Advertisements

JEDIYUTH’s Review: Inside Llewyn Davis

inside llewyn davis reviewInside Llewyn Davis คน กีตาร์ แมว เป็นหนังที่ผมอยากเรียกว่าเป็น “มหากาพย์โอดิสซี” หรือ “ยูลิซีสผจญภัย” ฉบับนักดนตรีเพลงโฟล์ค เรื่องราวที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้ O Brother, Where Are Thou? งานเก่าของโจลและอีธาน โคเอน หรือนิยายต้นฉบับของหนังเข้าชิงออสการ์อย่าง Cold Mountain มันเป็นการเดินทางเพื่อ “กลับบ้าน” เหมือนกัน แต่ความหมายว่า “บ้าน” ของหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้มีความหมายเหมือนบ้านของสองหมา หนึ่งแมว ในหนัง The Incredible Journey ของดิสนี่ย์ ที่สามสัตว์เพื่อนยากเดินทางฝ่าป่าเขาลำเนาไพรเพื่อกลับบ้านไปหาเจ้านาย แต่มันอาจเป็นบ้านในทางจิตใจ หรือเป็นการเดินทางกลับไปหา”ตัวตน”ที่ต้องการ หลังจากกระเจิดกระเจิงไปและหลงไปกับวิกฤติของชีวิต

พี่น้องโคเอนใช้โครงเรื่องของโอดิสซีมาเล่าชีวิตของลูวิน เดวิส (ออสการ์ ไอแซ็ค) ซึ่งเป็นตัวละครที่ได้แรงบันดาลใจจากเดฟ แวน รองก์ ศิลปินเพลงโฟล์คในยุค 60 ที่แม้ไม่โด่งดังแพร่หลายมาก แต่ก็ได้รับการยกย่องในแง่ความสามารถจนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติความสำเร็จทางอาชีพจากสมาคมนักแต่งเพลงของอเมริกา ชื่อหนัง Inside Llewn Davis ก็มาจากชื่ออัลบั้ม Inside Dave Van Ronk และหน้าปกอัลบั้มทั้งสองก็คล้ายกัน เพียงแต่ของเดฟ แวน รองก์ จะมีแมวเหมียวยืนแอบอยู่ที่ประตูด้วย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้พี่น้องโคเอนใส่ตัวละครแมวเข้ามาในหนังด้วย และการตั้งชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ว่า “คน กีตาร์ แมว” ก็เข้ากับสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อดีมาก เพราะถ้าคุณแง้มเข้าไป”ภายในลูวิน” จะพบว่าหนังมันพูดถึงคนที่ดิ้นรนค้นหาตัวเอง บนเส้นทางของบทเพลงที่มีกีตาร์เป็นเครื่องดนตรี และมีแมวที่สะท้อนตัวตนของเขาคู่กันไป

ประเด็นของหนังพูดถึงภาวะที่ศิลปิน (โดยเฉพาะศิลปินไส้แห้ง) ทุกคนต้องเจอ เมื่อชีวิตมาถึงจุดวิกฤติหนึ่ง จะกลับหลังถอยไปยังครอบครัวก็ไม่ได้ ครั้งจะเดินหน้าเล่นดนตรีอย่างที่อยากเล่นก็ไม่มีจะกิน จะไปเป็นศิลปินเข้าสังกัดค่ายเพลง เขาก็จะให้เล่นเพลงแบบที่ไม่ใช่ตัวฉัน แล้วจะพอกันทีกับงานดนตรีแล้วไปหากินอย่างอื่นดีไหม ผมได้คุยกับบางคนที่ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับศิลปะทั้งในวงการดนตรีและแขนงอื่น ซึ่งเคยผ่าน หรือกำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบลูวิน พบว่าพวกเขาอินกับหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษจนรู้สึกว่าเหมือนกับเอาชีวิตของพวกเขามาทำ หลายคนอยากจะทำงานศิลปะในแนวทางของตน อยากจะทำอย่างที่ตัวเองชอบ แต่มันอาจจะ”ขายไม่ออก” แล้วพวกเขาก็คิดว่าฉันจะยังสู้บนเส้นทางนี้ต่อไปดีไหม พวกเขาจะยอมละทิ้งตัวเองไปส่วนหนึ่งดีไหมเพื่อทำงานที่ตลาดต้องการบ้าง หรือจะเลิกไปหาอาชีพอื่นทำดีกว่า

ในกรณีของลูวิน เขาเองก็พยายามดิ้นรนให้พ้นจากสภาพศิลปินตกยาก ไม่มีบ้านจะอยู่ ต้องตะลอนขอนอนที่บ้านคนโน้นทีคนนี้ที ไม่มีเงินใช้จ่าย ต้องหากินกับการเล่นดนตรีในผับที่ได้เงินแล้วแต่จิตศรัทธาของแขก เขาพบว่าอยู่ต่อไปในสภาพนี้ไม่ได้แน่ๆ เขาเดินทางจากนิวยอร์กไปชิคาโกเพื่อลองเล่นเพลงอย่างที่เขาเล่นให้ผู้จัดการศิลปินค่ายเพลงที่นั่น ไปกับแมวตัวสีส้มที่หลุดมาจากบ้านของครอบครัวกอร์ไฟน์ที่มีไมตรีต่อเขา ไปกับหนุ่มนักกวีชื่อจอห์นนี่ ไฟฟ์ (กาเร็ต เฮดลันด์) ที่ชื่อก็อาจเป็นการสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ และนักดนตรีแจ๊ซร่างยักษ์ (จอห์น กู๊ดแมน) ที่ดูเหมือนจะทำให้ลูวินต้องอึดอัดไปตลอดการเดินทาง ซึ่งอาจทำให้คุณนึกถึงยักษ์ใน The Odessey หรือหมีใน The Incredible Journey และเรียกชื่อลูวินผิดตลอด แล้วไหนจะต้องเจอกับสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ และอุปสรรคอื่นๆ ที่ทำให้การเดินทางไม่กี่วันกลายเป็นการเดินทางที่ยาวนาน แต่เมื่อไปถึงแล้ว ลูวินก็ต้องฝันสลาย เพราะแม้ว่าเขาจะเล่นได้น่าประทับใจ แต่ก็พบกับความจริงว่าแนวที่เขาอยากเล่นนั้นมันขายไม่ได้ และเมื่อมีทางเลือกให้เขาลองเปลี่ยนตัวเองใหม่ เขาก็พบว่าทำใจเปลี่ยนตัวเองไม่ได้อยู่ดี เมื่อพบว่าตัวเองไม่มีทางรุ่งแล้วก็เลยหาทางออกอื่นด้วยการไปทำอาชีพอื่น แต่ก็พบว่ามันได้กลายเป็นทางตันไปแล้ว ศิลปินหลายคนก็เป็นแบบนั้น สู้บนเส้นทางที่ตัวเองรักจนถึงวัยหนึ่งก็พบว่าแก่เกินกว่าจะไปทำงานอย่างอื่นแล้ว จึงต้องกลับมาที่เก่า ทำสิ่งที่ตัวเองรักและเก่งที่สุด และทำให้มันให้ดีที่สุดเหมือนยามที่ลูวินขึ้นไปบนเวที

แต่ลูวินก็อาจเป็นตัวละครที่ผู้ชมไม่ได้อยากเอาใจช่วยหรือสงสารนักเสียทีเดียว เพราะทั้งปากจัด อีโก้สูง ช่างประชดประชัน ติสต์แตกเป็นบางครั้ง ทำตัวเฮงซวย แถมยังชอบตีท้ายครัวชาวบ้านด้วย สมควรโดนชกปากให้หงายสักที นิสัยเสียหลายอย่างเหล่านี้ก็เป็นอุปสรรคไม่ให้เขาไปได้ไกลเหมือนกัน ผมคิดว่าลูวินเองก็รู้ในข้อเสียและโมโหตัวเองที่ทำตัวแย่เหมือนกัน เหมือนที่เขาบอกหลานชายว่า “อาเป็นคนไม่ดี” แต่มันก็เหมือนนิสัยเสียที่ติดตัวและเลิกยาก ยังดีที่ลูวินยังมีคนที่เห็นถึงความสามารถและความดีที่อยู่ลึกๆ ในตัวเขาอยู่บ้าง เช่นเพือนรักอย่างจิม (จัสติน ทิมเบอร์เลค) และจีน (แครี่ มัลลิแกน) สองศิลปินดูโอ้สามีภรรยาที่พยายามช่วยหางานให้ และครอบครัวกอร์ไฟน์ที่ให้ลูวินเป็นที่พำนักแหล่งสุดท้ายเสมอ

ตัวละครสำคัญในหนังเรื่องนี้อีกตัวก็คือเจ้าแมวตัวสีส้ม ผู้ที่เรามีโอกาสรู้ชื่อจริงของมันก็ตอนที่ลูวินดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าจะเอายังไงกับชีวิต มันเป็นตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์แทนตัวลูวินเอง เหมือนเป็นสัตว์วิญญาณที่เป็นคู่ของชีวิตในหนัง The Golden Compass หรือนิยายชุด His Dark Materials ที่จะสะท้อนตัวตนหรือจิตใจของเจ้าของออกมา จะว่ามันเป็นอีกร่างของลูวินก็ว่าได้ เมื่อลูวินหลงทางหรือบาดเจ็บทางจิตใจ มันก็ดูเหมือนจะหลงและบาดเจ็บเหมือนกัน ทำให้รู้สึกว่าแม้ในบางฉากที่มันหายไป มันก็อยู่กับลูวินโดยตลอด แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็พบ”บ้าน”ของตัวเอง

ผู้กำกับพี่น้องโคเอนใช้ความหนาวเหน็บ สีของหนังที่ดูเหมือนชีวิตอยู่ท่ามกลางพายุหิมะหรือบางครั้งเป็นความมืด และดนตรีที่ชวนเหงากับอ้างว้างมาเป็นตัวเล่าอารมณ์ และสะท้อนสภาพจิตใจของลูวินมากกว่าคำพูดจากปากของเขา และอารณ์หนาวเหน็บนี้ก็ถูกรักษาไว้ตลอดเรื่อง แซมด้วยอารมณ์ขันร้ายๆ ในบางครั้งเพื่อไม่ให้หนังนิ่งเกินไป

การแสดงของไอแซ็คเองก็มีส่วนสำคัญในการช่วยเล่าเรื่อง เพราะหลายครั้งที่คำพูดของลูวินจะไม่ตรงกับความเป็นจริงของตัวเขานัก เหมือนที่เขาบอกพี่สาว (เจนีน เซอแรลเลส) ว่าชีวิตของเขาไปรุ่งดี เขาหยิ่งเกินกว่าที่จะบอกครอบครัวว่าตัวเองกำลังย่ำแย่ เหมือนเราหลายคนที่บางครั้งออกมาต่อสู้ในเมืองใหญ่ ต้องปากกัดเท้าถีบ แต่บอกคนทางบ้านตลอดว่าสบายดี ซึ่งผู้ชมต้องสังเกตผ่านการแสดงของไอแซ็คเอาเองและเขาก็แสดงส่วนลึกของตัวละครนี้ได้อย่างซับซ้อนและชัดเจน เป็นตัวละครที่ดูมีชีวิตมีเลือดเนื้อจริงๆ

ผู้กำกับยังแอบบอกเรื่องราวของชีวิตลูวินผ่านบทเพลงแทบทุกเพลงในหนังด้วย ซึ่งการเลือกเพลงมาประกอบหนังทำได้อย่างเหมาะเจาะและไพเราะ และเสริมสิ่งที่ภาพไม่ได้เล่าได้ให้หนังสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หนังเปิดเรื่องด้วยตัวด้วยลูวินอยู่บนเวทีร้องเพลง “Hang Me, O Hange Me” ซึ่งอยู่ในอัลบั้มปี 1989 ของเดฟ แวน รองก์ เนื้อเพลงพูดถึงชายคนหนึ่งที่เดินทางผ่านมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่าน ต้องลำบากไม่มีข้าวกิน ต้องต่อสู้ดินรนจนรู้สึกว่าไม่ยี่หระกับชีวิตแล้วไม่ต่างจากตัวลูวิน มันเหมือนเป็นการ”แอบบอก”เราว่า ฟังนะ ต่อไปนี้ฉันจะมาเล่าชีวิตของฉัน ซึ่งสวมวิญญาณเป็นเดฟ แวน รองก์ ผู้ที่ผ่านชีวิตลำบากมาตลอด และจากนั้นฉันก็โดนชกปาก อยากรู้ไหมว่าทำไมชีวิตของฉันเป็นแบบนี้ แล้วภาพก็ตัดมาที่แมวกับลูวิน ตามมาด้วยเสียงเพลง “Dink’s Song” ที่มาช่วยเล่าว่าเขาเคยเป็นศิลปินคู่มาก่อน

เพลงต่อมา แบบเต็มเพลง เป็นอีกเพลงที่ผมประทับใจเป็นพิเศษของเรื่อง คือ “500 Hundred Miles” ที่จิม, จิน และทรอย (สตาร์ก แซนด์) พูดถึงชีวิตคนที่ไม่มีเสื้อคลุมกาย ไม่มีเงินใช้จ่าย และเดินทางจากบ้านไปสู้ตายเอาดาบหน้า จะไม่ขอกลับบ้านจนกว่าจะได้ดี มันเข้ากับชีวิตของลูวินเป็นอย่างดี ที่ไม่มีเงิน ไม่มีเสื้อกันหนาว และก็กลับไปบ้านไม่ได้เช่นกัน

หนังใช้เพลงมาแอบเล่าแบบนี้ไปตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งถ้าผู้ชมเอาแต่ฟังเพลงเพราะๆ ก็จะลืมข้อความสำคัญที่หนังอยากเล่าไปเลย เพลงอย่าง “Please Mr. Kenedy” ที่จิมแต่ง ซึ่งพูดถึงนักบินอวกาศที่ไม่อยากออกไปท่องโลกเพราะกลัวตาย จึงร้องขอประธานาธิบดีไม่ให้ส่งเขาไป ก็อาจหมายถึงตัวของจิมเอง หรือเพลง “Green, Green Rocky Road” ก็สะท้อนความหวังในการเดินทางของลูวิน และ “The Death of Queen Jane” ก็อาจเป็นนัยถึงชีวิตนักร้องดูโอ้ที่ลูวินเคยเล่นกับเพื่อนเป็นต้น ทำให้หนังมีความพิเศษแค่ไม่เพียงมีเพลงไพเราะ แต่ยังใช้เพลงเพิ่มความลึกซึ้งให้เรื่องราวอีกด้วย

ผมเคยถูกถามว่าในบรรดาหนังที่มีโอกาสเข้าชิงรางวัลออสการ์ปีนี้ ผมชอบเรื่องไหนที่สุด ผมบอกว่าในบรรดาหนังที่ได้ดูแล้วชอบเรื่องนี้ที่สุด มันไม่ใช่เพราะเป็นหนังที่ดีที่สุดในบรรดาเรื่องที่ดู แม้ว่าจะมีการเล่าเรื่องที่สร้างสรรค์ มีการแสดงที่ดี แต่มันเป็นหนังที่โดนใจที่สุด มันมีหนังบางเรื่องที่พิเศษสำหรับเรา หนังที่บางครั้งมีบางฉากบางตอนพูดแทนความคิดของเรา หรือสะท้อนบางเสี้ยวของชีวิตเราได้อย่างถึงแก่น บางครั้งเราเล่าให้ใครฟังไม่ได้ว่าชีวิตของเราเจออะไร หรือเรารู้สึกอย่างไร เมื่อได้ไปดูหนังที่เรารู้สึกว่าส่วนหนึ่งของมันมีชีวิตของเราอยู่ในนั้น เราเลยรู้สึกดีเป็นพิเศษว่ามันมีคนที่เข้าใจหัวอกของเราอยู่ และนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกอย่างมากสำหรับ Inside Llewyn Davis

9/10

ข้อมูลเบื้องต้น

Inside Llewyn Davis

ชื่อไทย คน กีต้าร์ แมว

ความยาว: 1.45 ชั่วโมง

กำหนดฉาย 9 มกราคม 2557

อำนวยการสร้าง สก็อตต์ รูดิน (The Social Network, No Country for Old Man)

กำกับ/เขียนบท โจเอล และ อีธาน โคเฮน (No Country for Old Men, True Grit)

นำแสดง ออสการ์ ไอแซ็ค (Drive, Sucker Punch, The Bourne Legacy), แครี่ มัลลิแกน (The Great Gatsby, Shame, Drive) จัสติน ทิมเบอร์เลค (Friends with Benefits, In Time), การ์เร็ตต์ เฮดลันด์ (TRON: Legacy)

Advertisements

เกี่ยวกับ JEDIYUTH
Movie subtitler who has an alter ego as movie blogger. Bangkok, Thailand

5 Responses to JEDIYUTH’s Review: Inside Llewyn Davis

  1. purin says:

    ชอบเรื่องนี้เหมือนกันครับ น่าเสียดายไม่ค่อยได้ชิงออสการ์กับเค้าบ้างเลย
    // รีวิวละเอียดมากครับ ขอบคุณครับ

  2. R O C K says:

    จากใจจริง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดูหนัง ตลอดการอ่านน้ำตาเอ่อๆ แต่พอถึงย่อหน้าสุดท้าย นี่หยุดน้ำตาไม่ได้จริงๆ
    // ต้องฝืนกลั้นไว้ เพราะอ่านในที่ทำงาน

  3. minegunner says:

    เพลงในหนังเรื่องเพราะมากค่ะ โดยเฉพาะตอนที่ ลูวิน ร้องเหมือนกับว่าเขาหลุดไปอยู่ในโลกของเขาและเหมือนกับว่าเขารู้สึกถึงเพลงนั้นจริงๆว่าเพลงมันหมายถึงอะไร และชอบสีหน้าเวลาที่ลูวินร้องเพลงค่ะ ดูเหมือนกับว่าเขารักที่จะเป็นแบบนี้ ถึงหมายว่าในหนังเขาจะเป็นคนที่ไม่ค่อยได้เรื่องอะไร แบบทำอะไรก็เจ๊งหมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยจะทิ้งเลย คือ เพลงโพล์คซอง

  4. Pingback: Inside Llewyn Davis : คน กีต้าร์ แมว | ROCK AND K-POP

  5. Pingback: loser | thatblanknote

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: