Features

ประเด็นจิตวิทยาและสังคม จาก X-Men: The Last Stand

สมัยที่ X-Men: The Last Stand ออกฉายในปี 2006 มีบทความวิเคราะห์ของหนังเรื่องนี้ตีพิมพ์ใน NYTimes ที่ผมได้เรียบเรียงมา และดูเหมือนว่ามีหลายคนจะชอบบทความนั้นครับ เลยนำกลับมาให้อ่านอีกครั้งเพื่อเรียกน้ำย่อยเมื่อ X-Men: First Class จะออกฉายในสัปดาห์หน้า ขอบอกว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมชอบการ์ตูนและหนังชุด X-Men เป็นพิเศษกว่าซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่น เพราะแม้ภายนอกจะดูเหมือนเรื่องพลังพิเศษ แต่โดยแก่นของมันแล้วมีเรื่องราวความเป็นมนุษย์แฝงอยู่มาก ทั้งรัก โลภ กรธ หลง ผิดพลาด เสียใจ ความรัก และอีกมากมาย และซูเปอรืฮีโร่ในเรื่องราวนี้ก็ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่พวกเขาก็มีปมกันทุกคนครับ

เมื่อก่อนซูเปอร์ฮีโร่ไม่ค่อยมีปัญหาว้าวุ่นใจเหมือนมนุษย์ทั่วไป จะมีก็แต่เรื่องไปปราบเหล่าร้ายเท่านั้น แม้แต่ผู้ร้ายของเรื่องก็มีแต่ร้ายอย่างเดียว ไม่มีด้านอื่นให้เราเห็น แต่ต้องขอบคุณทิม เบอร์ตัน ที่ทำให้หนังซูเปอร์ฮีโร่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้ทั้งพระเอกและผู้ร้ายมีความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา หนังซูเปอร์ฮีโร่หลายเรื่องที่ทำตามๆ กันออกมาก็แสดงให้เห็นว่าถึงจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่มีพลังพิเศษ แต่ในชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้พิเศษต่างไปจากมนุษย์ พวกเขามีปัญหาชีวิต มีปัญหาทางจิต ไม่ได้พิเศษแตกต่างไปจากมนุษย์ เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ใน X-Men: the Last Stand ก็เช่นกัน แล้วพวกเขามีปัญหาอะไรบ้าง เราจะมาสรุปให้ดูกันว่าผู้กำกับแบรท เรทเนอร์ และ มือเขียนบทอย่างไซมอน คินเบิร์ก กับ แซ็ก เพนน์ ใส่อะไรไว้บ้างในหนังเรื่องนี้

ปมอิเลคตรา (Electra Complex)

ดร.จีน เกรย์ หรือฟีนิกซ์ ที่อาจมีปัญหาเรื่องรักสามเส้าจากภาคก่อนๆ แต่ในภาคนี้ปมชีวิตที่เด่นชัดของเธอก็คือปมอิเลคตรา ปมทางจิตด้านที่สลับกันของปมโอดีปุส ผู้ที่เคยศึกษาตำนานกรีกคงคุ้นเคยกับเรื่องราวดี เด็กผู้หญิงที่เกิดหลงใหลผู้เป็นพ่ออย่างผิดธรรมชาติ และบ่อยครั้งก็ปรารถนาที่จะฆ่าพ่อของตัวเองเพื่อแย่งชิงอำนาจ
ในสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ที่ให้แก่ NY Times คินเบิร์กได้บอกถึงเรื่องนี้ว่า “จีนได้พัฒนาบุคลิกเป็นคนสองบุคลิกขึ้นมา” โปรเพสเซอร์ เอ็กซ์ ผู้เป็นเหมือนพ่อของเธอก็เคยอธิบายเอาไว้ “เธอเป็นคนที่มีร่างประหนึ่งเทพีในตำนานของกรีก แต่เธอก็มีความเป็นคนเช่นกัน ถ้าใช้จิตวิทยาของฟรอยด์วิเคราะห์ เธอเป็นเหยื่อของโรคหวาดระแวง”

เพนน์เองก็ยอมรับในเรื่องนี้ “เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องราวของปมโอดิปุสเกิดขึ้น

เพนน์เสริมอีกว่าปมทางจิตนี้ก็ก่อให้เกิดปมขัดแย้งระหว่างผู้สร้างหนังเช่นกันว่าเธอจะมีความปกติดีพอที่จะกลับไปรวมอยู่ในกลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์ที่ดีได้หรือไม่ “มีการถกเถียงกันเคร่งเครียดว่าเราจะให้เรื่องราวของจีนไปถึงขั้นไหน บางคนไม่อยากให้เราเขียนให้เธอกลับมาที่แมนชั่นเลย เป็นการถกเถียงที่เคร่งเครียดที่สุดตั้งแต่ผมเคยทำหนังมาเลย”

ข้อถกเถียงเรื่องการปรับปรุงพันธุกรรม (The Eugenics Debate)

ตั้งแต่มีคนคิดเจ้าเซรุ่มแก้การกลายพันธุ์ให้หายอย่างสิ้นซาก ก็มีข้อถกเถียงขึ้นมาในหนัง เราควรเป็นอย่างที่เราเป็น หรือยอมแก้ไขตัวเองด้วยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์เพื่อไปเป็นอีกแบบ จะดีไหมถ้าโร้ก (แอนนา พาควิน) ใช้เจ้าเซรุ่มนี้เพื่อเธอจะได้สัมผัสคนที่เธอรักได้อีกครั้ง แต่ถ้าวูล์ฟเวอรีนใช้ เขาก็คงไม่ต่างจากผู้ชายขนดกธรรมดาๆ

แล้วการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพันธุกรรมของแพทย์ โดยการสร้างเซรุ่มขึ้นมา จะเป็นการผิดจรรยาแพทย์หรือเปล่า เหมือนที่แพทย์ใช้วิทยาการสมัยใหม่ทำให้คนเปลี่ยนไปจากที่ธรรมชาติสร้างมา แล้วจะดีกว่าไหมถ้ามนุษย์กลายพันธุ์ขอเป็นอย่างที่พวกเขาเป็นแล้วทำลายเซรุ่มเสีย หรือจะดีกว่าถ้าพวกเขาเป็นเหมือนคนธรรมดา

การเหยียดเชื้อชาติ(Racism)

หัวใจหลักของ X-Men ก็คือเรื่องการกีดกันหรืออคติต่อเชื้อชาติ หรือชนกลุ่มน้อยในสังคม ซึ่งถือกำเนิดเกิดมาแตกต่างจากชนกลุ่มใหญ่ และต้องทำสงครามหรือต่อสู้ต่อความรังเกียจเดียดฉันท์ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หนัง X-Men: The Last Stand ให้ดร.แฮงก์ แม็คคอย (เคลซี แกรมเมอร์) มนุษย์กลายพันธุ์ขนสีน้ำเงิน ได้เข้าไปอยู่ในคณะรัฐบาล พยายามที่จะลดความขัดแย้งจากภายในศูนย์กลางอำนาจเสียเอง

ผู้นำที่รับผิดชอบไม่น่าจะถูกตำหนิในการโต้กลับมนุษย์กลายพันธุ์ชั่วร้ายอย่างมิสติก มนุษย์ร่างสีฟ้า แต่มันเป็นการต่อสู้กับผู้ร้ายจริงๆ หรือในเมื่อมนุษย์กลายพันธุ์ออกมาทำลายเซรุ่มที่เป็นภัยแก่พวกเขา หรือนี่เป็นการข่มเหงชนกลุ่มน้อย

การยอมรับเกย์ (Gay Acceptance)

ประเด็นรองหนึ่งที่เห็นได้ในหนังก็คือเรื่องการยอมรับเกย์ ผ่านการเปรียบเทียบกับชีวิตของแวเรน เวิร์ทธิงตัน ที่สาม หรือแอนเจิล (ตัวละครนี้แม้ไม่ได้เป็นเกย์ แต่ก็เป็นไอดอลในหมู่เกย์) เบน ฟอสเตอร์รับบทมนุษย์กลายพันธุ์ผู้มีปีกนกติดอยู่กลางหลัง เขาขัดใจพ่อผู้ที่ค้นหาเซรุ่มเพื่อทำให้ลูกชายให้พ้นจากความเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ แอนเจิลอยากให้พ่อยอมรับเขาในสิ่งที่เขาเป็น

หมวดหมู่:Features

Tagged as: ,

4 replies »

  1. ผมเชื่อว่าในชีวิตเราทุกคนต้องมีสักเรื่องหนึ่งที่เหมือนซูเปอร์ฮีโร่บ้าง ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งหรืออาจจะเหมือนกันไปเลยทุกอย่างทั้งสังคมและนิสัย แต่เรื่องราวของเหล่าฮีโร่นั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ เพื่อให้คนธรรมดามีความหวังและลุกขึ้นสู้ในทุกๆเรื่องราวที่เข้ามาในชีวิต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.