Transformers: Age of Extinction ยาว 165 นาที คำวิจารณ์เบื้องต้น และภาพชุดใหม่

TFM4 image 16หลังจากที่รอคอยกันมายาวนาน Transformers: Age of Extinction ภาค 4 ของหนังชุดนี้ก็จะเปิดฉายในที่สุดสัปดาห์นี้ที่บ้านเรา และทั่วโลกครับ บ้านเราจะมีรอบสื่อค่ำนี้ และมีรอบพิเศษฉายพร้อมกันเลย คาดว่าน่าจะเป็นหนังที่เปิดตัวแรงที่สุดของบ้านเราในปีนี้ และเช่นกันกับทั่วโลก ซึ่งเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ รายงานว่าหนังน่าจะเปิดตัวเกิน 100 ล้านเหรียญในสหรัฐครับ เป็นการเปิดตัวด้วยรายได้สูงที่สุดของหนังซัมเมอร์ปีนี้

หนังได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกไปแล้วที่ฮ่องกงตามที่เรารายงานก่อนหน้านี้ มีคำวิจารณ์เบื้องต้นออกมาแบบก้ำกึ่ง และในคำวิจารณ์บอกด้วยว่าหนังยาว 165 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 45 นาที ยาวที่สุดของหนังชุดนี้เลย

ในคำวิจารณ์เบื้องต้นจากวาไรตี้บอกไปในทำนองที่ชอบหนังครับ ชมไมเคิล เบย์ ว่า มีพัฒนาการในแง่การสร้างให้หุ่นยนต์ในหนังดูสมจริง และน่าเชื่อมากขึ้นกว่าเก่า บอกว่าเป็นหนังบู๊เอามันส์ มีฉากวินาศสันตะโรมากมาย เป็นการพยายามให้นิยามใหม่แก่คำว่าหนังบล็อกบัสเตอร์ และ “ใครจะไปสนหากตัวละครมนุษย์ในหนังจะเกินจำเป็นกว่าเดิม และโครงเรื่องกระจัดกระจายกว่าเดิม

ขณะที่เดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ ก็ออกไปในทางสับหนังว่า “แม้หนังเรื่องนี้มีการใช้เสนห่์ของ 3D ได้ล้ำเลิศ และหนังมีพัฒนาการกว่าสองภาคที่แล้ว คือ Revenge of the Fallen และ Dark of the Moon ในแง่ฉากความวุ่นวายต่างๆ อันเกิดจากหุ่นยนต์ที่ใช้เป็นจุดขาย แต่การที่หนังลากยาวจนถึง 165 นาที เป็นการว่าไมเคิล เบย์ และทีมงานพยายามดิ้นรนที่จะฟื้นคืนชีพให้หนังชุดนี้ แม้ว่าจะพยายามเพียงใดด้วยการใส่ตัวละครมนุษย์เข้าไปใหม่ ปรับโฉมหุ่นนักรบใหม่ และมีฉากปิดท้ายอันยิ่งใหญ่ยาวนาน 30 นาที ในฮ่องกง แต่หนังก็ยังไม่อาจสร้างความสดใหม่ได้” และบอกว่าหนังส่วนใหญ่ “น่าเบื่อและพอใช้

และอีกคำวิจารณ์สุดท้ายจากเว็บไซต์ชั้นนำคือ Hitfix ออกไปในทางชอบหนัง “โดยรวมแล้ว ผมคิดว่าเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญในการเข้าสู่ทิศทางที่ถูกต้อง งานภาพนั้นระห่ำพอๆ กับหนังสองเรื่องก่อนหน้านี้ของเบย์ ซึ่งผู้กำกับได้ผลักดันให้ ILM ให้ล้ำไปอีกขั้น ผมรู้สึกว่าน่าทึ่งที่เบย์ยังหาหนทางใหม่ๆ ให้หนังพวกนี้ดูใหญ่โตขึ้นกว่าที่เป็นอยู่แล้ว..เขารู้ดีกว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว หนังพวกนี้มีอยู่ก็เพื่อให้แฟนๆ ได้มีโอกาสเห็นพวกหุ่นยนต์ออกมาตีกันให้พังไปข้าง และในแง่นี้แล้ว เขาทำได้ถึงจริงๆ

จากบทวิจารณ์เบื้องต้นที่ถึงแม้จะชอบหรือไม่ชอบ พอสรุปได้ว่าหนังยาวมาก มีพัฒนาการจากสองภาคที่แล้ว (ซึ่งบ้างก็บอกว่าถึงกระนั้นก็ยังไม่สดใหม่พอ) และเป็นหนังเพื่อแฟนๆ หุ่นยนต์ตีกันโดยแท้

หนังได้ปล่อยภาพนิ่งชุดใหม่มาอีกเกือบ 20 ภาพครับ คลิกชมได้ที่ด้านใน

Read more of this post

About these ads

ตัวอย่างใหม่ และความเห็นเบื้องต้นต่อหนัง “ห้องหุ่น”

hong hoon articleวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส ได้เชิญสื่อและคนในวงการข่าวหนังไปชมหนัง “ห้องหุ่น” รอบ Press Screening ครับ ผู้ที่ได้ชมหนังบางส่วนได้ลงความเห็นในทวิตเตอร์และเฟซบุกซึ่งแม้ว่าหนังยังไม่สมบูรณ์ แต่ความเห็นส่วนใหญ่ออกไปในทางบวกครับ

นอกจากความเห็นเบื้องต้นที่เราอยากมานำเสนอแล้ว หนังยังมีตัวอย่างใหม่ออกมาด้วยครับ ที่บอกเล่าเนื้อเรื่องของหนังมากขึ้น และเบื้องหลังตัวใหม่ที่เราถึงทั้งที่มาของหนัง การหยิบเอาละคร “ห้องหุ่น” ในอดีต มาตีความใหม่และต่อยอดยังไง รวมถึงแนะนำนักแสดงนำของเรื่องด้วย

หนังเรื่องนี้มีอนันดา เอเวอริ่งแฮม รับบทเป็นชายหนุ่มชื่อนพ ที่สูญเสียน้องสาวที่เขารักมากอย่างกะทันหัน หลังจากมีช่างปั้นหุ่นขี้ผึ้งมาปั้นรูปเหมือนของเธอจนเสร็จสิ้น นพสังหรณ์ใจว่าการตายของน้องสาวน่าจะเกี่ยวข้องกับหุ่นขี้ผึ้ง จึงออกสืบและพบกับพลอย (รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล) ซึ่งสูญเสียพ่อไปด้วยสาเหตุเดียวกัน ทั้งคู่จึงไปที่บ้านของช่างปั้นหุ่นเพื่อหาคำตอบ สมภพ เบญจาธิกุล และ อภิรดี ภวภูตานนท์ (ซึ่งเคยรับบทในฉบับละคร) ร่วมรับบทสมทบด้วย

หนังเข้าฉาย 19 มิถุนายนนี้ครับ กำกับโดย กัลป์ กัลย์จาฤก คลิกชมทั้งหมดด้านใน

Read more of this post

ไชอา ลาเบิร์ฟ ยอมตายเพื่อรักในตัวอย่าง The Necessary Death of Charlie Countryman

The Necessary Death of Charlie Countryman trailerไชลา ลาเบิร์ฟ รับบทเป็นชายหนุ่มชื่อชาร์ลี คันทรีแมน และอย่างที่ชื่อหนังบอก The Necessary Death of Charlie Countryman เขาจำเป็นต้องตาย ทำไมน่ะหรือ ตัวอย่างแย้มบอกคร่าวๆ ครับ

ในหนังเรื่องนี้ ลาเบิร์ฟรับบทเป็นหนุ่มที่ดูมอมแมม ซึ่งเดินทางไปยังยุโรปตะวันออกโดยไม่มีแผนการ และได้ไปพบกับหญิงสาวลึกลับที่มีอดีตดำมืด รับบทโดยอีวาน เรเชล วู้ด และเขาก็ตกหลุมรักเธอ แต่อุปสรรคของความรักอันใหญ่หลวงก็คือมาเฟียที่เป็นแฟนเก่าของผู้หญิง (รับบทโดย แมดส์มิเคลสัน) ซึ่งทั้งโหดและน่ากลัว ที่จะทำทุกทางไม่ให้ทั้งคู่ได้สมหวัง

ลาเบิร์ฟพูดถึงตัวละครของเขาว่า “ผมชื่นชมตัวละคนตัวนี้มาก เพราะชาร์ลีเป็นผู้ชายที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อความรักของเขา สำหรับบทนี้มันช่างแตกต่างจากบทบาทอื่นๆ ที่ผมเคยเล่นมา ผมเลยพยายามที่จะซึมซับตัวละครตัวนี้เข้าไปในสมอง ร่างกาย และลมหายใจของผมให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ผมจะได้ถ่ายทอดตัวละครชาร์ลีให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดตามที่ผู้กำกับเฟร็ดดริค บอนด์บอกไว้ และหลังจากรับบทนี้แล้ว มันก็ทำให้ผมคิดได้ว่า เราทุกคนสามารถพบคนแปลกหน้าที่เปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของเราไปได้ทุกเมื่อ ความรักเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อการเสียสละทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมาครับ

เรื่องราวของหนังอาจดูแหวนโรแมนติก แต่ถ้าได้ดูตัวอย่างแล้วจะเห็นว่าเรื่องนี้แตกต่างจากหนังโรแมนติกเรื่องอื่นตรงที่ฉากที่ดูเซอร์ๆ ดิบๆ โหดๆ แรงๆ ครับ หนังเป็นงานกำกับครั้งแรกของเฟร็ดดริค บอนด์ ผู้กำกับจากวงการโฆษณา

The Necessary Death of Charlie Countryman มีชื่อไทยว่า “ชาร์ลี คันทรีแมน รักนี้อย่าได้ขวาง” จัดจำหน่ายโดยแฮนด์เมด ดิสทริบิวชั่น วางกำหนดฉายไว้ 23 มกราคม เฉพาะเคือ SF คลิกดูตัวอย่างด้านใน

Read more of this post

ความเห็นจากผู้ชมจากรอบปฐมทัศน์ “ต้มยำกุ้ง 2″

tyg2 reader reviewหนัง “ต้มยำกุ้ง 2” ได้ออกฉายรอบปฐมทัศน์แล้วเมื่อคืนนี้สำหรับสื่อมวลชนและผู้ชมที่ได้รับบัตรรอบพิเศษจากที่ต่างๆ ครับ ผมไม่ได้ไปชมเพราะติดธุรกิจ แต่ก็อยากนำความเห็นมาเล่าให้ฟังว่าผู้ชมรอบปฐมทัศน์คิดยังไงต่อหนังกันบ้าง และดูเหมือนว่าความเห็นส่วนใหญ่ออกไปในทางลบ มีผู้ชมที่ไม่ชอบ ผู้ชมที่ก้ำกึ่ง และผู้ชมที่ชอบอยู่ประปราย แต่นี่เป็นหนังที่มีหน้าหนังค่อนข้างแข็งแรง ความเห็นเชิงลบคงไม่ได้ส่งผลต่อตัวหนังมากเท่าไหร่ เพราะมีผู้ชมที่ตั้งตารอดูอยู่แล้วไม่ว่ากระแสจะออกมายังไง เพียงแต่อาจส่งผลต่อความคาดหวังของหนังครับ

เริ่มจากความเห็นของอาจารย์ประวิทย์ แต่งอักษร บอกถึงข้อเสียของหนังว่า “ต้มยำกุ้ง 2 เป็นหนังที่น่าสงสัยว่าในกระบวนการสร้าง มีขั้นตอนที่เรียกว่าการเขียนบทหรือไม่ เพราะนับตั้งแต่ปมขัดแย้งหลักของเรื่องได้รับการแนะนำ ทิศทางการเดินเรื่องของหนังก็ดูเหมือนจะอันตรธานไปพร้อมๆกับขอน ช้างคู่ใจ-ที่ตัวเอกของเรื่องต้องตามหา” และพูดถึงความรู้สึกหลังชมจบว่า “ในฐานะที่ไม่ได้เป็นแฟนหนังแอ็คชั่นและไม่ค่อยพิสมัยการใช้ความรุนแรงที่ถูกนำเสนอในลักษณะของการเฉลิมฉลองอย่างไม่บันยะบันยัง การถูกกำหนดให้ต้องเฝ้าดูผู้คนลงไม้ลงมือกันอย่างโหดเหี้ยมทารุณเป็นเวลานานเกือบสองชั่วโมง-มีสภาพเหมือนขึ้นรถทัวร์แล้วถูกมอมยา จนบัดนี้ ยังคงเมาหมัดและอยู่ในอาการสะลึมสะลือ

ดีเจกัน จาก EFM ให้ความเห็นผ่านทวิตเตอร์ว่า “เหมือนภาคแรก เด่นฉากต่อสู้ ด้อยเรื่องบท ซีจีปลอม ยังพอมีฉากตื่นตาบ้าง แต่โดยรวม จา พนม ก็เริ่มซ้ำๆแล้ว (B)” และอีกความเห็นจาก MrCoffee ผู้เขียนคอลัมน์จากนิตยสาร Vote และเนชันสุดสัปดาห์ให้ความเห็นแบบก้ำกึ่งว่า “ต้มยำกุ้ง 2 – เหมือนได้ดูองค์บาก+Raid Redemption 3D พอได้ บทพอไหว Action แรง/หนัก/จริง รวมๆดีกว่าต้มยำกุ้ง1เยอะ

อ่านความเห็นเพิ่มเติมด้านในครับ

Read more of this post

Captain Phillips อาจทำให้ทอม แฮงก์ กลับมาได้เข้าชิงออสการ์อีกในรอบ 13 ปี

Tom HanksCaptain Phillips หนังผลงานการแสดงเรื่องใหม่ของทอม แฮงก์ จากการกำกับของพอล กรีนแกรส ที่ดัดแปลงจากเรื่องจริงของเหตุการณ์โจรสลัดโซมาลีที่บุกยึดเรือสินค้าสหรัฐ เมื่อเมษายนปี 2009 จนเป็นข่าวครึกโครม มีแผนจะเปิดฉายอย่างเป็นทางการ 27 กันยายน ในเทศกาลภาพยนตร์นิวยอร์กของปีนี้ แต่โซนี่ พิคเจอร์ส และผู้อำนวยการสร้างสก็อต รูดิน ได้จัดรอบพิเศษเฉพาะนักวิจารณ์กับนักข่าวในสัปดาห์นี้ครับ

หลังจากตัวอย่างหนังออกมาก่อนหน้านี้ ผู้คนยังจับทางไม่ถูกว่าหนังจะมีพลังทางอารมณ์มากพอที่จะทำให้ได้เข้าชิงออสการ์เมื่อเทศกาลล่ารางวัลมาถึงหรือไม่ หรือจะเป็นแค่หนังเขย่าขวัญเชิงพานิชย์ที่ฉลาดๆ เรื่องหนึ่ง แต่จากความเห็นของนักวิจารณ์ที่ได้ชมหนังแล้วดูเหมือนว่าจะมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งคู่

ความวิจารณ์ต่อหนังออกมาดีหมดครับ เอริก คอห์น จาก indiewire เปรียบเทียบหนังว่า “ถ้าไม่นับสองภาคอันสุดยอดของหนังภาคต่อชุด Bourne Identity ผู้กำกับพอล กรีนแกรส ดูเหมือนจะอัดหนังของเขาด้วยพลังทางการเมืองในจังหวะการเล่าเรื่องที่แทบทำให้ลืมหายใจ Captain Phillips มีดีเอ็นเอเดียวกับ United 93 ที่มุ่งเน้นถึงการถกเถียงภายในจิตใจระหว่างผู้ลักพาตัวและเหยื่อ ขณะที่เรื่องราวดำเนินไปก็พลิกผันให้เกิดการตีความเพื่อเข้าใจถึงปัญหาหลังจากเหตุการณ์จบแล้ว

ท็อด แม็คคาร์ธี นักวิจารณ์ของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ ก็เปรียบเทียบไปในทางเดียวกันครับ “เป็นหนังที่เป็นคู่ของ United 93 อันสุดยอดของผู้กำกับพอล กรีนแกรส ได้เลย ซึ่งอ้างอิงมาจากเหตุการณ์จริงของการยึดเครื่องบินลำหนึ่งในเหตุการณ์ 11 กันยาฯ แต่หนังที่สร้างจากเหตุการณ์จริงอันสุดระทึกเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จทางพานิชย์มากกว่าเรื่องก่อนๆ ตรงที่มีทอม แฮงก์ รับบทนำ และเพราะมีตอนจบที่แฮปปี้

บทวิจารณ์จาก The Wrap เองก็ชมความยอดเยี่ยมของหนัง แม้จะเอ่ยถึงส่วนที่เป็นข้อด้อยบ้าง “Captain Phillips จะต้องถูกเปรียบกับ Zero Dark Thirty อย่างเห็นได้ชัดในแง่การเรื่องราวที่เป็นข่าวพาดหัวมาเล่า แต่ในกรณีนี้ ผู้เขียนบทและผู้กำกับสนใจในองค์ประกอบด้านความเป็นมนุษย์พอๆ กับการเล่าเรื่องราวเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นด้วย น่าเสียดายก็แต่พวกเขาไม่อาจทำให้ผู้ร้ายที่มีชีวิตอยู่จริงมีหลายมิติได้เท่าพระเอกของพวกเขา

ขณะที่คริสโตเฟอร์ โรเซ่น จากฮัฟฟิงตันโพสต์ก็ชื่นชมว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดของปีจนถึงตอนนี้ และเปรียบเทียบว่าหนังสุดยอดในระดับเดียวกับ Zero Dark Thirty และ Argo ในแง่การเป็นหนังแอ็คชั่นว่าด้วยการใช้ความคิดของตัวเอกหนึ่งคน และให้เหตุผลว่ามาจากการแสดงของทอม แฮงก์ เป็นหลัก “เหตุผลก็คือแฮงก์ ที่ส่งบทบาทการแสดงที่ทุกคนอยากเห็นจากทอม แฮงก์ ตั้งแต่ต้นปี 2000” โรเซ่นยังมั่นใจว่าแฮงก์มีโอกาสได้เข้าชิงรางวัลออสการ์แน่ๆ และมีโอกาสพอๆ กับผู้กำกับกรีนแกรสด้วย

สก็อต เฟนเบิร์ก นักวิเคราะห์รางวัลของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ ก็เห็นพ้องว่าแฮงก์น่าจะได้ชิงออสการ์ “การแสดงของเขาใน Captain Phillips โดยเฉพาะครึ่งหลังของหนัง ถือเป็นหนึ่งในบทบาทที่ดีที่สุดของเขา หลังจากได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งล่าสุดเมื่อ 13 ปีก่อน จาก Cast Away รู้สึกดีที่ได้เห็นเขากลับมาอีกครั้ง

หนังจะเข้าฉายในบ้านเรา 28 พฤศจิกายนครับ ผมได้แนบตัวอย่างล่าสุดของหนังที่มีซับไทยทางการเข้ามาด้วยที่ด้านใน

Read more of this post

The Great Gatsby: ความเห็นหลังชม

the great gatsby reader reviewThe Great Gatsby เพิ่งจะเข้าโรงในบ้านเราสัปดาห์นี้ ขณะที่เข้าฉายที่สหรัฐมาก่อนล่วงหน้า รายได้เปิดตัวในสหรัฐก็อยู่ในระดับดี เพราะทำรายได้ไปราว 50 ล้านเหรียญจากการเปิดฉาย 3 วันแรก ซึ่งแม้ไม่สูงมาก และไม่ได้เป็นแชมป์รายได้ประจำสัปดาห์ แต่ก็สูงกว่าที่สตูดิโอและนักวิเคราะห์ประเมินไว้

ในแง่คำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ในสหรัฐ ดูจะไม่ค่อยได้รับการต้อนรับที่ดี หนังได้รับคำวิจารณ์ก้ำกึ่ง มีนักวิจารณ์เพียง 50 % ที่ชอบหนัง และคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.9/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงจากงานเขียนของเอฟ. สก็อต ฟิทซ์เจอรัลด์ ที่แต่งเอาไว้ตั้งแต่ปี 1925 และเป็นวรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลต่อสังคมอเมริกันเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องราวที่แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนเป็นเรื่องราวความรัก แต่ที่จริงแล้วเป็นการสะท้อนและเสียดสีสังคมของยุคนั้น แก่นเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือการพูดถึงความเสื่อมของสังคมอเมริกันยุคนั้นที่ให้คุณค่าแก่เปลือกของความหรูหราฟู่ฟ่า ความร่ำรวย และชนชั้น มากกว่าความดีงามของจิตใจ และการมีศีลธรรม

นักวิจารณ์ชั้นนำอย่างท็อดด์ แม็คคาร์ธี จากเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ ที่ชอบหนังเรื่องนี้ บอกว่าแก่นเรื่องจากนิยายต้นฉบับยังติดอยู่เหนียวแน่น มีคณะนักแสดงที่ดี มีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาก็เชื่อว่าวิธีการนำเสนอของผู้กำกับบัซ เลอร์มานน์ อาจไม่ถูกใจทุกคน ส่วนเคนเนธ ทูแรน จาก LA Times ดูจะเห็นตรงกันข้าม บอกว่าแม้หนังจะมีการแสดงอันยอดเยี่ยม แต่หลายอย่างในหนังก็ผิดพลาด โดยเฉพาะแนวทางในการกำกับ “ผู้กำกับประกาศให้รู้กันโดยตลอดถึงความรักที่เขามีต่อนิยายเรื่องนี้ แต่หนังที่เขาสร้างขึ้นจากมันมีบ่อยครั้งที่ใช้เป็นข้ออ้างในการถ่ายทอดสไตล์อันบ้าคลั่งส่วนตัว” ขณะที่เอ.โอ. สก็อต จาก NY Times บอกว่า The Great Gatsby เป็นหนังที่สนุก ไม่ว่าเราจะเคยได้ยินมาอย่างไรก็ตาม “แต่หนทางที่ดีที่สุดที่จะสนุกกับหนังอันโฉ่งฉ่างและยิ่งใหญ่ของบัซ เลอร์มานน์ เรื่องนี้ ก็คือการปล่อยวางนัยแฝงอะไรก็ตามทางวรรณคดีที่คุณอาจถูกลวงให้พาไป” แต่อย่างหนึ่งที่แทบทุกนักวิจารณ์เห็นพ้องกันก็คือการแสดงของนักแสดง โดยเฉพาะลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในบทเจย์ แก็ตสบี้ ครับ

ผมยังไม่ได้ดู The Great Gatsby เลยยังไม่มีความเห็นแก่ตัวหนัง ส่วนเพื่อนผู้อ่านเว็บที่ได้ดูกันแล้ว อยากชวนมาให้ความเห็นกันดูครับ ชอบหนังเรื่องนี้มากแค่ไหน และให้คะแนนเท่าไหร่ และถ้าสามารถตอบคำถามต่อไปนี้ด้วยได้ก็ลองตอบดูครับ 1. คุณคิดว่าแก่นของเรื่องจากฉบับนิยายยังอยู่ในหนังฉบับนี้ไหม และถูกนำเสนอออกมาได้ชัดเจนพอไหม 2.นักวิจารณ์หลายคนบอกว่าสไตล์ด้านภาพและงานสร้างของผู้กำกับบดบังแก่นของเรื่อง เลยกลายเป็นงานโชว์ภาพและงานสร้างเกินไป เห็นด้วยหรือไม่ครับ 3. งาน 3D ของหนังเป็นอย่างไรบ้างครับ ในแง่การเอามาใช้กับหนังชีวิต 4. ถ้าเทียบกับงานเก่าของบัซ เลอร์มานน์ ชอบเรื่องนี้มากกว่าหรือน้อยกว่าครับ และ 5.ชอบการแสดงของใครเป็นพิเศษครับ

Read more of this post

Iron Man 3: มุมมองนักวิจารณ์

iron man 3 new pic 01หลังจากความสำเร็จของ The Avenegers มาร์เวลเปิดตัวโครงการหนังในเฟส 2 เพื่อนำร่องสู่ The Avengers ภาค 2 ด้วย Iron Man 3 และดูเหมือนจะเป็นการเปิดเฟสที่ดีอย่างมากในแง่กระแสคำวิจารณ์ครับ หนังได้ออกฉายแล้วในหลายส่วนของโลก เช่นยุโรป, เอเชีย และออสเตรเลีย ทำให้มีบทวิจารณ์ออกมามากพอสมควรแล้ว  เป็นคำวิจารณ์ในแง่ชื่นชมเกือบทั้งนั้นด้วย

จากการประเมินของ Rotten Tomatoes ที่เป็นเว็บรวบรวมคำวิจารณ์หนังชื่อดัง มีบทวิจารณ์ออกมาแล้วในตอนนี้ 54 ชิ้น มีนักวิจารณ์ชอบถึง 93% และคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 7.7/10 ครับ

หนึ่งในบทวิจารณ์ที่ชมเชยหนังมาจาก สก็อต ฟาวแดส นักวิจารณ์จากวาไรตี้ ที่บอกว่า Iron Man 3 เป็นการเล่นกับสูตร ที่ก่อให้เกิดการทำเงินจากการขายตั๋วมาแล้วทั่วโลกกว่า 1.2 พันล้านเหรียญ การที่เป็นหนังภาคต่ออาจทำให้ผู้ชมรู้สึกคุ้นชินมากกว่าสองภาคแรก “แต่หนังที่มีงานสร้างแข็งแรงเรื่องนี้ก็ยังสนองแฟนหนังได้เกินความคาดหมาย

ร็อบบี้ คอลลิน นักวิจารณ์จาก Telegraph เองก็ชอบหนัง Iron Man 3 ในระดับ 4/5 ดาว และพูดถึงเหตุผลว่ามาจากบทหนังของดรูว์ เพียร์ซ และผู้กำกับเชน แบล็ค ซึ่งมีส่วนในการสร้างหนังบู๊ตลกดีๆ หลายเรื่องในปลายยุค 80 และ 90 เช่นไตรภาค Leathal Weapon และ The Last Boy Scout ซึ่งเปรียบเทียบว่า “Iron Man 3 คือญาติของหนังเหล่านี้ที่เด็กกว่า และสดกว่า

บทวิจารณ์ของ indiewire ชม Iron Man 3 ว่าเป็นหนังที่มีการเขียนบทที่แข็งแรงที่สุดจนถึงตอนนี้ของค่ายนี้ และชมการวางทิศทางหนังว่า “เป็นการพาสู่แนวหนังที่แตกต่างจากเดิมนิดๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้แล้วก็คือหนังบู๊ยุค 80 ที่จำแลงตนอยู่ในรูปแบบของหนังซูเปอร์ฮีโร่ และถ้าจะพูดให้ตรงยิ่งขึ้นก็คือ หนังบู๊ยุค 80 ของเชน แบล็ค ผู้เขียนบท Leathal Weapon และผู้กำกับ Kiss Kiss Bang Bang ที่ถือเป็นตัวเลือกที่เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้หนังชุดนี้มีความสดใหม่

บทหนังดูจะเป็นจุดเด่นสำคัญของหนัง Iron Man 3 จากความเห็นของนักวิจารณ์จาก The Guardian ด้วย ซึ่งยกให้เชน แบล็ค เป็นแอรอน ซอร์กิน แห่งหนังบู๊ปนตลก เพราะได้สร้างเสียงหัวเราะให้อย่างที่สุดจากมุขตลกในหนังเรื่องนี้

Iron Man 3 จะเข้าฉายบ้านเรา 1 พฤษภาคมนี้ครับ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 572 other followers