เกี่ยวกับโฆษณาเหล่านี้

Catching Fire ทำรายได้แซง Iron Man 3 เป็นหนังทำรายได้สูงสุดในสหรัฐประจำปี 2013

catching fire mvคนตั้งประเด็นว่า The Hunger Games: Catching Fire จะทำรายได้ในสหรัฐแซง Iron Man 3 ที่ครองสถิติไว้ 409 ล้านเหรียญสหรัฐได้หรือไม่ ส่วนใหญ่คิดว่าโอกาสมีน้อย เพราะนอกจากหนังฉายเอาปลายปีแล้ว หนังยังไม่ได้ฉายในระบบ 3D ที่ค่าตัวแพง ช่วยทำเงินให้มากขึ้นรวดเร็วด้วย แต่มันก็เกิดขึ้นได้ครับ

เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ไลออนส์เกตออกแถลงการณ์ว่า หนังมีรายได้จากการขายตั๋วจนถึง 9 มกราคม เป็นเงินราว 409.4 ล้านเหรียญสหรัฐครับ แซง Iron Man 3 มาอย่างเฉียดฉิวก่อนปิดสถิติประจำปี 2013 ไป และกลายเป็นหนังทำเงินในสหรัฐสูงสุดประจำปี ส่งให้เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เป็นนางพญาหนังทำเงิน เป็นสาวร้อนแรงผู้มากับไฟสมกับตัวละครของเธอครับ

หนังชุด The Hunger Games ยังคงเดินหน้าสู่การเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของ The Hunger Games: Catching Fire เป็นประจักษ์พยานถึงวิสัยทัศน์ของซูแซน คอลลินส์ ผู้เขียนนิยาย, การกำกับที่เชื่อใจได้ของฟรานซิส ลอว์เรนซ์ และการแสดงอันสุดยอดของคณะนักแสดงอันน่าทึ่งที่นำโดยเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และการอำนวยการสร้างที่ดีเลิศของทีมสร้างภาพยนตร์ ทีมการแสดง และทีมจัดจำหน่ายของเรา” จอน เฟลท์ไฮเมอร์ หัวหน้าผู้บริหารของไลออนส์เกตบอกมาในแถลงการณ์ครับ

มาร์ค แฮริส แห่ง Buzzfeed ได้ชี้ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จของ Catching Fire ในทวิตเตอร์ว่า หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังทำเงินสูงสุดประจำปีในสหรัฐเรื่องแรกที่มีผู้หญิงเป็นนักแสดงนำเดี่ยวๆ นับตั้งแต่ The Exorcist ในปี 1970 ครับ (แฮริสบอกว่าเขาคือว่าเอลเลน เบอร์สติน เป็นนักแสดงนำหญิงของเรื่อง ไม่ใช่ลินดา แบลร์) ซึ่งจะว่าไปแล้ว แม้หนังจะมีจอช ฮัทเชอร์สัน ด้วย แต่เราก็ต้องยอมรับว่าแคทนิสคือบทที่เด่นสุดในหนังจริงๆ ครับ

ที่มา: The Huffington Post

Read more of this post

เกี่ยวกับโฆษณาเหล่านี้

Insidious: Chapter 2 เป็นหนังที่มีอัตราค่าตอบแทนจากการลงทุนสูงที่สุดของปี 2013

insidious chapter 2 profitเรารู้กันไปแล้วว่า Iron Man 3 เป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดอันดับหนึ่งของปีนี้ และ The Hunger Games: Catching Fire เป็นอันดับสอง แต่ถ้าเทียบกับทุนสร้างหรือการลงทุนแล้ว ทั้งสองเรื่องถือว่าให้อัตราผลตอบแทนสูงสุดหรือไม่ เว็บไซต์ข่าวหนัง The Wrap ได้คำนวณรายได้เทียบกับการลงทุนออกมาครับ และพบว่าไม่ใช่ หนังที่ให้อัตราค่าตอบแทนจากการลงทุนสูงที่สุดของปี 2013 คือ Insidious: Chapter 2 ต่างหาก

เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น ผมลองค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ incquity ที่มีบทความภาษาไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ ให้ความเข้าใจเพิ่มเติมว่าค่าตอบแทนจากการลงทุน เป็นการคำนวณความเสี่ยงว่าการลงทุนนั้นๆ จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่ ยิ่งถ้าสูงก็จะยิ่งดี ค่านี้มีอีกชื่อเรียกว่าค่า ROI (Return on Investment) ครับ

สูตรการประเมินก็คือเอารายรับมาตั้งแล้วลบออกด้วยต้นทุน จากนั้นก็นำไปคูณ 100 แล้วหารด้วยต้นทุนอีกที ซึ่งเมื่อประเมินแล้ว Insidious: Chapter 2 มีค่า ROI สูงสุด 31.1 ครับ หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 5 ล้านเหรียญ มีรายได้ทั่วโลก 160.4 ล้านเหรียญ เมื่อนำ (160.4-5)x100/5 =31.1

ในรายงานยังได้สรุป 10 อันดับของหนังที่มีอัตราค่าตอบแทนจากการลงทุนมาให้ดูด้วย ซึ่ง Iron Man 3 ได้ 5.1 อยู่อันดับ 9 และ The Hunger Games: Catching Fire ได้ 5 อยู่ที่อันดับ 10 ครับ ส่วนอันดับต้นๆ เป็นของหนังสยองขวัญทุนต่ำเกือบทั้งหมด

คลิกดูทั้ง 10 อันดับด้านใน

Read more of this post

10 อันดับหนังทำเงินทั่วโลกสูงสุดประจำปี 2013 มี Iron Man 3 ทำเงินอันดับ 1

iron man 303ในช่วงปลายปีแบบนี้ หลายสำนักจะมีการจัดอันดับอะไรต่อมิอะไรกัน หนึ่งในนั้นก็คืออันดับหนังทำเงินทั่วโลกประจำปีด้วย และตามรายงานการสรุปของ box office mojo บอกเราว่า Iron Man 3 ของโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ คือหนังทำเงินสูงสุดประจำปี 2013 ครับ ด้วยรายได้ปิดการฉายที่ 1,215.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนังเรื่องเดียวของปีนี้ที่ทำเงินทั่วโลกแตะพันล้านเหรียญได้

รายได้อันดับสองเป็นของหนังอนิเมชั่น นั่นก็คือ Despicable Me 2 ที่ทำรายได้ทั่วโลกไป 918.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยอันดับที่สามคือ Fast & Furious 6 ทำเงินทั่วโลกไป 788.7 ล้านเหรียญครับ อันดับสี่คือ The Hunger Games: Catching Fire และอันดับห้าคือ Monsters University จะเห็นได้ว่าห้าอันดับแรกเป็นหนังภาคต่อ หรือภาคใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังภาคต่อถึงถูกสร้างบ่อยๆ

หนังที่เป็นแนวคิดใหม่จริงๆ หรือยังไม่เคยมีการสร้างมาก่อนจริงๆ ที่ติดอยู่ในสิบอันดับด้วยก็คือ Gravity ที่อันดับ 7, The Croods ที่อันดับ 9 และ World War Z ที่อันดับ 10 ครับ

ที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือทั้ง 10 อันดับ มีถึง 8 เรื่องที่ออกฉายในระบบ 3D ด้วย แต่ก็มี 2 เรื่องคือ Fast & Furious 6 และ Catching Fire ที่ไม่ได้มี 3 D แปลว่าจำนวนผู้ชมหรือตั๋วที่ขายได้ของสองเรื่องนี้น่าจะสูงมากถึงทำให้หนังขึ้นมาอยู่ใน 5 อันดับแรกได้ เพราะตั๋วหนัง 2D ถูกกว่า 3D ครับ

ด้านล่างนี้คือ 10 อันดับรายได้หนังทั่วโลกประจำปี 2013 ครับ คลิกดูอันดับอื่นๆ เพิ่มเติมได้จากลิงก์ที่มา

1. Iron Man 3 – $1.2 พันล้าน
2. Despicable Me 2 – $918.5 ล้าน
3. Fast & Furious 6 – $788.7 ล้าน
4. The Hunger Games: Catching Fire – $765.3 ล้าน
5. Monsters University – $743.6 ล้าน
6. Man of Steel – $662.8 ล้าน
7. Gravity – $652.3 ล้าน
8. Thor: The Dark World – $627.1 ล้าน
9. The Croods – $587.2 ล้าน
10. World War Z – $540 ล้าน

Read more of this post

American Hustle และ Bad Grandpa ผ่านเข้ารางวัลออสการ์รอบแรกสาขาแต่งหน้า

american hustle makeup oscar 2014ใกล้ถึงวันประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สถาบันศิลปะและวิทยาการด้านภาพยนตร์ก็สร้างความคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการประกาศรายชื่อหนังที่ผ่านเข้าสู่การพิจารณาในรอบแรกของสาขาด้านเทคนิคครับ และสาขาล่าสุดก็คือสาขาแต่งหน้าและออกแบบทรงผมยอดเยี่ยม ซึ่งมีหนังผ่านเข้าสู่รอบนี้ 7 เรื่องดังนี้:

American Hustle

Dallas Buyers Club

The Great Gatsby

Hansel and Gretel: Witch Hunters

The Hunger Games: Catching Fire

Jackass Presents: Bad Grandpa

The Lone Ranger

หนังที่ผ่านเข้ามาส่วนใหญ่เป็นแบบแปลงโฉมมากกว่าเป็นพวกแต่งหน้าอสุรกายครับ อาจเพราะปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีพวกหน้าตาประหลาดน่าสนใจเท่าไหร่ แม้แต่แม่มดใน Hansel and Gretel: Witch Hunters ก็ยังถือว่าทำได้ธรรมดาเมื่อเทียบกับพวกมนุษย์หมาป่าจาก The Wolfman หรือมนุษย์ต่างดาวจาก Men in Black ที่เคยผ่านสู่รอบชิง

ส่วนการแปลงโฉมที่น่าสนใจที่อยู่ในรายชื่อก็คือการแปลงคริสเตียน เบลให้เป็นชายหัวล้านจนจำแทบไม่ได้ใน American Hustle แต่การแปลงโฉมก็ได้การเพิ่มน้ำหนักของเบลมาช่วยด้วย ต้องรอดูว่ากรรมการจะเห็นว่ายังไงครับ และก็มีการแปลงโฉมจอห์นนี่ น็อกซ์วิลล์ กับจอห์นนี่ เดปป์ ให้แก่จนจำไม่ได้ใน Jackass Presents: Bad Grandpa และ The Lone Ranger รวมถึงการแปลงโฉมให้จาเรด เลโตเป้นกะเทยใน Dallas Buyers Club ด้วย

คณะกรรมการจะให้ทีมงานด้านแต่งหน้าและออกแบบทรงผมของทั้ง 7 เรื่องมานำเสนอทีมละ 10 นาที ถึงเบื้องหลังการทำงาน ในวันที่ 11 มกราคมครับ จากนั้นก็จะคัดเหลือ 3 เรื่อง เพือประกาศเป็นผู้เข้าชิงให้คณะกรรมการทั่วไปได้ออกเสียงกัน โดยจะทำการประกาศพร้อมสาขาอื่นๆ วันที่ 16 มกราคม

ลองเดากันดูไหมครับว่า 3 เรื่องที่จะได้ชิงในสาขานี้ มีเรื่องใดบ้าง

Read more of this post

The Hunger Games: Catching Fire – ความเห็นหลังชม

catching fire reader reviewวาไรตี้คาดว่าหนัง The Hunger Games: Catching Fire น่าจะเปิดตัวสุดสัปดาห์นี้ในสหรัฐอย่างต่ำ 160 ล้านเหรียญสหรัฐครับ หนังทำรายได้วันพฤหัสบดีไปราว 25 ล้านเหรียญ ซึ่งน่าจะทุบสถิติรายได้หนังเดือนพฤศจิกายนที่ The Twilight Saga: New Moon ครองไว้ที่ 142 ล้านเหรียญไปได้อย่างสบาย แต่จะเกิน 174 ล้านเหรียญ อันเป็นรายได้หนังเปิดตัวสูงสุดปีนี้ของ Iron Man 3 หรือไม่ ก็คงต้องรอลุ้นกัน ส่วนรายได้ที่บ้านเรานั้นก็น่าจะสร้างสถิติสักอย่างได้ เพราะรายได้เปิดตัววันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้ที่ 11.86 ล้านบาท ตามรายงานของไบโอสโคปครับ มีแววว่าจะเป็นหนังทำเงิน 100 ล้านของบ้านเราในปีนี้แน่ๆ

สำหรับผมแล้ว The Hunger Games: Catching Fire ทำได้ถึงกว่าภาคแรกในทุกองค์ประกอบ คิดว่าเหตุผลอย่างหนึ่งก็คือผู้สร้างมั่นใจมากขึ้นว่าหนังจะประสบความสำเร็จ ทำให้มีการลงทุนไปกับงานสร้างมากขึ้น ทำให้ฉาก การออกแบบเครื่องแต่งกาย เทคนิคพิเศษต่างๆ ดูลงทุนและให้ความยิ่งใหญ่มากขึ้น ขณะที่การเล่าเรื่องก็มีมีการใส่รายละเอียดเข้ามาเพิ่มในระดับที่ช่วยให้เราอินหรือสะเทือนใจไปกับตัวละครได้ง่ายขึ้น มีหลายฉากที่เรียกน้ำตาได้แบบที่ภาคแรกทำไม่ได้ โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวละคร ผู้กำกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์ รู้จักที่จะขยี้อารมณ์ และรู้ว่าผู้ชมต้องการอะไรจากหนัง สามารถใช้เทคนิคได้เหมาะกับผู้ชมที่เป็นแมสได้มากกว่าเทคนิคที่ผู้กำกับแกรี่ รอส ใช้ในภาคแรกที่ออกจะเล่าในเชิงสัญลักษณ์ (ไม่ได้จะบอกว่าเทคนิคของใครดีกว่ากันนะครับ ทั้งสองคนดีในทางของตัวเอง แต่ลอว์เรนซ์เหมือนจะแคร์คนดูมากกว่า) ที่สำคัญก็คือภาคแรกไม่อาจทำให้รู้สึกกดดัน หรือลุ้น หรือทำให้รู้สึกถึงอันตรายได้เมื่ออยู่ในเกม แบบที่ Catching Fire ทำได้

สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษของหนัง นอกจากงานสร้างแล้วก็คือการแสดง โดยเฉพาะนักแสดงนำอย่างเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ที่มีการแสดงที่ละเอียด ทรงพลัง และเป็นธรรมชาติ ช่วยให้เราเข้าใจความขมขื่น ความอึดอัด ความคับแค้นใจ ความกลัว ความเสียใจ จนท้ายที่สุดระเบิดเป็นความโกรธได้อย่างที่เราเหมือนร่วมรู้สึกไปกับเธอด้วย เธอเป็นคนที่ทำให้หนังซึ่งดีอยู่แล้วกลายเป็นหนังดีเลิศขึ้นไปเลย ลอว์เรนซ์ได้แสดงให้เห็นว่าเธอคือแคทนิสได้ตั้งแต่ภาคแรก แต่ภาคนี้ บทของเธอมีอะไรให้เธอได้แสดงมากกว่า และหนังก็ใช้ประโยชน์จากความสามารถของเธอได้ดีกว่าภาคแรกมากครับ

การที่หนังเป็นภาคกลางขั้นก่อนไปถึงบทสรุป อารมณ์จึงยังดูค้างคา และไม่รู้สึกว่ามันสุดจริงๆ มันกำลังพุ่งปี๊ดในตอนท้ายเรื่องแล้วถูกตัดจบ ทำให้ไม่แน่ใจว่ามันเป็นตอนจบที่ดีไหม แต่ก็ให้ความรู้สึกว่ามันกำลังจะพาไปสู่เรื่องราวที่มีพลังกว่าครับ 9/10

บทวิจารณ์จะตามมาทีหลังครับ (ค้างไว้หลายเรื่องมาก) ชมกันมาแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ร่วมแสดงความเห็นกันเลยครับ

Read more of this post

Catching Fire อาจเป็นหนังที่รายได้เปิดตัวสูงสุดของปี 2013 และชมเอ็มวี We Remain

catching fire mvเมื่อต้นปี บทความของนิตยสารฟอร์บคาดการณ์ว่าหนังที่จะเปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดในสหรัฐปี 2013 คือ Iron Man 3 ขณะที่ The Hunger Games: Catching Fire จะเป็นหนังที่เปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดรองลงมา แต่จะเป็นหนังที่ไม่ได้ฉายในระบบ 3D ที่เปิดตัวสูงสุดของปีครับ ไลออนส์เกตก็คาดการณ์คล้ายกัน คิดว่าหนังน่าจะเปิดตัวด้วยตัวเลขรายได้ราว 140-150 ล้านเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงกับภาคแรกที่เปิดตัว 152.5 ล้านเหรียญ แต่เมื่อใกล้วันฉายแล้ว กระแสของหนังดีจนมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขจะสูงกว่านั้นครับ

ในรายงานของ THR บอกว่า ขณะที่ไลอ้อนส์เกตยังไม่หวังสูงและคาดว่าหนังจะเปิดตัวใกล้เคียงภาคแรกอยู่ วงในของค่ายหนังอื่นๆ คิดว่าหนังน่าจะเปิดตัวสูงถึง 175 ล้านเหรียญ มากกว่า 174.1 ล้านเหรียญของ Iron Man 3 ที่เปิดตัวไปเมื่อกลางปีครับ และจะกลายเป็นหนังที่เปิดตัวสูงสุดเป็นอันดับสองในสหรัฐรองจาก The Avengers ที่เปิดตัวไป 207 ล้านเหรียญ

แต่ไม่ว่าใครจะคาดถูก หนังก็น่าจะเปิดตัวแรงทีเดียวครับ ถ้าไม่เปิดตัวสูงเป็นอันดับหนึ่งของปี ก็คงเป็นหนัง 2D ที่เปิดตัวสูงสุดของปีแน่ๆ

ขณะเดียวกัน หนังก็ได้ปล่อยเอ็มวีเพลง We Remain ของคริสตินา อากีเลร่า ออกมาครับ เป็นการตัดเอาฟุตเตจที่เคยฉายผ่านตัวอย่างหนังแล้วร้อยใส่ประกอบเพลง และมีซับไตเติ้ลภาษาไทยทางการโดยสหมงคลฟิล์มให้อ่านด้วย และชวนให้ยิ่งอยากดูหนังมากขึ้นไปอีก

คลิกชมเอ็มวีด้านใน

Read more of this post

Catching Fire ได้ทุนสร้างเพิ่มจาก The Hunger Games เกือบเท่าตัว และใบปิดฉบับ IMAX

catching fire imax headerหลังจาก The Hunger Games ทำรายได้ทั่วโลก 691 ล้านเหรียญสหรัฐ จากต้นทุนปานกลาง 78 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ The Hunger Games: Catching Fire ที่เป็นภาคต่อ จะได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้น และตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่าหนังได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว หรือราว 52 ล้านเหรียญ รวมเป็นราวๆ 130 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทุนสร้างส่วนที่เพิ่มเข้ามานี้ รวมถึงค่าตัวนักแสดงด้วย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ที่เคยได้ค่าตัวราว 5 แสนเหรียญจากภาคแรก (รวมโบนัสจากรายได้หนัง) จะได้ค่าตัวจากภาคนี้เพิ่มเป็นเกือบ 10 ล้านเหรียญ (ดาราหนุ่มของหนังก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นด้วย แต่ไม่มาก)

ทุนสร้างที่ได้เพิ่มเข้ามาอีกยังถูกใช้ไปในงานเทคนิคพิเศษอีกราว 10 ล้านเหรียญ และอีก 30 ล้านเหรียญในส่วนของงานสร้าง ฉาก สถานที่ถ่ายทำ และค่าสร้างทีมงานจากการยืดเวลาการถ่ายทำ เพื่อให้หนังออกมาดูยิ่งใหญ่กว่าภาคแรกครับ

ไลอ้อนส์เกตยังได้ปล่อยใบปิดฉบับ IMAX ออกมาด้วยครับ ที่ออกแบบได้ดูเป็นงานศิลป์และสวยมากๆ หนังจะเข้าฉายในระบบ IMAX Digital ที่บ้านเราด้วย คลิกชมใบปิดด้านใน

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 602 other followers