ข้ามไปยังเนื้อหา

การคัดเลือกนักแสดง และความสัมพันธ์ของตัวละคร ใน The Avengers

ในตอนที่ผู้กำกับวีดอนเริ่มเก็บรายละเอียดในบทภาพยนตร์ของเขา ทีมผู้สร้างก็เริ่มให้ความสนใจไปที่ทีมนักแสดงของ The Avengers
หนึ่งในสิ่งที่เยี่ยมของการที่คุณสร้างหนังที่ถูกกำหนดเรื่องราวแบบนี้คือคุณเริ่มต้นกระบวนการคัดเลือกนักแสดงไป 80% แล้ว” หลุยส์ ดิ’ เอสโปซิโตบอก “ด้วยความที่นักแสดงหลักส่วนใหญ่ของเรามาจากแฟรนไชส์มาร์เวลเรื่องอื่นๆ เราก็สามารถให้น้ำหนักไปที่อีกไม่กี่บทที่เราต้องการหานักแสดงได้”

ทุกทีมต่างก็มีคนที่เราต้องไปหาเมื่อทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น และ “The Avengers” ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเมื่อพวกเขาหันไปหามหาเศรษฐเพลย์บอย นักอุตสาหกรรม โทนี สตาร์ค หรือไอรอน แมน สองภาคแรกของแฟรนไชส์ “Iron Man” ซึ่งเป็นหนี่งในเสาหลักและเป็นขวัญใจของแฟนๆ มาร์เวล ที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ทำรายได้รวมกันไป 1.2 พันล้านเหรียญทั่วโลก

โรเบิร์ตทำได้อย่างยอดเยี่ยมในบทโทนี สตาร์คและเขาก็ใส่ความมั่นใจและอารมณ์ขันที่เนรมิตชีวิตและเป็นลักษณะของตัวละครตัวนี้ได้ในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ใน ‘Iron Man’ ทั้งสองภาคครับ” ผู้อำนวยการสร้างเควิน เฟจบอก “เราอยากจะให้โรเบิร์ตเข้าฉากกับตัวละครทุกตัวเพราะเรารู้ว่าคงจะสนุกน่าดูที่จะได้เห็นโทนีมีปฏิสัมพันธ์กับกัปตันอเมริกา, ธอร์และฮัลค์ ในตอนที่โรเบิร์ตเดินเข้ามาในฉาก ผู้ชมจะตอบรับกับเขาอย่างชัดเจน เขาเป็นตัวละครที่ทรงพลังจริงๆ ทั้งสำหรับเราและหนังเรื่องนี้ด้วยครับ

สำหรับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ไอเดียในการแสดงใน “The Avengers” เริ่มต้นในคืนเปิดตัว “Iron Man” ภาคแรกในปี 2008 “ผมจำได้ว่าเรากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเพื่อรอตัวเลขเข้ามา” ดาวนีย์เล่า “เราเริ่มคิดไอเดียบางอย่างหลังจากเครดิตเรื่อง เพื่อบอกใบ้ถึงความคิด ‘The Avengers’ และในฮอลลีวูด ผมก็ทึ่งในตอนที่เรื่องยากๆ ต่างๆ คลี่คลายได้น่ะครับ

นักแสดงหนุ่มกล่าวต่อไปว่า “ในตอนแรก โทนีคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าขัน แต่ด้วยความที่เขาเป็นโทนี สตาร์ค เขาก็เลยเปิดกว้างต่อโลกความเป็นไปได้ ที่มีอยู่ในโลกของ ‘The Avengers’ โทนีได้รับการบอกใบ้เป็นนัยๆ จากนิค ฟิวรี ที่ชี้นำเขาเกี่ยวกับการเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ยิ่งใหญ่กว่ามาได้ซักพักแล้วน่ะครับ

ผู้ควบคุมงานสร้างเจเรมี แลทแชมกล่าวเสริมว่า “ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังเป็นโทนี สตาร์คและเขาก็เข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้อย่างดี เขาเต็มใจที่จะเสียสละแต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถูกใจกับความน่าขันของมัน ผลก็คือโทนี สตาร์คเป็นเหมือนตัวแทนของผู้ชมเพราะเขาเป็นคนที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ธรรมดามากที่สุดในบรรดาซูเปอร์ฮีโร ทั้งนี้ก็เพราะโทนี สตาร์คเป็นมหาเศรษฐี เพลย์บอล นักการกุศล ผู้ดื่มเหล้าหนัก แต่จริงๆ แล้ว เขาก็เป็นคนที่ตลก สนุกสนาน ซึ่งก็ออกมาเยี่ยมมากๆ ครับ

ผู้อำนวยการหน่วย S.H.I.E.L.D. (Strategic Homeland Intervention Enforcement Logistics Division) ผู้เกลี้ยกล่อมโทนี สตาร์คให้ร่วมทีมเอเวนเจอร์สคือนิค ฟิวรี ผู้รับบทโดยแซมมวล แอล. แจ็คสัน (“Unbreakable,” “Pulp Fiction”) นิค ฟิวรีต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบบ่อยครั้งในฐานะผู้ดูแลความปลอดภัยของโลกใบนี้

สิ่งที่เราสัญญากับแซมตอนที่เราสร้าง ‘The Avengers’ คือมันจะเป็นเวลาเด่นของเขาครับ” ผู้อำนวยการสร้างเควิน เฟจบอก “แซมยินดีมากๆ เมื่อเขาได้รับบทและเห็นว่านิค ฟิวรีมีฉากเยี่ยมๆ มากแค่ไหนในหนังเรื่องนี้ เขาเป็นคนแอ็กทีฟมากๆ และเขาก็เป็นผู้สั่งการจากเฮลลิแคร์เรียร์ และได้มีส่วนกับแอ็กชันจริงๆ ถ้าผมจะต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ถูกบอกเล่าจากมุมมองของใคร ก็คงเป็นมุมมองของนิค ฟิวรีนั่นแหละครับ

สำหรับแซมมวล แอล. แจ็คสัน การได้นิค ฟิวรีมาเป็นตัวเด่นและศูนย์กลางของ “The Avengers” เป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่ายินดีจากบทคามีโอมากมายในแฟรนไชส์มาร์เวลเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมรู้สึกดีที่ได้เป็นคนจัดการทีมเอเวนเจอร์สครับ” แจ็คสันบอก “นิค ฟิวรี ตัวละครของผม รู้ขีดจำกัดของตัวเองดี เขาเป็นคนที่เข้าใจถึงภัยคุกคามนั้นและจะต้องทำให้พวกเขาเข้าใจถึงธรรมชาติของภัยคุกคามที่ว่าครับ ว่ารวมกันเราจะแข็งแกร่งกว่าแยกกัน การใช้คูลสันจัดการให้พวกเขาทำในสิ่งที่เขาต้องการให้พวกเขาทำไม่ได้เกินกว่าสิ่งที่นิคจะทำเลย เขาปกปิดความจริงเล็กน้อยเพื่อให้พวกเขาฮุบเหยื่อและเข้าร่วม ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาทุกคนก็หลงกลครับ

ผู้กำกับวีดอน อธิบายถึงสิ่งที่เขาชื่นชอบเกี่ยวกับแซมมวล แอล. แจ็คสันในฐานะนักแสดง “ผมคิดเสมอว่ามีเขาสองคนเพราะเขาโด่งดังจากบทคนกล้าบ้าบิ่นอย่างใน ‘Pulp Fiction’ ที่สามารถทำเอาท์ม็อกซีใครก็ได้ในห้อง ก่อนหน้าที่เราจะเริ่มถ่ายทำ ผมบอกเขาว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องจำเอาไว้คือ ‘ชาฟท์น้อยหน่อย กลาสมากหน่อย’ [ตัวละครของแจ็คสันใน “Unbreakable”] ผมอยากเห็นคนที่สามารถสั่งการคนทั้งห้องได้ด้วยเสียงที่ไม่เหลือช่องว่างในการตั้งคำถามว่าใครเป็นคนมีอำนาจในองค์กรใหญ่ยักษ์นี้ นอกจากนั้นแล้ว ผมก็เป็นแฟนของ ‘Unbreakable’ ด้วย ผมก็เลยชื่นชอบความลึกซึ้งและความเศร้าเสียใจที่เขาสามารถใส่ลงไปในตัวละครตัวนี้ได้ด้วยเช่นกันครับ

เอเวนเจอร์สคนหนึ่งที่กำลังทุกข์ทรมานจากหัวใจสลายคือกัปตันอเมริกา ที่รับบทโดยคริส อีแวนส์ (“Captain America: The First Avenger,” “Sunshine”) กัปตันอเมริกา ผู้ถูกขังอยู่ในก้อนน้ำแข็งตั้งแต่ปี 1945 ตื่นขึ้นมาเพื่อพบโลกที่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ที่ซึ่งเพื่อนและเพื่อนร่วมรบทุกคนของเขาได้จากไปหมดแล้ว 

มันไม่ใช่แค่ว่ากัปตันอเมริกาตื่นขึ้นมาในโลกใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ว่าเขาต้องทำใจกับความรู้สึกที่พบว่าทุกคนที่เขารู้จักตายไปหมดแล้ว” คริส อีแวนส์บอก “ทุกคนที่เขาเรียกว่าพี่น้องในสมรภูมิจากไปแล้วและโลกรอบตัวเขาก็เป็นสถานที่ที่ต่างออกไป มันมีจังหวะที่เร็วกว่าและเป็นส่วนตัวน้อยลงเพราะเทคโนโลยีใหม่ได้สร้างกำแพงระหว่างผู้คน ในยุค 40s มันจะมีความจริงใจที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ในลักษณะพฤติกรรมของคนและผมก็คิดว่าปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ก่อให้เกิดมารยาท การฟื้นขึ้นมาในโลกสมัยใหม่เป็นวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไปอย่างมาก และสตีฟ โรเจอร์สก็ต้องปรับตัวให้เคยชินกับมันครับ

ด้วยความสำเร็จของ “Captain America: The First Avenger” ที่เปิดตัวอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศและทำรายได้ไปกว่า 368 ล้านเหรียญทั่วโลก อีแวนส์จะต้องเคยชินกับความโด่งดังที่เกิดขึ้นจากการรับบทหนึ่งในตัวละครหนังสือการ์ตูนที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดตลอดกาล

การรับบทกัปตันอเมริกาทั้งน่ากลัวและน่าตื่นเต้นในขณะเดียวกัน” อีแวนส์บอก “’Thor’ เปิดตัวไปแล้วและทำได้ดีมากผมก็เลยได้แต่คิดว่า Captain America จะต้องทำได้ดีเหมือนกันนะเพราะผมไม่อยากเป็นจุดอ่อนสำหรับ ‘The Avengers’ โชคดีที่มันก็ทำได้ดีจริงๆ ซะด้วยและมันก็เป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์ที่ได้เห็นใบหน้าของเด็กๆ สว่างไสวขึ้นเมื่อพวกเขาได้เห็นผมสวมคอสตูม มันเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผม ซี่งผมก็ชื่นชมกับมันมากๆ

เราเกลี้ยกล่อมคริส อีแวนส์อยู่นานกว่าเขาจะเชื่อใน ‘Captain America’ และให้เขาแสดงหนังเรื่องนี้” ผู้อำนวยการสร้างเควิน เฟจบอก “เราเชื่อในตัวเขาและรู้ว่าเขามีพรสวรรค์ขนาดไหน แต่สิ่งที่น่าพึงพอใจคือผู้ชมยอมรับเขาในฐานะสตีฟ โรเจอร์สมากขนาดไหน พวกเขายอมรับตัวละครทุกตัวของเราและเราก็อยากจะนำความปรารถนาดีทั้งหมดนั้นใส่ลงไปใน ‘The Avengers’ ด้วยครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ พูดสอดคล้องกับความรู้สึกที่เฟจมีต่อเพื่อนร่วมงานของเขาว่า “ผมชื่นชอบคริส อีแวนส์เป็นพิเศษและผมก็คิดว่าเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ถูกประเมินค่าต่ำไปมากที่สุด ผมได้เห็นเขาและคิดในใจว่า เขาเป็นคนที่สวมชุดธงชาติอเมริกัน แต่ผมก็เชื่อเขาสุดใจ เขาทำได้ยังไงนะ? อีกสิ่งหนี่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับคริสคือเขาเป็นคนแข็งแกร่งจากบอสตัน แต่เขาก็เป็นศิลปินผู้อ่อนไหว ที่มีความคิดเห็นของตัวเองด้วย

“ตัวละครของเราเชื่อมโยมกันอย่างมากเพราะสตีฟ โรเจอร์สใกล้ชิดกับโฮเวิร์ด สตาร์คมากๆ และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็แน่นแฟ้น และมีอะไรบางอย่างที่จับต้องได้” ดาวนีย์กล่าวต่อ “ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างสตีฟ โรเจอร์สและโทนี สตาร์คไม่เวิร์ค หนังเรื่องนี้ก็จะไม่เวิร์คครับ

อีกแฟรนไชส์ใหม่ในโลกมาร์เวลคือ “Thor” ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นในฤดูร้อนปี 2011 อย่างยิ่งใหญ่เมื่อมันเปิดตัวในอันดับหนึ่งของบ็อกซ์ออฟิศ ด้วยรายได้ 65.7 ล้านเหรียญ ก่อนที่จะทำเงินไปได้ 446 ล้านเหรียญทั่วโลก ใน “The Avengers” คริส เฮมส์เวิร์ธ (“Star Trek,” “A Perfect Getaway”) ได้กลับมารับบท ธอร์ เทพเจ้าไวกิ้งผู้ถือค้อนอีกครั้ง

เฮมส์เวิร์ธอธิบายถึงการที่ปัญหาครอบครัวบีบให้ธอร์ต้องหวนคืนสู่โลกมนุษย์อีกครั้งใน “The Avengers“ธอร์กลับมายังโลกเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพราะโอดินเรียกพลังชั่วร้ายมาจากจักรวาลและมันก็มีค่าตอบแทนครับ” เฮมส์เวิร์ธบอก “เขากลับมาเพื่อนำตัวโลกิ ผู้สร้างความวุ่นวายในโลกและก่อให้เกิดความโกลาหล กลับไป นอกจากนี้ เขายังมีคำถามบางอย่างที่ต้องการคำตอบเช่น ‘มันเกิดเรื่องนี้ได้อย่างไร แล้วฉันกับน้องชายฉันทำผิดที่ตรงไหน’ น่ะครับ

นักแสดงหนุ่มกล่าวต่อไปอีกว่า “ใน ‘Thor’ ตัวละครของผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับความถ่อมตัวและมีความเคารพต่อมนุษย์เพราะพวกเขาสามารถช่วยเขาตามหาตัวเองที่เขาอยากจะเป็นเพื่อให้ได้พลังกลับคืนมา นอกจากนี้ ผมยังคิดด้วยว่าเขารู้สึกอยากปกป้องมนุษย์เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจน นอกจากนี้ การร่วมทีมเอเวนเจอร์สยังเป็นเรื่องลำบากเพราะเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตรงที่ว่าโลกิ น้องชายของเขาเป็นคนที่สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น และเขาก็กลัวว่าคนอื่นๆ อาจจะอยากฆ่าเขาแทนที่จะหยุดยั้งเขาและริบพลังของเขาไปน่ะครับ

เหตุผลที่เราเลือกคริส เฮมส์เวิร์ธคือเราไม่อยากให้ธอร์เป็นตัวละครมิติเดียวเหมือนอโดนิสน่ะครับ” ผู้อำนวยการสร้างเควิน เฟจบอก “สิ่งที่ทำให้ตัวละครเป็นตัวละครมาร์เวลคือคุณสามารถเข้าถึงพวกเขาได้และตระหนักถึงจุดอ่อนและปัญหาของคุณในจุดอ่อนและปัญหาของตัวละคร ใน ‘Thor’ ตัวละครจะต้องเรียนบทเรียนของการถ่อมนและคริสก็สามารถนำเสนอเรื่องนั้นได้ในแบบที่น่าชื่นชมมากๆ แม้ว่าเขาจะมาจากอีกโลกหนึ่งก็เถอะ

ผู้ที่ช่วยนิค ฟิวรีในการนำเหล่าเอเวนเจอร์สออกปฏิบัติภารกิจคือนาตาชา หรือแบล็ค วิโดว์ สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน (“We Bought a Zoo,” “Vicky Cristina Barcelona”) ผู้กลับมารับบทเดิมของเธอจาก “Iron Man 2” อีกครั้ง รู้สึกยินดีที่ได้กลับไปสวมชุดสุดเซ็กซีของแบล็ค วิโดว์ อีกบุคลิกหนึ่งของตัวละครของเธออีกครั้ง

บอกตามตรงนะคะ ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจาก ‘Iron Man 2’ อนาคตของแบล็ค วิโดว์จะเป็นยังไง” โจแฮนสันเล่า “ฉันไม่รู้ว่าแฟนๆ จะตอบสนองอย่างไร แต่การได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกมาร์เวลและได้รับบทตัวละครที่วาดลวดลายบู๊ขนาดนี้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นทีเดียว ครั้งแรกที่คุณได้เห็นตัวละครตัวนี้ใน ‘Iron Man 2’ คุณจะไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเธอมากนักเพราะเธอเหมือนปลาไหลค่ะ เธอยังมีแง่มุมต่างๆ ที่เผยออกมาและจนถึงปัจจุบันนี้ เธอก็ยังเป็นคนที่มีหลายแง่มุมค่ะ ในหนังเรื่องนี้ ผู้ชมจะได้เห็นเรื่องราวเบื้องหลังและอดีตมืดหม่นของเธอมากขึ้น ซึ่งสำหรับฉันแล้วเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากเพราะอดีตที่มืดหม่นของตัวละครเป็นสิ่งที่ดึงดูดฉันเสมอค่ะ

สการ์เล็ตต์ นำความเข้มแข็งและความแสบซ่าส์ ในแบบที่ผู้หญิงอยากจะเห็นในตัวละครหญิงมาสู่บทของเธอครับ” แซมมวล แอล. แจ็คสันบอก “เธอเป็นคนสวย ผู้ชายก็เลยชอบมองเธอ แต่เธอตอบรับความแข็งแกร่งของตัวละครของเธอและเธอก็ทำให้มันดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย ซึ่งมันทำได้ยากมากเพราะคนมักจะคิดเสมอว่า ‘ฉันไม่แคร์หรอกว่าเธอจะแกร่งแค่ไหน เธอล้มฉันไม่ได้หรอก’ แต่เธอมีลักษณะยอดเยี่ยมที่ทำให้เธอสามารถทำสิ่งต่างๆ อย่างที่เธอทำได้ครับ ระหว่างนิค ฟิวรีและแบล็ค วิโดว์ มันมีความรักแบบพ่อลูก ที่นอกเหนือจากเรื่องงาน ผมสอนเธอมากกว่าคนส่วนใหญ่เพราะเรื่องนี้ครับ”

สำหรับผู้กำกับวีดอน การได้ตัวละครหญิงแกร่งมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเอเวนเจอร์สที่พลุ่งพล่านไปด้วยเทสโทสเตอโรนเป็นสิ่งจำเป็น “แบล็ค วิโดว์เป็นตัวละครที่สนุกมากและผมก็ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทีมเอเวนเจอร์สจะมีแต่ผู้ชายไม่ได้น่ะครับ” วีดอนบอก “เพราะตารางการถ่ายทำทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราไม่มั่นใจว่าเราจะได้ตัวสการ์เล็ตต์มารึเปล่า แต่ผมก็ดีใจมากๆ เมื่อเธอเซ็นสัญญาเพราะเธอได้นำอะไรมากมายมาสู่หนังเรื่องนี้ และก็เป็นจุดแตกต่างที่ดีสำหรับเพื่อนร่วมแสดงชายของเธอน่ะครับ

ผู้กำกับกล่าวเสริมอีกว่า “สการ์เล็ตต์ไม่เหมือนตัวละครของเธอเลยเพราะเธอทั้งตลกและน่ารักมาก ผมอยากให้เธอรับบทที่ตรงกันข้ามกับนิสัยของเธอเพราะเราอยากให้แบล็ค วิโดว์มีความมืดหม่นมากกว่าใน ‘Iron Man 2’ คุณจะได้รู้ถึงเรื่องราวเบื้องหลังของเธอและมันก็ไม่ค่อยสวยนักหรอกครับ สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับสการ์เล็ตต์คือเธอแม่นยำมากๆ ว่าเธอจะรับบทตัวละครตัวนี้อย่างไรและเธอจะทำอะไรกับมัน มันก็เลยไปได้เยี่ยมมากๆ สำหรับพัฒนาการของแบล็ค วิโดว์น่ะครับ

แง่มุมที่มืดหม่นกว่าของแบล็ค วิโดว์ปรากฏชัดตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้เห็นตัวละครตัวนี้ ตามที่ผู้ควบคุมงานสร้าง หลุยส์ ดิ’ เอสโปซิโตอธิบาย “การเปิดตัวของแบล็ค วิโดว์ในเรื่องยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ เธอถูกมัดติดกับเก้าอี้และกำลังถูกทารุณโดยผู้ร้ายที่กำลังสอบสวนเธออยู่ และคุณก็คิดว่าเธอไม่น่าจะรอดจากสถานการณ์นี้ได้ แต่มีโทรศัพท์ดังขึ้น แล้วแบล็ค วิโดว์ก็รับโทรศัพท์แล้วบอกว่า ‘ฉันกำลังสอบสวนอยู่’ มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แล้วเธอก็วางโทรศัพท์แล้วจัดการเรื่องให้เรียบร้อย มันเจ๋งจริงๆ และผมก็คิดว่าผู้ชมน่าจะชอบฉากนั้นนะครับ

หลังจากกำจัดพวกผู้ร้ายทิ้งไปแล้ว แบล็ค วิโดว์ก็ออกตามหาบรูซ แบนเนอร์ ผู้หลบซ่อนตัวเพื่อถอยห่างจากทุกสิ่งที่สามารถนำความเครียดและความขัดแย้งมาสู่ชีวิตเขาได้ ด้วยความที่อีริค บานาและเอ็ด นอร์ตัน เคยรับบทนี้มาก่อนในแฟรนไชส์นี้ ทีมผู้สร้างก็ต้องหานักแสดงของพวกเขาเองที่จะมารับบทตัวละครที่ซับซ้อนนี้ สำหรับผู้กำกับวีดอน การค้นหานั้นเริ่มต้นและสิ้นสุดลงด้วยมาร์ค รัฟฟาโล (“Shutter Island,” “The Kids Are All Right”)

มาร์คเป็นตัวเลือกในฝันของผมและผมก็หมายตาเขาเอาไว้ครับ” วีดอนกล่าว “ผมอยากได้มุมมองใหม่สำหรับตัวละครตัวนี้ ผมก็เลยไปหามาร์เวลตั้งแต่ช่วงแรกๆ บอกว่า ‘ผมรู้จักคนๆ หนึ่งที่น่าจะเป็นบรูซ แบนเนอร์ที่ยอดเยี่ยมได้’ แล้วพวกเขาก็บอกว่า ‘ถ้าไม่ใช่มาร์ค รัฟฟาโล เราก็ไม่รู้เหมือนกัน’ ผมก็แบบ ‘อะไรนะ?!’ ผมอึ้งไปเลยก่อนจะบอกว่า ‘คุณล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย เมื่อกี้คุณไม่ได้พูดแบบนั้นใช่มั้ย’ แล้วผมก็โชว์ลิสต์ของผมที่อยู่ในกระเป๋าตังค์ที่มีชื่อของเขาอยู่บนสุดของลิสต์ แล้วพวกเขาก็สนับสนุนเต็มที่เลยครับ

สำหรับรัฟฟาโล โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ เพื่อนและเพื่อนร่วมงานของเขาเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขารับบทนี้ “‘The Avengers’ ไม่ใช่หนังแบบที่ผมเคยแสดงมาก่อนในอดีต หรือที่ผมมักจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมน่ะครับ” รัฟฟาโลกล่าวพลางหัวเราะ “ผมกังวลนิดๆ เรื่องนี้เพราะตอนที่ผมกับจอสพบกันครั้งแรกเกี่ยวกับบทนี้ ยังไม่มีบทเลย ผมนึกถึงไอรอน แมนเยอะมาก ผมนึกถึงสิ่งที่โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ทำกับบทนั้น เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงฮีโรของผมครับ ผมชอบสิ่งที่โรเบิร์ตทำจริงๆ เขาปรับเปลี่ยนหนังแนวนี้ใหม่ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าผมน่าจะสามารถเข้ากับโลกใบนั้นได้ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม ผมได้พบกับจอส ผู้ที่ผมชื่นชอบในทันที ดังนั้น เมื่อมีเขากับโรเบิร์ต ผมก็เลยตัดสินใจร่วมด้วยครับ

มาร์ค รัฟฟาโลเป็นคนตลกมาก แล้วตอนแรกที่เขาได้รับเลือก เขาก็บอกว่า ‘บรูซ แบนเนอร์เป็นเหมือนแฮมเล็ทในรุ่นของเขา ทุกคนต่างก็มีโอกาสได้ลอง ตอนนี้ มันกลายเป็นบทที่ต้องอ่านสำหรับนักแสดงไปแล้ว’” ผู้ควบคุมงานสร้างเจเรมี แลทแชมบอก “ผมคิดว่ามันเป็นมุมมองที่ตลกดีเพราะนี่เป็นตัวละครที่แข็งแกร่งจริงๆ และก็มีนักแสดงเยี่ยมๆ หลายคนเคยได้ทดลองเล่นบทนี้มาแล้ว มาร์คสามารถนำเอาความเป็นมนุษย์ใส่ลงไปในบรูซ แบนเนอร์ และผมก็คิดว่าวิธีการสวมบทนี้ของเขาคือการสำรวจแง่มุมที่เป็นมนุษย์ของตัวละครตัวนี้ ซึ่งเป็นคนดี แต่ก็มีปมในใจครับ

นอกเหนือจากโรเบิร์ต มาร์คอาจเป็นคนที่ผมใช้เวลาด้วยมากที่สุดในช่วงเตรียมงานสร้าง” จอส วีดอนบอก “เราคุยกันถึงเรื่องความโกรธ ว่ามันปรากฏขึ้นอย่างไร เพื่อที่เราจะสามารถเปลี่ยนฮัลค์ให้ห่างไกลจากการเป็นสัตว์ร้ายคำรามนี้ได้ บรูซ แบนเนอร์เลิกคิดไอเดียที่ว่าเขาจะสามารถรักษาปัญหาเรื่องความโกรธของตัวเองแล้วพยายามที่จะจัดการมันและโฟกัสพลังงานทั้งหมดของเขาไปกับการช่วยเหลือคนอื่น เขาไม่อยากจะเป็นจุดสนใจ แต่แน่นอนครับ เขากลายเป็นจุดสนใจในตอนที่เขาได้มาร่วมทีม

สิ่งที่ผมกับจอสชื่นชอบเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้คือเขาจะต้องมีความรู้สึกแบบคนธรรมดาและมีเสน่ห์แบบคนที่ผ่านโลกมาเยอะน่ะครับ” รัฟฟาโลบอก “นอกจากนี้ เรายังเห็นพ้องด้วยว่าเขาน่าจะมีอารมณ์ขันเกี่ยวกับสถานการณ์ของเขา จากหนังล่าสุดที่เกี่ยวกับฮัลค์ มันมีบอกใบ้ว่าจริงๆ แล้ว แบนเนอร์อาจจะมีอำนาจควบคุมเหนือสัตว์ร้ายในร่างเขานิดๆ เราอยากให้เขาสนุกและน่าสนใจในฐานะแบนเนอร์และเจ๋งในฐานะของฮัลค์น่ะครับ

ผมกับจอสคิดว่าน่าจะเจ๋งดีถ้าเราพบแบนเนอร์ที่นิคมโรคเรื้อนในอินเดีย ที่มีความทุกข์ทรมานมากมายจนแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะโกรธกับอะไรก็ตามที่อาจทำให้เขาเปลี่ยนร่างไปเป็นฮัลค์น่ะครับ” รัฟฟาโลสรุป

จอสเขียนตัวละครนี้ขึ้นมาเพื่อที่ผู้ชมจะได้รักบรูซ แบนเนอร์ในแบบเดียวกับที่พวกเขารักบิล บิกซ์บี้น่ะครับ” ผู้อำนวยการสร้างเควิน เฟจบอก “ใน ‘The Avengers’ บรูซ แบนเนอร์มีอารมณ์ขันและเขาก็ไม่ได้จมอยู่กับห้วงความทุกข์โศกตลอดเสียงหัวเราะหลายครั้งในเรื่องมาจากตัวละครตัวนี้และในช่วงเริ่มต้น ตอนที่เราได้เห็นสิ่งที่มาร์คทำกับบทนี้ เราก็รู้สึกว่าในที่สุด เราก็มีโอกาสได้นำเสนอบรูซ แบนเนอร์ในแบบที่เราอยากทำมาโดยตลอดเสียที

ระหว่างที่ทีมผู้สร้างกำลังกำหนดตัวสมาชิกร่วมทีมเอเวนเจอร์ส ผู้อำนวยการสร้างเควิน เฟจก็ให้ความเห็นถึงการตัดสินใจเลือกผู้ร้ายในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “ใน ‘Thor’ เราได้เห็นโลกิแค่ในแอสการ์ดและโจทุนเฮม ดินแดนของยักษ์น้ำแข็ง แต่หนังเรื่องนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้กับโลกิพอๆ กับที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของธอร์น่ะครับ” เฟจอธิบาย “ในท้ายหนังเรื่องนั้น คุณได้เห็นว่าเขาหันหลังให้กับอดีตและครอบครัว เราอยากจะเห็นว่าก้าวต่อไปของเขาคืออะไรและใน ‘The Avengers’ โลกิก็ตั้งใจที่จะยึดครองโลก น้องชายของเขาได้ครองบัลลังก์ บิดาแท้ๆ ของเขาก็ได้ครองบัลลังก์ บิดาบุญธรรมของเขาก็มีบัลลังก์ และตอนนี้ เขาก็อยากได้บัลลังก์ของตัวเอง และเขาก็รู้สึกว่าได้เวลาอันสมควรแล้วน่ะครับ

ผู้อำนวยการสร้างกล่าวต่อไปว่า “ใน ‘The Avengers’ เล่มแรก โลกิเป็นคนสร้างปัญหาและมันก็ทำให้พวกเขามารวมตัวกัน ดังนั้น มันไม่เพียงแต่เวิร์คในลำดับที่เรากำลังบอกเล่าเรื่องราวพวกนี้ในหนังของเราเท่านั้น แต่มันยังมีต้นกำเนิดมาจากการ์ตูนเล่มแรกด้วย

สำหรับทอม ฮิดเดิลสตัน (“War Horse,” “Midnight in Paris”) ผู้รับบทพี่ชายผู้ซุกซนของธอร์ใน “Thor” การเล่าถึงวันที่มีคนบอกเขาว่า ตัวละครของเขาจะได้ถูกต่อยอดอย่างยิ่งใหญ่ยังคงนำรอยยิ้มมาสู่ใบหน้าของเขา “ในช่วงท้ายของการถ่ายทำ ‘Thor’ จอส วีดอนมามาร์เวล สตูดิโอส์บ่อยๆ เพราะเขากำลังเขียนบท ‘The Avengers’ และเขาก็ขอให้ผมไปซื้อชาให้เขาหน่อย” ทอม ฮิดเดิลสตันบอก “เรานั่งกันอยู่ในร้านกาแฟในซานตา มอนิกาและเขาก็บอกว่า ‘ผมจะบอกอะไรให้นะ ทอม มีการพูดถึงวายร้ายหลายตัวในหนังเรื่องนี้ แต่ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น ผมอยากให้โลกิเป็นผู้ร้ายตัวเดียว’ หลังจากที่ผมหายอึ้งแล้ว ผมก็ม้วนตัวกลับและเราก็คุยกันเป็นชั่วโมงๆ ว่าโลกิเป็นใคร เขามีแรงจูงใจอะไรและตัวละครตัวนี้ได้รับความบอบช้ำด้านจิตใจอย่างไร รวมถึงความยินดีที่เขาได้รับจากการเป็นจอมวายร้ายและผู้นำมาซึ่งความโกลาหลน่ะครับ

ฮิดเดิลสตันพูดถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงของตัวละครตัวนี้จากตอนจบของ “Thor” ไปสู่ตอนเริ่มต้นของ “The Avengers” ว่า “ในตอนจบ ‘Thor’ เขาได้ละทิ้งความกังวล ความรักและความผูกพันต่อแอสการ์ดและครอบครัวของเขาและหายตัวไปในหลุมรูหนอน และคนก็คิดกันว่า เขาตายรึยัง เขาหายไปไหน เขาหายเข้าไปในช่องว่างแห่งสถานที่และเวลารึเปล่า แต่คนที่ได้เห็นซีเควนซ์ช่วยท้ายเครดิตใน ‘Thor’ ก็จะเห็นนิค ฟิวรีและเซลวิคคุยกันถึงลูกบาศก์พลังงานสีน้ำเงินที่ลึกลับ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานอนันต์ที่สามารถทำให้ทุกคนสยบอยู่ภายใต้พลังของมันได้ โลกิจะใช้ลูกบาศก์นี้เป็นอาวุธซูเปอร์นิวเคลียร์ของเขาเพื่อยึดครองโลกและเพื่อบีบให้มนุษยชาติร่วมกับบูชาเขาน่ะครับ

ตอนแรกผมกังวลว่าโลกิเป็นที่รู้จักว่าเป็นจอมกลั่นแกล้ง แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่าเอเวนเจอร์สส่วนใหญ่ก็ตาม” ผู้กำกับจอส วีดอนกล่าว “เราใช้เวลาไปกับการสร้างตัวละครเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาแข็งแกร่งและอันตรายแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้มันเวิร์คคือทอม ฮิดเดิลสตัน เขาได้เนรมิตชีวิตให้กับตัวละครตัวนี้จริงๆ และเขาก็เหมือนโลกิ ตัวละครคลาสสิกจากการ์ตูนมากกว่าที่เขาเป็นใน ‘Thor’ ที่เขาจะมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่งดงามครับ

แม้ว่าโลกิจะเปลี่ยนไปจากตอนที่เราได้เห็นเขาครั้งสุดท้ายใน ‘Thor’ ทั้งความขุ่นข้องหมองใจ ความเปราะบางและประเด็นพี่น้องยังคงลุกไหม้อยู่ในใจเขา” ผู้ควบคุมงานสร้างเจเรมี แลทแชมบอก “ทอมได้ร้อยเรียงสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในตัวละครตัวนี้และคุณก็รู้สึกเหมือนกับว่าเขาอาจจะเดินตรงมาฆ่าคุณหรือแอบย่องมาจากด้านหลังแล้วฆ่าคุณ ซึ่งสำหรับโลกิ คุณก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นแบบไหนน่ะครับ

แง่มุมที่โลกิได้นำไปสู่ “The Avengers” คือความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างเขากับธอร์ พี่ชายต่างสายเลือดของเขา “ใน ‘The Avengers’ ธอร์เริ่มต้นจากการเป็นนักรบผู้ภาคภูมิ ผู้มีความตั้งใจอันดีครับ” คริส เฮมส์เวิร์ธบอก “ทั้งหมดนั้นถูกทดสอบเมื่อเขาต้องคำนึงว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่ชายหรือทีมที่เขาตกลงที่จะสู้ร่วมกัน มันเป็นการตัดสินใจที่ลำบากเพราะเขารู้สึกว่าบางที โลกิอาจจะมีความดีหลงเหลืออยู่เบื้องใต้ความชั่วร้ายนั้นก็ได้น่ะครับ

โลกิรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าและถูกปฏิเสธโดยพี่ชายของเขา ผมคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็เลยแข็งแกร่งและชัดเจนครับ” ฮิดเดิลสตันบอก “จิตวิญญาณที่สูงส่งของธอร์ตระหนักถึงประกายความดีงามในตัวโลกิ ความสัมพันธ์ระหว่างธอร์และโลกิเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ของพวกเขาและทำให้เรื่องราวนั้นน่าสนใจ คุณจะไม่ไว้วางใจโลกิซะทีเดียวแต่คุณก็ไม่อยากจะฆ่าเขาซะทีเดียวด้วยเหมือนกันครับ

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงทั้งคู่ก็แตกต่างออกไปมาก คริส เฮมส์เวิร์ธเล่าว่า “ผมชอบการได้ร่วมงานกับทอมใน ‘Thor’ เพราะเรามีเวลาพัฒนาความสัมพันธ์ของเราครับ การได้กลับมาร่วมงานกับเขาอีกครั้งเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยมาก กับคนอื่นๆ พวกเขาต่างก็เป็นนักแสดงที่เหลือเชื่อ แต่คุณก็จะต้องพัฒนาการโต้ตอบกันขึ้นมาใหม่ แต่กับทอม เรารู้จังหวะกันดีอยู่แล้ว และสามารถต่อยอดจากตรงนั้นได้เลย

ทั้งธอร์และโลกิต่างก็ได้มีเครื่องแต่งกายที่ผ่านการพัฒนามาแล้ว จากฝีมืออเล็กซานดรา ไบรน์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผู้สร้างลุคของตัวละครทั้งสองมาใน “Thor”

ลุคของธอร์และโลกิได้พัฒนาขึ้นมาจาก ‘Thor’ สู่ ‘The Avengers’ ค่ะ” ไบรน์บอก “ฉันได้เปรียบตรงที่ฉันเคยร่วมงานกับคริสและทอมอย่างใกล้ชิดมาแล้ว ฉันก็เลยสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากพวกเขาทั้งคู่ในแง่ของการแสดงและการเคลื่อนไหว ในการออกแบบชุดสำหรับ ‘Thor’ ฉันรู้ว่าการตัดสินใจด้านเทคนิคช่วงเริ่มแรกจะมีอิทธิพลสำคัญอย่างใหญ่หลวงในช่วงที่เครื่องแต่งกายใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ เรามักตัดสินใจเพื่อนำไปสู่วิธีการที่ดีที่สุดตรงจุดนั้น แต่ความซับซ้อนของเครื่องแต่งกายเหล่านี้หมายถึงว่าบ่อยครั้งคุณก็ต้องใช้เทคนิคใหม่ๆ และการผสมผสานวัตถุดิบหลายอย่างเข้าด้วยกัน และคุณก็จะพบตัวเองอยากจะหมุนเวลากลับไปและปรับเปลี่ยนตัวเลือกก่อนหน้านี้ของคุณน่ะค่ะ มันอาจเป็นเรื่องง่ายแค่ว่าคุณจะติดซิปที่ตรงไหน หรือจะกำหนดจุดขยับตรงไหนที่ชุดเกราะ กระบวนการนี้เป็นส่วนผสมที่น่าตื่นเต้นระหว่างการดึงเอาประสบการณ์เก่ามาใช้และการทดสอบสิ่งที่เราไม่รู้น่ะค่ะ

ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายกล่าวต่อไปอีกว่า “ลุคใหม่ที่ไร้แขนเสื้อของธอร์เกิดขึ้นจากการที่เราพยายามจะสร้างลุคที่ไม่มีชุดเกราะให้กับฉากสนทนาระหว่างพวกเอเวนเจอร์ส นอกจากนั้น ลุคนั้นยังเกิดจากการ์ตูนและเข้ากันได้อย่างดีกับลักษณะทางกายภาพที่เหลือเชื่อของคริส เฮมส์เวิร์ธ แขนที่มีกล้ามเป็นมัดเป็นเครื่องหมายการค้าของธอร์และจานร่อนและผ้าคลุมแดงก็เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเครื่องแต่งกายของเขาค่ะ กุญแจสำคัญของลุคของโลกิในหนังทั้งสองเรื่องคือเสื้อโค้ทของเขา ฉันรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่แสดงถึงความหลงตัวเองของเขาได้เป็นอย่างดี และมันก็เอื้อประโยชน์กับทักษะทางกายและการเคลื่อนไหวที่วิเศษสุดของทอม ฮิดเดิลสตันด้วย ไอเดียนี้เกิดจากความสง่างามและความหลงตัวเองของพวกสุภาพบุรุษในกรุงโรม ที่เดินไปมาในชุดโค้ทฤดูหนาว พร้อมด้วยตั้งปกเสื้อขึ้นเมื่อเกิดลมหนาวขึ้น ในเรื่องราวทั้งสองเรื่องนี้ โลกิมีเสื้อโค้ทเจ็ดตัวค่ะ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เกิดจากความสามารถในการแปลงร่างของเขาด้วย

การปกป้องเทซเซแร็คท์เป็นหน้าที่ของหน่วยงาน S.H.I.E.L.D ของนิค ฟิวรี และเขาก็วางคนที่ดีที่สุดของเขา คลิฟ บาร์ตันหรือฮอว์คอาย ให้ทำหน้าที่นี้ เจเรมี เรนเนอร์ (“The Hurt Locker,” “The Town”) ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด อธิบายถึงการที่ตัวละครของเขาพบตัวเองอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเมื่อเทซเซแร็คท์ วัตถุลึกลับที่เขากำลังเฝ้าดูแลอยู่นั้น ได้มีชีวิตและเริ่มใช้พลังที่ร้ายกาจของมันออกมา “บาร์ตันจับตามองดร.เซลวิคเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ทำอะไรกับเทซเซแร็คท์ครับ” เจเรมี เรนเนอร์บอก “เขาเป็นคนที่จริงจังและก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดมากๆ แต่สิ่งต่างๆ ก็เริ่มผิดพลาดกับเทซเซแร็คท์แล้วจู่ๆ บาร์ตันก็ได้เผชิญหน้ากับโลกิ ซึ่งนั่นไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเลย

สำหรับเรนเนอร์ การรับบทตัวละครที่เป็นมนุษย์และมีพื้นฐานจากความเป็นจริงในโลกมาร์เวลเป็นองค์ประกอบมีเสน่ห์ที่ทำให้เขาสนใจ
เควิน เฟจโชว์ภาพฮอว์คอายจาก ‘The Ultimates’ ให้ผมดู ซึ่งมันก็เจ๋งมากๆ แต่สิ่งที่ผมชอบเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดคือไอเดียที่ว่าเขาเป็นมนุษย์ความสามารถสูง ที่เป็นเหมือนเอเจนท์นอกสังกัดน่ะครับ ผมเคยรับบทมือปืนมาก่อนและความคิดอ่านในการเป็นมือปืนก็น่าสนใจจริงๆ ผมก็เลยคิดว่าตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่น่าสนุกครับ

ฮอว์คอายถูกแนะนำตัวและเป็นตัวละครใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหนังเรื่องนี้” ผู้อำนวยการสร้างเควิน เฟจบอก “ฮอว์คอายมีหนึ่งในอาวุธที่เจ๋งที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในบรรดาอาวุธทั้งหมดในโลกมาร์เวลและเราทุกคนต่างก็ยินดีที่ได้มีโอกาสเนรมิตชีวิตให้กับมันใน ‘The Avengers’ น่ะครับ

ในฐานะนักแม่นธนู ธนูที่ไว้ใจได้ของฮอว์คอายมีลูกธนูปลายเงินที่อันตรายและเป็นเอกลักษณ์ของเขาเป็นอาวุธ ผู้กำกับวีดอนเล่าถึงอาวุธและชุดเกราะที่ไม่ธรรมดาของฮอว์คอายว่า “เราอยากได้ฮอว์คอายมาอยู่ในทีมเพราะเขาเป็นตัวละครโปรดของแฟนๆ และก็ช่วยเป็นปัจจัยเสริมที่คาดเดาไม่ได้ครับ” วีดอนกล่าว “การมีตัวละครที่ไม่ได้เป็นฮีโรแบบเมนสตรีม ที่ทุกคนรู้จักเป็นเรื่องเจ๋งทีเดียว ประเด็นเกี่ยวกับการยิงธนูคือตอนแรกคุณก็จะคิดว่า ‘เขาใช้แค่ธนูกับลูกธนูเนี่ยนะ’ คนรักการยิงธนูเพราะมันดิบเถื่อนและอันตราย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สง่างามและสวยงามด้วยครับ

ผู้กำกับกล่าวว่า “การยิงธนูและลูกธนูเป็นการเคลื่อนไหวที่เฉพาะเจาะจงมากๆ และมันก็เป็นตัวกำหนดลักษณะการเคลื่อนไหวของเจเรเมี เรนเนอร์ด้วยเหมือนกัน เจเรมีมีความคล่องแคล่วสูงและสามารถทำงานแบบสตันท์แมนได้ แต่ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของเขาก็มีความสง่างามและแม่นยำมากๆ ซึ่งเพอร์เฟ็กต์สำหรับบทฮอว์คอาย ผมชื่นชอบไอเดียของการยิงธนูไปในทางหนึ่งในขณะที่มองไปอีกทางหนึ่ง เพราะเขาต้องกะจังหวะลมและวิถีของเป้าหมายของเขา ในแง่แอ็กชันแล้ว ฮอว์คอายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ไม่แพ้ตัวละครตัวอื่นในเรื่องเลยครับ

“เราอยากจะทำให้แน่ใจ S.H.I.E.L.D เป็นสถานที่สมจริงเพราะในโลกมาร์เวล มันเป็นองค์กรจริงที่มีเอเจนท์ ภารกิจและเป้าหมายจริงๆ ครับ” ผู้ควบคุมงานสร้างเจเรมี แลทแชมกล่าวเสริม “ฮอว์คอายดูเหมือนจะเป็นตัวเสริมที่สมเหตุสมผล เพราะเขาเป็นมือสังหารระดับปรมาจารย์ ผู้ชำนาญในสิ่งที่เขาทำ แต่เขาก็คาดเดาไม่ได้นิดๆ ด้วยครับ

แลทแชมกล่าวต่อว่า “ผมรู้สึกเหมือนเราถูกล็อตเตอรีตอนที่เราได้ตัวเจเรมี เรนเนอร์มารับบทนี้ เขาเป็นนักแสดงที่มีพรสวรรค์อย่างเหลือเชื่อ เขาได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์สองปีติดและเราก็โชคดีที่เขาอยู่ในจังหวะที่อยากจะแสดงหนังฟอร์มยักษ์ที่สนุกสนาน เขาสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาสู่การทำงานในทุกวันและเขาก็ช่วยยกระดับทุกฉากขึ้นมาด้วยครับ

องค์ประกอบอย่างหนึ่งของฮอว์คอายในการ์ตูนที่ไม่ได้ปรากฏบนจอเงินคือชุดของตัวละคร ผู้กำกับจอส วีดอนอธิบายว่าเขาได้ปรับเปลี่ยนลุคให้เข้ากับทั้งความต้องการของเขาและนักแสดงในการสร้างตัวละครตัวนี้บนพื้นฐานของความเป็นจริงอย่างไร

ผมบอกได้เลยว่าหน้ากากสีม่วงที่ฮอว์คอายสวมในการ์ตูนคงไม่ใช่ไอเดียที่ดีแน่ๆ” ผู้กำกับวีดอนกล่าวกลั้วหัวเราะ “สำหรับพวกเอเวนเจอร์ส คุณจะอยากเห็นใบหน้าของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และใบหน้าของเจเรมี เรนเนอร์ก็มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างเหลือเชื่อ ผมก็เลยบอกว่า ‘ฟังนะ…อย่าคลุมหน้าเลย’ ท้ายที่สุด เราก็เลยใช้ชุดจากความคิดของไบรอัน ฮิทช์ใน ‘Ultimates’ และความคิดของมาร์ค มิลเลอร์ที่ว่าเขาไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร เขาเป็นเอเจนท์หน่วย S.H.I.E.L.D ต่างหาก นอกจากนี้ ฮอว์คอายยังชอบเร้นกายไปสู่พื้นที่ที่สูงที่สุดและมืดที่สุดในห้อง เขาไม่ชอบทำงานเป็นทีมนักหรอกครับ

ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย อเล็กซานดรา ไบรน์ ได้ต่อยอดเครื่องแต่งกายของฮอว์คอายใน “The Avengers” “อาวุธและสไตล์การต่อสู้ของฮอว์คอายเป็นอิทธิพลสำคัญในการออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับตัวละครตัวนี้ค่ะ” ไบรน์บอก “เจเรมีเป็นคนคล่องแคล่วมากและฉันก็อยากได้เงาซิลูเอตที่ชัดเจน ท่าการน้าวสายธนูของเจเรมีทำให้เขาเหยียดคอตรง แต่ในท่าคุกเข่า คอเขาจะโน้มไปข้างหน้า เราก็เลยพัฒนารายละเอียดขึ้นตรงด้านหลังตรงกลางด้วยคอเสื้อที่ทำจากยางยืดที่ร้อยเข้าด้วยกัน ซึ่งหมายถึงว่าคอเสื้อนี้จะยืดไปกับเจเรมีขณะที่เขาน้าวสายธนู โดยที่จะไม่โดดออกมาในตอนที่เขาโน้มตัวไปข้างหน้าน่ะค่ะ

ในขณะที่นิค ฟิวรีบริหารงาน S.H.I.E.L.D ผู้ที่คอยดูแลเรื่องทั่วไปและเป็นหูเป็นตาให้กับเขาในภาคสนามคือเอเจนท์โคลสัน ผู้เกิดจากโลกมาร์เวลใหม่เอี่ยม เอเจนท์โคลสันเป็นคนที่มักทำงานสำเร็จลุล่วงโดยไม่เกิดเรื่องอะไรใหญ่โตตามมา

ผมคงจะโกหกถ้าผมบอกว่าเรารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเอเจนท์โคลสันจะเป็นตัวละครในหนังทุกเรื่องของเราน่ะครับ” ผู้ควบคุมงานสร้างหลุยส์ ดิ’ เอสโปซิโตบอก “หลังจากการตอบรับตัวละครของเขาใน ‘Iron Man’ ก็ชัดเจนว่าเราอยากจะสานต่อบทนี้ เอเจนท์โคลสันเป็นคนธรรมดาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้เพราะเขาเป็นคนที่น่าชื่นชอบและรักทุกอย่างในการเป็นเอเจนท์ S.H.I.E.L.D เขาไม่ได้มีพลังเหนือมนุษย์แต่เขามีทักษะการต่อสู้และอารมณ์ขัน ซึ่งคุณจะได้เห็นในลักษณะที่เขาคุยกับนิค ฟิวรีและโทนี สตาร์ค มันทั้งมีเสน่ห์ ตลกแต่ก็จริงจังด้วยครับ

คลาร์ค เกร็ก (“Mr. Popper’s Penguins,” “(500) Days of Summer”) กลับมารับบทเอเจนท์โคลสันอีกครั้งและเขาก็ให้ความเห็นถึงประวัติยาวนานที่เขามีร่วมกับตัวละครตัวนี้และผลกระทบที่มันมีต่อโลกมาร์เวลว่า

สิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับโคลสันคือการที่เขาพัฒนาจากสิ่งที่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่น่ารำคาญที่คอยตามตื๊อโทนี สตาร์คเพื่อขอสัมภาษณ์เขาใน ‘Iron Man’ น่ะครับ” เกร็กบอก “เมื่อโลกภาพยนตร์มาร์เวลขยายตัวออกไป ผมก็รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เห็นเขากลายเป็นคนที่น่ายำเกรงมากขึ้น ผู้ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้งน่ะครับ ทุกครั้งที่ผมได้บทภาพยนตร์มาร์เวล ผมก็ตื่นเต้นมากๆ ที่ได้พบว่ามีเลเยอร์ใหม่ๆ อะไรเกี่ยวกับคาแรกเตอร์และหน้าที่ของเขาถูกเผยออกมาบ้างและมันก็มาถึงจุดสูงสุดใน ‘The Avengers’ ที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการพยายามนำทุกคนในทีมมารวมตัวกันครับ

นักแสดงหนุ่มกล่าวต่ออีกว่า “การก่อตั้งทีมเอเวนเจอร์สไม่ได้รับการยอมรับจากสภาความมั่นคงโลกนักและถูกมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย พวกซูเปอร์ฮีโรถูกมองว่าเป็นตัวอันตรายและควบคุมไม่ได้ และผมก็คิดว่าทุกคน รวมถึงนิค ฟิวรีด้วย ก็ไม่เชื่อสนิทใจว่าฮัลค์และธอร์เป็นคนที่เราควรจะนำมาอยู่ใกล้ๆ เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น ก่อนหน้าที่จะเกิดการรวมตัวทีมเอเวนเจอร์สขึ้นมา เป้าหมายสำคัญของ S.H.I.E.L.D คือการพัฒนาเทซเซแร็คท์และการหาวิธีที่จะควบคุมและใช้พลังที่มหาศาลของมันครับ”

สำหรับผู้กำกับวีดอน โคลสันทำให้เขาได้เขียนและถ่ายทำหนึ่งในฉากที่เขาโปรดปรานมากที่สุดในเรื่อง “โคลสันเป็นหน้าตาของ S.H.I.E.L.D ในแบบที่นิค ฟิวรีเป็นไม่ได้ครับ” ผู้กำกับจอส วีดอนกล่าว “นิค ฟิวรีจะอยู่ในแบ็คกราวน์ คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่โคลสันจะเป็นคนลงลุยภาคสนามกับพวกเอเวนเจอร์ส ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสตีฟ โรเจอร์สเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมชอบ หนังเรื่องนี้มีตัวละครมากมายที่มีไหวพริบเฉียบแหลม ผมก็เลยอยากจะหาความสัมพันธ์อื่นๆ ที่โคลสันจะมีกับกัปตันอเมริกาได้และผมก็คิดได้ว่า ‘พระเจ้า เขาเป็นแฟนไง!’ การให้เขาชื่นชอบกัปตันอเมริกาไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดฉากที่ตลกที่สุดเท่านั้น แต่ยังช่วยกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ ซึ่งนำไปสู่การพูดคุยตอบโต้กันในฉาก ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุดในหนังก็ได้ครับ

ผู้ที่ช่วยเหลือเอเจนท์โคลสันรวบรวมทีมเอเวนเจอร์สคือมาเรีย ฮิล เอเจนท์ S.H.I.E.L.D สาวสวยผู้แข็งแกร่ง ผู้เป็นรองหัวหน้าของนิค ฟิวรี บนเฮลิแคร์เรียร์ ที่ยิ่งใหญ่

ไอเดียสำหรับเอเจนท์มาเรีย ฮิลคือผมต้องการคนที่จะมาคานอำนาจกับนิค ฟิวรี เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่เดินไปในแนวทางเดียวกันหมดครับ” ผู้กำกับจอส วีดอนอธิบาย “นอกจากนั้น ผมยังต้องการคนที่จะก้าวขึ้นไปบนเฮลิแคร์เรียร์ในตอนที่โคลสันออกภาคสนาม และสุดท้าย เห็นแก่พระเจ้าเถอะ ผมต้องการผู้หญิงอีกซักคนในเรื่องนี้! ผมชื่นชอบตัวละครตัวนี้จากการ์ตูนเพราะความตึงเครียดกับนิค ฟิวรี เธอไม่ได้คิดว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้องนัก และมันก็ทำให้ตัวละครตัวนี้มีความเปลี่ยนแปลงที่ยอดเยี่ยม นอกจากนั้น มันยังเป็นสิ่งที่เราสามารถหยิบยกมาจากหนังสือการ์ตูนแต่ก็สามารถใส่เอาตัวละครใหม่ๆ เข้าไปในโลกภาพยนตร์ได้ด้วยครับ

ในการคัดเลือกนักแสดงสำหรับบทนี้ วีดอนและทีมผู้สร้างให้นักแสดงหญิงอ่านบทกับแซมมวล แจ็คสันเพื่อทำให้แน่ใจว่าพวกเธอจะเหมาะกับบทนี้ พวกเขาได้เลือกโคบี้ สมัลเดอร์ส นักแสดงจากซีรีส์ที่แพร่ภาพมานาน “How I Met Your Mother” สำหรับบทนี้

เราเห็นการแสดงที่แข็งแกร่งจริงๆ และพอโคบี้เข้ามาในห้อง มันก็เป็นเรื่องน่าทึ่งมากเพราะทุกคนต่างก็คาดเดาว่าใครจะเป็นคนได้บทนี้ไป” ผู้กำกับวีดอนเล่า “พวกเธอทุกคนได้อ่านฉากปลอมๆ กับแซมมวล แจ็คสันและเราก็ไปที่ห้องข้างๆ เพื่อดูพวกเขา

ทุกคนทำได้เยี่ยมมากในออดิชัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ คือตอนที่โคบี้เอาปืนจ่อเขา ผมคิดว่าเธอจะยิงเขาด้วยซ้ำ” วีดอนกล่าวต่อ “แม้ว่าผมจะเขียนฉากนั้นขึ้นมา แต่ผมก็คิดจริงๆ ว่าเธอสามารถยิงเขาได้ โคบี้มีอำนาจและความมั่นใจที่ไม่ได้โอ้อวด แต่เป็นอะไรที่เฉพาะเจาะจงและแน่นอนครับ

การได้รับบทเอเจนท์ฮิล ผู้มีอำนาจรองลงมาจากนิค ฟิวรี เป็นหนึ่งในจุดสูงสุดในอาชีพนักแสดงของสมัลเดอร์ส นักแสดงสาวเล่าถึงประสบการณ์นี้ว่า “ฉันอึ้งไปเลยเมื่อรู้ว่าฉันได้รับบทนี้” สมัลเดอร์สบอก “การได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกมาร์เวลและได้รับบทตัวละครที่ยอดเยี่ยมแบบนี้เป็นสิ่งที่ฉันยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญนักและฉันก็ซาบซึ้งอย่างมากที่ได้รับโอกาสนี้ค่ะ

สมัลเดอร์สอธิบายถึงแรงจูงใจและแรงขับของตัวละครของเธอว่า “ในตอนเริ่มต้นเรื่อง การรวมทีมเอเวนเจอร์สเป็นหนึ่งในเหตุผลลหลักที่นิค ฟิวรีและมาเรีย ฮิลไม่ลงรอยกัน เธอคิดว่าพวกเขาเป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะฮัลค์ พวกเขาเป็นตัวละครที่อารมณ์ปรวนแปรมากๆ และฉันก็คิดว่าเธอเป็นคนที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มากกว่าและชอบแก้ไขสิ่งต่างๆ ในสไตล์ทหารแทนที่จะรวมทีมหมาป่าเดี่ยวพวกนี้ พวกเขาเป็นหมาป่าเดี่ยวตรงที่ว่าพวกเขาทำงานตามลำพัง แต่หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้น เธอก็เห็นว่าพวกเราต้องการพวกเขาค่ะ

ผู้ควบคุมงานสร้างหลุยส์ ดิ’ เอสโปซิโตถามว่า “คุณจินตนาการได้มั้ยล่ะครับว่ามันน่ากลัวและน่าหวาดหวั่นแค่ไหนที่ได้มากองถ่ายทั้งๆ ที่คุณไม่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร คุณไม่มีพลังพิเศษใดๆ และคุณก็ต้องประจันหน้ากับไอรอน แมน, กัปตันอเมริกา, ธอร์, ฮัลค์และนิค ฟิวรี บอสของคุณน่ะ สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับโคบี้คือแม้กระทั่งตอนที่เธอถูกห้อมล้อมโดยตัวละครตัวอื่นๆ ในหนังเรื่องนี้ เธอก็ยังคงยืนหยัดและโดดเด่นบนหน้าจอได้ เอเจนท์ฮิลจะไม่ไปไหนและใน ‘The Avengers’ เธอก็กลายเป็นส่วนสำคัญของทีม S.H.I.E.L.D. ครับ

จากบทบาทอาจารย์ของเจน ฟอสเตอร์ใน “Thor” สเตลลัน สการ์สการ์ดหวนกลับมารับบทดร.อีริค เซลวิค อัจฉริยะผู้ถูกนิค ฟิวรีเรียกตัวมาศึกษาและควบคุมพลังลึกลับของเทซเซแร็คท์เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติและขัดขวางไม่ให้มันตกอยู่ในมือของวายร้ายที่รออยู่

ผมไม่รู้เลยว่าอนาคตของเซลวิคหลังจาก ‘Thor’ จะเป็นยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้คือเมื่อคุณเซ็นสัญญาเล่นหนังมาร์เวล คุณจะต้องเล่นต่ออีกห้าเรื่องครับ” สการ์สการ์ดกล่าวกลั้วหัวเราะ “ตอนที่หนังเริ่มต้นขึ้น เซลวิคทำงานให้กับ S.H.I.E.L.D. และนิค ฟิวรีก็กำลังกังวลเพราะมีบางสิ่งผิดปกติในการทดลองกับเทซเซแร็ค สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือเขาได้เปิดประตูสู่อีกโลกหนึ่งและโลกิก็ปรากฏตัวขึ้น นั่นเป็นตอนที่ความสนุกเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ครับ

มันสนุกมากที่ได้สเตลันกลับมาจาก ‘Thor’ ค่ะ” ผู้ควบคุมงานสร้างแพทริเซีย วิทเชอร์บอก “เขาเป็นนักแสดงพรสวรรค์ ผู้ทำงานเงียบๆ และทำให้ทุกคนรอบตัวเขาดีขึ้นเสมอ เมื่อคุณได้นักแสดงที่มีพรสวรรค์อย่างสเตลลัน สการ์สการ์ดมารับบทสมทบ คุณก็จะยกระดับหนังของคุณได้จริงๆ ค่ะ

ภาพยนตร์เกี่ยวกับเอเวนเจอร์สคงจะไม่สมบูรณ์ถ้าปราศจากเป็ปเปอร์ พอตส์ มือขวาของโทนี ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสตาค อินดัสทรีส์ ที่รับบทโดยกวินเนธ พัลโทรว์ ขวัญใจแฟนๆ มาร์เวล นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดผู้นี้ให้ความเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเป็ปเปอร์ พอตส์นับตั้งแต่ที่เราได้เห็นเธอครั้งสุดท้าย
ในตอนจบ Iron Man 2 เป็ปเปอร์และโทนีได้จูบกันจริงๆ ซึ่งมันก็เยี่ยมเพราะพวกเขาได้พัฒนาความสัมพันธ์นี้มาสองเรื่องแล้ว” พัลโทรว์บอก “ดังนั้นใน ‘The Avengers’ ไอเดียนี้คือพวกเขากำลังเดินหน้าไปที่ไหนซักแห่ง แต่ก็ยังไม่ถึงที่ซักทีน่ะค่ะ

สำหรับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ การนำเป็ปเปอร์ พอตส์มาสู่เรื่องราว “The Avengers” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาตัวละครของเขา “ในตอนที่เราอยู่ระหว่างการเขียนเรื่องราวช่วงแรกๆ สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือโทนี สตาร์คต้องการแบ็คอัพครับ” ดาวนีย์กล่าว “ผมพูดกับจอสและเควินว่า ‘เราต้องการให้เป็ปเปอร์มีส่วนเกี่ยวข้องในทางใดทางหนึ่ง’ ผมรู้สึกว่าเราไม่ได้เห็นโทนีและเป็ปเปอร์มาซักพักแล้ว และพวกเขาก็ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งมันก็เมคเซนส์ว่าเธอน่าจะมีอิทธิพลอะไรบางอย่างต่อการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมทีมเอเวนเจอร์สของเขาน่ะครับ

เมื่อกระบวนการคัดเลือกนักแสดงสิ้นสุดลง ผู้อำนวยการสร้างเควิน เฟจเล่าถึงทีมนักแสดงพรสวรรค์ของเขาและความปรารถนาของเขาที่จะสร้างตัวละครบนพื้นฐานของความสมจริง

สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับโลกมาร์เวลคือมันเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง มันไม่ใช่เมืองสมมติครับ” เควิน เฟจอธิบาย “ส่วนสำคัญของสมการนี้คือการมีทีมที่สามารถนำสมดุลอารมณ์ที่พอเหมาะเข้ามาเพื่อที่ผู้ชมจะสามารถเชื่อมโยงกับองค์ประกอบความเป็นมนุษย์ของเรื่องได้ เราได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการทำการตัดสินใจที่ค่อนข้างลำบากในการหานักแสดงที่เหมาะกับบท ไม่ว่าพวกเขาจะเคยเล่นหนังแนวนี้มาก่อนหรือไม่ก็ตาม พอผมนึกถึงทีมนักแสดงในหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ผมก็ต้องตื่นเต้นเพราะพวกเขาทุกคนต่างก็เป็นนักแสดงที่วิเศษสุด ผู้เข้าใจสิ่งที่เราต้องการในแง่ของการแสดงและได้นำความคิดอ่านที่มีเอกลักษณ์มายกระดับบทบาทของพวกเขาแต่ละคนน่ะครับ

ที่มา: Walt Disneys Thailand

1 ความเห็น »

  1. อ่านจบแล้วววTvT
    ขอบคุณ คุณjediyuthสำหรับบทความนี้ครับ อ่านแล้วเข้าใจการทำงานในวงการหนังมากขึ้นเยอะเลย;D

  2. อ่านเพลินเหมือนกันครับ เปิดหน้านี้มาไม่รู้ด้วยว่าบทความยาวมาก พอรู้ตัวอีกที ก็ตอนอ่านเสร็จแล้ว… ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.