีแล้ว ผู้คนคอยแต่จะอยากได้ฉากที่ถูกตัดออกไป แต่มันไม่มีจริงๆ”

Wonder Woman เข้าฉายสุดสัปดาห์นี้ครับ

ที่มา: Collider

Read more of this post

Guardians of the Galaxy Vol.3 ชะลอเตรียมงานสร้างเพื่อรอ Avengers 3-4

แม้เจมส์ กันน์ ยืนยันกลับมาเขียนบทและกำกับ Guardians of the Galaxy Vol.3 แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะเริ่มงานได้ในทันทีครับ เพราะเขายังต้องรอดูก่อนว่าเนื้อเรื่องของ Avengers: Infinity War กับ Avengers 4 จะเป็นยังไง เนื่องจากต้องให้มีความต่อเนื่องกันครับ ตามที่ฌอน กันน์ น้องชายของเขา ผู้รับบทแครกลินให้สัมภาษณ์ระหว่างไปร่วมงานที่จัดโดย Fanfest ในลอนดอน

ผมรู้ว่าครั้งนี้ เจมส์ กันน์ ต้องอดทนมากขึ้นอีกนิดหน่อย ส่วนหนึ่งเพราะเรื่องราวบางส่วนของ Guardians ต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ใน Infinity War และแม้ว่าพี่ชายของผมจะเป็นผู้อำนวยการสร้างของ Infinity War หนังพวกนั้นก็ยังไม่เสร็จดี ดังนั้น จนกว่าเราจะได้เห็นว่าทุกอย่างจะลงเอยยังไงที่จะส่งผลกระทบต่อ Guardians เราคงต้องรออีกนิดหน่อย แต่ผมมั่นใจว่ามีแนวคิดหลายอย่างที่กำลังคิดอ่านอยู่

กันน์ผู้น้องยังรับหน้าที่เป็นสวมบทร็อคเก็ตเวลาเข้าฉากก่อนทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิกและลงเสียงด้วย เขาไม่อาจบอกได้ว่าบทบาทของร็อคเก็ตใน Infinity War จะเป็นยังไง แต่บอกได้แค่ว่าเขาเข้าๆ ออกๆ กองถ่ายมาตั้งแต่มกราคมแล้ว และคงต้องทำหน้าที่ต่อไปจนถึงสิ้นปี “ผมบอกได้เลยว่าร็อคเก็ตมีฉากเจ๋งๆ ให้เล่น และผมตื่นเต้นที่ได้มีส่วนร่วม ผมบอกได้แค่นี้

มาร์เวลยังไม่ประกาศวันฉาย Guardians of the Galaxy Vol.3 แต่ก็คงต้องรอ Avengers: Infinity War กับ Avengers 4 ให้จบก่อน ซึ่งเรื่องแรกจะฉายกลางปีหน้านี้ครับ

ที่มา: Fanfest

Read more of this post

บทวิจารณ์: KAAN การเดินทางสู่โลกวรรณคดีไทยมหัศจรรย์ใหม่อีกครั้ง

รอบ 20.00 น. วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2560

โรงละครดีลักษณ์ ซินีมาติก เธียเตอร์ พัทยา

(บทความสปอนเซอร์)

 

เรื่องราวของ “คาน” (KAAN) การแสดงสดด้วยรูปแบบสื่อผสมชุดใหม่ที่พัทยา ผลงานการสร้างของปัญจลักษณ์พาสุข บริษัทที่มีเหล่าทีมงานจีดีเอชมาร่วมลงทุน เล่าถึงเด็กหนุ่มที่มีชื่อเดียวกับชื่อการแสดง ผู้ที่เบื่อกับการอ่านวรรณคดีไทยแบบเดิมๆ ในห้องสมุด และชอบเล่นโทรศัพท์มือถือมากกว่า จนเมื่อบรรณารักษ์นำหนังสือเล่มยักษ์หน้าตาประหลาดที่มีชื่อเดียวกับเขามาให้อ่าน การเปิดหนังสือเล่มนั้นได้ทำให้รูปปั้น “กบิลปักษา” ของห้องสมุดกลับมามีชีวิต แล้วทั้งคู่ก็ถูกดูดสู่โลกในหนังสือที่เป็นเหตุการณ์สำคัญๆ ในนิทานพื้นบ้านและวรรณคดีไทยหลายเรื่อง ทั้งพระอภัยมณี, กินรี, เมขลา-รามสูร, สังข์ทอง, ไกรทอง และรามเกียรติ คานกับกบิลปักษาต้องผจญภัยไปพบกับทั้งยักษ์, สัตว์ในวรรณคดี, ชาละวัน และอีกมากมาย โดยทางเดียวที่จะกลับออกมาได้ก็คือการตามหากุญแจที่ใช้ไขเปิดหนังสือเล่มนั้น

แม้เรื่องราววรรณคดีไทยและนิทานพื้นบ้านเหล่านั้นเคยถูกดัดแปลงมาแล้วซ้ำๆ ทั้งในรูปแบบของโขน ลิเก ละครเวที ละครทีวีจักรๆ วงศ์ๆ และภาพยนตร์ แต่ผู้สร้าง “คาน” ที่มีปวีณ ภูริจิตปัญญา จากหนัง “บอดี้ ศพ 19” มารับหน้าที่กำกับ และมียงยุทธ ทองกองทุน มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ ก็บอกเราว่าการแสดงอันตระการตาที่โรงละครแห่งใหม่ที่พัทยานี้ จะเป็นการพาเราเดินทางสู่โลกอันมหัศจรรย์แห่งใหม่แบบที่ไม่เหมือนใครมาก่อน และพวกเขาก็ทำได้อย่างที่รับปากไว้ เราเพลิดเพลินเจริญตาและตื่นตาตื่นใจไปกับโลกในวรรณคดีไทยที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่นี้ตลอด 90 นาที และมีความแปลกใหม่เหมือนเราเพิ่งได้สัมผัสครั้งแรกจริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมหัศจรรย์ยิ่งกว่าคือเวทย์มนต์ที่พวกเขานำมาใช้เนรมิตการแสดง ที่ดึงพลังความสามารถของมนุษย์ พลังกาย พลังใจ พลังความคิดสร้างสรรค์ มาผสมผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างค่อนข้างกลมกลืน และน่าอัศจรรย์ เป็นประสบการณ์ที่ควรได้ชมมากกว่าหนึ่งครั้งจริงๆ

แต่ละชุดของการแสดงใช้สื่อผสมหลายหลากในการเล่าเรื่อง ที่มีทั้งการฉายภาพยนตร์ด้วยความคมชัดสูงในระบบหลายจอ คล้าย Screen X มาผสมผสานกันอย่างสอดคล้องกับการแสดงที่มีตั้งแต่ละครเวที, จินตลีลา, ระบำรำฟ้อนในรูปแบบต่างๆ, กายกรรมห้อยโหนโจนทะยาน, ละครสัตว์ และการแสดงสตันท์โชว์อันผาดโผน ที่ผ่านการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีและยาวนาน ใส่ลูกเล่นของระบบละครเวทีอันทันสมัยและไฮเทคระดับโลก ตั้งแต่หุ่นยนต์และหุ่นเชิดขนาดมหึมา, แสงสีอันวิจิตร, ประตูกลกับกลไลชักลอกอันทันสมัย จนเกิดเป็นการแสดงที่เต็มไปด้วยพลัง มีชีวิตชีวา สนุก น่าตื่นเต้น และอลังการ

มนต์ขลังของการแสดงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นาทีที่คานถูกดูดเข้าสู่โลกของวรรณคดีไทย ที่คานหล่นไปเกาะบนหลังของม้านิลมังกรที่สุดสาครขี่ทะยานมาในการแสดงชุดแรก การใช้มิติลวงตาของจอภาพยนตร์แบบหลายจอทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เหาะลัดเลี้ยวไปบนท้องฟ้าผ่านหุบเขาและท้องทะเลไปกับคาน แล้วค่อยเข้าสู่เรื่องราวของพระอภัยมณีที่ล่องเรือลำใหญ่ไปบนนาวากับเหล่ากลาสีที่ออกมาแสดงลีลาโหนบาร์แสดงความแข็งแรงของมนุษย์ประกอบเพลงอันคึกคัก แล้วพบกับไคลแม็กซ์สำคัญที่เป็นการเผชิญหน้ากับนางยักษ์ผีเสื้อสมุทรที่ผุดขึ้นมาจากใต้ทะเล และรู้สึกเสมือนจริงไปด้วยเทคนิคการฉายภาพยนตร์

ชุดที่สองของการแสดงเป็นเรื่องราวของกินรี ในป่าหิมพานต์ ที่จุดเด่นอยู่ที่กายกรรมปีนและโหนผ้าของเหล่านักแสดงหญิงที่ทั้งอ่อนช้อยและแข็งแรง เพิ่มความพิศดารไปด้วยหุ่นสัตว์หิมพานต์นานาชนิด ตบท้ายด้วยการร่วมผจญภัยไปกับคานเพื่อช่วยเหลือเหล่ากินรีให้พ้นจากพรานป่าใจร้าย ตามมาด้วยชุดที่สามเป็นเรื่องราวของเมขลา-รามสูร ที่อาจดูห้วนไปหน่อย แต่ก็มีจุดเด่นที่ฉากสายฟ้าจากเทสลาคอยน์ที่ออกมาฟาดฟันกันกลางเวที และหากคุณชอบบรรยากาศการแสดงแบบคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด การแสดงในชุดที่สี่ที่นำฉากเลือกคู่ของรจนาในวรรณคดีสังข์ทองจะช่วยให้คุณครื้นเคริงบันเทิงใจและอยากลุกขึ้นมาเต้นไปด้วยกันกับนักแสดงที่มีทั้งคน, ม้า และช้าง การแสดงชุดนี้ยังมีจุดเด่นอยู่ที่เครื่องแต่งองค์ต่างๆ ที่นำศิลปะไทยมาประยุกต์ได้อย่างพิศดาร วิจิตร และอลังการ

การแสดงที่ผมชอบสุดคือชุดไกรทองอันเป็นชุดที่ห้าและน่าจะเป็นการแสดงที่พีคที่สุดของทั้งหมด เริ่มต้นจากการพาเราไปอยู่ในบรรยากาศใต้ท้องน้ำด้วยหลากเทคนิคที่เอามาใช้ผสมกัน ชวนให้ตื่นตาตื่นใจและทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กที่ได้เข้าไปในสวนสนุกเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะสร้างความฮือฮาด้วยการแสดงของสองนักแสดงในอ่างน้ำใส ผู้ชมพากันปรบมือไปกับลีลาอันน่าทึ่ง เย้ายวน และเซ็กซี่ จากนั้นก็เข้าสู่ความสนุกเร้าใจกับลีลาการโชว์การต่อสู้และตีลังกาผาดโผนของไกรทองกับเหล่าสมุนชาละวันราวกับกำลังนั่งดูองค์บากแบบสดๆ

การผจญภัยของคานจบลงที่ฉากธรรมาธรรมะสงครามระหว่างกองทัพพระรามพระลักษณ์และทหารวานร กับทศกัณฐ์กับกองทัพยักษ์ที่นำโขนมาประยุกต์ประกอบกับเทคนิคหุ่นยนต์แบบทรานส์ฟอร์เมอร์ส ชุดเกราะที่ตัวละครสวมใส่ดูยิ่งใหญ่และทำให้เรารู้สึกเหมือนเข้าสู่ฉากในหนังซูเปอร์ฮีโร่

นอกจากความทันสมัยในเรื่องของเทคนิคการนำเสนอแล้ว การดัดแปลงบางส่วนของเนื้อเรื่องก็ทันสมัย ให้ข้อคิดเรื่องการเสียสละและความสามัคคี เป็นต้นว่าการเสียสละของเงาะป่าที่ทำให้เขากลายร่างเป็นพระสังข์เกราะทอง หรือการรวมพลังของเหล่าสัตว์ป่าหิมพานต์เพื่อสู้กับการรุกรานของพรานป่าเป็นต้น แต่การที่การแสดงหวังผลที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยอาจจำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเรื่องดั้งเดิมมากกว่านี้เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวไปได้อย่างเข้าใจ อาจเป็นในรูปแบบของเพลย์บิลล์หรือบอร์ดในโรงละครที่แยกต่างหากก็ได้ เพราะวรรณคดีเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนเทพนิยายของตะวันตกที่ผ่านการสร้างเป็นหนังฉายทั่วโลกมาก่อน เช่นการแสดงในชุดเมขลา-รามสูร ที่นักท่องเที่ยวอาจนึกไม่ออกว่ากายกรรมในลูกทรงกลมที่ลอยไปมาคือลูกแก้วของเมขลา

แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ที่เหนือกว่าความตระการตา ความไฮเทค และความยิ่งใหญ่ของการแสดงก็คือความทุ่มเท ความรู้สึกอยากโชว์ ความดีใจ ตื่นเต้นและภูมิใจที่ได้นำเสนอ ความอยากให้ผู้ชมได้มีความสุขของนักแสดงบนเวที มันมีคำกล่าวว่าผู้ชมสามารถสัมผัสหรือรู้สึกถึงรังสีของความรู้สึกจากนักแสดงบนเวทีได้ และเรารู้สึกว่าทุกการกรีดกราย ทุกการผายมือ ทุกการโลดโผนของนักแสดงทุกคนตะโกนบอกเราว่า “คอยดูฉันนะ ฉันจะปล่อยของออกไปอย่างเต็มที่ ฉันฝึกฝนมานานและฉันอยากให้คุณได้เห็นมันเต็มทีแล้ว และฉันหวังว่าคุณจะต้องสนุกและมีความสุขไปกับมัน” เวทย์มนต์นี้จากบรรดานักแสดงทุกคนเหมือนมวลพลังของความสุขก้อนใหญ่ที่เราได้รับอย่างเต็มๆ และทำให้เรามองข้ามบางส่วนที่อาจคิวไม่แม่นพอ ไม่คมชัดพอ ยังไม่เข้าฝักพอไปได้ และอยากยืนลุกขึ้นปรบมือให้หลังจากการแสดงจบลง ซึ่งเราหวังว่าพวกเขาทุกคนจะรักษาความรู้สึกแบบนี้ไปได้ทุกรอบ

ผู้ชมสามารถติดต่อจองบัตรและตรวจสอบรอบการแสดงได้ที่ www.kaanshow.com หรือโทร 02-029-0092

(ภาพประชาสัมพันธ์และตัวอย่างการแสดงอยู่ที่ด้านใน)

Read more of this post

ตัวอย่างแรกของหนังเขย่าขวัญอีโรติก”คนขับรถ”ออกจากอู่แล้ว

คนขับรถเล่าเรื่องราวของ เกด (ศิตา ชุติภาวรกานต์) ผู้หญิงสวยและแสนดีคนหนึ่งที่ เต้ (ภูริ หิรัญพฤกษ์) สามีของเธอหายตัวไปแบบติดต่อไม่ได้หลังจากทริปดูงานที่เกาหลี เกดร้อนใจจึงปรึกษาตั้ม(ปฏิพล นาคะประเสริฐกุล) เพื่อนที่เป็นตำรวจให้ช่วยสืบดูแต่ตั้มคิดว่าเต้คงไปเถลไถลที่ไหนต่อตามประสาผู้ชายจึงให้เกดรอดูอีกสองสามวัน เกดรอไม่ไหวจึงขอให้ แมค (ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย) คนขับรถของเต้พาเธอไปสืบดูที่ออฟฟิสจนเจอบิลค่าไฟบ้านหลังที่เธอไม่เคยรู้จัก เกดขอให้แมคขับรถพาเธอไปตามหาบ้านหลังนั้นหวังว่าจะเจอสามีสุดที่รัก แต่สิ่งที่เธอค้นพบกลับเป็นเบาะแสสู่ความลับที่เจ็บปวดที่ทำให้เธอไม่สามารถไว้ใจใครได้อีกตลอดไป

ทั้งหมดนั้นคือเรื่องย่อทางการของหนังอีโรติกเขย่าขวัญ 18+ “คนขับรถ” ผลงานของผู้กำกับฐิติพันธ์ รักษาสัตย์ จากหนังชายรักชาย Love Next Door ครับ และอำนวยการสร้างโดยปฐมกฤษณ์ สุดสระ ที่น่าจะเป็นหนังไทยฉีกตลาดในช่วงนี้อีกเรื่อง แต่จะฉีกแค่ในส่วนของเนื้อเรื่องกับแนวหนังเท่านั้นหรือไม่ คุณต้องลองดูจากตัวอย่างหนังที่เพิ่งปล่อยออกมาครับ

หนังยังมีอำภา ภูษิต และ ภูริ หิรัญพฤกษ์ ร่วมแสดงด้วย มีกำหนดฉาย 29 มิถุนายนนี้ครับ ชมตัวอย่างได้ที่ด้านใน และทำความรู้จักหนังเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการ

Read more of this post