Reader Reviews

The Hobbit: The Battle of the Five Armies – ในความเห็นของคุณ

HBT3-fs-346534.DNGปิดฉากเสียทีสำหรับไตรภาค The Hobbit ครับ ที่ The Hobbit: The Battle of the Five Armies เข้าฉายในบ้านเรามาก็ 2 สัปดาห์แล้ว คะแนนวิจารณ์ของหนังจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ออกมาน้อยที่สุดใน 3 ภาค คือได้ 6.3/10 และ 60% จาก 189 บทวิจารณ์ เรียกว่าคาบเส้นพอดี ขาดอีก 1 % ก็ร่วงลงไป Rotten เลย (ภาคแรกได้ 6.6/10 กับ 64% ส่วนภาคสองได้คะแนนมากที่สุด 6.8/10 กับ 74%)

คำชมของหนังส่วนใหญ่อยู่ที่ฉากรบที่จัดหนัก จัดเต็ม ตื่นเต้น และยิ่งใหญ่ไม่แพ้ไตรภาค The Lord of the Rings แต่คำติก็อยู่ในส่วนของเนื้อเรื่องของหนังที่บางเบา มีเรื่องราวน้อย และไม่เข้มข้นเท่า The Lord of the Rings ครับ

ไปชมกันมาแล้วมีความเห็นยังไงกันบ้างครับ ใส่ความเห็นได้่ที่ด้านใน

โฆษณา

19 replies »

  1. ความเห็นผมคือแบ่ง 2 ภาคตามเดิมคงจะเป็นหนังที่บทสวยกว่านี้นะครับ ภาค 3 สนุกมากก็จริง แต่ก็ไม่มีอะไรน่าจดจำเท่าไหร่ นอกจาก คิลี + ธอเรียล ตอนจบก็ไปโฟกัสแต่ละคู่ จนส่วนของสงคราม จบชนะได้แบบนิ่งๆ ไปหน่อย แต่โดยรวมก็ชอบครับ

    ถ้า ภาค 1 เริ่มต้น ตัดบางส่วนแรกๆ ออกบ้าง แล้วจบที่ออกจากเมืองเอลฟ์ (ล่องแก่ง) หรือ กำลังจะเข้าเหมือง

    แล้ว ภาค 2 เริ่มที่เหมือง ปราบมังกร จบที่สงคราม น่าจะกำลังดีเลย

    • คือต้องเข้าใจอย่างว่ามันเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาไม่มากสามารถทำจบได้ในภาคเดียว แต่ทางผกก และค่ายหนังนั้นต้องการแบ่ง เป็นภาคๆไปเพราะการทำอย่างนี้สามารถทำกำไรไม่มากก็น้อยให้ทางค่าย ถ้าเทียบกับต้นทุนยังไงก็คุ้มแล้ว แต่ปัญหาก็อย่างที่คุณบอก ภาค3นี่บทอย่างอ่อนเลยไม่มีความรู้สึกอินกับหนัง. พอสมควรแต่ก็ทำได้ดีในตอนท้ายๆสามารถสร้างความประทับใจได้ดี

  2. เมามันส์ไปกับฉากแอ๊คชั่นที่ยาวนาน แต่จบแล้วก็จบเลย ไม่ได้ประทับใจถึงขนาดน่าจดจำ ควรสร้างเป็นทวิภาคแบบเดิมดีกว่า ฉากที่น่าจดจำที่สุดสำหรับผมของไตรภาคนี้คือฉากขี่ถังมหาสนุกของภาคที่แล้ว

  3. ตอนแรกว่าจะไม่เข้าไปดูแล้วเชียว..เพราะไม่ประทับใจอะไรเลยในสองภาคแรก..แต่อยากจะอุดหนุนธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่ซบเซาลงทุกวัน..ตัดสินใจเข้าไปดูที่ IMAX Pinklao ก็นับหัวคนชมได้ (ขนาดวันหยุดนะเนี่ย) พอได้ดูแล้ว..ถึงบางอ้อ แม้ฉากจะยิ่งใหญ่อลังการเหมือนเดิม แต่ดูแล้วผ่านไปเลย จนแทบไม่เหลืออะไรให้จำ หนังเน้นในเรื่องมิตรภาพ(ที่ผมว่าค่อนข้างฝืด) และกำลังจะงีบหลับ หนังก็ดันมาจบเสียนี่..รู้งี้อุดหนุนหนังไทยเรื่องที่กำลังทำเงินถล่มทลายและมีท่าเต้นที่น่ารักน่าชังเรื่องนั้นดีกว่า..ผมให้แค่คะแนนเรื่องนี้แบบคนใจดีที่ 6/10 พอ

  4. เดินเรื่องเร็วกว่าภาค2 ซึ่งความเร็วในการเดินเรื่องในภาค2 ผมว่าเดินเรื่องความเร็วกำลังดีครับ
    ภาค3 ชอบตรงที่โยงเรื่องเข้าภาคต้นของThe Lord of the Rings ด้วย บางฉากเดินเรื่องเร็วเกิน
    โดยรวมสนุกดีครับ ในไตรภาคนี้ ผมชอบภาค2ที่สุดครับ

  5. ผมอยากถามผู้รู้สักนิดครับว่า “ระบบดิจิตอลนี่มันมีกระตุกด้วยเหรอครับ” ผมไปดูฮอบบิทที่อีจีวีอ้อมใหญ่วันแรกที่เข้าฉาย ปรากฎว่าช่วงกลางเรื่องหนังกระตุกครับ กระตุกหลายรอบด้วย เหมือนกำลังเปิดแผ่นซีดีที่เป็นรอยยังไงยังงั้นเลย ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไรครับ แล้วมีใครเคยเจอเหมือนผมบ้าง

    • ระบบดิจิตอล มันก็คือฉายจากแผ่น รันจากคอม ฉายขึ้นจอแหละครับ
      สื่อบันทึกมันแผ่นเหมือนกัน ( แค่ว่าไม่ใช่แผ่นซีดี ) ถ้าแผ่นมีรอย หรือหัวอ่านไม่ดี ก็กระตุกแหละครับ

  6. สนุกดีคับ Smung ตายแต่ต้นภาคนี้เลย อุตส่าติดตามจากภาคก่อนมา คงเป็นแบบนี้นี่เองผู้ชมอยากรู้ต้องรีบเข้ามาชมในโรง

    โดยรวม ฉากสงครามประจัญบารกัน นึกถึง Return of the King จุง ไม่ได้ติว่าไม่ดีนะคับ ผมนับถือว่า งานสร้าง งดงาม ฝีมือระดับ พระกาฬ รักษามตรฐานได้เยี่ยม

  7. ผมเพิ่งดู the lord 3 ภาคเเละ hobbit 1-2 ก่อนดูภาค 3 สรุปให้ดังนี้

    lord

    1 หนังสนุก 8
    2 ยอดเยี่ยม 9
    3 สุดยอดมาก 10

    ทำเป็น 4 ภาคก็ไม่น่าเกลียด เพราะ เนื้อเรื่องมันเยอะ

    hobbit

    1สนุกดี 8
    2 ใช้ได้ 8
    3 พอดูได้ 7

    น่าจะจบภายใต 2 ภาค เนื้อเรื่องมีหน่อยเดียว

  8. ในฐานะแฟนของ Peter Jackson ที่รักความสร้างสรรค์ของศาสตราจารย์ Tolkien มาก ผมมองว่าไตรภาค ‘There and Back Again’ นี่ทำได้ดีในระดับของภาพยนตร์แนว Epic/Fantasy ครับ เพราะภาพยนตร์แนวนี้หลังๆ มามักจะเป๋ไปแทบทุกเรื่อง เพราะมีเงาความยิ่งใหญ่ของไตรภาค ‘War of the Ring’ ครอบคลุมอยู่ ภาพยนตร์แนวนี้ที่ทำหลังจากนั้นก็มักจะโดนเปรียบเทียบกับ LOTR เสมอ แม้กระทั่ง The Hobbit เองที่มีลักษณะเป็น ‘Prequel’ มากกว่าที่จะเป็นภาพยนตร์ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นเป็นของตนเองครับ ผมไม่ยึดติดกับการตีความทุกตัวอักษรในหนังสือ เพราะบอกตามตรงว่า ‘The Hobbit’ กับ ‘LOTR’ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าโดยเนื้อหาหรือจุดประสงค์ของผู้เขียน ผมจึงค่อนข้างให้ความเป็นธรรมกับ Jackson พอสมควรกับกับไตรภาคนี้ เนื่องเพราะปัจจัยหลายประการ

    ทว่าสิ่งที่มองข้ามมิได้เลยคือ การใช้ CGI กับตัวละครเด่นอย่างAzog กับ Bolg ซึ่งหากดูเวอร์ชั่นเก่าที่มีการ Make Up นักแสดง ผมชอบอันเก่ามากกว่าครับ แม้จะดูฉูดฉาดดุร้ายมากไปหน่อย

    ประการถัดมาที่สำคัญคือการตัดฉากไปใส่ใน extended edition ความยาวกว่า 30 กว่านาที ผมซึ่งเป็นคนที่ตั้งหน้าตั้งตาดูบทสรุปของไตรภาคนี้ต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวังครับ เพราะอยากที่จะซึมซับบรรยากาศของการปิดฉากของ Middle Earth ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาอีกไหมอย่างเต็มอิ่มกว่านี้อีกสักหน่อย

    เห็นแย้งได้ครับ อย่างที่ผมบอกไปตามต้นผมเป็นแฟนของ Jackson มากพอๆ กับศาสตราจารย์ Tolkien และให้ความเป็นธรรมกับเขาพอสมควร เพราะถึงแม้งานไตรภาคนี้จะผิดพลาดไปมาก แต่ผมก็ยังถือว่าการกำกับของ Jackson กับภาพยนตร์แนวนี้นั้นยัง ‘Better than most’ อยู่ดีครับ

  9. ในฐานะแฟนเกิร์ลและคนดูหนังคนนึง…ขออธิบายแยกโหมดนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าลำเอียง //w\\

    ขอเริ่มที่ในสายตาแฟนเกิร์ลที่เข้าไปดูด้วยอารมณ์ติ่งๆนะคะ(….)
    – คิดว่าภาคนี้เซอร์วิสมากถึงมากที่สุด เอาใจแม่ยกสาวนักจิ้นมากมาย มีอะไรให้ก๊าวเยอะมากกว่าสองภาคที่แล้ว แต่เสียดายที่สม็อคบทน้อยเกินคาด(เราเป็นแฟนเกิร์ลเบเนดิกต์ค่ะ) เงิบเลยค่ะเห็นสม็อคร่อนลงน้ำตั้งแต่เริ่มเรื่อง orz แต่ก็ยังดีที่ยังมีบทพูดเนโครแมนเซอร์โผล่มาบ้าง แม้ว่าจะน้อยอีกอยู่ดีก็ตาม แต่ก็เข้าใจว่าถ้าบทของสม็อคกับเนโครแมนเซอร์เยอะกว่านี้ตัวละครแต่ตัวอาจไม่มีความโดดเด่นน่าประทับใจยิ่งกว่านี้ก็ได้ เพราะยังไงทั้งสองตัวก็ไม่ใช่ตัวเอกอยู่แล้ว ขืนให้บทเพิ่มอีกก็อาจกลายเป็นว่าบทแต่ละตัวแย่งความเด่นกันจนทำให้คนดูรู้สึกไม่ประทับใจก็ได้ค่ะ

    ส่วนในสายตาของคอหนัง
    – เห็นด้วยกับหลายๆคอมเม้มท์นะคะว่าไตรภาคนี้ยังรักษาคุณภาพเนื้องานและมนต์เสน่ห์ของมิดเดิ้ลเอิร์ธได้เหมือนสมัยLOTR แต่กลับไม่มีอะไรน่าประทับใจมากเท่าLOTRที่ดูเข้มข้นกว่าและจริงจังกว่า ในขณะที่ฮอบบิทดูเป็นนิทานไปเลย (ซึ่งแน่นอนว่าฮอบบิทนั้นเดิมทีก็คล้ายๆจะเป็นนิทานก่อนนอนของเด็กๆมากกว่า ก่อนที่ปู่โทลคีนจะหันมาจริงจังกับLOTRให้เป็นเนื้อหาจริงจังต่อจากฮอบบิทอีกที) ส่วนตัวเราเข้าใจPJนะคะว่าเนื้อเรื่องมันไม่มีอะไรให้เขียนมากจริงๆ เผลอๆถ้าจะเน้นเอาเนื้อหาเนี่ยอาจไม่ต้องหั่นเป็นไตรภาคก็ได้ด้วยซ้ำ แต่ส่วนตัวชอบนะคะ เป็นไตรภาคแล้วต่อมแฟนเกิร์ลทำงานค่ะ 55555555 (และนั่นก็เป็นสาเหตุว่าทำไมPJถึงต้องหั่นฮอบบิทเป็นสามภาค…ก็เพื่อเรียกเงินแฟนเกิร์ลอย่างเรานี่เอง //w\\)

    ถือว่าเป็นการปิดท้ายมหากาพย์มิดเดิ้ลเอิร์ธได้ประทับใจแฟนเกิร์ลดีค่ะ แต่ยังไม่ดีพอในแง่ภาพยนต์ที่ทรงคุณค่าถ้าเทียบกับLOTR แต่ก็นั่นแหละ เนื้อหามันไม่ค่อยมีอะไรอยู่แล้ว และต่อจากนี้คงไม่มีหนังจากโลกมิดเดิ้ลเอิร์ธมาอีกแน่ๆ เพราะทางปู่โทลคีนคนลูกดูจะไม่มีทางขายLCเรื่องอื่นๆของโลกนี้อีก และLCนั้นจะอยู่ต่อไปเกืบร้อยปีแม้ปู่ท่านจะเสียไปแล้วก็ตาม (ซึ่งก็สมควรที่ปู่ท่านจะหวง เพราะพอLOTRเป็นหนังแล้วตัดอะไรต่อมิอะไรไปเยอะมากพอตัว ในฐานะคนเขียนจริงๆอย่างปู่ก็คงไม่ยอมอ่ะค่ะ)

    ให้คะแนน
    ฝั่งแฟนเกิร์ล : 10/10 ฟินเฟร่ออออ
    ฝั่งคอวิจาร์ณ์ : 7/10 คุณภาพเสมอต้นเสมอปลาย ไม่แย่ แต่ไม่ดีไปกว่าเดิมค่ะ

  10. ถ้าหนังไตรภาค แบบเนื้อเรื่องต่อเนื่องกันผมจะมองเป็นก้อนเดียวกันนะครับ ตามความเห็นผมจาก 1-3 ภาค
    ภาค 1 จืดหน่อยแต่เป็นการเล่าเรื่อง
    ภาค 2 สนุกสุดครบเครื่อง
    ภาค 3 จัดเต็มฉากรบ เพื่อส่งต่อสู่ตำนานแหวน โดยมีเส้นเรื่องบางเบา
    มองรวมๆ 3 ภาคต่อเนื่องผมให้ 8/10 ครับ

  11. มีแต่น้ำ เนื้อแทบไม่มี ยืดยาดอรัมภบทจนแทบจะเป็นหนังจีน มีแต่cgสู้กัน ดูแล้วเหมือนเล่นเกมส์

  12. หลังจากผมดูภาคสามจบ…ผมกลับบ้านไปเปิด LOTR ไตรภาคมาดูต่อเลย…!!! ต่อเนื่องกันอย่างสนิกเป็นหนังที่หายากรึว่าไม่มีเลยด้วยซ้ำที่จะมีหนังที่สร้างมา 2 ไตรภาคแต่ต่อกันได้อย่างนี้ครับ…ถ้าเอาเรื่องทั้งหมดมารวมกันผมบอกได้เต็มปากเลยว่าหนังแฟนตาซีเรื่องไหนดีที่สุดในโลกตอนนี้…!!!!

    • หนังสองไตรภาคบนโลกนี้ที่ทำได้สุดยอดและทำแบบsequalก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาทำแบบprequalแล้วเนื้อเรื่องปะติดปะต่อกันได้อย่างแนบเนียนก็คือ
      Star Wars ep4-5-6 ——-ep 1-2-3
      LOTR——-Hobbit จาก2ผู้กำกับทั้งPeteและJosh สุดยอดแห่งวงการภาพยนตร์

  13. อ่านแต่ละคอมเม้น ก็ดูจริงจังกันมากเลย

    ส่วนตัวผม ก็ทำใจไปตั้งแต่รู้ว่าหั่นเป็น 3 ภาคแล้ว ว่าเนื้อหาคงเบาหวิวอยู่ เลยไม่ได้หวังอะไรมาก

    แต่ถึงอย่างนั้น พอได้ดูภาค3 ผมกลับรู้สึกว่า “เอ๊ะ ทำไมสงครามมันแอบทำได้ดีกว่า Return of the King”

    อยากดูอีกรอบ จบครับ

  14. ถ้าเทียบกับซีี่รี่ย์เดียวกัน ผมเห็นว่าดีที่สุดในสามภาคครับ เนื้อเรื่องไม่มีส่วนยืดยาดแบบภาคหนึ่ง และส่วนฉากสงครามตอนท้ายก็ดีกว่าฉากแอคชั่นโลดโผนจากทั้งสองภาค

    แต่ถ้าเทียบกับซีรี่ย์เดอะลอร์ด ก็ต้องยอมรับความจริงว่า หนังซีรี่ย์นี้มีจุดด้อยที่ไม่สามารถทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมได้เทียบเท่า ไม่ว่าจะคณะคนแคระ และตัวละครเสริม เราจดจำได้แม้แต่ต้นไม้พูดได้ใน The Two Tower แต่เรากลับจำไม่ได้แม้แต่ชื่อของตัวร้ายหลักในภาคนี้เมื่อเดินออกจากโรง

    แต่ยังไง ๆ เมื่อเทียบกับหนังแฟนตาซีอื่น ๆ เรื่องนี้ก็ยังถือว่าดีกว่าอยู่หลายช่วงตัวเลยครับ ไม่เชื่อลองไปเทียบกับนาร์เนียภาคสาม หรือ แฮรี่ภาคสุดท้ายดูก็ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.