Reader Reviews

Iron Man 3: ความเห็นจากผู้ชม

Iron Man 3 ได้เข้าฉายในบ้านเราผ่านมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมครับ และตามรายงานล่าสุดก็กลายเป็นหนังที่เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลของบ้านเราด้วยรายได้สูงถึง 47 ล้านบาท สูงกว่า 41 ล้านที่ The Avengers ครองไว้เดิม และรายได้ล่าสุดตอนนี้ก็ทำไปถึง 170 ล้านบาทแล้ว

รายได้ในต่างประเทศก็สูงถล่มทลายอย่างมากเช่นกันครับ รายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกในสหรัฐสูงถึง 175 ล้านเหรียญ เป็นสถิติเปิดตัวสูงสุดที่เป็นรองแค่ The Avengers เท่านั้น รวมกับรายได้ทั่วโลกอีกราว 504.8 ล้านเหรียญ รายได้ทั่วโลกตอนนี้เลย 680 ล้านเหรียญไปแล้ว

ในแง่คำวิจารณ์ จากการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังมีนักวิจารณ์ชอบราว 77 % สูงกว่าภาคที่แล้ว แต่ไม่เท่ากับภาคแรก ความเห็นจากผู้ชมก็ออกไปในทางชื่นชอบเป็นส่วนใหญ่ แม้ส่วนหนึ่งจะไม่พอใจการตีความแมนดารินในหนังเรื่องนี้ และอีกส่วนก็ไม่พอใจทิศทางการกำกับของเชน แบล็ค ที่ให้หนังออกไปในแนวบู๊ตลกมากกว่าจะเน้นความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เพียวๆ

ส่วนตัวแล้ว ผมชอบกว่าสองภาคแรก เพราะรู้สึกว่ามีความลงตัวในการเล่าเรื่องมากกว่า และการวางทิศทางให้ออกมาเป็นหนังบู๊ตลกในคราบของหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ทำได้ตามจุดประสงค์ของมันตั้งแต่เปิดฉาก มีบทสนทนาและแก๊กต่างๆ ที่ฮาเป็นระยะ และมีฉากบู๊ที่ชวนให้เราลุ้นได้จริงๆ จะมีติบ้างก็ตรงที่ในบางฉาก หนังเดินเรื่องเร็วเกินไป และไม่ยอมขยี้ให้ซาบซึ้งทั้งที่ทำได้ แต่เน้นเดินเรื่องเร็วจากจุดเอไปจุดบีมากเกินไป ผมพยายามจะเขียนวิจารณ์หนังออกมาครับ ขอติดไว้ก่อนสำหรับการวิจารณ์เต็มๆ

เพื่อนผู้อ่านชอบแคไหนครับ ให้กันกี่คะแนน มีอะไรที่ไม่ชอบบ้าง เชิญเล่าให้ฟังได้โดยเต็มที่ อนุญาตให้สปอยล์ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ชมไม่ควรอ่านครับ

โฆษณา

หมวดหมู่:Reader Reviews, Superheroes

77 replies »

  1. ขอพูดถึง เบน คิงสลี่ย์ ในบท แมนดาริน ที่ผมคิดว่าหลายๆคนออกแนวผิดหวังไปกับตัวละครตัวนี้ คนที่เป็นแฟน Comics คงคิดเหมือนผมว่าตาแก่เครางามอย่าง แมนดาริน นี่คงจะมาพร้อมพลังแห่งแหวน 10 วง เป็นแน่แท้ ผมหวังนิดๆ นะว่ามันต้องมีฉากเด็ดแน่ๆ กับการเปิดตัวแมนดารินผู้มีพลังเวทย์ที่ร้ายกาจ แต่ทว่าหนังเลือกที่จะให้ แมนดาริน นั้นเป็นตัวละครประกอบเท่านั้นนั่นหมายความว่าแมนดารินตัวจริงนั้นไม้ได้อยู่ในหนังเลยสักฉาก แต่กลับเป็นบทนักแสดงมือสมัครที่เล่นที่เป็นแค่หุ่นเชิดเท่านั้น ใครที่ไม่เคยติดตามฉบับ Comics ก็คงไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ผมเสียดายการแสดงของรุ่นใหญ่อย่าง เบน คิงสลี่ย์ มากๆ ที่โผล่มาไม่กี่ฉากเท่านั้น ต้องบอกว่า MARVEL เลือกทางเดินที่แตกต่างจาก Comics ของตัวเองอย่างสิ้นเชิง แต่อีกในนึงนี่เป็นเซอไพรส์ทีเด็ดจริงๆ

    • เท่าที่ทราบ Guy Pearce ในบท Killian นี่เป็นการตีความแบบใหม่ของตัวละคร Mandarin ของผู้กำกับนะครับ และผมยังชอบตัวตนที่ Sir Ben Kingsley เป็นอยู่ใน Iron Man 3 แม้ว่าจะออกมาแนวนี้ก็ตาม (อันที่จริงถ้าบทไม่ใช่แบบนี้เค้าอาจไม่เลือกมาแสดงตั้งแต่ต้นก็ได้) แต่ยอมรับว่าทุกวินาทีที่ Sir Ben Kingsley สวมบทบาทเป็น Mandarin ผมให้คะแนน Performance เทียบเท่า Heath Ledger เลย และอาจเป็นตัวร้ายที่ดีที่สุดของค่าย Marvel (False Advertising ผมยกโทษให้ครับ ขำๆด้วยซ้ำไปอารมณ์เหมือนโดนเพื่อนแกล้ง)

  2. ผมให้ 8.0 คะแนน เรียงลำดับความชอบหนัง Marvel Studio The Avengers 8.5 Iron Man 8.0 Iron Man 3 8.0 ที่เหลือให้7 ชอบภาคแรกมากกว่าเพราะไม่ได้ดูTrailerหรืออะไรเลยดูแผ่น จะหัก 1 เพราะการตลาดหลอกของ Iron Man 3 นี่สิ ผมไม่ติดเรื่องแมนดารินเท่าไหร่ เพราะเรื่องราวฟังดูสมเหตุผลตามหนังและจักรวาลMCU ใน ดูเพลิน สนุกตามแบบฉบับ มาร์เวลสตูดิโอ มีขาดๆเกินๆบ้างบางช่วง บทเริ่มดีขึ้นมาบ้างล่ะ

    Easter Egg มาเนียนกว่า Phase 1

  3. ชอบครับ แต่ฉากที่เกือบจะเป็นเรื่องซีเรียสกลับตีใส่หน้าด้วยมุขที่ทำร้ายคนดู บางครั้งมันเวิร์คครับ แต่ก็ขัดตาอยู่หลายฉากทีเดียว ฉากบู๊ทำได้สนุกมันส์สะใจ เนื่อเรื่องที่บอกว่าจริงจังมากชึ้น ซึ่งก็จริงและนับว่ามีประเด็นในเรื่องของแมนดารินที่น่านำมาขบคิดและดูมีความน่าเชื่อจนน่ากลัว เพราะมันสามารถนำมาทำจริงได้ ตัวร้ายที่แท้จริง มองผิวเผินคล้ายกับ อัลเบิร์ต เวสเกอร์ ภาคที่ปรากฎในเกม resident evil 5 เลยครับ และออกแนวโรคจิตได้อีก แต่ก็มีเสน่ห์ดึงดูดได้ดีทีเดียว ทางด้ายโทนี่ก็นับว่าทำได้เข้ามาตรฐานเดิมๆ อารมณ์จะมาแนวจอห์นนี่ เดปป์ ที่มีแนวทางเป็นของตัวเอง และการเล่นประเด็นความกลัวขึ้นสมองแบบนั้นทำให้เราเข้าใจความเป็นฮีโร่ในด้านที่มืดมนและมองทะลุได้ว่าเบื้องหลังชุดเกราะนั้น ก็ยังคงเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ตายได้และการแบกเกราะเ็กสีแดงเอาไง้บนบ่าก็คือการแบกโลกเอาไว้ทั้งโลกก็ไม่ปาน ในฉากที่มีนักข่าวมารุมถามว่าจะช่วยไหม ช่วยยังไง ฉากนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า กับสภาพของคนที่มีอาการหวาดระแวงหลังเหตุการณ?ช็อคมาครั้งนึงนั้น ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการเอาชนะมัน และถ้าไม่ใช่ฮีโร่ตัวจริงแล้วละก็ เรื่องอะไรฉันจะต้องช่วย ทำไมทุกอย่างต้องมานกอยู่ที่ฉันกันละ ความหมายของซุปเปอร์ฮีโร่ในหนังเรื่องนี้จึงกลายเป็น ซุปเปอร์ฮีโร่ตัวจริงก็คือคนที่ไม่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจแทน ตัวนางเอกนั้นมาในรูปของผู้ผลักดันโทนี่ ในตอนที่ต้องเลือกช่วยคนสองคนระหว่าง นางเอกและปธน นั้น ชวนให้นึกถึงการช่วยเหลือคนสองคนของแบทแมนใน the dark knight.ซึ่งแวบนึงก็นึกกลัวว่าจะมาแบบนั้น แต่ดีแล้วละที่หนังเลือกวิธีดั้งเดิมคือช่วยได้สองคน ตลอดเรื่องผมเห็นนางเอกเทียวไปเทียวมาแต่กลับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่อง ขณะที่แฟนเก่าโทนี่ นอกจากเป็นต้นกำเนิดเรื่องทั้งหมดแล้ว นอกนั้นเรียกได้ว่าเสียเปล่าเกินไปหน่อย แถมถูกฆ่าตายง่ายๆเพียงเพื่อให้ตัวร้ายได้แสดงศักยภาพความจิตผิดมนุษย์ด้วยการยิงโดยไม่ใยดีเท่านั้น ซึ่งนับว่าน่าสงสัยตัวละครตัวนี้จริงๆ โดยรวมแล้ว ถือว่าหนังสนุกในแบบของมัน ถึงแม้จะจริงจังขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งลายความเป็นหนังที่ให้ความบันเทิงป็นหลัก ซึ่งก็ไม่แปลกใจหากหนังจะประสบความสำเร็จอย่างสวยงามอย่างที่กำลังฉายแววอยู่ในตอนนี้
    8/10

  4. ผมว่า การแสดงทึ่ยอดเยี่ยมในIronman 3นี่ เซอร์ เบน คิงส์ลี่ย์ คือผู้ที่ได้คะแนนเต็ม การแสดงซ้อนการแสดง ในบทบาทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเป็นอะไรที่สุดยอดมาก จากจริงจังน่ากลัวสุดๆ กลายเป็นรั่วฮาสุดๆ และตัวละครที่แสดงก็เป็นวัยที่ค่อนข้างจะอ่อนกว่าตัวเซอร์เบน ทึ่งจริงๆ ไม่คิดว่าจะรั่วได้ปานนี้ //

    • ใช่เลยค่ะ! สุดยอดมากๆที่สามารถแสดงได้น่าเกรงขาม แต่พอต้องมากลายเป็นคนรั่วๆก็สลัดคราบความน่าเกรงขามออกได้หมดเลยอะ เหมือนไม่ใช่คนเดียวกันเลย น่าทึ่งมาก!

  5. ความจริงผมอยากเห็นแมนดาริน ฉลาดหลักแหลม อาจไม่ต้องถึงกับมีเวทมนต์ก็ได้ อาจจะแค่เป็นนักมายากล ที่เก่งมากๆ จนทำให้คนหลงเชื่อไปต่างๆ นาๆ ว่าเป็นนักเวทย์แบบนี้ก็ได้ แต่อาสัยความฉลาดสุดๆ เตรียมแผนการที่คาดไม่ถึง จะออกแนวๆสไตล์โจ๊กเกอร์ก็ได้ ซึ่งความเห็นส่วนตัวผมจะชอบมากๆ ถ้าเป็นแบบนั้น หรือ อีกอันที่พอรับได้คือแหวนทั้งสิบวง ก็เป็นสิ่งที่เทพโอดินทำหล่นทิ้งไว้ในอดีตกาล แล้วแมนดารินเป็นผู้ค้นพบอะไรแบบนี้ก้ได้ ไม่ณุ้เหมือนกันลองแถๆ ดู เพราะสำหรับผม ถ้าแมนดารินเปรียบเสมือนโจ๊กเกอร์ของแบทแมนแล้ว มันทำร้ายจิตใจกันเกินไปที่ทำออกมาเป็นแบบนี้ รู้สึกผิดหวังแต่ก็เข้าใจได้ สรุปผมอยากเห็นแมนดารินเป็นนักมายากลขั้นเทพที่ฉลาดสุดๆ แบบโจ๊กเกอร์ จนทำให้ใครต่างๆ นาๆ เห็นว่าเขาเป็นนักเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่

  6. ตัวอย่างมาค่อนข้าง ซีเรียส แต่หนังจริงกลับ เป็นหนังฮาๆ เหมือนเดิม ทำให้ผมต่างกับที่คาดหวังไปบ้าง
    แต่สิ่งที่รู้สึกขาดหายไปในภาคนี้ผมว่าคือ ความเท่ หายไปเยอะเลย

    ส่วนตัวคิดว่าพลังดาราเรื่องนี้น่าจะช่วยให้หนังสนุกมากที่สุดแล้ว โดยเฉพาะ กาย เพียซ ที่ช่วยให้บทศัตรูดูมีความทัดเทียมมากกว่าภาคก่อนๆ

    • ความเท่หายไปเยอะมากจริงๆ ครับ บางฉากทีมันต้องเท่แล้วนะ พี่แกยังเอาฮาอยู่เลย
      ฉากที่โทนีโดนจับตัวไว้ เกราะน่าจะเปิดตัวยิงใหญ่กว่านี้ซักนิดนึง ไม่เข้าใจทำไม มาทีละชิ้น
      เหมือนจัดตั้งโจทย์ฉากนี้ให้มันเอาฮา ไว้ก่อน ผมดูละนึกถึง mi4 เหมือนรู้ว่าจะต้องปีนตึก เลยพกถุงมือมาด้วย แล้วถุงมือต้องเน่าด้วย ไม่งั้นไม่ลุ้น แบบเน่าด้วยตัวเอง ไม่มีเหตุผลอ้างอิงอะไรทั้งสิ้น

  7. ส่วนตัวผมชอบภาคนี้มากกว่าภาค 2 และใกล้เคียงกับภาคแรก มุขฮาเยี่ยม แอ๊คชั่นเยี่ยม

    แมนดาริน ผมเห็นด้วยที่ว่าเบนแสดงได้ดีมาก แว๊บแรกผมคิดว่ามันเป็นแค่มุขหลอกให้โทนี่สับสนซะอีก
    แต่ เบน ก็แสดงได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ผมไม่ได้ผิดหวังกับตัวละครนี้เลย อาจจะเพราะว่าผมไม่ได้ติดตาม Comic

    รีเบคก้า ฮอล บทน้อยไปหน่อย เสียดายมาก

    ดอนดูไม่เข้ากับบทโรดี้จริงๆ ขัดใจตั้งแต่ภาค 2 แล้ว ถ้าเป็นเทอร์เรนซ์คงเขาขากับดาวน์นี่และฮากว่านี้อีก

    ตอนที่โทนี่โดนบุกบ้าน แพ้ง่ายไปหน่อย

    บทสรุปตอนท้ายเรื่องทำให้ผมตะหงิดใจว่าใน The Avengers 2 เฮียแกจะไม่ใช่ตัวเด่นแล้วใช่ไม๊
    มาเวลจะปูทางให้ตัวใหม่ๆ ขึ้นมาเด่นแทนแล้วรึเปล่า ?

    สรุปผมให้ 7.5

    ปล. หลังจบ The Avengers 2 ก็สร้างภาค 4 เถอะ!!

  8. ผมว่าหนังได้ทิ้ง “แมนดาริน” ไว้เยอะนะ
    ผมว่าคนที่ไปดูคงเข้าใจ
    ที่สำคัญ ผมว่า “แมนดาริน” ยังเนียนกว่า พี่เบน อีกคือความรู้สึกอินกว่า
    .
    .
    พอดูแล้วแบบว่าผู้กำกับต้งการบอกอะไรเราหรือเปล่า
    อาจจะเป็นความจริงมาเล่าในหนังก็ได้

    • ลืมชม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ทำได้ดีมากครับ แล้วกายเพียร์ด้วยเป็นตัวร้ายที่ดีที่สุดใน ironmanแล้วครับ

  9. หนังดูลนลาน รีบเร่งแต่ขาดบทภาพยนตร์ที่ดี ทำให้หนังดูกลวงๆ เหมือนจะมีอะไรแต่ก็ไม่มีประมาณนั้น หลายอย่างที่ใส่มาในหนังภาคนี้มันทำลายความขลังของตัวละครตัวนี้ไปเลย สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเห็นจะเป็นการแสดงของ เบน คิงลีย์ เท่านั้น สุดท้ายภาวะอาการเครียดของโทนี่ สตาร์ค มันส่งผลมาถึงดนดูจริงๆ เพราะค่าตั๋วมันแพง.

  10. ผมไม่ได้อ่านคอมมิค…เลยไม่ค่อยผิดหวังกับมุขหลอกได้เนียนของตัวละครที่ชื่อ แมนดาริน
    ผมว่า ผู้กำกับ ใส่แมนดารินตัวปลอมนี้ มาหลอกคนดูมากกว่า ซึ่ง แมนดารินตัวจริง
    อาจจะยังไม่โผล่ออกมาแม้แต่ขี้เล็บ…ไอรอนแมนภาคนี้ อ่อนแอกว่าปกติ แต่ก็ดีตรงที่ให้ความรู้สึกว่า
    ตัวร้ายไม่ได้กากแบบที่ผ่านๆมา ทำให้มีความกลมกลล่อมมากขึ้น
    และที่เซอร์ไพรส์สุดๆ คือบทบู๊ของ เพพเพอร์ ที่อืมมม เจ๋งงว่ะ
    โรดี้…กับไอรอน แพทริออต ถ้าไม่มีจะเป็นไรมั๊ย..เพราะเหมือนเป็นเงาสลัวๆ ของช่วงกลางวัน
    กาย เพียร์ส เล่นบทร้ายได้ดีครับ…หล่อดีด้วยย…
    อยากให้มีภาค 4 แต่ก็หวั่น ถ้ามีภาค4 แล้ว โรเบิร์ต จะได้กลับมาเล่นมั๊ย
    และถ้าได้คนใหม่ จะได้มาตรฐานเดียวกัน หรือดีกว่า โรเบิร์ตหรือเปล่า..

  11. เสียดายปู่ เบ็น คิงส์ ไม่น่ามารับบทแมนดารินเลย / ส่วนลุง กาย เพีบซ ผมว่าทำสัญกรรมมาแหง๋ม หน้าเด้ง
    มากความคิดส่วนตัว หนังไม่น่าย้อนอดีตดึงตัวร้ายมาเล่นเลย เพราะอาจทำให้คนดู(ส่วนหนึ่ง)สับสน ดูไม่รู้เรื่อง และสิ่งที่ทำให้หนังสะดุดอารมณ์มากมายก็คือ การออกหมัดของพระเอกที่ติดๆขัดๆ จนน่ารำคาญมากกว่าจะต้องลุ้นเอาใจช่วย !

  12. ประเด็นของ แมนดาริน ทำให้นึกถึง แบทแมนบีกินเลย ที่ราช อัลกูลมีตัวหลอกอีกตัว ผมว่าภาค4(ถ้ามีจริง)น่าจะมีแมนดารินโผล่มาจริงๆนะครับ สิ่งที่ทำให้ผมวูบแทบรับไม่ได้ก็ฉากเผยแมนดารินต๊อง กับ กาย เพียช พ่นไฟได้!

    • ไม่รู้ผมคิดเยอะไปรึเปล่านะว่าการที่กาย เพียซ พ่นไฟได้ มันเหมือนกับฟิงแฟงฟูม มังกรอวกาศที่มอบแหวนให้แมนดารินในคอมมิค หรืออีกนัยก็เหมือนผู้สร้างแมนดารินขึ้นมา… แถมตอนที่กาย เพียซ สู้ตอนสุดท้ายก็มีรอยสักมังกรบนตัวอีก เหมือนคนเขียนบทจงใจนำแก่นจากคอมมิคมาดัดแปลงเป็นหนัง เลยออกมาเป็นกาย เพียซ สร้างเบน คิงส์ลี่… แต่มันหักมุมตรงบทของเบน คิงส์ลี่ นี่แหละครับ 555

  13. ผมให้ 9/10 คะแนน ชอบภาค 3 ที่สุด แต่ภาค 1 & 2 ก็ชอบนะ ..แต่ชอบ 3 มากกว่า แต่ถ้าเทียบภาค 3 นี้กับหนัง AVENGERS ผมกลับชอบอะเวนเจอร์มากกว่าครับ เพราะมันกลมกล่อมกว่า บิ้วอารมณ์กว่า (ความรู้สึกผมนะ)

    ส่วนเรื่องแมนดาริน ยอมรับว่าเหวอครับที่ออกมาแบบนั้นแต่มันก็ได้ความรู้สึกสนุกอีกแบบนึง ก็โอเคครับ ผมยอมรับได้ (แต่ถ้ามีภาค 4 ก็ขอให้มีแมนดารินตัวจริงออกมาใช้เวทย์เรียกมังกรฟิกแฟงฟอมด้วยนะ) ตอนท้าย คิลเลี่ยน ก็มาเฉลยอยู่แล้วว่าตัวเค้าคือแมนดาริน ตรงนี้ผมว่ามันก็ชดเชยกันไปแหละ

  14. ผมว่ามันออกจะกลวงๆ แรนด้อมๆ ยังไงไม่รู้นะ หลายประเด็นก็แตะแค่นิดๆหน่อยๆ เดินเรื่องเร็วมากๆ ตรรกะหนังมันก็ไม่ค่อยโอเคอ่ะ

    แล้วในฉากบู๊ ที่กำลังจะมันส์ ก็ดันใส่ตลกแบบพยายามมากเกินไป ผมว่าในภาคแรก มันตลกในตัวของมันเองนะคือ ตัวบุคลิกของ tony stark ที่เค้าไม่ได้พยายามฮา แต่มันฮา แต่ภาคนี้กลายเป็นบทพยายามอยากให้ฮามากกว่า

    ที่จริงก็ผิดหวังอยู่นิดหน่อย เพราะผมคาดหวังไว้เยอะ แต่ถ้าเปรียบเทียบตามหนังทั่วไปตอนนี้ ฉากแอคชั่นก็ยังสนุกดีนะครับ

    ผมให้ 7/10

  15. ตอนโทนี่ โดนถล่มบ้านผมคิดในใจมาแล้วอารมณ์มันส์ๆแบบภาคแรก แต่พอหนังเดินเรื่องไปเหมือนจะหลงทาง ลืมสิ่งที่ส่งมาแต่ไม่สานต่อบทหนังมันเลยดูกลวงๆ บทต่อบทมันส่งไม่ถึงกัน

    ปล.ผมชอบอารมณ์โทนภาคแรกมากกว่าที่พระเอกสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำ แล้วภาคนี้ก็เอามาเล่นด้วยตอนที่โทนี่โดนกิ๊กหลอก แต่หนังดันปรับโทนมาบู๊ตลกซะชุดใหญ่ เหมือนลืมสิ่งที่ใส่มาแล้วไม่เล่นต่อ ตอนจบมันเลยจบๆ ไม่รู้สึกอะไรว่า ถ้าภาคต่อไปไม่มีไอรอนแมน ก็ไม่เห็นจะเป็นไร

  16. หลายคนอาจจะลืมไปว่า โทนี่เราอยู่ในช่วงไม่เต็ม ป่วยอยู่ อะไรๆมันเลยดูไม่สุดซักอย่าง แต่ผมกลับชอบแฮะ ทำให้ดูเป็น Super hero ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าภาคก่อนๆ ดูมีความเป็นมนุษย์อยู่มาก ซึ่งจริงๆ Iron man จุดที่ผมชอบคือเพราะเค้ารู้ตัวอยู่ตลอดว่าเค้าเป็นมนุษย์นี่แหละ มันเลยสนุก ผมชอบตรงที่บทระหว่างตัวละครมันซับซ้อนมากๆ และเชน แบล็คก็ต่อปมได้ทั้งหมด เอาจริงๆแค่ 2.10 ชม.ผมว่าหนังมันสั้นเกินไปหน่อยครับ

    ส่วนแมนดาริน… เซอไพรซ์มาก ตอนนั่งดูแทบจะเงิบเลยก็ว่าได้ ภาพต่างๆที่ดูทริลเลอร์มา…. OMG!! OTL…

    เอาไป 9.5/10 ครับ มากกว่า Avengers ที่ผมให้ 8.5/10 🙂

  17. พล็อตแมนดารินถือเป็นการหักมุมที่ดี แต่โดยรวมผิดหวัง มากๆครับ แต่
    แต่หนังมีลำดับภาพที่ไม่ดี ซ้ำซากไม่จำเป็น บทหนังไม่แข็ง ไม่เมคเซนส์ในหลายๆจุด
    4/10 ครับ

  18. ชอบตัวละครแมนดารินมากครับมีสีสันดีหลอกคนดูแฟนๆ การ์ตูนและแฟนหนังแทบจะตกเก้าอี้ เรื่องบทไม่แข็งแรงเท่าที่ควร อาจจะเพราะหนังพยายามดราม่าดึงความเป็นมนุษย์ของโทนี่ สตาร์คให้ออกมามากที่สุดแต่บทกลับไม่สุดเหมือนความรู้สึกผมกับใครหลายๆคน

    ส่วนฉากบู๊ต่อสู้ผมชอบนะครับ ถ้าคิดในมุมเทคโนโลยียุคปัจจุบันหรือนักประดิษฐ์แล้วแทบไม่จำเป็นต้องให้ตัวเองต่อสู้เองเลย เพราะเทคโนโลยีของโทนี่ สตาร์คเองก็ล้ำมากบวกกับคอมพิวเตอร์ก็ฉลาดสุดๆ มาสู้แทนและใช้ความเป็นมนุษย์ของโทนี่แก้อุปสรรคไม่ใช่ชุดเกราะว่า ironman มาจากภายในโทนี่ สตาร์ค ไม่ใช่ตอนเขาใส่ชุดเกราะ แม้จะขัดใจนิดๆ ใน the avenger ชุดเกราะเขาอัดเอเลี่ยนสู้ปกป้องโลกมาได้ เกราะใหม่ของเขาแบบแค่ถอดประกอบ เหาะไปมาเรียกหาได้ และ ดูแลภรรยาได้ชั่วคราวเท่านั้น ฮ่าๆ

    มุขตลกในหนังที่ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุหรืออาจจะเป็นมุขฝรั่งที่ผมไม่ค่อยอินไม่ออกแบบโดนในจังหวะที่พอดีเห็นเต็มๆเหมือนฝากก่อนๆ ทำเอาผมแอบงีบในโรงหลังได้ไม่ได้ดูหนังแล้วงีบหลังจากไม่ได้งีบหลับในโรงมานาน

    โดยรวมผมให้ 7.00 ครับ play save ครับภาคนี้ชอบตรงตีความใหม่แตกต่างจากภาคก่อนๆบทหนังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร กับมุขตลกที่ติดมาจาก the avenger มายัดใส่จนมากจนเกินไป น่าจะเกาบทดราม่าให้เข้มข้นและดึงอามรณ์ร่วมจะดีกว่า

  19. ผมไม่ผิดหวังครับ เพราะตัวสุดท้าย กาย เพียซ คือเเมนดาริน หนังเค้าบอกอยู่ออกเเบบมาเท่อยู่ หนังเค้ากลัวเว่อร์มั้งเลยทำออกเเนววิทยาศาสตร์เทคโน extremis ถ้าให้ทำเเบบ comic จ้าก็เเหม่งๆ ten ring เเหวนจากต่างดาว ถาวว่าทำได้มั้ยได้ เพราะ Avengers ก็ต่างดาวบุกมาเเล้ว ออกเเนวศัยศาสตร์นิดหน่อย เหล่าเทพเทวาทั้งหลาย โลกิ ทอร์ เเต่ IRONMAN เป็นหนังที่นิยาม ไซไฟน์ ส่วนตัวด้วยเวลาหนังจำกัดสั้นไป ถ้ายืดได้จะเจ๋งมาก ในเวลาสั้นๆจำกัดนี้ถือว่าดำเนินเรื่องดี ยังไม่เละ ส่วนตัวเเล้วชอบมีอะไรที่เเปลกใหม่เยอะ ดูเเล้วมีคำถามสงสัยเยอะ เครดิตตอนท้าย ฮัค หน้าตาเเก่เปลี่ยนไปเยอะเลยเกือบจำไม่ได้ ให้ 8.0 ครับ

  20. ผมว่าภาคนี้นัยยะที่สำคัญคือ มีมุมตลกมากกว่าจากภาคก่อนๆ
    เช่น…… โทนี่มีแกรี่ แกรี่มีโทนี่….เพราะผมนะมันถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว…555 ฯลฯ
    ทางผู้สร้างคงจะเห็นจากความสำเร็จจาก The Avengers
    เนื้อเรื่องภาคนี้ดูแล้วสนุกดีครับ…ผมว่าถ้าคนที่ดูภาคแรกมาแล้วมาดูภาคนี้เลย
    ก็จะรู้เรื่องราวดีนะครับ…ไม่ใช่หนังภาคต่อเรื่องอื่นๆ ที่ต้องดูต่อเนื่องกว่าจะดูรู้เรื่องนะครับ
    ใจจริงอยา่กดูอีกรอบครับ..ผมว่าคนทำหนังถ้าให้ทำให้ผู้ชมอยากดูหนังอีกรอบหรือสองรอบเนี่ย
    ถือว่าหนังเรื่องหนังประสบความสำเร็จแล้วละครับ…สำหรับภาคนี้คิดว่า..รายได้น่าจะเยอะอยู่นะครับ
    โดยรวมผมให้ 8.5 ครับ…ส่วนตัวผมชอบภาคนี้นะ…มากกว่าภาคแรก
    เช่น ได้เห็นโทนี่ สตาร์คที่เปลี่ยนอารมณ์ไป…ลุงเบนแกนี่….ฝุดฝุดครับ…นักแสดงจริงๆ เป็นต้น
    เออ…คุณหมอที่โทนี่ สตาร์ค คุยด้วยตอนสุดท้าย…ผมว่าผมหน้าคุ้นๆ นะ
    เกี่ยวกับตัวละครในเครือของมาร์เวลเรื่องอื่นๆ หรือแกเล่นเรื่องอื่นๆ นอกจากนี้อ่ะครับ ^^

  21. มีวิเคราะห์ เรื่อง easter egg ตามที่ความเห็นบนๆ บอกไว้ว่าใส่ในหนังได้เนียนขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นการบอกใบ้อะไรหรือเปล่าเกี่ยวกับหนังเรื่องต่อไป ซึ่งคงต้องตามดูกันครับ ดูรายละเอียดได้ใน นี้ครับ http://www.modxtoy.com/v1/?showtopic=318642

  22. ส่วนตัวผมประทับใจน่ะครับ รอบแรกสำหรับผมตื่นตาตื่นใจมากๆครับ ชอบครับ พอซ้ำรอบสองก็เห็นช่องโหว่ของหนังพอสมควรเหมือนกันแต่ในระดับที่รับได้ครับ ด้วยความที่มันเป็นหนังการตีความใหม่ก็สมควรทำถูกแล้วครับ จะถอดมาจาก คอมมิคแบบฉบับการอ่านเลยผมว่ามันก้ไม่สนุกครับ (ขออนุญาติเปรียบเทียบกับแฮรี่พอตเตอร์ครับ ผมอ่านทุกเล่ม แต่พอมาดูหนัง ชอบที่เราได้เห็นตัวละครจากหนังสือมาเป็นคนแสดงจริงๆ แต่ไม่สนุก ทำได้ไม่ดีพอหรือละเอียดพอเท่าในหนังสือ ยิ่งภาคสุดท้ายไม่ต้องพูดถึง ตัดรายละเอียดหลายๆอย่างออกไปเยอะมาก) ดังนั้น i ron man3 ทำออกมาได้ดีแล้วครับ เพราะความที่มันไม่เหมือน คอมมิคนี่แหละ จึงทำให้ดูสนุก สามารถหักมุมหรือปรับเปลี่ยนบางอย่างของตัวละครและบทได้ (ถึงแม้แมนดารินจะเงิบก็เถอะครับ ก็ทำผมสตั้นไปหลายวิเหมือนกัน) แต่ก็ยอมรับในการตีความภาคจบของภาคนี้ได้ครับที่เน้นไปที่ตัวของ โทนี่สตาร์ค ผู้ซึ่งเป็น ฮีโร่ ที่ประกาศตัวเองว่าเป็นไออ่อนแมน และไม่ได้มีพลังแปลงร่าง เหาะเหินเดินอากาศหรือทะลุมิติ หรือโดนสัตว์กัด แล้วได้รับพลัง แต่อย่างใด มีเพียงสมองในการสร้างชุดล้วนๆครับ และสมองในการใช้ไหวพริบเอาตัวรอดในยามที่เกราะไม่พร้อม หนังอาจจะไม่สดเท่าภาคแรก แต่เนื้อเรื่องก็ดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็นครับ (เพราะถ้าตีความใหม่เช่นตอนบ้านถล่ม เรียกชุดเกราะทั้ง40ชุดมาจัดการเลยก็สามารถทำได้ แต่มันยังไม่ใช่จุดพีค ยังไม่ถึงจนเปลี่ยนของตัวละครนั้นเอง) ก็ทำให้เราดูและลุ้นไปกับหนังได้เรื่อยๆโดยที่ไม่รู้ว่าเนื้อหาจะเป็นอย่างไรเพราะมันไม่ได้ถอดแบบมาจากหนังสือ หรือนำมารีบูสใหม่(เหมือนสไปเดอร์แมนที่นำมาทำใหม่ ไร้ความสด การตีความไม่ได้ถือว่าใหม่ แค่เพิ่มปมพ่อแม่ของ ปีเตอร์ปากเกอร์ นอกนั้นก็พอเดาได้ว่า ตัวร้ายกลายร่างเป็นอะไรยังไง) ช่องโหว่ก็ยังพอมีให้เห็นครับ ทั้งเรื่องบทในบางฉากที่ขาดๆเกินๆ ตัวละครที่ออกมามีที่มาที่ไปน้อยเกินไป และการใช้ชุดเกราะที่เรียกมาทั้งหมด พังง่ายเกินไปครับ นะจะเจาะจงไปที่ชุดสำคัญๆ สัก4-5ชุด แต่โดยรวมผมชอบภาคนี้สุดน่ะครับรองลงมาคือภาค1และน้อยสุดคือ2 โดยรวมจริงๆอยากให้มี4ภาค แล้วจบสมบูรณ์ที่ภาค4มากกว่า เพราะผมคิดว่าตัวละครตัวนี้มันยังมีอะไรให้ไปอีกเยอะ ยิ่งคนที่อ่านคอมมิคจะรู้ครับว่าโทนี่ สตาร์ค นี่แสบๆสุดๆแล้วครับ แต่ก็คงต้องหลีกทางให้ฮีโร่ตัวอื่นๆในสังกัดใด้เปิดตัวกันมั่งแหละครับ

  23. เป็นหนังที่ มีของเล่นเยอะมาก แต่ใช้ไม่เป็นเลย เกราะกระเป๋า ใช้ในช่วงเวลาคับขัน
    เลเซอร์จากภาค2 ไม่ใช้ละ หายไปเลย หุ่นตัวใหม่สวยมาก แต่เอามายำตลกเชิญยิ้มเลย
    บางทีจาวิสก็ฉลาดไป พูดเล่นขำๆ เยอะเกิน บางทีก็โง่ นางเอกคนเดียวจำไม่ได้
    ฉากบนเครื่องบินไม่มีลุ้นอะไรเลยครับ เห็นในตัวอย่างหมด
    ฉากระเบิดบ้านก็ เห็นหมดแล้ว แถมประกาศให้มาระเบิกแบบโง่ๆ ทั้งๆที่ รักเพปเพอร์ ขนาดนั้น
    แล้วก็ นะ เกราะเป็น สิบๆ ซุกอยู่ใต้บ้านแทบทั้งเรื่องแทนที่จะเอามาใช้ บ้าง ซุกไว้ทำไม
    ผมว่ามันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ทำไงได้ คนดู ชอบ เออฉากระเบิกเกราะทิ้ง เป็นดอกไม้ไฟ ปัญญาอ่อนมาก
    เสียดายของ รวยก็ จริง แต่ ใช้เงินแบบนี้ สมควรจิตตก ตายไปเลยครับ เขียนบทได้แบบน่าหงุดหงิดมาก

    • เหตุผลที่โจมตีเพปเพอร์จำได้ว่าถูกสั่งให้ล๊อกเป้าที่มีความร้อนสูงระดับที่เชื่อได้ว่าเป็นพวกฉีดสาร Extremis นะครับ – -”

      เรื่องเลเซอร์ ถ้าจับประเด็นนี้ผมว่าโดราเอม่อนโง่กว่านะครับ ที่ไม่ใช้ของวิเศษให้ถูกจังหวะเอาซักกะตอน – -”

      ระเบิดเกราะทิ้งปัญญาอ่อนตรงไหนอันนี้ผมเฉย ๆ นะ คนมันทำเป็นงานอดิเรกฆ่าเวลายามค่ำคืน ใช้งานเสร็จก็กำจัดทิ้งแล้วโละสร้างของใหม่ เห็นได้ชัดที่มีเกราะมากถึง 42+ ชุดแปลว่า Stark เป็นพวกทำแล้วหาจุดอ่อนแล้วสร้างของใหม่ที่ดีกว่าเพื่อโละของเก่าครับ

    • กดเร็วไปหน่อย ผม +1000 ให้คุณ kumpai นะครับ

      เป็นภาคที่ดูแห้งแล้งไร้อารมณ์เอามากๆ คนละฟีลกะตอนเดินได้ตั๋ว + เข้าโรงเลย
      (วันแรก เข้าแถวยาวววมากกกก แต่ก็ได้รอบถัดไป คือรอแค่ 2 ชม.)

      หลายอย่างดูโอเวอร์เกินจริงไปมาก จากที่ภาคก่อนๆจะพยายามหาความสมเหตุสมผลมารองรับได้ตลอด
      อย่างการฝังชิพเข้าไปในตัวเองเพื่อให้ควบคุมหุ่นจากระยะไกลได้เนี่ย มันไกลลลล ไปมั้ยยย???
      ทำไมถึงสั่งให้ชุดไปใส่ตัวเพพเพอร์ที่ไม่มีชิพได้???
      ทำไมแค่ใช้เทคโนโลยีบ้านๆ ก็ซ่อมชุดสุดไฮเทคได้แล้ว???

      ผมขอไม่ถาม/ตั้งข้อสังเกตซ้ำกับคุณ kumpai นะครับ ยกเว้นประเด็นระเบิดกองทัพหุ่นทิ้งตอนจบนี่ เกินไปจริงๆ
      คือ ทั้งๆที่ตอนแรกก็จิตตก ประมาณว่ายังมีข้าศึกที่น่ากลัวอยู่อีกเยอะ ความเป็น Ironman จะรับผิดชอบ/รับมือไหวได้อย่างไร???
      แล้วก็เพิ่งผ่านสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้หุ่นสมุนเหล่านี้มาหยกๆ ไหงระเบิดกองหนุนทิ้งเล่นๆซะอย่างงั้น???

      มุกส่วนใหญ่ในหนังก็ไม่ขำ ดูแล้วด้านๆซะมากกว่า

      ปล. เรื่องความสนุกนี่ ส่วนใหญ่ผมใช้ “แฟโนมิเตอร์” นะครับ คือ ถาม/ดูปฏิกิริยาแฟนว่าหนังหนุกมั้ย? เพราะท่านเป็นคนขำง่าย สนุกง่าย ชอบหนังที่มันบันเทิงๆ ตลาดๆ ทั่วๆไป (เวลาผมชวนท่านไปชม “หนังรางวัล” ท่านก็ไปดูเป็นแฟนได้นะครับ แต่ออกมาก็มักบ่นตลอดว่า “หนังไรแว๊ ไม่หนุกเรยยย”)

      ซึ่งเรื่องนี้ มิเตอร์แสดงผลเป็นลบนะครับ ท่านบอกดูแล้วเฉยๆมาก ส่วนใหญ่ไม่ขำเท่าไหร่ด้วย >.<

    • ประเด็นหลักของการระเบิดเกราะทิ้ง อยู่ทึ่คำว่า “เมีย” ครับ ระเบิดเกราะทิ้งน่ะเพื่อpepper potts โดยเฉพาะเลย เพราะมีเกราะ ก็มีห่วง เดี๋ยวก็เผลอละเมอเรียกเกราะอีก ระเบิดมันทิ้งซะ จะได้มีเวลาอยู่กะคนที่รักอย่างมีความสุขในยามปลอดภัย ง่ายๆตรงๆ โทนี่ภาคนี้รักเจ๊เพ็พมากมายจริงจัง

      แต่เดี๋ยวเมื่อโลกมีภัย เกราะใหม่ก็มา ของมันแน่นอนอยู่แล้ว

      • ผมเข้าใจว่าเพปเพอร์ เป็นห่วงโทนี แต่เกราะนี่ ชุดละหลายล้าน ไม่ใช่ถูกๆ
        ถ้าจะให้เท่กว่า การหายไปเป็นพลุสวยงาม สู้ สั่งให้บินพุ่งไปที่ตัวร้ายทุกตัวแล้วระเบิด
        ผมคิดว่ามันงดงามกว่า ลงตัวกว่า
        บางทีผมอาจจะคาดหวังหนังมากเกินไป ก็เลยคิดมาก
        แต่ผมยึดติดกับหนัง ฉลาดๆ แนวๆ อุกปกรณ์ + มันสอมง + ช่วงเวลาที่เหมาะสมจากหนังเรื่องอื่นๆ เกินไป
        จนอคติกับ IR3 ก้เป็นได้

    • ผมว่าก็สมเป็นโทนี่นะครับ ไอ้แบบระเบิดชุดอะ มากกว่านั้นพี่แกก็ทำมาแล้ว ภาค1ยังเกรียนบริษัทผลิตอาวุธเขายังเปลี่ยนไม่ผลิตเลย ผมว่าถ้าคิดในมุมมองของโทนี่ คนธรรมดาไม่เข้าใจหรอกมั้งครับ ถ้าจะพูดเรื่องงการกระทำของโทนี่ผมว่า มีให้เถียงตั้งแต่ภาค1 แล้วที่เขาท้าผู้ก่อการร้าย ก็สมเป็นพี่แกอีก ไอ้เรื่องทำไรตามอารมณ์เนี่ยใช่พี่แกเลย กำลังหงุดหงิดที่เพื่อนโดนระเบิด โดนนักข่าวจี้เพื่อให้ได้ข่าวอย่างที่ตัวเองต้องการ ผมว่าการกระทำของโทนี่ก็สมเป็นตัวเขาทุกอย่างนะครับ
      แล้วถึงเกราะจะระเบิดหมด แต่พี่แกก็บอกแล้วไงครับว่าเขาคือ iron man ต่อให้เขาระเบิดเกราะในตอนนี้หมด เขาก็สร้างมาได้เมื่อเขาต้องการ ที่เราเห็นก็แค่เกราะระเบิด ไม่ใช่เขาเลิกเป็น iron man

  24. จริงอย่างที่คุณเจไดว่า หนังมันเดินเรื่องเร็วไปทำให้เราไม่ซึมซับเนื้อเรื่องได้เท่าที่ควร แต่เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรอยู่แล้วจุดพีคและการดึงอารมของคนดูแทบไม่มี ผมเดินออกจากโรงด้วยอารมณ์เฉยๆ ค่อนข้างน่าผิดหวังครัล

  25. ironman 3 + เพลง blue ของ Eiffel 65 = อะไรที่สุดยอดมากๆเลยครับ ประทับใจมากตอนได้ยินเพลงนี้ ขึ้นมาในหนัง ได้ใจไปกว่าครึ่งละ

  26. ผมว่าการทำหนังภาคต่ออย่างไรก็ตามควรคงไว้ซึ่งจุดที่เป็นเสน่ห์หรือเอกลักษณ์ หรือนำมาเพิ่มดีกรีให้ดีขึ้น

    IRON MAN 1 เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จจนนำมาสู่การสร้าง AVENGERS ได้ เป็นแบบอย่างที่ดี

    แต่ IRON MAN 3 ดันทิ้งองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างจาก IRON MAN 1 ไปจนน่าเสียดาย

    ในขณะที่ IRON MAN 1 กับ AVENGERS จะดึงเสน่ห์ออกมาได้ดีมาก

    ทั้ง ความกล้า บ้าเบิ่น ฉลาด อัจริยะ selfจัด ไหลลื่น มุข อารมณ์โกรธ ดราม่า ฯลฯ

    ในขณะที่ IRON MAN 2 กับ IRON MAN 3 ทำหล่นไปเยอะ

    อย่างใน Avengers ที่ โทนี่ โทรหา เปปเปอร์ไม่ติดก่อนจะไปทิ้งนิวเคลียร์

    ฉากนี้แค่แปปเดียว ยังทำให้เกิดอารมณ์เศร้าได้ดีเลย

    หรือความไม่สมเหตุสมผล เช่น โทนี่สู้กะโลกิ ไม่เห็นจะกลัวอะไร แต่มาภาค3นี้ดันประสาทหลอนเองได้ -*-

    ในภาค 3 นี้ ตรรกะและความเป็นจริงบางอย่างที่ถูกทิ้งไปเยอะมากกกกก

    อย่างเช่น ความที่ โทนี่ สตาร์ค พบปะกับหน่วย SHIELD มาโดยตลอดทุกภาค

    ทำไมอยู่ ๆ ภาคนี้ไม่มีแม้แต่การพูดถึงเลย ยิ่งไม่มีการช่วยเหลือทั้งๆทีประธานาธิบดีโดนจับ ยิ่งไม่สมเหตุผล

    ผมหวังไว้ตั้งแต่แรกมากว่า หนังคงมีเหตุผลที่เนียนๆที่หน่วย SHIELD จะไม่มาเกี่ยวข้องได้

    เหมือนใน Avengers ที่ เจน ไม่ได้มายุ่งกับ Thor มันยังพอมีเหตุผลและสถานการณ์อื่นๆเข้ามา

    ทำให้พอรับได้ แต่กับภาค 3 มันดูมั่วมาก คิดจะใส่อะไรก็ใส่ จะตัดอะไรก็ตัด มุขก็พยายามฮา แต่ก็แป๊ก

    จะให้เป็นวิทยาศาสตร์ก็ดันออกแนวเว่อร์เกินไป การต่อสู้ก็ผ่านๆ ฉากสู้กันกับThor และในภาค2 ยังน่าจดจำกว่า

    (ภาคนี้ ยังไม่เห็น Iron Patriot ยิงปืนเลยสักนัด (หรือจำไม่ได้เองหว่า))

    ส่วนชุดเกราะที่ขนกันมาเยอะ ๆ นี่เดาได้แต่แรกแระว่า มาแบบตบหัวหนีแน่นอน มาแปปเดียวไม่เด่นแล้วจบกัน

    สรุป คือ IRON MAN สำหรับผม เป็นหนังที่พยายามขายของมากกว่า

    ทั้งการใส่กองทัพหุ่น และการโปรโมตที่ดูเข้มข้น เกินจริง หนังอาจจะดีถ้ามองในมุมสไตล์หนังอื่นๆ

    แต่ถ้าพูดถึงความเป็นหนัง IRON MAN แล้ว หนังเรื่องนี้ “ฉีกเกินไป”

    • เรื่องที่ชิลด์มาช่วยไม่ได้ ผมเดาว่าจะมีเฉลยในทอร์ หรือ กัปตันอเมริกาครับ เพราะจากเฟสแรก เหตุการณ์ใน Ironman 2 , Thor และ The Incredible Hulk นี่เกิดขึ้นใน 1 อาิทิตย์เอง ดังนั้นผมเดาว่าเหตุผลที่ชิลด์มาช่วยโทนี่ไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ใน Winter Soldier น่าจะเกิดพร้อมกันกับ Ironman 3 และอาจอันตรายกว่า เพราะต้องรบกับรัสเซีย (จริง ๆ รัสเซียมีตัวละครที่เป็นคู่ปรับกับไอรอนแมน คือ Titanium Man ด้วยนะ แต่ในหนังคงไม่พูดถึงมั้ง)

  27. ผมว่ามันไม่ได้ มืดมน หมดหวังเหมือนที่ตัวอย่างน้ำเสนอเลย
    ไอ้การที่ โลโก ดับไฟไปตอน เทรเลอรืโปรโมทแล้วสว่างขึ้นใหม่
    ไร้ค่าไปเลย ในเมื่อพี่แก ยังมี หุ่นเป็น สิบๆ ตัวซุกอยู่ ใต้ถุนบ้านค่อนเรื่อง แบบนั้น

  28. สิ่งที่รับไม่ได้ที่สุดคือแมนดารินครับ ทำแคแรคเตอร์ตัวนี้เสียมาก ลองนึกซิครับว่า ถ้าแบทแมน เปลี่ยนโจ๊กเกอร์แบบแมนดาริน จะรู็สึกยังไง

    แต่ความมันส์ผมชอบภาคนี้ที่สุดนะ

    • เอาเข้าจริงแมนดารินยังไม่ได้เผยบทบาทอะไรเลยนอกจากใน Trailer ต่างกับ Joker ที่ถ้าเผยบทบาทไปแล้วครึ่งเรื่องแล้วกลับกลายเป็นหักมุมแบบแมนดารินมันก็ย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอยู่แล้วครับ

      อย่าไปเทียบกับโจ๊กเกอร์ เพราะใน Dark Knight นั้นตัวละครที่ใกล้เคียงกับแมนดารินคือ “เบน” ต่างหากหละครับ ที่ทำให้ตัวร้ายแผ่วปลายจนไม่น่าให้อภัย แต่อย่างที่บอก เพราะเบนดำเนินเรื่องดีมาตั้งแต่ต้น แล้วมาแผ่วปลายมันน่าผิดหวัง

      ผิดกับแมนดารินที่ตั้งแต่ต้นเรื่องแทบไม่มีบท แล้วค่อยมาเฉลยตอนกลางเรื่อง

      ส่วนตัวแล้วถ้าให้แมนดารินเป็นแมนดารินจริง ๆ (แต่ Mavel ประกาศตั้งแต่ต้นแล้วว่าแหลวนไม่มีพลัง) ผมเดาว่าฉากต่อสู้ไคลแมคคงไม่มันส์เท่านี้ หุ่นสู้กับจอมเวทย์ ยิงแสงใส่กันมันจะสนุกอะไร

      จุเด่นที่ทำให้กาย เพียซ เป็นตัวร้ายที่ดีที่สุดของ Iron Man นั่นเพราะเทคโนโลยี Extremis ทำให้สามารถจัดสรรค์ฉากต่อสู้มันส์ ๆ แบบคล่องตัว ไม่ต้องสวมเกราะสู้กันต่อยไปต่อยมา 2-3 ทีแล้วก็แพ้

      และการที่ Stark ดูอ่อนลง และดูเป็นมนุษย์ขึ้น จึงทำให้เราได้เห็นมุมมองดี ๆ ว่า Stark ไม่ได้เก่งแต่สวมเกราะ แต่แม้เขาไม่สวมเกราะเขาก็ยังสามารถต่อสู้ได้เป็นอย่างดี (ดูแล้วแอบหลงนึกว่าเป็นโฮมส์)

      • ผมว่าเค้าน่าจะหมายถึงตัวร้าย ที่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ซึ่งแมนดาริน กับ โจ๊กเกอร์ มีเหมือนกัน
        ไม่น่าจะเกี่ยวกับเทรเลอร์ แล้วก็ผมคิดว่าถ้าทำให้แมนดาริน ร้ายแบบที่แฟนๆชอบไม่ได้ ทำไมไม่ใช้ตัวอื่นๆไปก่อน ไม่เ ห็นต้อง ทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้ ผมว่านะ คนสร้างหนังน่าจะคำนึง ถึงคนดุ หลายๆกลุ่มหรือแทบทุกกลุ่มเลย หาจุกลงตัว ที่สุด แต่ภาคนี้มันไม่ใช่ มันเอาใจกลุ่มนึง แล้ว ฆ่าคนดุ อีกกลุ่มนึงแบบเลือดตกใน ซึ่งผมว่า ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย

      • ว่าง่ายๆคืิอ Iron man 3 ไม่ค่อยเคารพความเป็นหนังสือการ์ตูนนั้นเองครับ

      • เห็นด้วยกับคุณ kendejiz ครับ
        Mavel ประกาศเรื่องแหวนแต่แรกแล้ว
        ส่วน เบน ใน DKR ก็แผ่วจริง

  29. ตอนท้าย กาย เพียส ก็พูดอยู่นิคับ ประมาณว่า อยากเจอแมนดาริน ใช่มั้ย ฉันนี่ไงแมนดารินตัวจิง (แล้วก็ถูกเพบเปอร์ เอาเหล็กฟาด ปลิวเลย)
    ผกก. อาจจะตีความแมนดารินใหม่ก็ได้มั้ง ผมว่า

  30. มีคนชอบก็ต้องมีคนไม่ชอบเป็นธรรมดา
    ผมคนนึงที่ชอบภาคนี้กว่าสองภาคก่อนครับ
    เนื้อเรื่องก็ลงตัวนะ ดูสนุก บทตัวละครทุกตัวดูเข้ากันดี
    แมนดารินเป็นตัวละครที่ถูกวิจารณ์อย่างมาก แต่ผมก็ชอบนะครับไม่เสียอารมณ์ มันหลอกคนทั้งโลกเลย หลอกตั้งแต่ส่งหนังตัวอย่างให้ดู
    ดนตรีประกอบที่เปลี่ยนใหม่ก็ดึงอารมณ์ตื่นเต้นได้ดี แล้วฟังๆดูเหมือนจงใจทำธีมดนตรีประจำตัวIronManให้เอาไปใช้ในหนังAvenger2ได้ด้วย ถ้ารายได้ ถึง500ล้านในไทยผมก็ไม่สงสัย
    ตอนผมอยู่ในโรงตอนจบมีแฟนพันธุ์แท้อยู่สองสามกลุ่มนั่งดูเนื้อเรื่องท้ายเครดิตด้วย มันเป็นธรรมเนี่ยมใหม่จริงๆ 😀

  31. ขอแสดงความเห็นด้วยคน ไปดูมาตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 แล้ว ไปกันชุดใหญ่หลายคนเลย โดยส่วนตัวคิดเห็นอย่างนี้ครับ..

    1. ชอบ Happy กับการบทบาทที่กระทบกระเทียบกฏระเบียบบางอย่างในสำนักงานได้แสบๆ คันๆ ดี..^^
    2. บทโรดี้ยังแสดงแข็งไป ดูไม่เห็นความเป็นเพื่อนสนิทเพื่อนรักที่ได้เนียนพอ..ภาคแรกคนที่รับบทนี้แสดงได้กลมกลืนดีมาก.. ไม่น่ามีปัญหาให้ต้องเป็นคนเล่น.. แต่ไม่ใช่ว่าคนที่ภาค 2-3 จะเล่นไม่ดี เล่นได้ดีครับ แต่มันแข็งไป..
    3. เพพเพอร์ เล่นได้เข้ากันมากบทบาทดีมาก ชอบ.. เข้ากับโทนี่ดี..
    4. เนื้อเรื่องผมว่าผู้กำกับเจตนาปูเรื่องไว้ the avenger 2 มากกว่า.. ถึงได้ปูเรื่องไว้กับพ่อหนุ่มน้อยเยอะมาก.. ตั้งใจให้เห็นตั้งแต่โทนี่ทักเรื่องปืนแล้ว แถมยังทิ้งของเล่นไว้ให้สานต่อตอนท้ายอีก.. ดูกันต่อไป
    5. แมนดาริน อาจจะกลับมาอีกก็ได้..มั้ง.. อิอิ อันนี้ต้องรอดูในภาค 4 เพราะความยิ่งใหญ่ของแมนดารินกับเวลาในการเดินเรื่องนี้คงยังไม่พอ มันต้องเจอกับอภิมหาศัตรูที่สร้างหายนะได้มากกว่านี้.. ดูจากกายเพียซให้ความเคารพมากตอนที่แมนดารินมาบันทึกเทป เนียนเกิน.. แสดงว่ากายเพียซอาจออกตัวว่าเค้าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อปกป้องตัวตนของแมนดารินอยู่หรือป่าว.. ผมคิดไว้เองนะ..
    6. โทนี่รักษาตัวเองได้แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีไอรอนแมน แต่ไอรอนแมนต้องมีอะไรที่เด็ดกว่านี้ เลยโละชุดเกราะทิ้งทั้งหมดเพื่อทำลายเพื่อปกป้องเทคโนโลยี อันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก หน่วยซีล หรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐก็ทำกันแบบนี้ หลังจากถอนกำลัง บางอย่างไม่ขนกลับก็ทำลายทิ้ง ทั้งใหญ๋และเล็กเพื่อปกป้องความลับทางเทคโนโลยีและข้อมูลอื่นๆ ที่สำคัญ แต่เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนร่างเป็นชุดเกราะที่สามารถเปลี่ยนได้หลายๆ แบบตามสถานการณ์ก็เป็นได้นะ.. ^^
    7. คาดหวังไว้กับฉากจบที่ต้อง..นะ.. แหม.. มันธรรมดาไปนิดสำหรับไอรอนแมน.. แต่ก็เข้าใจ ไปใส่อะไรๆไว้กับการปูทางให้กับบางอย่างเยอะไปนิด.. แต่ก็ไม่ถึงกับผิดหวัง ยังคงชอบโทนี่+จาวิสเหมือนเดิม ฮ่าดี.. แหม ก็จาวิสเป็นแค่สมองกลอะนะ.. ก็ต้องมีบ้างที่เอ๋อๆ อภิมหาคอมพิวเตอร์ในเพนตากอนโดนไวรัสไปบ้างยังเอ๋อเลย.. คริคริ ^^

    สุดท้าย ผมเชื่อว่าผู้กับกำตั้งใจทิ้งอะไรไว้ให้ติดตามหลายอย่างให้ติดตามต่อใน the avenger 2 และ ironman 4 … ยังคงชอบอยู่ครับ.. ทิ้งท้ายไว้นิด.. ผู้ร้ายที่ถูกเจอตัวแล้วแกล้งแนียนมีหลายเรื่องนะครับ.. ทำให้พระเอกหงายเงิบก็มีหลายเรื่อง.. อันนี้ต้องรอดูกันต่อไป หวังว่าแมนดารินจะกลับมาอีก.. อิอิ ^^

    • +1000000
      เห็นด้วยทุกข้อเลยครับ
      ส่วนที่ฉากจบดูไม่อลัีงการ ผมว่าเป็นเพราะมันยังมีต่อ ไม่ได้จบบริบูรณ์แบบ DKR ครับ
      ถ้าไม่มี iron man 4….iron man ก็คงจบบริบูรณ์ที่ avengers 3 ครับ

  32. สำหรับประเด็นแมนดาริน ผมชอบครับ
    ผมว่ามันไม่ซ้ำซากจำเจ เหมือนหนังเรื่องอื่น
    รวมถึงหนังแฟรนไชส์ไอรอนแมนเองด้วย

    ผมแทบตกเก้าอี้ เมื่อเจอฉากเฉลยแมนดารินเข้าไป ต้มคนดูซะสนิท
    มันแทบไม่เชื่อสายตา เพราะบารมีเบน คิงสลีย์ ที่ดูน่าเกรงขามมาก
    พอกลายเป็นแบบนี้ ฮาแตกจริงๆ ถือเป็นการสร้างความสดใหม่ให้กับตัวร้ายของหนังฮอลลี่วู้ดเลยก็ว่าได้
    และมันก็ทำให้ผมคิดถึงความเป็นจริงว่า อย่างผู้ก่อการร้ายระดับโลก ก็อาจใช้วีธีแบบในหนังได้ บิน ลาเด็น อย่างงี้

    ผมว่าผู้ร้ายที่คิดได้แบบนี้ มันโคตรฉลาดเลย ไม่ต้องเอาตัวไปเสี่ยงตาย

  33. จริงอยู่ที่หลายคนอาจจะผิดหวังกับแมนดาริน แต่ผมว่ามาร์เวลกล้าเอาประเด็นทางการเมืองมาเล่นเนี่ยสุดยอดเลยนะครับ

  34. ในภาคนี้เราจะได้เห็นหลายๆอย่างที่พัฒนาขึ้นมากกับ Stark ไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะที่ต้องทำขึ้นใหม่ ในสถานณ์การณ์ที่เขาไม่ได้อยู่ใกล้กับชุดเกราะ ( คำพูดนี้ผมเลียนแบบคำพูดของ Nick Fury นะครับ ใน avengers Fury พูดว่า เราต้องใช้คนพวกที่ผิดแปลก สู้กับพวกที่คนธรรมดาอย่างเราสู้ไม่ได้ ) ทุกตัวละคร ใน Iron Man 3 ดูมี คุณค่าและประโยชน์มากๆครับ ดูไม่เป็นตัวถ่วง ไม่มาง่ายแล้วจากไปง่าย หรือแม้แต่ Happy Hogan (Jon Favreau) ยกเว้น Maya (Rebecca Hall) และการที่ได้ Harley (Ty Simpkins) เด็กน้อยที่โผล่มาคู่กับ Stark นี่ส่วนเติมเต็มที่สุดยอดมากๆ เพราะสังเกตุว่า หนัง Hero ยุคใหม่ๆ จะไม่ค่อยกล้าเอาเด็กเข้ามาเป็นคู่หูนะครับ เพราะคิดว่า อาจจะเลยจุด Super Hero รักเด็กมาแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ครับ ผมว่า มันเป็นสิ่งที่คราสสิคดี ไม่ใส่จนมากเกินไป และ Stark ก็ไม่ใช่คนที่จะรักเด็กด้วย ส่วน Pepper นั้น ภาคนี้เธอมีบทสำคัญมาก ที่ทำให้โทนี่ต้องอึ้งกันไปทีเดียว ผมก็อึ้งเหมือนกันครับ กับการที่ Peper ต้องไปบู๊ ถือว่าเธอทำได้ดีทีเดียว ส่วน James Rhodes (Don Cheadle) ภาคนี้ถือว่า เล่นดีกว่าภาคที่แล้วครับ เพราะแกไม่ค่อยมีความสำคัญอะไรมากมาย และกับเพราะ iron patriot ผมอาจจะมองว่าอาจจะเป็นจุดบอดจุดนึงครับ คือหนังค่อนข้างจะโฟกัสไปที่ การต่อสู้ต้อง Stark ทำให้ iron patriot นั้นดูจมดินไปเลย ถ้าผมพูดตรงๆ ภาคนี้ ไม่จำเป็นต้องมี iron patriot และ James Rhodes (Don Cheadle) ก็ได้ครับ เพราะแทบจะไม่สำคัญอะไรเลย แต่มีก็ดีกว่าไม่มี James Rhodes ก็คือส่วนเติมเต็มของ Iron man ให้สมบูรณ์ในภาคนี้ ส่วน Aldrich Killian (Guy Pearce) ก็ถือว่าแสดงได้นิ่งมากครับ หล่อ สมาท แต่พอถึง Final เขาเปลี่ยนตัวเขาเองเป็นตัวร้ายได้อย่างน่าเกรงกลัว และเป็นตัวร้ายที่ไม่ได้กระจอกๆแบบ ภาค 2 ด้วย ตัว CG ถือว่าทำได้ดีมากๆครับ และเนื้อเรื่องที่ยืดยาน เหมือนภาคที่แล้ว ทำให้ภาคนี้ดูเพลินไปเลย ส่วน Mandarin (sir ben kingsley) ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่แกแสดงได้หลุดโลกมากๆครับ และแสดงได้เนียนจิงๆ

    ในด้านของความตลกอารมณ์ขันของเรื่องนั้น เป็นสิ่งที่ต้องตั้งใจดูจริงๆ ไม่ใช่ว่าจะฝืดนะครับ บางมุขมาโดยไม่ทันตั้งตัว เนียนๆมากับบทเลย ถ้าคุณพลาดซักมุขเนี่ย ถือว่าเสียดายนะครับ คุณอาจจะจดจ่อ กับฉากที่เครียดๆอยู่แต่ทันใดนั้นอยู่ดีดีนั้นมุขตลกแบบก็โผล่มาแบบเราไม่ได้ตั้งตัว ตรงนี้แหละครับ ที่เป็นตัวที่เราต้องคอยตั้งใจที่ปรับเปลี่ยนสถานณ์เสมอ และขอบอกแต่ละมุขนี่ รับประกันความกวนทีนของหนังได้เลย
    และนอกจากนี้หนัง พยายามสื่อว่า บางทีSuper Hero ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่เกราะไปซะทุกอย่าง Stark ก็เช่นกัน พยายามหาคำตอบกับตัวเอง ว่าถ้าตัวเขาไม่ได้ใส่เกราะ เขาจะอยู่รอดไหม ไม่น่าแปลกใจ ทำไมจุด Final มีหลายท่านที่ดูแล้วบ่นว่า มาเร็ว – ไปเร็ว ฉาก Final นั้น Stark ใส่เกราะ ทุกๆเกราะรวมกัน ไม่น่าจะถึง 10 นาที นี่คือจุดที่ Shane Black ตั้งใจให้เกิด เขาพยายามที่จะให้ Stark ใช้เกราะให้น้อย และสั้นที่สุด เพื่อพิสูจน์ตัวเขาเองให้ได้ แล้วมันก็โยงไปสู่ตอนจบ ที่จบแบบสมบูรณ์ เขาอยู่ได้โดยที่ไม่เกราะพึ่งเกราะ แต่สิ่งนึงที่ยังอยู่ในตัวเขาก็คือ ผมคือ Iron man

    บทสรุปในภาคนี้ คงจะบอกได้ว่า ฉาก Final มันไม่สุดจริงๆ ไม่ใช่เพราะว่า Shane Black ผิดพลาดตรงนี้ แต่ Shane Black ต้องการให้ Stark ใช้เกราะให้น้อยที่สุด โดยใช้ตัวตนของเขาเอง ในการผ่านเรื่องราวร้ายๆไปให้ได้มากที่สุด เป็นการจบที่ไม่อยากให้จบจริงๆ

    ปล. ถ้าไม่ได้ Mk42 ตัวฮาเลยนะครับ

    • “ทุกตัวละคร ใน Iron Man 3 ดูมี คุณค่าและประโยชน์มากๆครับ ดูไม่เป็นตัวถ่วง ไม่มาง่ายแล้วจากไปง่าย หรือแม้แต่ Happy Hogan (Jon Favreau) ยกเว้น Maya (Rebecca Hall) และการที่ได้ Harley (Ty Simpkins) เด็กน้อยที่โผล่มาคู่กับ Stark นี่ส่วนเติมเต็มที่สุดยอดมากๆ”
      ตรงนี้แหละครับตรงใจผม ผมอยากจะสื่อออกมาแต่อธิบายอย่างท่านไม่ถูก

  35. ผมไม่ขอติอะไรมาก เพราะผมก็ทำหนังอย่างเขาไม่ได้หรอก
    ตอนแรกผมก็ไม่ชอบ ดอน ชีลเดิ้ล ตั้งแต่ภาค 2 แล้ว
    แต่พอเปิดใจ แล้วดูหนังหลายๆรอบ เขาก็ดูเหมาะสมดี เหมือนฉบับคอมมิคด้วยแต่เขาผอมไปนิดนึง
    และอายูก็พอกับ โรเบิร์ต ด้วย
    ผมคิดว่า ไอรอน แมน สนุกทุกภาคเลยครับ แนวบู๊ตลกๆแบบนี้โดนใจมากเลยครับ สำหรับ Iron man ผมให้ 8.9,Iron man 2 ให้ 8.5 ส่วน Iron man 3 ยังไม่ได้ให้คะแนนครับ กะว่าจะรอแผ่นออกแล้วดูอีกซัก 2-3 รอบ

    • เห็นมีข่าวลือว่า เด็กน้อย harley อาจจะเป็น 1 ใน guardian of the galaxy ครับ ซึ่งถ้าข่าวลือเป็นความจริง มันจะกลายเป็น timeline ใหม่ของสายหนัง marvel phase 2 เลยนะนั่น

  36. ขออนุญาติแปะลิงค์ข่าวล่าสุดของ IR4 และ เกี่ยวกับปู่ โรเบิร์ตนะครับ
    http://www.nangdee.com/webboard/viewtopic.php?t=24707&sid=

    ผมว่า อาจจะมีเปลี่ยนแปลงนะ แบบว่าใครจะมาแทนปู่ โรเบิร์ตได้ฟระ…-*-

      • จากเว็บหนังดีครับ ข่าวอาจจะมาจากหลายๆที่ผมไม่คอนเฟิร์มอะไรทั้งนั้นครับ
        แต่แค่รู้สึกเสียดายและ ไม่อยากคิดว่า จะเป็นยังไงต่อ
        ปล.ล่าสุดเห็นคุณเจไดลงข่าวเกี่ยวข้องกันในกระทู้ใหม่ด้วยน่ะครับ

  37. เพิ่งไปดูมาเเองครับ ไม่ค่อยได้คาดหวังอะไรมากเพราะคอมมิคผมก็ไม่ค่อยอ่าน เพราะไม่ค่อยได้ติดตามพวกฮีโร่เท่าไหร่ แต่ว่าพอไปดูมากลับรู้สึกชอบภาคนี้ที่สุดครับ ผมว่าภาคนี้บอกอะไรได้ดีในหลายๆเรื่อง
    อย่างเช่น เรื่องแมนดาริน เพราะผมไม่ค่อยอ่านคอมมิคเลยไม่ได้หวังไว้เหมือนท่านอื่นๆ ว่า แมนดารินจะต้องมีพลังพิเศษอะไรแบบนั้น ผมเลยไม่ได้ติใจอะไรกับแมนดาริน แต่ตกใจตอนเผยทีหลังว่าเป็นแค่นักแสดง และเรื่องที่บอกกันว่า โทนี่ภาคนี้ดูอ่อนแอ ผมว่ามาร์เวลไม่ค่อยทำในสไตล์ตัวเองเลยในหนังเรื่องนี้
    เพราะเท่าทีเคยดูมา มาร์เวล์จะทำสไตล์ฮีโร่ที่สดใส ไม่เหมือนDC แต่ในภาคนี้ ทำให้นึกถึงDCขึ้นมา
    เพราะเนื้อเรื่องที่ตัวเอกนั้น ยังกลัว ยังกังวลว่าตนเองก็ยังเป็นแค่มนุษย์ และอาจจะไม่สามารถปกป้องคนที่ตนเองรักได้ จึงสร้างอะไรต่อมิอะไรมากมาย ทำให้มันดูสมจริงมากขึ้น ไม่ใช้ให้ตัวเอกใส่ชุดเกราะและยำตัวร้าย เหมือนภาคแรกๆ ดังนั้นเราจะเห็นความสมจริงมากขึ้น ผมว่าภาคนี้มันลงตัวมาก และฉากแอคชั่นก็ประทับใจจริงๆ เช่น ตอนที่ตัวเอกเรียกชุดเกราะของตัวเองทั้งหมดมา ทำให้รู้สึกว่า นี้แหละมาร์เวล์ เพราะปกติผมจะชอบดูของDCเพราะมันดูReal มากกว่า แต่พอมาร์เวล์มาทำเนื้อเรื่องแบบนี้ ผมคิดว่ามันดูสนุกและสมจริงและยังไม่ขาดความเป็นมาร์เวล์อยู่ 9/10ครับ

  38. ส่วนตัวผมว่าเขาก็เคารพต้นฉบับการ์ตูน ดีนะครับ เรื่องแมนดารินผมว่ามันก็เป็นการสรุปเรื่องเกี่ยวกับมหากาพย์แมนดารินทั้งหมดได้ในช่วงเวลาที่หนังมีอยู่ ว่าเขาเป็นแบบนี้ได้ยังไงและตอนจบเป็นอย่างไร รอยสักมังกรของกายเพียช เป็นเครื่องบอกได้อย่างดี ส่วนตัวไม่ชอบอย่างนึงคือ เอาใจคนจีนมากไปนิด ไม่ชอบที่โทนี่มีหุ่นซ้อมมวยจีนอยู่ในบ้านด้วย แต่ก็ไม่ได้ติดอะไร เพราะเนื้อเรื่อง มันต้องเกี่ยวกับจีนจริงๆหนะแหละ

    ปล.เจ้าหนูนั่นผมเดาเล่นๆว่าจะได้เป็นโนว่าครับ เพราะคล้องกับการ์ตูนโนว่าล่าสุดที่เพิ่งออกมาไม่น่านนี้เอง

  39. .
    หนังมันก็บอกอยู่แล้วนี่ครับว่า แมนดาริน มันคือ คิลเลี่ยน คิลเลี่ยนบงการอยู่เบื้องหลัง สั่งให้นักแสดงคนนึงสวมรอยเป็นหัวหน้า เรียกตัวเองว่า แมนดาริน เพื่อที่ตัวเองจะได้ทำอะไรได้สะดวก ไม่มีใครสนใจ แล้วตอนจบตัวคิลเลี่ยนเองก็เปรยว่า แมนดาริน ที่แท้จริงแล้วก็คือตัวเค้า เรื่องที่เกิดจาก Iron man 1 – 3 ก็มาจากเค้าหมดเลยนะ ถ้าสังเกตุดีๆ กลุ่มก่อการร้ายก็มีสัญลักษณ์รูปแหวนสิบวง แล้วหัวหน้ากลุ่มแหวนสิบวงก็คือ คิลเลี่ยน ตัวคิลเลี่ยน แค้นฝั่งหุ่น ก็เลยจับ โทนี่ ไปขังในถ้ำใน Iron man 1 แต่โชคดีที่ประดิษฐ์ หุ่นยนต์หนีออกมาได้ กลายเป็น Iron man ไป
    .

  40. ไอ้ตอนเเรกก้นึกว่าเเมนดารินมีพลังเวทย์ที่มันบอกว่าคุนไม่รู้ฉันจะลงมือเมื่อไร เเล้วก็จะไม่รุ้ว่าฉันมาไม้ไหน ก้เลยคิดว่ามันใช้พลังจากเเหวน 10 วงระเบิดตรงไหนก็ได้ อีกอย่างผิดหวังตรงบ้านโทนี่โดนถล่มเเร้วมันสู้กันไม่ถึงใจ บินก็ไม่ได้ ยิงก็ไม่ได้ พอบินได้ไม่ยอมไล่ฆ่าตัวโกง บินไปไหนก็ไม่รู้ เเล้วก็ไอ้เพิ่ลโทนี่อ่ะเเทบไม่มีบทบาทไรเลยชุดก็ไม่เคยยิงเอาเเต่ตีนทีบประตูไปสองคร้ง ปืนไม่ได้ยิงสักนัดจะมาช่วยพระเอกเพื่อไรก็ไม่รู้ อีกอย่างอยากให้โทนี่สร้างเกราะให้เพฟเพอร์บ้าง

ส่งความเห็นที่ Jackirovski C. Sirisophont ยกเลิกการตอบ

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.