Features

X-Men: ซูเปอร์ฮีโร่มนุษย์ชายขอบ

X-Men: First Class ถือเป็นหนึ่งในหนังซัมเมอร์ฮอลลีวู้ดของปี 2011 ไม่กี่เรื่องที่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีอย่างมาก และแม้ว่ารายได้เปิดตัวจะไม่ได้ฟู่ฟ่าอะไรมากมาย แต่ความดีและกระแสปากต่อปากก็ช่วยให้หนังเก็บสะสมรายรับไปแบบเรื่อยๆ จนมากพอที่จะมีภาคต่อตามมาอีกได้ครับ ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คงไม่พ้นผู้กำกับแมทธิว วอห์นที่ไม่เพียงทำให้หนังออกมาสนุกตื่นเต้นในฐานะหนังซูเปอร์ฮีโร่เท่านั้น แต่ยังคงความเข้มข้นและสารที่ต้นฉบับคอมมิคต้องการจะสื่อไว้ได้อย่างครบถ้วน ด้วยความร่วมมือของไบรอัน ซิงเกอร์ ที่กำกับสองภาคแรกและมาช่วยวางทิศทางของหนังเรื่องนี้ในฐานะผู้อำนวยการสร้างด้วย

มันมีความสำคัญอย่างมากครับที่หนังซึ่งดัดแปลงจาก X-Men ต้องคงสารอันเป็นหัวใจหลักเอาไว้ นอกเหนือจากการถ่ายทอดความสนุกและฉากบู๊ตามตำรับซูเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังพิเศษแล้ว เพราะสารที่ว่านี้ไม่เพียงทำให้ต้นฉบับคอมมิคนั้นโด่งดังและได้รับความนิยมมาจนทุกวันนี้ แต่ยังเป็นตัวที่ช่วยให้ซูเปอร์ฮีโร่เหล่านี้โดดเด่นแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ด้วย

X-Men เป็นเรื่องราวของมนุษย์กลายพันธุ์ที่วิวัฒนาการทางพันธุกรรมนี้ได้มอบพลังพิเศษเหนือมนุษย์ให้แก่พวกเขา บางคนมีพลังฟื้นฟูร่างกายจากการบาดเจ็บได้ เช่นวูล์ฟเวอรีน, บางคนมีปีกเหมือนนกและใช้บินได้เช่นแอนเจิล, บางคนควบคุมลมฟ้าอากาศได้เช่นสตอร์ม เป็นต้น และในโลกของ X-Men นี้ มนุษย์ทั่วไปก็รับรู้ว่ามีมนุษย์ที่แตกต่างจากพวกเขาเกิดขึ้นมา และความรู้สึกที่มีต่อนั้นก็มีทั้งเกลียด กลัว และชิงชัง ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ หรืออคติต่อผู้ที่เป็นชนกลุ่มน้อยของสังคมหรือมนุษย์ชายขอบทั้งหลาย

ตอนที่สแตน ลี สร้างสรรค์คอมมิคชุด X-Men ขึ้นมาในปี 1963 นั้น เขาต้องการสะท้อนภาพการต่อสู้ของคนผิวสีเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพอันทัดเทียบกับคนขาวที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และยังใช้ตัวละครเพื่อเปรียบเทียบกับผู้นำการต่อสู้ด้วยครับ เป็นที่รู้กันดีว่าชาร์ล ซาเวียร์ หรือโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์นั้น เป็นตัวละครที่ได้แรงบันดาลใจมากจากมาร์ติน ลูเธอร์ คิงก์, จูเนียร์ ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวสีในยุค 50 นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าซาร์เวียร์ต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิให้มนุษย์กลายพันธุ์ด้วยวิธีการทางสันติ เขาเชื่อมั่นว่ามนุษย์และมนุษย์กลายพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ซึ่งปรัชญานี้ของเขานั้นคล้ายกับแนวทางการต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้คนผิวสีของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงก์, จูเนียร์ ในยุค 50 ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกเชื้อชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและเสมอภาคกัน สุนทรพจน์อันโด่งดังที่สุดของดร.คิงก์ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ก็คือ “ข้าพเจ้ามีความฝัน” (I Have a Dream) ซึ่งคล้ายกับหลายครั้งที่ตัวละคร X-Men จะกล่าวถึงปณิธานของซาร์เวียร์อันคล้ายกันนี้ว่า “ความฝันของซาร์เวียร์

ซาร์เวียร์เชื่อว่าสันติระหว่างมนุษย์และมนุษย์กลายพันธุ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแสดงให้กันเห็นว่าพวกเขามีส่วนที่เหมือนกัน เหมือนที่เขาเรียกร้องให้มนุษย์กลายพันธุ์แสดงด้านความเป็นมนุษย์ออกมาให้มากที่สุด ซาร์เวียร์ยังเชื่ออีกว่าความรุนแรงจะยิ่งแยกมนุษย์กับมนุษย์กลายพันธุ์ออกจากกัน และนำพาให้เกิดความกลัวและหวาดระแวงกันมากขึ้น เขาจึงไม่สนับสนุนให้ใช้กำลัง ยกเว้นเมื่อถึงคราวจำเป็นหรือเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น

ส่วนตัวละครแม็กนีโตนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมากจากมัลคอล์ม เอ็กซ์ ผู้นำการต่อสู้ของคนผิวสีอีกกลุ่มที่เน้นมาตรการแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน คำพูดที่ว่า “ไม่ว่าวิธีการใดก็ตามที่จำเป็น” (By any mean necessary) ของแม็กนีโต (เอียน แม็คเคนเลน) ในหนัง X-Men ภาคแรก ก็มาจากคำกล่าวในสุนทรพจน์ที่มัลคอล์ม เอ็กซ์ กล่าวไว้ในปีสุดท้ายของชีวิตเขา

ไม่เพียง X-Men จะเป็นตัวแทนของคนผิวสีเท่านั้น ยังเป็นตัวแทนให้มนุษย์ชายขอบอื่นๆ เช่นคนยิว คนรักร่วมเพศ เด็กเนิร์ด คนอ้วน และคนพิการ ซึ่งที่เด่นชัดอย่างมากทั้งในฉบับคอมมิคระยะหลังมานี้ก็คือประเด็นรักร่วมเพศครับ ซึ่งไม่เพียงเขียนให้ตัวละครมนุษย์กลายพันธุ์ในเรื่องต้องเผชิญอคติทางสังคมคล้ายกับที่เกย์ในสังคมต้องเจอ แต่ยังมีการสร้างตัวละครบางตัวให้เป็นเกย์ด้วย โดยตัวแรกก็คือ นอร์ธสตาร์ มนุษย์กลายพันธุ์ผู้ที่มีความเร็วเหนือมนุษย์ และที่โด่งดังที่สุดก็คือเขียนให้โคโลสซัสใน The Ultimate X-Men เป็นชายรักชาย โดยเปิดตัวเองครั้งแรกในฉบับที่ 65 ตีพิมพ์ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2548

สำหรับในฉบับหนังก็มีการแฝงไว้อย่างจงใจ โดยไบรอัน ซิงเกอร์ซึ่งกำกับ X-Men ภาคแรก ใช้วิธีการเลือกเอียน แม็คเคนเลน ผู้ที่ในชีวิตจริงเป็นรักร่วมเพศมารับบทเป็นแม็กนีโต แล้วต่อมาในภาคสอง เขาได้จงใจให้ฉากในไอซ์แมน (ชอว์น แอชมอร์) เปิดเผยความจริงแก่พ่อแม่ว่าเขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ด้วยการจัดบทสนทนาในฉากนั้นให้คล้ายกับการที่ลูกชายสารภาพแก่พ่อแม่ว่าเขาเป็นเกย์

สำหรับใน X-Men: First Class แซ็ค สเตนท์ซ หนึ่งในทีมเขียนบทก็ออกมายอมรับเมื่อไม่นานนี้ครับว่าผู้สร้างได้จงใจแฝงประเด็นเกย์กับสังคมไว้ในหนังด้วย ผ่านตัวละครของมิสติก (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) และบีสต์ (นิโคลัส โฮลท์)

อย่างที่เราเห็นกันว่าเกย์ต้องพยายามทำตัวกลมกลืนให้เข้ากับคนทั่วไปในสังคม และหลายคนต้องอยู่อย่างปิดบังเพื่อให้ได้รับการยอมรับ บีสต์ก็เป็นตัวละครที่คล้ายแบบนั้นเมื่อต้องอยู่ในหมู่ของมนุษย์ทั่วไป คำพูดของเขาตอนที่ชายชุดดำเพื่อนร่วมงานของเขา รู้ความจริงว่าเขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ก็คือ “เมื่อคุณไม่ถาม ผมก็เลยไม่บอก” ก็เป็นการเล่นคำกับนโยบาย Don’t Ask, Don’t Tell ของกองทัพสหรัฐที่ห้ามให้ทหารถามทหารด้วยกันว่าคุณเป็นเกย์หรือไม่ และห้ามไม่ให้ทหารที่เป็นเกย์เปิดเผยต่อสาธารณชนว่าเขาเป็นเกย์ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกสั่งพักหน้าที่หนือถอนออกจากตำแหน่ง

ส่วนมิสติกนั้นแตกต่างจากบีสต์แบบที่ตรงกันข้ามกันเลย เธออาจกลัวที่จะเปิดเผยร่างสีฟ้าของเธอแก่ผู้คนทั่วไปในทีแรก แต่แล้วเธอก็ได้เรียนรู้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องทำตัวกลมกลืนกับมนุษย์ เธอมีความงามตามธรรมชาติในแบบของเธอเอง และมนุษย์จำเป็นต้องยอมรับในความแตกต่าง เธอจึงตัดสินใจที่จะไม่จำแลงกายอีกต่อไป คำพูดของเธอ “Mutants and Proud” ก็เป็นการเล่นกับสโลแกนของรักร่วมเพศที่ว่า “Gay and Proud” หรือชาวชายขอบอื่นๆที่ว่า “Different and Proud

จะเห็นได้ว่าสารเหล่านี้แทบไม่มีในหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องไหนอีกเลย และนั่นทำให้ X-Men มีความพิเศษตรงนี้ และยังกลายเป็นขวัญใจหรือแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมายที่เป็นคนชายขอบของสังคมครับ

โฆษณา

หมวดหมู่:Features, Superheroes

Tagged as: ,

6 replies »

  1. สำหรับ First Class ผมว่าเป็นจุดเริ่มต้น ที่ไม่มีจุดขายเลย เพียงแค่สะกิดแผลเก่าแล้วใสเบตาดีนเข้าไปแค่นั้นเอง !

  2. ผมว่าหนังสอดใส่สาระเกี่ยวกับความเป็นคนแปลกแยกไว้ได้สวยแล้วก็ไม่ทำให้คนดูกระอักกระอ่วนใจไปด้วยได้ดีมากๆครับ ผมอดคิดเอาไปเปรียบกับหนังเชอล็อคโฮมไม่ได้ทุกทีว่าทำไมหนังนักสืบเรื่องนั้นต้องสอดใส่ลีลาแบบชายรักชายเข้าไปแบบโจ่งแจ้งขนาดนั้น(ในภาคสองนะครับ) เพราะผมดูแล้วอดที่จะรู้สึกอึดอัดไม่ได้ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหนังนักสืบถึงต้องมีฉากจำพวกนี้ด้วย …ถ้ามาแบบเนี่ยนๆมีสาระอย่างx-menนี่จะไม่ว่าเล้ยยยย

  3. อยากให้ Marvel Studios ลงลึกไปในรายละเอียดแบบนี้บ้าง เพราะผมว่าหนังสองเรื่องของมาร์เลวในปีก่อนอย่าง Thor กับ Cap ผมว่ามันยังเรียบเกินไป พูดถึงแค่ตื้นๆเท่านั้น (แต่ชอบ Cap ที่เอาเรื่องความรักชาติกับการใฝ่ฝันที่จะเป็นวีรีบุรุุษได้ดี)

  4. หนังบอกความต่างด้านความคิดที่ขัดแย้งแต่ต้องเดินร่วมกันอย่างชัดเจน เห็นได้จากที่มาของ ซาเวียร์ และ อีริค ที่มีอดีตต่างกันอย่างมาก คนหนึ่งมาจากตระกูลมั่งคั่งมีทุกอย่าง ทุกอย่างสวย พร้อมไปหมด แต่อีกคนมาจากการดิ้นรนหนีตาย ทั้งถูกทรมาน เสียคนในครอบครัว มันทำให้ความคิดพื้นฐานสองคนต่างกันอย่างชัดเจน คนนึ่งมองโลกในแง่ดี อีกคนมองโลกในแง่ร้าย แต่สิ่งที่สองคนนี้คิดเหมือนกัน คือ มนุษย์กลายพันธ์ต้องอยู่ร่วมกัน ต้องปกป้องซึ่งกันและกัน ถึงจะทำให้มนุษย์กลายพันธ์อยู่ในโลกใบนี้ได้ ที่ผมชอบเพราะบรรยากาศ เนื้อหาของหนังทำออกมาแล้วให้ความรู้สึกว่า มันมีอยู่จริง การทำให้มนุษย์กลายพันธ์มีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์ (แต่จริงๆผมรู้ว่ามันเหตุการณ์ต่างๆในโลกไม่ได้เกี่ยวกับมนุษย์กลายพันธ์เลย) มันทำให้มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังด้วยอีกทางหนึ่ง และผมคิดว่าผู้เขียนบททำให้โลกของมนุษย์กลายพันธ์มีส่วนร่วมกับโลกจริงๆได้อย่างแยบคายมากๆ และอีกอย่างผมคิดว่าการทำฮีโร่ย้อนยุคแล้วดูมีความสมจริง ผมว่า Firss Class ทำได้ดีมาก แม้กระทั่ง แบล็คเบิร์ด ส่วนประกอบในความเป็นฮีโร ก็นำเอามาใช้ได้ดี ถ้าให้ผมเทียบกับ กัปตันอเมริกา ที่มีเืนื้อหาย้อนยุคเหมือนกัน ผมว่า กัปตัน ให้ความรู้สึกเวอร์ไปอยู่บ้างน่ะครับ

  5. อืม เห็นด้วยอย่างมากครับกับประเด็น different and proud หนังนำเสนอได้หลายรูปแบบ แต่ในระยะลึกของสัมพันธภาพผมว่าหนังยังไปได้อีก โดยรวมถือว่าโอเคมากครับ ยิ่งนับว่าเป็นหนังจากการ์ตูนเเบบพลังพิเศษ(แอบเห็นด้วยกับความเห็นที่โจ่งเเจ้งเรื่องเชอร์ล็อกว่าไม่ได้ทำให้หนังสนุก หรือ ขยายอะไรเลย )

    ส่วนกับกลุ่มหนังซุปฮีโร่เรื่องอื่่น ผมก็ยังประทับใจ x มากกว่าเรื่องอื่นๆ ในประเด็นของสังคมดังกล่าวครับ
    (แต่กับหนังที่มีสังคมกลุ่มใหญ่อย่างแหวนกรีน กลับทำออกมาได้แป้กกว่ามากทั้งที่มีเรื่องสัมพันธภาพอันหลากหลายในกลุ่ม แม้จะไม่แก่ประเด็นในสังคมเท่าx ก็ตาม)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.