Director

เมล กิ๊บสัน บอกว่าหนังมาร์เวลรุนแรงกว่าหนังของเขา

mel-gibson-talks-violenceเดอะ วอชิงตัน โพสต์ ได้สัมภาษณ์เมล กิ๊บสัน เกี่ยวกับหนังใหม่ Hacksaw Ridge ของเขา ซึ่งประเด็นที่มีการคุยกันเฉพาะก็คือเรื่องความรุนแรงในหนัง เพราะไม่เพียงแต่ Hacksaw Ridge เท่านั้น ผลงานก่อนหน้านี้อย่าง Passion และ Apocalypto ก็มีฉากรุนแรงและโหดๆ น่ากลัวเช่นกัน

ฉากแอ็คชั่นในหนังค่อนข้างจำเป็นต้อง…ผมไมตั้งใจจะพูดให้ดูเหมือนใจดำนะ แต่มันต้องเป็นเหมือนมหกรรมกีฬา เราต้องรู้ว่าใครเป็นใคร ใครเป็นพระเอกของเรา ใครทำอะไร ความต่อเนื่องบนจอจะเป็นยังไง และท่ามกลางทั้งหมดนั้น เราต้องให้มันดูเหมือนสับสนอลหม่าน เป็นความอลหม่านที่มีการจัดระเบียบไว้” ซึ่งกิ๊บสันยกให้ผู้กำกับจอร์จ มิลเลอร์ แห่งหนังชุด Mad Max ที่เหมือนเป็นครูของเขาคือ “นักวิทยาศาสตร์” ในด้านนี้โดยเฉพาะ

ผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก Braveheart ยังได้พูดอย่างเศร้าใจต่อสิ่งที่เขาเห็นในหนังยุคปัจจุบันด้วยว่า “เป็นความรุนแรงโดยขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี” โดยยกตัวอย่างหนังของมาร์เวล “เมื่อพูดถึงความรุนแรงแล้ว ดูหนังมาร์เวลเรื่องไหนก็ได้ พวกเขามีความรุนแรงมากกว่าหนังเรื่องไหนที่ผมเคยทำอีก แต่ในหนังของผม คุณให้ความห่วงใยแก่ตัวละคร ซึ่งมันสำคัญยิ่งกว่า ผมขอพูดแค่นี้แหละ

ขณะที่หนัง Hacksaw Ridge ได้คำวิจารณ์ในแง่ดี และอาจลุ้นได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ แต่หนังก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักในแง่ที่ว่าเป็นหนังที่พูดถึงการรักสัติ แต่กลับใส่เลือดและฉากรุนแรงเข้าไปมากมาย กิ๊บสันเถียงว่าหนังเรื่องนี้ของเขาไม่ได้ตั้งใจสร้างมาเพื่อเป็นประสบการณ์ด้านปัญญา

ผมพยายามเข้าถึงความเป็นสัตว์ของคุณ แค่นั้น นั่นแหละคือสงคราม ผมพยายามสร้างการเข้าถึงประสบการณ์แบบเต็มที่ เต็มอารมณ์ เหมือนมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์…การมีลูกเล่นที่แหวกแนวเป็นเรื่องดี เหตุนั้นไม่ใช่หรือที่เราสร้างหนังกัน เหตุนั้นไม่ใช่หรือที่เราทำงานศิลปะกัน แต่หนังเรื่องนี้สำหรับผู้ชมทั่วไป ผมไม่ได้สร้างมันมาเพื่ออภิชน

ผมลืมไปแล้วว่าใครเคยพูดไว้ แต่ผมรักการบัญญัตินี้มาก เป้าหมายของการสร้างหนังคือสาม E อีอย่างแรกก็คือเราต้องให้ความบันเทิง (entertain), อย่างที่สองคือให้การศึกษา (educate) และอย่างที่สามก็คือ ถ้าเราโชคดี เราให้การยกระดับจิตใจ (elevate) ผมเล่าเรื่องนี้ในที่นี้ก็คือการถามคำถามว่า เราเป็นได้ถึงขนาดไหนในฐานะสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตหนึ่ง เมื่ออยู่ท่ามกลางประสบการณ์ที่ลดจากความมนุษย์ลงไปเป็นสัตว์

Hacksaw Ridge ดัดแปลงจากเรื่องจริงของเดสมอนด์ ดอสส์ (รับบทโดย แอนดรูว์ กราฟิลด์) ชายหนุ่มผู้ไม่ศรัทธาการฆ่าฟันและการใช้อาวุธ แต่ตัดสินใจไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะต้องการทำหน้าที่ของลูกผู้ชายในการรับใช้ชาติ แต่ก็ยืนกรานที่จะไม่พบอาวุธหรือใช้อาวุธต่อสู้กับข้าศึก

ดอสส์ถูกส่งไปรบที่โอะกินะวะ และทำหน้าที่เสนารักษ์ ซึ่งได้แสดงวีรกรรมกล้าหาญด้วยการช่วยเพื่อนทหารให้รอดชีวิตได้ถึง 75 คน ทั้งฝ่าดงกระสุนไปทำแผล, ช่วยพาทหารที่บาดเจ็บจากแนวหน้าให้หนีพ้นการถูกข้าศึกฆ่า รวมถึงการปัดระเบิดมือที่ขว้างใส่เข้ามา โดยเขาเองไม่เคยถืออาวุธหรือยิงปืนเลยสักนัด ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญตามมาในภายหลัง

หนังได้โรเบิร์ต ชเวงแกน, แอนดรูว์ ไนท์ และ ผู้เขียนบท Braveheart แรนดอล วอลเลซ มาเขียนบทให้ และมีแซม เวิร์ทธิงตัน, วินซ์ วอห์น, ลุค เบรซซี, เทราซา พัลเมอร์, เรเชล กริฟฟิธ และ ฮิวโก วีฟวิ่ง ร่วมแสดงด้วยครับ

Advertisements

9 replies »

  1. หนัง มาเวลของดิสนีย์ ตั้งเเต่มี ironman ภาค2 เป็นต้นมา คือหนัง junk food ดีๆนี่เองครับ คนเห็นคนอยากดูยังไงก็ต้องดูให้ได้เเต่ดูจบเเล้วเลิกกัน สังเกตได้มันไม่เหมือน spiderman 1-3 หรือ พวก x-men 1-3 ยุคนั้นเลย คือผมเนี่ยไม่ได้สะสม bluray หนัง มาเวลเลยนะนับตั้ง ไอ้เเมงมุม 1-3

    • Junk Food ร้านMarvel นี้มันอร่อยจังคนมาซื้อเป็นล้านไม่ว่าเมนูไหนก็ขายหมด ^^ เขาขายของเขาเจาะตลาดมาอย่างดีกลุ่มลูกค้าก็นับตั้งแต่เด็กไปถึงวัยรุ่น แนวหนังหนังมีหลายแบบ แนวครอบครัวแบบ Antman แนวรักแบบ Deadpool ก็นะความชอบคนเรามันไม่เหมือนกัน อย่างที่ Steven Spielberg พูดเกี่ยวกับ Superhero Movie Fatigue บอกต่อไปคนดูก็เริ่มเบื่อไปเอง พอไม่มีอะไรดูเดี๋ยวก็กลับมา Reboot ใหม่ 555

    • เป็นความคิดของคุณคนเดียวมากกว่า ถ้าคนดูคนอื่นคิดแบบนี้ตัวละครฮีโร่มาเวลคงไม่โด่งดังได้ขนาดนี้ ทำหนังต่อเนื่องได้นานขนาดนี้ และสมควรจะยอดตกฮวบๆตั้งแต่ฉายไปได้ไม่กี่น้ำเหมือนบางค่าย5555

    • อันนี้แล้วแต่คนนะครับ ส่วนตัวผมชอบ spider-man 1-2 (ภาค3นี่ไม่ไหว) แล้วก็ไม่ได้ถึงขั้นซื้อ bluray แต่ก็ดูบ่อย //x-men ก็เฉยๆ พอดูได้
      ส่วนหนังมาร์เวลส่วนใหญ่ผมชอบมาก สะสมbluray ดูหลายๆรอบ 555 มีแค่บางภาคที่เฉยๆ เช่น iron man 2, thor 2 สำหรับผม “หนัง junk food” น่าจะพวกหนังเกรดบBมากกว่านะ

  2. ถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่เห็นเด่นชัด ผมว่าน่าจะยก Kingsman

    (ต่อไปอาจ Spoil เรื่อง Kingsman นะครับ)
    การฆ่าฟันกันโหดร้ายป่าเถื่อนเลือดสาด แต่ใส่ความบันเทิงสนุกสนานด้วยเพลงร็อกมันส์ๆกับภาพระเบิดหัวคนเป็นพลุเล่น ในธีมเพลงคลาสสิค ผมว่านี่น่าจะเป็นแบบที่ เมล กิบสัน พูด ฉากความรุนแรงโดยไม่มีเหตุปัจจัยว่ามันควรจะรุนแรงถึงขั้นนั้น แถมยังกล่อมให้คนดูรู้สุกสนุกสนานเพลิดเพลินกับความรุนแรงด้วย

    ตอนดูครั้งแรกผมก็มันส์นะ แต่มารู้สึกตอนที่ดูอีกรอบกับแฟนแล้วมองหน้าเค้าตอนดูฉากนี้(ฉากในโบสถ์) ดูเค้าไม่สนุกเลย แล้วเอาแต่ถามผมว่าเมื่อไหร่ฉากนี้จะจบ ผมเลยรู้สึกว่า ผมเนี่ยดูหนังมามากจนชินชาเสียแล้ว ต่างกับแฟนผมที่ไม่ค่อยได้ดู ทำให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่าฉากนี้มันรุนแรงแค่ไหน
    (จบการ Spoil Kingsman)

    แต่กระนั้นก็ตาม The Passion of the Christ ก็ถือเป็นหนังที่รุนแรงที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยดูมาเหมือนกัน

  3. ผกก.ดัดจริตมากกว่า สงสัยทำหนังมากเกินจนแยกแยะหนังกับความเป็นจริงไม่ออก และแยกแยะไม่ออกด้วยว่าการทำหนังดีมันมีแนวทางต่างกัน นี่จะให้ความรุนแรงต้องทำให้คนดูห่วงตัวละครท่าเดียว ถ้าคิดงี้ต่อไปหนังบู๊สนุกๆคงไม่มีในวงการฮอลลีวู้ดอีกแล้วมั้ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s