ข้ามไปยังเนื้อหา

Resident Evil: Retribution – ความเห็นหลังชม

Update: ตามรายงานของ Boxofficemojo บอกว่าหนังเปิดตัววันศุกร์ในสหรัฐราว 8.4 ล้านเหรียญครับ ถือเป็นภาคที่เปิดตัวต่ำที่สุดถ้าไม่นับภาคแรก รายได้ 3 วัน น่าจะอยู่ที่ 22-23 ล้านเหรียญครับ

Resident Evil: Retribution หนังที่แฟนหนังรอคอยได้เปิดตัวแล้วในบ้านเรา ทำรายได้ไป 12.91 ล้านบาท จากการเปิดฉายวันแรกในวันพฤหัสบดี ตามรายงานของ bioscope ซึ่งดูตัวเลขแล้วน่าจะเปิดตัวสุดสัปดาห์แรกในบ้านเรา 50 ล้านบาทอย่างต่ำ และน่าจะเป็นหนังต่างประเทศที่เข้าฉายในบ้านเราที่ทำเงินแตะ 100 ล้านบาทรวดเร็วอีกเรื่อง

ส่วนรายได้ในสหรัฐนั้น ทำหนังเงินไป 665,000 เหรียญ จากรอบมิดไนท์ ซึ่งมากกว่าภาคที่แล้วนิดหน่อยที่รายได้สัปดาห์แรกรวมกันได้ 26.7 ล้านเหรียญ ดังนั้นภาค 5 นี้ก็คงมีรายได้ในสัปดาห์แรกใกล้เคียง คงไม่น่าจะเกิน 30 ล้านเหรียญ และอาจปิดตัวใกล้เคียงกันในสหรัฐที่ 60.1 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการที่หนังเรื่องนี้สร้างมาได้ถึงห้าภาคนั้น รายได้จากตลาดนอกสหรัฐนั้นเป็นหลักสำคัญ ภาคที่แล้วทำเงินรวมกันทั่วโลกถึง 296.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ภาคนี้ก็คงทำรายได้ทั่วโลกไม่น้อยกว่าแน่ๆ เมื่อพิจารณาจากการเพิ่มตัวละครโปรดของคอเกมเข้ามาอีกหลายตัวครับ

แต่ในแง่ความเห็นจากนักวิจารณ์แล้ว ดูไม่เป็นที่โปรดปรานจากนักวิจารณ์เท่าไหร่ แม้คะแนนจาก Rotten Tomatoes ในตอนนี้ยังไม่มากพอที่จะบอกเปอร์เซ็นต์แน่ชัดได้ว่าจะไม่เป็นที่โปรดขนาดไหน แต่ก็มีแนวโน้มว่าคะแนนจะไปในทางลบมากกว่าบวกครับ แต่หนังอย่าง Resident Evil: Retribution เป็นหนังภาคบังคับสำหรับผู้ชมโดยทั่วไปที่ต้องไปดู โดยเฉพาะผู้ชมในตลาดโลก ที่ไม่ว่าคำวิจารณ์จะออกมาลบอย่างไร ก็ยังต้องไปพิสูจน์ให้เห็นด้วยตัวเอง และหากไม่ชอบสิ่งที่เห็นแล้ว ก็ยังให้โอกาสที่จะเข้าไปดูอีก หากมีภาคต่อไป

ผมยังไม่มีโอกาสได้ชมหนัง และยังไม่แน่ใจว่าจะไปชมไหม แต่จากการสังเกตคร่าวๆทางทวิตเตอร์ที่แท็ก #movietwit ที่คนดูหนังมักมาให้ความเห็นกันหลังจากชมหนังแล้ว พบว่าความเห็นออกเป็นสองทางเลยเป็นส่วนใหญ่ มีทั้งที่ไม่ชอบอย่างมาก และชอบเยอะ ไม่ค่อยมีความเห็นกลางๆ เท่าไหร่ และอยากทราบความเห็นจากเพื่อนผู้อ่านเว็บที่มีต่อหนังด้วยครับ คุณชอบหนังผีชีวะภาคนี้กันแค่ไหน ให้คะแนนเท่าไหร่จากเต็มสิบ และหากเทียบกับภาคก่อนหน้านี้แล้วดีกว่าสองภาคแรกไหม ดีกว่าภาคที่แล้วไหม มาใส่ความเห็นกันดูครับ

1 ความเห็น »

  1. หลังจากติดงานและป่วยมา รวมๆแล้วก็ 2 อาทิตย์ที่ไม่ได้ไปดูหนังในโรงฯเลย วันนี้ไปกินมื้อเย็น HBD เพื่อน คุยกันอีกท่าไหนไม่รู้ สรุปมาดู Resident Evil ภาคใหม่ แถมจะดูแบบ 3D ซะด้วยนะ อย่างน้อยก็ดูมาแล้วทุกภาค เอาวะ ภาคนี้ก็ควรจะดูซะหน่อย

    ความรู้สึกผมตอนนี้มันมึนๆ อื้อๆ ตันๆ ไม่รู้จะบรรยายความ “ไม่สนุก” ของเรื่องนี้ยังไงดี โปรดักชั่นมันเนี๊ยบนะ งานด้านภาพนี้สวยเลย เอฟเฟคเจ๋ง “แต่” ไม่สนุกเลย น่าเบื่อซะด้วยซ้ำไป หนังมีดีแค่ 20 นาทีแรกแค่นั้นเอง ที่เหลือดูไปก็คิดว่า “มันอะไรกันวะเนี่ย” ภาคนี้แทบไม่เดินเรื่องไปไหนเลย พยายามยัดฉากแอ๊คชั่นเข้ามาตลอด แต่ยิ่งดูมันก็ยิ่ง “ไม่ใช่” อ่ะ ยิงปืนพอไหว แต่มาต่อยเตะกันแบบ องค์บากผสมต้มยำกุ้งนี้ ผมรับไม่ด้ายยยย โอเค ภาคก่อนมีต่อยเตะ แต่ไม่เยอะขนาดนี้ ใครไปบอกพี่เค้าเหรอครับว่าอยากเห็น อลิซเป็นจา พนม อยากเห็นจิล เป็น จีจ้า ใครวะ ใครบอกกกกก

    แล้วที่น่ารำคาญที่สุดคือ สกอร์เพลงประกอบธีมหลักของภาคนี้ เมริงเปิดบ่อยไปไหม หลอนหัวตลอดแล้วเนี่ย มันจะมาเป็นแพทเทิร์นเลยครับ คือ ภาพสโลว์ ตัวละครเก๊กเดินมายืนเท่ๆ เพลงขึ้น ภาพสโลว์ วนอยู่แบบนี้ น่าจะ 3-4 ครั้งได้ อยากตะโกนว่า “โอ้ย พอแล๊วววววคร้าบ” เหมือนเค้าคิดเพลงนี้มานานเป็นสิบปี ใช้ซะคุ้มเลย ฉากมันก็ไม่ได้เท่ขนาดน้านนน แค่คนเดินออกจากเรือดำน้ำ ไม่ได้กลับมาจากนอกโลกโว้ย

    บอกตรงๆแบบไม่โกหกเลย ถ้าไม่ติดว่าไปดูพร้อมเพื่อน ผมลุกตั้งแต่ครึ่งเรื่องแล้ว เห็นแววว่าจะเสียเวลา แต่ก็คิดว่า “เอาวะ อย่างน้อยซวยพร้อมกันหมดนี่แหละ” 555+ ไวรัส ลาส ปรากัส อ่ะ พี่จะใช้ทำไมครับ ใช้แล้วต่อยเตะอย่างเดียว หรือไวรัสนี้มันกลายพันธุ์ให้ทุกคนเป็น จา พนม

    ผมยอมจ่าย 1000 บาทเลยถ้าใครก็ได้เดินไปตัดผม ลีอองให้ที รำคาญมาก ไม่ได้เท่แบบในเกมแล้วดันแอ๊บ ฮือๆ เอาเงินตรูคืนมาาาาาา

    ถ้า 20 นาทีแรกของหนัง คุณไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้ “สนุกดีนะ” ก็เตรียมตัวซวยแบบผมได้เลย เพราะหลังจากนั้น ความน่าเบื่อท่ามกลางแอ๊คชั่น” จะโหมกระหน่ำใส่คุณแบบไม่ปราณี

    ขอเตือนเลยว่า ถ้าจะดู อย่าดูแบบ 3D ครับ เพราะหนังไม่ได้ใช้อย่างคุ้มค่าเท่าไร เสียดายเงิน ไม่รู้ ผู้กำกับคิดไงถึงทำภาคนี้ออกมาแบบนี้ได้ ทั้งๆที่ภาคแรกก็ยังทำซะดีเลย อยากให้ รีบูท ใหม่เลยได้ไหม เอาแบบ สไปเดอร์แมนอ่ะ ทำใหม่ไปเล๊ย อันนี้แมร่งที่สุดแล้วจริงๆ ขนาดไปดูแบบไม่คิดอิงในเกมเลยนะ ดูเอาเพลินๆ “ยังไม่ได้” เล๊ยยยย

  2. ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับคุณเจไดครับ ที่ผ่าน ๆ มาหนังเรื่องนี้ทำรายได้เยอะเพราะช่วงที่หนังมันไม่ค่อยจะมีหนังมาแชร์รายได้เท่าไหร่ เรียกว่ารับจากกลุ่มวัยรุ่นเต็ม ๆ เรื่องเดียวในช่วงต้นฤดูใบไม่ร่วง แต่ภาคนี้น่าจะรายได้ไม่ดีครับ อย่างน้อยคงไม่น่าจะดีเท่ากับภาคที่แล้วแน่ สาเหตุเพราะคนเรามันเข็ดกันได้ครับ หนังภาคนี้ทำออกมาได้แย่ และไม่มีอะไรจุดขายอะไรใหม่ ๆ ให้ตื่นตาตื่นใจอีกแล้ว ที่สำคัญเฟรนไชร์นี้ไม่ได้มีอะไรที่เป็นตัวดึงดูดให้เกิดแฟนประเภทเดนตาย เหมือนหนัง เอเลี่ยน พรีเดเตอร์ ซอว์ หรือเฟรดดี้ เจสัน อะไรพวกนี้ (อันที่จริงหนังพวกนี้ยังระวังในการสร้างภาคต่อมากกว่าเรื่องนี้อีก) แต่ค่อนข้างจะเชิดฮีโร่หญิงเป็นตัวขาย คล้าย ๆ Underworld ที่ต้องยอมรับว่าผีชีวะเป็นหนังแค่ไม่กี่เรื่องที่ชูฮีโร่หญิงแล้วออกมาดี

    ว่าตรง ๆ นะครับ จากคุณภาพหนังที่ออกมา ผมว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์หลังเพื่่อเก็บรายได้ด้วยซ้ำไป แต่น่าจะเป็นหนังที่ทำเพื่อโปรโมทเกมที่จะออกเดือนหน้านี้ และคาดว่าภาคนี้ไม่น่าจะเก็บในบ้านเกิน 50 ล้าน ทั่วโลกไม่ถึง 150 ล้าน แต่ด้วยความที่เป็นหนังทีมีจุดประสงค์เพื่อโปรโมทเกม ดังนั้น ต้องมีการสร้างหนังภาค 6 แน่ แต่คงไม่ใช่ในอีก 2 ปีข้างหน้าเหมือนที่ผ่าน ๆ มา แต่คงจะเว้นช่วงนานหน่อย

    • ขอเสริมนิดนึงนะครับ

      เวลาหนังออกภาคใหม่ มักจะมีเกมภาคใหม่ออกใกล้เคียงเสมอ แถมตัวละครในหนังภาคนั้นๆ ก็มักจะกำลังจะโผล่ หรือพึ่งโผล่ ไปในเกมภาคล่าสุดเสมอครับ เพราะฉะนั้น โปรเจคหนังภาคนี้ ผมไม่คิดว่า สร้างออกมาเพื่อโปรโมทอย่างเดียวแน่นอนครับ เพราะเอาจริงๆ เนื้อเรื่องหนังภาคนี้ไม่ได้มีอะไรเลย ไม่ได้ส่งต่อไปถึงเกมที่กำลังจะออกด้วยซ้ำไปครับ

      พูดง่ายๆคือ หนังมันทำหวังเอากำไรจากทั่วโลกครับ จึงดึงดาราจีนเข้ามา เพราะทุกภาครายได้ใน us น้อยครับ แต่ทั่วโลกโอเคเลย รอดตายได้ทุกครั้ง ซึ่งภาคนี้ถ้า เอด้า เรียกความสนใจคนจีนหรือเอเซียได้ ผมว่ารายได้ก็รอดตายอีกนั่นแหละครับ

  3. เสียดายเงินค่าตั๋ว ขนาดจ่ายแค่ 70 บาทนะครับ ดูทุกภาคครับ แต่ยิ่งดูยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
    สุดท้ายต้องไปพิสูจน์เอง

  4. ไหนๆก็ออกทะเลตั้งแต่ภาค 2 แระ ตามยังไงก็เอาให้สุด สำหรับ ผีชีวะ ล่ะวะ LOL+
    (เรื่องนี้มันคือ “บ้านผีปอป ฉบับฝรั่ง” ชัดๆ 555+)

    เนื้อเรื่อง อย่าไปคาดหวัง ถ้ายังมี “อลิซ” อยู่ .. ไม่มีทางที่เนื้อเรื่องหรือตัวละครเด่นๆในเกม จะดีไปกว่านี้ได้
    ความระทึก ก็หมดไปตั้งแต่ภาค 2 ตอนท้ายๆ แระ แล้วก็แอ็คชั่นสาดกระสุนเตะต่อยจบง่าย ยาววววว…….

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถามว่า ได้ความบันเทิงไหม … ได้ครับ ท่าต่อสู้ ฉาก เอ๊ฟเฟ็ค ตัวประหลาด อะไรมันก็ยังได้ฟีลอยู่ (ในแนวทางที่ออกทะเลมาอ่ะแหละ – . -)

    ถ้าตามเรื่องนี้มา 2-3-4 แล้ว ก็ไปดูเถอะครับ ความเห็นหลังชม ไงๆมันก็แล้วแต่รสนิยม ถ้าไปดูเพลินๆในแบบภาค 2-3-4 มันก็จะได้เต็มที่คือ ฟีลนั้นแหละ .. ถ้าเล่นเกมหรือรู้จักตัวละครเด่นๆในเกมบางตัว มันก็จะได้ฟีลแบบ เฮ้ย ตัวนี่ไง ตัวนั้นไง แต่ก็อย่างที่บอก น่าจะชินว่า อลิซ ไงๆก็เด่นสุด เหอๆ

    ส่วนเรื่องรายได้ ก็คือๆกับภาคที่ผ่านๆมาแหละ ไม่หวือหวา(อาจเรียกว่าแป้ก ก็ได้ เมื่อเทียบฟอร์มหนังจาก ตย.)ใน us / แต่บ้านเรา ไงๆก็ใกล้ๆ 100 ล้าน แน่ๆ ฟีลเหมือนมาแนวๆ step up อ่ะแหละ

    ** เรื่องความเข็ดของคนดู … อืม ผมว่า ไม่น่าจะมีคนที่ตามมาถึงภาคนี้ แล้วเพิ่งมารู้สึก “เข็ด” อะนะครับ
    เพราะคนที่ไม่ไหวจะเคลียร์กับหนังชุดนี้ น่าจะโบกมือ ตั้งแต่ ภาค 3-4 แระล่ะ

    คนที่ยังมาดูเรื่องนี้ภาคนี้ น่าจะเป็นกลุ่มที่
    1.กะดูเพลินๆ
    2.ถึงขั้นชอบเลย
    3.ไม่ชอบ แต่ก็เป็นหนังไฟท์บังคับ(และตรูก็ด่ามันมาทุกภาค lol+) ถึงภาคนี้ไม่ไหวจริงๆ ภาคต่อไปไงๆตรูก็ได้ดู 555+
    และก็คนกลุ่มนี้แหละ ที่ทำให้รายได้มันก็ “คือๆ/พอๆ” กับภาคที่ผ่านๆมา ^____^

    สรุปฟีลส่วนตัว ดูได้เพลินๆครับ ทำภาคต่อมาในแนวนี้อีกก็จะดู …………………. >> จนกว่าจะ รีบู้ท 😛

  5. ผมอยากให้หยุดสร้างต่อดีกว่า ไปรีเมคทำใหม่ดีกว่า หนังตันแล้วก็เล่นทำให้ไวรัสล้างโลกตั้งแต่ ภาค3
    สุดท้ายก็มาทำแบบมั่วๆโดยการจำลองสถานที่ แล้วตัวละครเก่าๆก็เอากลับมาใช้โดยอ้างใช้เหตุผลการโคลนนิ่ง
    หนังสร้างเพื่อเอาเงินอย่างเดียว แถมสั้นมากๆ

    • เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยครับ ถ้าจะให้ดีรีบู้ตหนังแล้วกลับไปเริ่มต้นใหม่ในสไตล์เดิมๆดีกว่า
      เป็น Survival Horror จริงๆ ไม่ใช่บู๊กระจายอย่างที่เป็นอยู่

  6. แต่ส่วนตัวผมคิดว่ามันสนุกครับ เพราะว่าหนังแนวนี้เข้าไปหวังเนื้อเรื่องก็คงจะไม่ใช่ มันไม่เกี่ยวกับเกมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตัวผมเข้าโรงไปเพื่อที่จะรับฉากแอ็คชั่นและงานภาพสโลว์ที่เป็นแนวทางของผู้กำกับคนนี้อยู่แล้ว ผลที่ออกมาก็คือ action pack ที่ได้รับมาเต็มๆ สนุกมาก แนวเดียวกับ the raid เลยครับ ที่ใส่แอ็คชั่นมาอย่างเดียวแต่ผีชีวะกลับโดนด่าซะงั้น แล้วที่ชอบอีกอย่างก็คือช่วงแรกๆที่ก๊อปมาจาก dead island (ให้ความรู้สึกว่าเป็นหนังซอมบี้ แต่ทั้งเรื่องเป็นแอคชั่นซะงั้น ฮ่าๆ) สรุปนะครับสำหรับคนที่จะเข้าไปดู ก็ลืมๆไปเถอะครับว่าเกมมันเป็นยังไง ลีออนมันหน้าตาเป็นไง ไอด้าสูงและขาเรียวขนาดไหน เข้าไปดูแอ็คชั่นมันๆกันดีกว่า อย่าคิดมากนะ แล้วจะมีความสุขในการดูหนังนะครับ

  7. ถ้าสร้างจากรากเหง้าของ “Biohazard” ก็ต้องดูตัวอย่างจาก “Resident Evil Degeneration” ซีครับ มันมีจิตวิญญาณมากกว่าหนังภาค “อลิซ” อีกน่ะ…!! อย่าลืมว่าในภาคหนังโรงตอนนี้มันคือ “โลกคู่ขนาน” ระหว่างโลกของเกมกับภาคหนังครับ ซึ่งก็คือโลกที่แห่งเกมที่ไร้ซึ่ง “อลิซ” และ โลกที่มี “อลิซ” ที่แปลว่าเธอคือ กุญแจในโลกของหนังที่ยังไม่ได้เฉลยตอนจบว่าจะลงท้ายยังไง อาจจะเป็นภาค 9 ก็เป็นได้…!!! คิดเองว่ามันจะสร้างเป็นหนังสามไตรภาค ซึ่งมีตัวเอกเอกอย่าง “อลิซ” (Milla Jovovich) เล่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังภาคต่อนั้นเองเพราะยังไม่เคยมีหนังเรื่องไหนที่ใช้นักแสดงคนเดิมได้เกิน 5-7 ภาคเลยถึงจะเป็น James Bond 007 ก็เถอะ เห็นเล่นได้เต็มที่ก็ 5 ภาคก็สุดๆล่ะ 555+

    ที่สุดหนังผีสุดห่วยที่มีภาคต่อมากที่สุดในประเทศไทย = บ้านผีปอบ
    ที่สุดหนังผีสุดห่วยที่มีภาคต่อมากที่สุดในประเทศไอ้กัน = ผีชีวะ

  8. ถ้าสร้างจากรากเหง้าของ “Biohazard” ก็ต้องดูตัวอย่างจาก “Resident Evil Degeneration” ซีครับ มันมีจิตวิญญาณมากกว่าหนังภาค “อลิซ” อีกน่ะ…!! อย่าลืมว่าในภาคหนังโรงตอนนี้มันคือ “โลกคู่ขนาน” ระหว่างโลกของเกมกับภาคหนังครับ ซึ่งก็คือโลกที่แห่งเกมที่ไร้ซึ่ง “อลิซ” และ โลกที่มี “อลิซ” ที่แปลว่าเธอคือ กุญแจในโลกของหนังที่ยังไม่ได้เฉลยตอนจบว่าจะลงท้ายยังไง อาจจะเป็นภาค 9 ก็เป็นได้…!!! คิดเองว่ามันจะสร้างเป็นหนังสามไตรภาค ซึ่งมีตัวเอกเอกอย่าง “อลิซ” (Milla Jovovich) เล่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังภาคต่อนั้นเองเพราะยังไม่เคยมีหนังเรื่องไหนที่ใช้นักแสดงคนเดิมได้เกิน 5-7 ภาคเลยถึงจะเป็น James Bond 007 ก็เถอะ เห็นเล่นได้เต็มที่ก็ 5 ภาคก็สุดๆล่ะ 555+

    ที่สุดหนังผีสุดห่วยที่มีภาคต่อมากที่สุดในประเทศไทย = บ้านผีปอบ
    ที่สุดหนังผีสุดห่วยที่มีภาคต่อมากที่สุดในประเทศไอ้กัน = ผีชีวะ

  9. ความเห็นจากแฟนเกมนั้นคงต้องบอกว่าหลุดทะเลอย่างไกลโพ้นไปแล้ว ซึ่งเราก็พอทำใจได้ในเรื่องนี้ หากแต่การนำชื่อ Resident Evil มาใช้เป็นชื่อหนังเรื่องนึง ก็ควรนำเสน่ห์ของเกมมาด้วย แม้เนื้อเรื่องจะแปลกและแตกต่างไปแค่ไหนก็ตาม จะมีหนังสักกี่เรื่องที่เอาชื่อเกมมาโปะแล้วมีตัวเอกเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ ขณะที่ตัวละครสำคัญในเกมถูกนำมาเปลี่ยนแปลงนิสัยหรือทำร้ายอย่างที่ไม่ควรจะทำ (หื่น โดนยิงตาย) เสน่ห์ความเป็นหนังเกมหายไปฉับพลัน และในฐานะแฟนเกม การนำหนังเรื่องนี้มาทำก็เกิดจากฐานแฟนเกมอยู๋แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าหนังจะออกมาในรูปแบบใด แฟนเกมย่อมต้องการเข้าไปดูตัวละครที่ตนเองรัก แต่เสน่ห์ในตัวละครเหล่านั้นกลับหายสาบสูญไปหมด ผิดกับหนังอย่าง Silent hill ที่ทำจากเกมเช่นกัน แต่คงความหลอนได้อย่างเกมแม้เนื้อหาจะผิดแนวออกไป เช่นเดียวกับ Tomb raider Maxpayne หรือ Hitman ที่ตัวละครล้วนมีเสน่ห์ได้เหมือนในเกม ซึ่งทำให้มันประสบความสำเร็จในระดับนึง สำหรับผมน่ะ เนื้อเรื่องมันก็เกินเลยถึงขนาดนี้แล้ว ก็อย่าทำให้มันแย่ด้วยการทำลายเสน่ห์ของตัวละครที่อุตส่าห์หยิบยืมมาจากเกมเลย สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการที่สามารถทำให้เสน่ห์ดีดีอย่าง เอด้า หว่อง ปรากฎ ซึ่งขาดเธอไป ภาคนี้คงจืดและโดนด่าเละเทะเป็นแน่แท้ ถ้าคุณเคยเล่นเกม คุณจะพบว่า หนังอย่าง Alone in the dark ดับอนาถเพราะมันช่างไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเกมเลยแม้แต่น้อยนิด ซึ่งถ้าทำกันอย่างนี้ ก็น่าจะเปลี่ยนชื่อหนังเป็น Alice VS Zombies เถอะ
    แค่ในฐานะคอหนัง หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการเป็นหนังบู๊แอ๊คชั่นมันๆที่มีสามมิติสวยๆและการดำเนินเรื่องที่ฉับไว แต่มันก็ไวเกินจนรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูหนังซีรี่ย์สักเรื่องจบ (ถ้าจะเปรียบกันง่ายๆก็คงเป็น The Walking Dead ตอนแรกที่เพิ่มเอฟเฟ็คส์และการดำเนินเรื่องไฮเทคเข้ามา) และถึงแม้ไม่มองในฐานะคอเกม หนังก็ยังคงหาแก่นสารไม่ได้อยู๋ดี นอกจากวิ่งหนีไปมา และแน่นอน อลิสถูกจับง่ายเสียเหลือเกิน จับไปแก้ผ้าได้ทุกภาคจริงๆ นี่ยังไม่รวมความไร้เหตุผลหลายๆอย่างที่ให้อภัยได้เพราะฉากบู๊อลังการนี่แหละ มันช่างเป็นหนึ่งชั่วโฒงที่มีไว้เพื่อความมันส์จากการชกต่อย ยิงแหลกและระเบิดตูมจริงๆ ซึ่งส่วนนี้คงเป็ฯส่วนดีที่สุดของหนัง และขอชมฉากเปิดเรื่องที่ฉลาดช่างคิดและทำให้ฉากเปิดเป็ฯอะไรที่ดูยิ่งใหญ่ แต่ถัดจากฉากเปิดไปกลับเป็ฯความล้มเหลวเพราะเหมือนผู้กำกับจะตีบตันทางความคิดในเรื่องเปิดเรื่อง หลายๆคนคงดูและรู้ว่าเพราะอะไรผมจึงพูดแบบนี้ นอกนั้นแล้วถือว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังผ่อนคลายดีดีเรื่องนึงที่ควรดูแบบไม่ต้องคิดอะไรมากจริงๆ

  10. พึ่งย้อนกลับไปดูภาคแรก มันสนุกมาเกเลยนะ หลอนนิดๆ
    ยิ่งทำยิ่งดรอป
    และหลุดโลก
    อ่อ ยังไม่ได้ไปดู แต่ แค่ภาคสี่ก็เฉยๆกับเรื่องนี้ละ -*-

  11. Paul Anderson เคยทำหนังยังไง ตอนนี้ก็ยังทำไปในแนวทางเดิมคือจะเอาทุกอย่างที่เค้าเห็นว่าเท่มาใส่ในหนัง
    จากบทสัมภาษณ์ของ Paul Anderson กับทีมงาน เค้าบอกเองว่าเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหลายอย่าง เช่น:

    Resident Evil 4 (Las Plagas parasite – ฉากก่อน final fight scene ที่ Michelle Rodriguez ฉีดเข้าไปที่คอตัวเอง),
    Resident Evil 5 (zombie ขับรถ + ยิงปืนกล)
    Inception (Simulation zones)
    Aliens (ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร Alice กับ Becky ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับความสัมพันธ์ระหว่าง Ripley กับ Newt ในเรื่อง Aliens)
    Westworld (เรื่องนี้ผมไม่เคยดู แต่ลองอ่าน plot ดูแล้ว คิด(เดา) ว่าน่าจะมีส่วนทำให้เค้าตัดสินใจเอา The Red Queen กลับมา)
    มวยไทย (อันนี้ สำหรับคนที่ดูแล้วน่าจะรู้ชัวร์ๆว่าฉากไหน ^^ )
    เป็นต้น ….

    ความเห็น :: (Spoiler Alert)
    ไม่ขอให้ความเห็นแล้วกันครับว่าอะไรดีหรือไม่ดีเพราะมาตรฐานแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน
    แต่ว่าค่อนข้างชอบ concept ของ Simulation zones แล้วก็ตัวละคร Becky (ไม่รู้ดิ ผมว่าตัวละครตัวน่ารักดี ถึงตัวละครจะหูหนวก แต่ผมว่าเป็นตัวที่มี dialog ดีที่สุดในเรื่อง)
    ส่วนที่รู้สึกว่ามันตลกก็คือ:
    1. ตัวละคร Alice นี่ทำเหมือนเกมจริงๆ โดนอัดแรงแค่ไหนก็ช่าง ไม่ถึง 5 วินาทีจะลุกขึ้นมาสู้ได้เหมือนเดิม (ทำยังกะมีปุ่ม continue ให้กดหรือไม่ก็มีหลอดเลือดที่ regenerate โคตรเร็ว :D)
    2. ตัวละคร Axeman สองตัว ที่มีถุงผ้าครอบหัว มันมองเห็นได้้ยังไง(ฟระ?)
    3. ผมว่า Alice กับ Ada ผิวหนังคงกันไฟไหม้ได้ เพราะยืนยิงรถจนระเบิดในระยะเผาขนแล้วยังยืนเก็กได้อยู่ ไม่มีรอยไหม้ ไม่มีโดนแรงระเบิด ไม่โดนสะเก็ดอะไรใดใดทั้งสิ้น
    4. Giant Licker ไม่ยอมฆ่าหนูน้อย Becky แต่จับไปยัดไว้ในถุงเมือก ทำยังกะเอาของไปแช่ตู้เย็นแล้วเก็บไว้กินวันอื่นซะงั้น
    5. ถ้าเอา Wesker ลงไปช่วย Alice ผมว่าหนังจะจบภายใน 15 นาที —

    ขณะที่เขียนอยู่นี้ คะแนนจากนักวิจารณ์ใน Rotten Tomatoes ได้ 31% แต่คะแนนจากคนดูทั่วไปอยู่ที่ 80%
    สำหรับคนที่คิดจะไปดูไม่อยากให้ความเห็นว่าอย่าคาดหวังมาก แต่อยากบอกว่าคุณไปดูหนังของ Paul Anderson เพราะงั้น…รู้ไว้เลยครับว่าสไตล์ของเค้ามันเป็นแบบนี้ครับจะได้ไม่ผิดหวังมาก (แต่ว่าเพื่อนผมบางคนมันดูแล้วยังค่อนข้างจะชอบนะ ^^)

    ข้อมูลเพิ่มเติม :
    http://en.wikipedia.org/wiki/Resident_evil_retribution

  12. หนังมันพลาดตั้งแต่ตอนภาค 3 รีบทำลายโลกเร็วไป ผลเลยเป็นเช่นนี้
    ผมว่าตอนนี้หนังมันกู่ไม่กลับจริงๆแล้ว ควรจะจบในแนวของมันคือล้างโลกไปเลย

    บทหนังผมว่ามันตันเลยละครับ ใส่อะไรไปไม่ค่อยได้แล้ว เอาง่ายๆ
    ภาคนี้ dialogue ยังแทบจะไม่มีเลยมั้ง เจอหน้าก็อัดกันอย่างเดียว

    เอาเป็นว่ารีบทำ แล้วก็ reboot เถอะครับ แต่ก็เสียดาย jill ในภาค 2 ผมว่าเป็นตัวละครที่ถอดจากเกมได้ดีเลย(แค่ภาค 2 นะ)

  13. ความรู้สึกของผมคอเกม RE ผมอยากให้หนังถ่ายทอดออกมาแบบแอคชั่น ดราม่า และให้ความรู้สึกของการเอาชีวิตรอด ได้น่าตื่นเต้น เหมือนกับที่เกมส์ RE ภาคที่ 1, 2,3 ทำได้ดีเยี่ยม

    พอภาคสามออกมาแย่ยิ่งหมดความน่าสนใจ แต่ก็ยังจะตามดูต่อไป ผมว่าหนังซีรี่ Walking Dead ทำออกมาได้ความรู้สึกสยองขวัญ แอคชั่น ดราม่า กว่ามากมาย

    อยากให้ผู้กำกับ Walking Dead มา Remake ทำหนังเรื่องนี้ให้ใหม่น่าจะดี

    • ตั้งแต่ภาคสี่ มันก็ยิงกันหูดับตับไหม้แล้วล่ะครับ ดราม่งดราม่าอะไรไม่มีแล้ว แถมคนเล่นก็ชอบด้วย หนังเขาก็เลยทำแบบที่คนชอบน่ะสิครับ

  14. ดูสามรอบละประทับใจ ส่วนตัวเล่นเกมส์ทุกภาค ยกเว้นภาคสี่ที่เล่นไม่จบเพราะไม่สนุก
    แต่พอดูหนังก็เข้าใจนะว่าหนังที่ถ่ายทอดในเวลาไม่กี่ชั่วโมงกับ
    เกมส์ที่ต้องเขียนเนื้อเรื่องให้คนเล่นได้เป็นเดือนๆ มันต่างกัน
    จะเอาเนื้อเรื่องเกมส์จะทำเป็นหนังเป๊ะๆ ก็คงไม่เอาอ่ะ
    เพราะถ้าไม่ได้เล่นเอง แล้วมานั่งดู มันก็น่าเบื่อมีแต่ยิงซอมบี้ๆ
    เดี๋ยวนี้หนังซอมบี้ก็เรื่องก็แบบนี้ การมีวิวัฒนาการของตัวผีก็ค่อยดูเป็นสิ่งที่น่าสนใจหน่อย
    ชอบการทำฉากของผู้กำกับคนนี้มาก เขาเป็นคนชอบทำภาพ wild screen
    ซึ่งมันจัดแสงยากและวางกล้องยาก แต่ทำออกมากี่ทีรูุปก็เป๊ะ สวยมาก
    ดูฉากที่เขาถ่ายทำ มิลล่าเตะต่อย จริงๆ ดูไม่ทัน
    แต่พอเขามาทำภาพก็สโลก็รู้เลยว่ามิลล่าแอ็คชั่นเป๊ะมาก
    นี่เป็นวิวัฒนาการการทำหนังที่ไม่สุกเอาเผากินอย่างที่คุ้นตากัน

    ประทับใจเพราะหวังไปดูหนังแอ็คชั่น ไม่อยากให้มีดราม่ามันน่ารำคาญ
    ถ้าจะเอาอารมณ์ซึ้งๆ คงไม่ไปดูแนวนี้หรอก

    (ขอนอกเรื่องนิด ถ้าเป็นอลิซแล้วเห็นที่มุั่นสุดท้ายของมนุษยชาติกับจำนวนผีๆ ที่ล้อมรอบ ขอกัดลิ้นตายดีกว่า แต่ก็อย่างว่าทั้งเกมส์และหนัง สิ่งที่เขาอยากจะสื่อก็คือความเด็ดเดี่ยวของคน แม้ว่าจะไม่เห็นความหวังก็ตาม) ทำให้กลายเป็นคนที่กล้าที่จะทำอะไรขึ้นเยอะ

    • เงิบกับความเห็นท่านมาก 5555

      -เกมไบโอภาคไหนเล่นเป็นเดือนๆละนั้น ไม่เกิน 10 ชั่วโมงก็จบกันทั้งนั้น หรือเล่น 5 นาทีแล้วต่อวัน 5555+

      -หนังจากเกมที่ดีๆไม่จำเป็นต้องทำเนื้อเรื่องให้เหมือนเกมก็ได้คับ ดูอย่าง silent hill ที่ผมยกให้เป็นหนังจากเกมที่ดีที่สุด ก็ไม่จำเป็นต้องไปเดินเรื่องตามเกมเลย ทีมสร้างสามารถนำเอาบรรยากาศและธีมของเกมมาทำเนื้อเรื่องใหม่ ตัวละครใหม่ได้อย่างลงตัวดีมากๆ

      -ส่วนไอฉากเตะต่อยดูไม่ทันนี้มันเร่งภาพตัดต่อให้ดูเร็วหรอกคับ จิงๆต่อยเตะกันง่อยแดกมาก ส่วนไอฉากสโลก็แต่งภาพตัดต่อเอาทั้งนั้น 555+

      • ท่านนี้คงชอบหนังสยองขวัญเลยเห็นว่า silent hill ดีสุด แต่ความเห็นผม Prince of Persia น่าจะดีที่สุดครับ

      • ก็ไม่ได้เล่นครั้งเดียวจบนี่คะ แล้วก็ไม่ได้มานั่งเล่นทั้งวัน
        การเล่นเกมส์แค่คลายเครียดจากการใช้ชีวิต
        ไม่ได้บ้านั่งเล่นได้เป็นชั่วโมงๆ ในครั้งเดียว
        จริง เตะต่อยที่ดู ดูเบื้องหลัง ไม่ได้เร่งภาพ
        ได้ดูเบื้องหลัง หรือการทำช็อตออกมาแต่ละภาพบ้างไหมคะ
        ใช้เทคโนโลยีแล้วแบ่งเวลาจากเล่นเกมส์มาศึกษาบ้างก็ดีนะ
        สมองจะได้พัฒนา ไม่ต้องมางงอะไรกับเรื่องง่ายๆ

      • อีกอย่าง เล่นจบหลายครั้งเพื่อปลดล็อค
        ภาคสองก็เล่นสองแผ่น ต้องเล่นทั้งเป็นแคลร์กับลีออน
        ก็ต้องจบหลายๆ รอบจะได้ปลดล็อค ไม่ชอบเล่น silent hill ง่ายเกิน เบื่อกินลิโพด้วย

  15. ผม ว่า หนัง ภาคไหนๆ ก็ สนุก นะ โดยส่วยตัว (ไม่คิดเปรียบเทียบอะไรอยู่แล้ว ดูเอามัน) ………..ถ้าจะให้ค่อยจับผิดหนัง ตลอด มันคงไม่มีความสุขในการดู หรอกครับ ถึงแม้ในบางครั้ง มีนจะสวนกับความ รู้สึกบางก็เถอะ

    ถ้าจะเอาจริงๆ ผมว่า มันจบ ตั้งแต่ภาค 1 ล่ะ มั่วตั้งแต่ ภาค 1 (ในความคิดผมนะ ทำไมไม่ทำ ย้อนไปถึง ในยุคของ E.spencer กับ Ashford กับการค้นพบไวรัส ต้นแบบ ตัวแรก ซะเลยล่ะ ยังงันสร้าง 10 ภาคก็ยังไม่จบ

    สาเหตุ ที่ไม่อยากสร้างตาม แบบฉบับของเกมส์ ในทุกส่วน เพราะ ถ้าสร้างออกมาไม่ดี โดนด่า กระจาย …. เค้าเลยสร้าง ให้มัน ฉีกออก มาจากเดิม แต่บางอย่าง ยังคง เสนห์ ของเกมส์เอาไว นิดๆ

    ให้ติดตาม ส่วนคนที่ไม่เคย ไม่ดู ตั้งแต่ภาคแรก หรือ ไม่เคยได้เล่นเกมส์มา ก็จะเกิดคำถาม นั้นคือใคร นี่คือใคร

    สรุป หนัง ok … ยังถือว่าพอได้ อยู่
    ส่วนเกมส์ ผมว่ามันจบ ตั้งแต่ภาค 4 ล่ะ (เสนห์ ของ Resident Evil มันได้จบลงไปแล้ว)
    ภาพสวย จริง แต่ไม่ผ่าน มุมกล้องไม่ผ่าน….ความคิดส่วนตัวผมนะ

    มันสุด ภาค 3 (โดนไล่ บี้ตลอด ระทึกดี)
    เนื้อเรื่องดีสุด ภาค 2
    หลอนสุด+เกมส์ยาวสุุด ภาค 1 (ยิ่ง remake ภาพทั้ง สวยทั้ง หลอน)

    ที่เหลือก็พวก biohazard 0 กับ biohazard code

    กาก สุดก็ gun survivor

    ส่วน 4 , 5 , ORC ………….. ไม่ผ่าน สนุก+สวยแค่ไหน ก็ไม่ผ่าน (ก๊อบมุมกล้องเกมส์ อื่นมา)

    …. อันนี้ นิด นึ่ง นะ (นอกเรื่อง เกมส์ที่ น่า เอามาทำภาค 4 ต่อ parasite eve , dino crisis)

  16. ถ้าทำแบบภาคแรกดีนะแต่ตอนนี้มันออกทะเลมาไกลตัวละครมีพลังพิเศษมากไปเนื้อเรืองมันออกเริ่มมัว

  17. ไม่รู้จะบรรยายความโครตไม่สนุกของภาคนี้ยังไงดี สั้นๆง่ายๆ “เรื่องไม่เดิน แอ็คชั่นงั้นๆ ไม่ต้องดู 3D”

    สำหรับผมในฐานะคนเล่นเกมนี้ต้องบอกว่า ความประทับใจหยุดอยู่แค่ภาค 2 เท่านั้นครับ ต่อให้สุดๆเลยก็แค่ภาค 3 เพราะหลังจากนั้นเนื้อเรื่องแทบจะหยุดอยู่กับที่ ยิ่งภาคต่อๆมานี่ไม่รู้สึกสนุกอะไรเลย

    ถ้าจะมีเหตุผลให้เราๆติดตามต่อ สิ่งเดียวที่รั้งคนดูเอาไว้ได้คืออลิซเท่านั้น ตัวตนชัดเจนในทุกภาคไม่ต่างจากในเกมเลย นอกนั้นก็เป็นฉากแอคชั่นเอื่อยๆ ที่คอหนังแอ็คชั่นเอามันอย่างบ้านเราคงจะชอบ แต่ถ้าถามผมแม้ว่าจะใช้เทคนิคพิเศษแค่ไหนก็รั้งไว้ไม่อยู่แล้วล่ะครับ

    ถามว่าจะติดตามต่อไปไหมก็คงต้องตามแหละ เพราะดูมาทุกภาค แต่หลังจากภาคนี้คงต้องพิจารณากันหนักหน่อยว่าจะดูด้วยโปรหรือจะซื้อแผ่นดี

  18. ผมไม่ค่อยเก่งกับการวิจารณ์ เท่าไหร่นะครับ
    ผมสนุกกับหนังภาคนี้น้อยกว่า ภาคอื่นๆ…
    และสิ่งเดียวที่ค้างในใจผม ตั้งแต่วันที่หนังเข้าวันแรกและดูจนจบคือ….
    เอาลีออนมาทำอะไรวะ…จืดสุดๆไม่มีบทบาทอะไรเลย….
    และนี่คงเป็นเหตุผลที่คนไม่ชอบ มั่วแต่ไม่มันส์..หนังบางเรื่อง มั่วแต่มันส์ มัน ยังโอเคนะ

  19. สำหรับผมถือว่าภาคนี้ทำฉาก Acton ได้ดีกว่าภาคที่แล้ว เข้าสู่หนัง Acton sifi เต็มตัว ภาคนี้ถือว่าให้อารมณ์ที่เปลี่ยนไปเหมือนเรากำลังเล่นเกมอยู่คับ สำหรับ 3D ทำได้ดีพอสมควร เสียงดนตรีทำให้หนังน่าลุ้นขึ้น แต่บางครั้งก็น่ารำคาญ
    เต็ม 10 ให้ 7.7
    ปล.เนื้อเรื่องห่วยมากทำไหมมันติดอยู่ในนั้นทั้งเรื่องฟ่ะและตอนช่วงแรกอลังกาลมากคับ
    ปล.2 หาลีออนคนใหม่เถอะและเอด้าบทน้อยมากๆ

  20. ภาคนี้ดีกว่าภาคที่แล้วเยอะ
    เวลาดูหนังก็อย่าไปคิดถึงเกมสิ จะทำให้ดูหนังสนุกขึ้นเยอะ
    แต่ถ้าเรามัวแต่เปรียบเทียบกับเกมหนังมันก็จะหมดสนุกพอดี
    ดูหนังดูเอาแค่สนุกๆคลายเคลียดก็พอแล้ว
    คิดอะไรมาก……..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.