Reviews

JEDIYUTH’s Review: The Adventures of Tintin

tintin and snowy imageThe Adventures of Tintin เป็นผลงานที่เป็นการร่วมมือกันของสองพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด นั่นก็คือผู้กำกับสตีเวน สปีลเบิร์ก และผู้อำนวยการสร้างปีเตอร์ แจ็คสัน ดัดแปลงจากผลงานอันคลาสสิคของแอร์เช่ (จอร์จ เรมี) นักเขียนและนักวาดการ์ตูนชาวเบลเยียมชื่อดัง ใช้เทคนิคโมชั่นแคปเชอร์ในการสร้างตัวละครแบบเดียวกับที่แจ็คสันใช้สร้างตัวละครกอลลั่ม ใน The Lord of the Rings และถ่ายทำด้วยระบบสามมิติเทคโนโลยีล่าสุดที่เจมส์ คาเมรอน ใช้ในการสร้างหนัง Avatar ทุกอย่างฟังดูยิ่งใหญ่น่าตื่นเต้นสุดๆ และน่าจะเป็นหนังอนิเมชั่นแห่งปีได้ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายของหนังกลับอยู่ในระดับเกือบดีเท่านั้น และไม่อาจทำให้เราเต็มอิ่มทางอารมณ์ได้อย่างที่ควรได้รับจากการมีผู้อยู่เบื้องหลังระดับบิ๊กขนาดนี้ หนังเกือบล้มเหลวถ้าไม่ได้การช่วยเหลือจากงานกำกับภาพที่เร้าใจ งานเทคนิคภาพอันตื่นตา ความตลกจากบทบาทกัปตันแฮ็ดด็อคของแอนดี้ เซอร์กีส ความน่ารักแสนรู้ของเจ้าหมาตัวสีขาวที่ชื่อสโนวี่ และมีฉากแอ็คชั่นที่ลุ้นระทึกแบบต่อเนื่องในช่วงท้ายครับ

เนื้อเรื่องของหนัง The Adventures of Tintin นั้นไม่มีอะไรมาก เป็นหนังแนวผจญภัยตามล่าขุมสมบัติ มีตัวเอกเป็นนักข่าวหนุ่มผู้แสนฉลาดและมากความสามารถชื่อตินติน (เจมี่ เบลล์) หรือแตงแตงถ้าออกเสียงตามภาษาต้นฉบับ มีคู่หูและผู้ช่วยเป็นหมาตัวสีขาวที่แสนรู้และกล้าหาญ ตินตินไปพบเรือจำลองชื่อว่าเรือยูนิคอร์นในตลาดซึ่งความพิเศษและสวยงามของมันทำให้หนุ่มคนนี้อดใจไม่ไหวที่จะควักเงินซื้อ แต่แล้วก็พบเรื่องประหลาดใจตามมาเมื่อมีใครต่อใครพยายามจะมาขอซื้อต่อ และเตือนถึงอันตรายหากครอบครองเรือลำนี้ หนึ่งในใครต่อใครที่ว่านี้ก็คือมหาเศรษฐีจอมเจ้าเล่ห์และเป็นตัวร้ายของเรื่องที่ชื่ออิวาน อิวาโนวิทช์ แซ็คคาริน (แดเนียล เครก) ที่ทั้งขู่ ทั้งคุกคาม และท้ายที่สุดก็คือการลักพาตัวตินติน ทั้งนี้เพราะเรือจำลองลำนั้นเป็นเบาะแสสำคัญสู่ที่ซ่อนของขุมทรัพย์โจรสลัดเรด แรคแคม ทำให้ตินตินได้พบกับกัปตันแฮดด็อค (แอนดี้ เซอร์กีส) ผู้ขี้เมา เฟอะฟะ และเลอะเลือนในบางขณะ ที่ถูกจับมาเป็นตัวประกันร่วมกันบนเรือที่แซ็คคารินใช้ออกตามหาขุมทรัพย์ ทั้งคู่ได้ร่วมมือกันเพื่อหาทางหนีออกไป และเดินทางสู่การผจญภัยข้ามมหาสมุทรและทะเลทรายเพื่อให้ได้เบาะแสทั้งหมดก่อนแซ็คคาริน

บทหนังดัดแปลงโดยสตีเวน มอฟแฟท, เอ็ดการ์ ไรท์ และโจ คอร์นิช โดยเอาองค์ประกอบมาจากงานเขียน The Adventures of Tintin ของแอร์เช่สามเล่มด้วยกันตามที่ทราบมา ได้แก่ตอน The Crab with the Golden Claws, The Secret of the Unicorns และ Red Rackham’s Treasure ซึ่งน่าเสียดายที่บทหนังไม่ได้ทำให้เราซึ่งไม่ใช่แฟนประจำได้รู้จักตินตินหรือหลงรักตัวละครนี้มากพอที่เราจะอยากเอาใจช่วยให้ตินตินเอาชนะแซ็คคารินให้จงได้ หนังเปิดเรื่องมาตั้งแต่ฉากที่ตินตินซื้อเรือยูนิคอร์นแล้วนำพาไปสู่เรื่องราวสืบสวนเลย ทำเหมือนคนดูรู้จักตินตินเป็นอย่างดีแล้วโดยลืมไปว่ายังมีผู้คนอีกมากมายที่ยังต้องการทำความคุ้นเคยกับตัวละครให้มากกว่านี้อีกหน่อย คนดูจึงไม่อาจรู้สึกว่าได้โดดเข้าไปในจอแล้วร่วมผจญภัยไปด้วย แต่กลับรู้สึกแค่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ในโรงหนังแล้วดูภาพการผจญภัยของใครคนหนึ่งที่เรารู้จักแต่เพียงผิวเผิน

สาเหตุอีกอย่างที่ทำให้เราไม่อาจมีอารมณ์ร่วมไปกับตินตินได้เต็มที่ก็คืองานอนิเมชั่นตัวละครของตินตินเองที่ในช่วงครึ่งแรกของหนังไม่อาจทำให้เราเข้าใจอารมณ์ของตัวละครได้ ตินตินดูดีและสวยเฉพาะยามที่เป็นภาพนิ่งเท่านั้น แต่ไม่อาจแสดงสีหน้าอารมณ์อะไรให้เราเข้าใจได้เลย ใบหน้าของตัวละครดูนิ่งเป็นพลาสติก และที่สำคัญที่สุดก็คือแววตาของตินตินที่ไม่มีโฟกัสเลย เราไม่รู้ว่าตินตินมองอะไรหรือมองใครเพราะตาลอยอยู่ตลอดและกลายเป็นปัญหาในการสื่อสารความรู้สึกมากจนกลายเป็นความน่าอึดอัดในบางครั้ง ถ้านี่เป็นหนังที่ใช้คนแสดงก็ต้องบอกว่าเป็นนักแสดงที่ใบหน้าแข็งทื่ออย่างมาก แต่เมื่อถึงครึ่งหลังไปแล้ว ตินตินดูมีพัฒนาการแสดงมากขึ้น สามารถแสดงออกผ่านสีหน้าและแววตาได้ดีกว่าเดิม

แต่ขณะที่ตินตินซึ่งเป็นตัวละครหลักทำให้เราหลงรักไม่ได้ตั้งแต่แรกเห็น สโนวี่ หมาน้อยแสนรู้คู่หูของตินตินกลับกลายเป็นตัวละครที่โดนใจคนดูได้ตั้งแต่แรกพบ ในฉากเปิดเรื่องที่ตินตินกำลังซื้อเรือยูนิคอร์นอยู่นั้น หนังติดตามความแสนรู้และเล่าผ่านสายตาของสโนวี่ที่แอบสังเกตเห็นพฤติกรรมของนักล้วงกระเป๋าและพยายามจะเตือนตินติน จึงดูเหมือนว่าสโนวี่กลายเป็นพระเอกเสียเอง และเมื่อตินตินถูกลักพาตัวไป หนังก็ยังเล่าเรื่องการผจญภัยของสโนวี่ไปตามท้องถนนอันน่ากลัวเพื่อตามไปช่วยเหลือเจ้านาย และสปีลเบิร์กก็ใช้วิธีเล่าเรื่องตามแบบฉบับ Indiana Jones ให้เราลุ้นเอาใจช่วยสโนวี่ให้ปลอดภัย กลายเป็นฉากหนึ่งที่ตื่นเต้นของหนัง

กัปตันแฮดด็อคของเซอร์กีสเองก็เป็นตัวละครที่มีสีสันตรงที่เป็นตัวละครบ้าๆ บวมๆ ให้เราหัวร่องอหายได้หลายครั้ง โดยเฉพาะฉากที่ตะเกียกตะกายหาเหล้าดื่ม และฉากหลงๆ ลืมๆ ทั้งหลาย งานอนิเมชั่นของตัวละครเองก็ไม่ได้มีปัญหาแบบตินติน เพราะการแสดงออกทางสีหน้าและสายตาไม่ได้แข็งทื่อ ครึ่งหลังของหนังเกือบกลายเป็นการผจญภัยของแฮดด็อคเสียเองเพราะเสน่ห์ของตัวละครนี้ทำให้เราเอาใจช่วยแฮดด็อคฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเบาะแสขุมทรัพย์ให้ได้ และในฉากสุดท้ายที่แฮดด็อคดวลปั้นจั่นกับแซ็คคารินก็เป็นฉากที่สนุกและตื่นเต้นสุดๆ อีกฉากหนึ่งของหนัง

งานด้านเทคนิคของหนังเองก็ถือว่ามีความโดดเด่นโดยเฉพาะการกำกับภาพและการเล่าเรื่องด้วยภาพในฉากแอ็คชั่นแบบต่อเนื่องที่ยังไม่เคยมีหนังอนิเมชั่นเรื่องไหนทำออกมาแล้วเหมือนลีลาของหนังจากคนแสดงจริงๆ ได้เท่านี้มาก่อน ฉากแอ็คชั่นทั้งหลายในหนังเรื่องนี้ได้ให้โอกาสสปีลเบิร์กได้แสดงศักยภาพของงานอนิเมชั่นจากเทคนิคโมชั่นแคปเชอร์ได้อย่างเต็มที่ และสปีลเบิร์กก็จัดให้เราชมได้อย่างไม่เสียมาตรฐานระดับผู้กำกับสองรางวัลออสการ์ สปีลเบิร์กยังใช้มือดีของฮอลลีวู้ดเท่าที่จะหาได้มาช่วยทั้งการตัดต่อ และทำดนตรีประกอบ เสริมให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่มีงานสร้างที่ดีเยี่ยม แต่ปัญหาเดียวที่ทำให้เราสนุกกับหนังได้ไม่เต็มที่ก็คือตัวละครตินตินเองตามที่กล่าวมาแล้ว

ทั้งสปีลเบิร์กและแจ็คสันมีแผนจะสร้าง The Adventures of Tintin เป็นหนังไตรภาค โดยภาคต่อนั้นจะสลับหน้าที่ให้แจ็คสันกำกับ และสปีลเบิร์กอำนวยการสร้างบ้าง และเราหวังว่าปัญหาตินตินที่ว่านี้จะหมดไป

คะแนน: 7/10

ข้อมูลเบื้องต้น
The Adventures of Tintin
ชื่อไทย: การผจญภัยของตินติน
บริษัทจัดจำหน่าย: ยูไอพี
กำหนดฉาย: 29 ธันวาคม 2554
ผู้กำกับ: สตีเวน สปีลเบิร์ก
ผู้อำนวยการสร้าง: ปีเตอร์ แจ็คสัน
นักแสดง: เจมี่ เบลล์, แอนดี้ เซอร์กีส, แดเนียล เครก, ไซมอน เพ็กก์, นิค ฟรอสต์ และ โทบี้ โจนส์
เว็บไซต์ทางการ: http://www.tintin.com/

Advertisements

หมวดหมู่:Reviews

Tagged as: ,

8 replies »

  1. จริงๆแล้วหนังสร้างออกมาได้อารมณ์แบบเดียวกับหนังสือเลยครับ เพราะในหนังสือเองก็ไม่เคยมีการกล่าวถึงประวัติหรือภูมิหลังของตินตินเลยแม้แต่น้อย คนอ่านจะเพลิดเพลินไปกับแอคชั่นและปริศนาตามเนื้อเรื่องอย่างเดียวจริงๆ ซึ่งจะว่าไปถ้ามาดูตอนนี้มันก็คงเชยบรมเมื่อเทียบกับเทรนหนังในปัจจุบันทีียัดรายละเอียดเข้ามาเต็มพิกัด ผมก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันนะว่าในเมื่อวัตถุดิบที่มีอยู่มันเป็นอย่างงี้ แถมคนสร้างก็อารมณ์เคารพต้นฉบับกันแบบสุดๆแล้วจะทำให้มันดีกว่าที่เห็นๆเป็นหนังกันอยู่ได้อย่างไร
    สำหรับผมจุดอ่อนที่สุดของหนังเรื่องนี้คือดันเลือกเอาเทคนิคโมแคปอนิเมชั่นมาใช้นี่แหละครับ ถ้าทำเป็นการ์ตูนไปเลยอาจจะบ้าบอ เฮฮา กว่านี้และคนดูก็คงจะสนุกไปกับแอคชั่นและเนื่อเรื่องที่ฉับไวต่อเนื่องกันมากไปกว่าที่เป็นอยู่ (เพราะตัวผมจะคิดว่่า เฮ้ย…จะไปเอาอะไรกะมันนักหนานี่มันแค่การ์ตูน 555) พอตัวเอกเล่นแข็งเป็นท่อนไม้อย่างที่ผู้ชมเห็นๆกันแบบนี้ ส่วนประกอบอื่นๆในเรื่อง (ที่ต้องยอมรับว่ามีคุณภาพมากๆ) เลยไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
    ผมได้ดูหนังเรื่องนี้รอบที่สองทางบลูเรย์ พอได้เก็บรายละเอียดของหนังมากขึ้นกว่าเดิม …ผมกลับรู้สึกว่าหนังมันก็โอเค สนุกดีทีเดียว และยังไม่เสียชื่อสปิลเบิร์กเท่าไรครับ

  2. ดูจากทีมงานทีมบท มันน่าจะสนุกกว่านี้ แต่ยังไงก็ต้องบอกว่าคุ้มค่าตั๋ว เพราะมันอลังการสุดสุดและเทคนิคมันก็ไปไกลสุดเท่าที่จะทำได้แล้วจริงจริง (ดูในระบบสามมิติ)

  3. CG สุดยอด ที่มือของตินติน มีขนอ่อนๆ ที่สะท้อนแสงของดวงอาทิตย์ด้วย
    (เก็บรายละเอียดสุดยอดมากๆ)

  4. Pop :
    เห็นด้วยกับคุณ maximus ทุกประการครับ

    เห็นด้วยเช่นกันครับ

    ในความเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งผมติดตามอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้มาแทบทุกตอนตอนเด็กๆ ตอนที่ดูหนังก็เลยชอบมาก ซึ่งผมชอบที่เขาเคารพต้นฉบับนะ ผมว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว แล้วเพลงประกอบจาก John Williams ก็เพราะมากครับ

  5. เนื้อหาโอเคนะ แต่ภาพและความแปลกใหม่ ไม่เหมือนที่พีอาร์ไว้ ผิดหวังมากครับ มันควรจะตื่นตามากกว่านี้ เสียชื่อพ่อมดแห่งวงการฮอลลีวู๊ดหมดเลย

  6. ชอบเทคนิคการถ่ายทำครับ ภาพนี่สวยจริง ๆ เก็บหนังสือไว้เกือบและเคยดูเป็นแบบอนิเมชั่นเมื่อ 20 กว่าปีก่อนครบทุกตอน แต่ว่าพอเป็นหนังเนื้อเรื่องก็ธรรมดาอ่านการ์ตูนสนุกกว่านะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s