ข้ามไปยังเนื้อหา

Mission: Impossible Rogue Nation – ความเห็นหลังชม

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

ยังไม่แน่ใจว่า Mission: Impossible Rogue Nation จะเป็นภาคที่ดีที่สุดของหนังชุดนี้ไหม แต่ถ้าเทียบกับหนังซัมเมอร์ปีนี้ด้วยกันทั้งหมด ถือว่าเป็นหนังที่สนุกที่สุดของปีนี้สำหรับผม (จนถึงตอนนี้) ไล่เลี่ยกับ Mad Max: Fury Road

มันเป็นหนังที่ทำถึงเป้าหมายทั้งในแง่บุ๋นและบู๊ มีความเป็นหนังสายลับหักเหลี่ยมแบบยุคเก่าที่ผสมความไฮเทคได้กลมกลืน มีการเล่าเรื่องที่พลิกไปพลิกมาหลอกไปหลอกมาให้น่าติดตาม และมีฉากบู๊ที่ตื่นเต้นชวนเสียวและชวนลุ้นสอดแทรกไปตั้งแต่ต้นจนจบวมกับที่คริสโตเฟอร์ แม็คควอรี เคยเขียนบท The Usual Suspects มาก่อน มีจุดเด่นของสี่ภาคก่อนหน้านี้มาขยำรวมกันในภาคเดียวแบบที่กลมกล่อมพอและทำได้ถึง มีการเกลี่ยนบทให้ทุกคนได้โชว์ความเด่น แต่คนที่กลายเป็นคนเด่นสุดจริงๆ ของหนังคือรีเบกกา เฟอร์กูสัน ในบทอิสลา สาวเสน่ห์มรณะ สายลับหญิงขาโหด ผู้ที่ทั้งมอบความลึกและความซับซ้อนของตัวละครให้เราเดาทางเธอไม่ถูก และได้แสดงบทบู๊แกร่งๆ แบบที่ทัดเทียมกับทอม ครูส เธอได้แจ้งเกิดเต็มตัวและจะกลายเป็นดาวรุ่งคนใหม่ประจำปีนี้ที่ทุกคนต้องหันมามอง

ถ้าจะให้พูดถึงข้อเสียของหนังคงเป็นความสดใหม่นั่นแหละที่หนังเรื่องนี้ยังขาดไป ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เคยเห็นหรือคล้ายกับที่เคยเห็นมาก่อน แต่มันไม่สำคัญเท่าไหร่เมื่อหนังเล่าเรื่องได้น่าติดตาม ทำสิ่งหล่านั้นได้ถึง และทำสร้างอารมณ์ร่วมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ มันทำให้นึกถึงหนังยัง Edge of Tomorrow ของครูสในแง่นี้เหมือนกัน ตรงที่หนังไม่ได้สดใหม่อะไรเท่าไหร่ แต่เล่าเรื่องได้ถึง มันส์ และลุ้นไปตลอดเรื่อง และมีนักแสดงหญิงเจ๋งๆ อย่างเอมิลี บลันท์

คะแนนจาก Rotten Tomatoes ของหนังตอนนี้อยู่ที่ 7.6/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 90% จาก 63 บทวิจารณ์ครับ เพื่อนผู้อ่านที่ได้ชมหนังแล้วชอบหนังในระดับไหนบ้างครับ ถือเป็นหนังที่สนุกที่สุดของซัมเมอร์ปีนี้ไหมครับ

1 ความเห็น »

  1. ป้าด คุณเจไดยุทธยกให้สนุกกว่า Mad Max: Fury Road อีกเหรอครับ แยยนี้ยิ่งอยากดูเข้าไปใหญ่ (แต่ยังไม่มีเวลาเลย T-T)

  2. ผมมองว่า Mission Impossible เป็นอีกหนึ่ง Franchise ที่ฉายภาพวิวัฒนาการของการสรรสร้างภาพยนตร์แนวจารกรรมและบ่งบอกความเปลี่ยนแปลงของตลาดผู้ชมได้เป็นอย่างดีครับ ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีของภาพยนตร์ชุดนี้ เราได้เห็นการความเป็นไปของภูมิทัศน์ทางการเมืองและสังคมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโลกในยุคสงครามเย็นกับโลกหลังเหตุการณ์ 9/11 จะเป็นรองก็แต่เพียง 007 ที่มีระยะเวลาในการโลดแล่นบนแผ่นฟิลม์ยาวนานกว่าจึงแทบจะบอกเล่าการเปลี่ยนผ่านทางอุดมการณ์ความคิดของคนในแต่ละยุคได้อย่างแนบเนียน แม้ว่าพล็อตของหนังชุดนี้จะซ้ำและวนเวียนอยู่ที่เดิมมากว่า 50 ปีก็ตาม (แต่ก็ยังสนุกทุกครั้งที่เห็น Bond จัดการผู้ร้าย ฟันสาว รับภารกิจ เจอ Q รับอุปกรณ์ ฟันสาว และฆ่าบอส ฟันสาวต่อ อยู่ดี)

    สำหรับ Rogue Nation (ชื่อออกแนวนิยายของ Tom Clancy จึงมิแปลกใจที่เห็น Jack Ryan มาเป็น ผอ.CIA 555) สามารถผสมผสานจุดเด่นของแต่ละภาคทั้งปฏิบัติการณ์แบบสายลับจากภาค 1 ฉากไล่ล่าด้วยมอเตอร์ไซค์จากภาค 2 จุดอ่อนของ Hunt จากภาค 3 และภารกิจแบบ Over the Top จากภาค Ghost Protocol ทำให้ภาค 5 ตอบโจทย์คนดูทั้งฐานแฟนเก่าและแฟนใหม่ได้เป็นอย่างดี และยังพิสูจน์ได้ว่า Tom Cruise ในวัย 50 กะรัตที่แก่ลงไปมากยังสามารถทำหน้าที่พระเอกนักบู๊ที่เท่เสมอต้นเสมอปลาย โดยเฉพาะตอนวิ่งได้อย่างไม่มีสิ่งใดลดทอนลงไปเลยทั้งๆ ที่ดาราหลายคนที่โลดแล่นมาด้วยกันตอนหนุ่มๆ ปล่อยเนื้อปล่อยตัว เละเทะไปหมดแล้ว

    ประการที่น่าสนใจและน่าจะเป็นจุดเด่นของหนังภาคนี้ คือ การแนะนำให้เราได้รู้จักกับตัวละครหญิงคนแรกที่มีเสน่ห์เหลือร้ายของหนังชุดนี้ เพราะนางเอกภาคแรกก็ไปในตอนท้าย ภาคสองตอนแรกๆ เหมือนจะมีบทบาทมาก แต่หลังๆ มาก็ต้องรอให้พระเอกมาช่วย ภาคสามยิ่งเป็นเจ้าหญิงที่รอพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย เว้นแต่ในตอนท้าย ภาคสี่ Paula Pattom เก่ง แต่ก็ขายความ Sexy เยอะมากจนทำให้บทบาทในด้านอื่นลดลงไป สำหรับภาคนี้ สายลับ Isla Foust แห่ง MI6 พูดได้ว่าตั้งแต่เห็นเธอใน Hercules และใน Trailer ก็มิได้คิดว่า Rebecca Furguson เป็นผู้หญิงที่สวยอะไรมากมาย แต่ที่ไหนได้ การปรากฎตัวของเธอในแทบทุกฉากทำให้หัวใจของผมสั่นไหว เธอสามารถสวมบทบาทผู้หญิงที่แกร่งและมีความงดงามได้ในเวลาเดียวกัน เธอมิใช่ผู้หญิงที่ถูก cast มาเพื่อเป็น Sex symbol เหมือนที่หนังแอ็คชั่นหลายๆ เรื่องทำกัน แต่เธอคือตัวเอกอีกคนหนึ่งที่มีเสน่ห์และยังเป็นฝ่ายช่วย Hunt ถึงสามหนในเรื่อง หากเปรียบได้ก็คงเปรียบกับ Furiosa จาก Mad Max แต่ก็คงละบริบทกัน จึงน่าสนใจว่าหากหนังภาคต่อไปไม่นำเธอกลับมาคงจะเป็นอะไรที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง และมีโอกาสมากที่เธอจะดังเป็นพลุแตกจากหนังเรื่องนี้ เพราะนักแสดงจากหนังชุดนี้อย่าง Lea Seydoux ก็เริ่มได้รับความสนใจจากหนังกระแสหลักและข้ามไปเป็นสาว Bond ในที่สุด นับว่าน่าสนใจทีเดียวครับ

    สำหรับประเด็นหลักของหนัง อาจทำให้ประหวัดไปถึงหนังชุด 007 ตอน Golden Eye ที่ Agent 006 ทรยศต่อ MI6 แล้วก็กลับมาล้างแค้นประเทศอังกฤษ ผสมผสานเข้ากับองค์กร SPECTRE ซึ่งน่าเป็นห่วงเหลือเกินในฐานะของแฟนหนัง 007 กลัวว่าหลังจาก Captain America นำเสนอ Hydra และ Rogue Nation นำเสนอ Syndicate ต้นฉบับอย่าง SPECTRE จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับหนังเหล่านี้จนขาดความน่าตื่นเต้นลงไป ทั้งๆ ที่ SPECTRE น่าจะเป็นต้นแบบขององค์กรลับหลายๆ องค์กรในหนังแอ็คชั่นยุคนี้ หนังพูดถึงประเด็นการจงรักภักดีต่อองค์กร การทวงถามความยุติธรรมของการฆ่าคนบริสุทธิ์เพื่อผดุงความมั่นคงของชาติ ซึ่งมิใช่ประเด็นสดใหม่และหนังก็มิได้เน้นตรงจุดนี้มากนักอันค่อนข้างน่าเสียดาย เพราะตัวบงการอย่าง Solomon Lane สามารถที่จะก้าวไปไกลได้มากกว่าจุดนี้ อดีตสายลับ MI6 ผู้ฝังใจเจ็บจากการถูกทอดทิ้งจากองค์กรก็คล้ายๆ กับ SIlva แต่น่าจะดีกว่านี้หากเราได้เห็นการปะทะกันมากขึ้น (แบบตัวต่อตัว) ระหว่าง James Bond เอ้ยไม่ใช่ Solomon Lane กับ Ethan Hunt ซึ่งก็เป็นไปได้และผมดีใจที่หนังเก็บตัวละครที่น่าสนใจตัวนี้เอาไว้ ไม่ฆ่าทิ้งไปแบบน่าอนาถ ไม่ไยดีอย่างภาคอื่นๆ

    โดยรวม Rogue Nation เป็น Mission Impossible ภาคที่น่าจะตอบโจทย์คนดูทุกกลุ่ม กระตุ้นอะดรีนาลีนตลอดเวลา ใครเครียดขอให้เข้าไปดู ช่วยได้มากครับและอย่าดื่มน้ำเยอะ เพราะคุณอาจพลาดตอนที่สำคัญๆ ของเรื่องไปหากลุกออกจากที่นั่งเพียงสามสี่นาที

    ดีใจที่หนังชุดนี้ยังรักษาคุณภาพได้ดีครับ ไม่แย่ลงๆ เหมือนหนังบางชุด ส่วนตัวยังไงก็ดีกว่า Age of Ultron แน่นอนครับ และผมเชื่อว่าหนังชุดนี้ขาด Tom ไม่ได้แน่นอน ไม่ว่าจะผลัก Jeremy ยังไงก็ตาม Mission Impossible คือหนังภาคต่อไม่กี่ชุดที่ Tom รับเล่นและให้มันเป็นแบบนั้นต่อไปดีกว่าครับ (Top Gun 2 กะ Edge of Tomorrow 2 ก็น่าสนใจครับ)

  3. ส่วนตัวดูแล้วคิดว่าหนังธรรมดามาก ทั่งแอ็คชั่นฉากไล่ล่า การหักเหลี่ยมเฉือดเฉือนแบบในเรื่องนี้มีให้เห็นในเรื่องอื่นเยอะและอาจดีกว่านี้ ตั่งใจไปดูแต่เกือบหลับครับ 6/10

  4. บอกเป็นข้อๆละกันครับ เพื่อให้อ่านง่าย
    1. ฉากโรงโอเปร่า กำกับภาพได้สวย ลุ้นระทึกพร้อมเสียงเพลง คลาสสิกดีครับ โดยเฉพาะตอนที่มีสายลับมากกว่า1โผล่เข้ามาทำให้สถานการณ์พีคมาก และตอนจัดการกันเอง+หนีตำรวจนีก็ดีครับ
    2. ฉากต่อรองท้ายเรื่อง ทำให้รู้ว่าพระเอกเราก็มีสมอง ไม่ได้ใช้แค่โชคช่วยอย่างเดียว
    3. ภารกิจและฉากไล่ล่าที่ดูสมจริงครับ ไม่มีอะไรที่ดูเว่อร์อย่างเช่น ขีปนาวุธกับโชคชะตาคนนับล้่านเป็นเดิมพัน ไม่มีระเบิดล้างเมือง และเทคโนโลยีก็ดูไม่ล้ำหน้าไปเป็น100ปี เหมือนกลับสู่่ความคลาสสิก
    4. ขณะที่ภาคที่แล้วเน้นความตื่นเต้น ลุ้นระทึกของภารกิจ ภาคนี้เน้นเรื่องสายลับ มาตรงประเด็น สายลับสองหน้า สามหน้า ใครมิตร ใครทรยศ ไม่แน่นอน คือความสนุกของหนังสายลับครับ
    5. เห็นด้วยกับคุณเจไดยุทธที่ว่าภาคนี้ไม่มีอะไรสดใหม่ ตื่นตา หรือน่าจดจำ เช่น ฉากทางเดินภาคที่แล้ว แต่ถือว่าภาคนี้สำเร็จในแง่การเล่าเรื่อง และความคลาสสิกแล้วกัน

  5. IMDB อยู่ที่ 8.3/10 หรือป่าวครับ.. ก็เป็นแฟนของสายลับคนนี้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่ชุดทีวีซีรี่ย์(นานมากแล้ว) ก็ยังชอบอยู่ และทำได้สนุกเช่นเคยครับ..

  6. ผมไม่ชอบเสียงภาคไทยของ Lane เลยมันดูไม่เข้าเอาซะเลยครับ แต่โดยรวมแล้ว ชอบหนังเป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ อิสลา เด่นมากๆ

  7. ชอบมากครับ ไม่เวอร์มากมาย แอ๊คชั่นไล่ล่ารถดูสมจริง ฉากโรงละครก็สนุก ปนตลกเบาๆ ผมว่าภาคนี้เล่าเรื่ิองได้ดีมาก ไม่ล้น ไม่ขาด กล่มกล่อมครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.