STAR WARS: THE FORCE AWAKENS – ในความเห็นของคุณ

new force awakens image 05รายงานจากเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่า Star Wars: The Force Awakens ทำรายได้รอบมิดไนท์ของวันพฤหัสบดีในสหรัฐไปราว 57 ล้านเหรียญครับ เป็นตัวเลขประเมิน แต่แค่นี้ก็เท่ากับว่าได้สร้างสถิติด้านรายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะทุบสถิติรายได้รอบมิดไนท์สูงสุดตลอดกาลที่ Harry Potter and the Deathly Hallows – Part 2 ทำไว้ที่ 43.5 ล้านเหรียญ นักวิเคราะป์ประเมินไว้รายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์แรกในสหรัฐราว 180-220 ล้านเหรียญ และอาจทุบสถิติ 208.8 ล้านเหรียญที่ Jurassic World ทำเอาไว้ แต่จะทุบสถิติรายได้เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลทั่วโลกของ Jurassic World ที่ทำไว้ 524.9 ล้านเหรียญหรือไม่ ก็ต้องติดตามดูกันไป โดยที่หนังจะเปิดฉายในหลายประเทศพร้อมกันสุดสัปดาห์นี้ ยกเว้นตลาดนอกสหรัฐที่ใหญ่สุดอย่างจีนที่หนังจะเปิดฉาย 9 มกราคมปีหน้า

ในแง่คำวิจารณ์ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็แรงไม่แพ้รายได้ครับ หนังมีคะแนนจากการประเมินของ Metacritic อยู่ที่ 81/100 ใกล้เคียงกับหนังที่ได้คำวิจารณ์ดีในปีนี้หลายเรื่องเช่น Creed, Sicario, Steve Jobs, Bridge of Spies และ The Martian ส่วนคะแนนจากการประเมินของ Rotten Toamtoes นั้น หนังได้คะแนนเฉลี่ย 8.3/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 95% จาก 249 บทวิจารณ์ในตอนนี้

ความรู้สึกส่วนตัวหลังจากดูหนังจบ คิดว่าหนังทำได้สำเร็จในแง่การเป็นหนัง nostalgia ที่ดีมาก เจ.เจ. เอบรามส์ ได้สร้างหลายฉากหลายซีนที่น่าจะทำให้สาวกสตาร์วอร์ส์ตื่นเต้นและปลื้มปริ่ม และมีพลังมากพอที่จะให้หนังชุดนี้กลับมาอุบัติอีกครั้งให้รอคอยและอยากติดตามกันต่อไป แม้ว่าอาจไม่ใช่ภาคที่ดีที่สุด หรือเป็นหนังที่สมบูรณ์แบบก็ตาม

มันเหมือนการได้กลับบ้านเก่าที่มีเจ้าของใหม่มาบูรณะให้ใหม่และทันสมัย ข้อดีคือคนที่ผูกพันกับบ้านจะยังรู้สึกเหมือนกลับมาบ้านเดิมที่คิดถึง ที่โหยหา ซาบซึ้งไปกับความหลัง แต่พวกเขาก็จะยังจำได้ดีว่าประตูบานนั้นบานนี้จะเปิดไปในทางไหน หลับตาก็ยังอาจคลำเจอทางเส้นเดิมๆ ซึ่งเวลาในอนาคตคงบอกได้เองว่ามันเป็นการดีไหมที่ออกมาในลักษณะนี้ มันขาดความสดใหม่บางอย่างแบบภาค Episode I ที่มีพลัง หรือสร้างฉากจำอันโดดเด่นให้ตัวเองขึ้นมา แต่ทำมาเพื่อแฟนๆ ของ Episode IV, V และ VI ให้หวนกลับไปนึกถึงความดีและฉากประทับใจของไตรภาคคลาสสิคนั้นโดยโดยเฉพาะ

สิ่งค้นพบสำคัญของหนังเรื่องนี้คือเดซี่ ริดลี่ ในบทเรย์ เธอเป็นเพชรหายากที่ทีมงานไปขุดเจอเอามาเจียรไนและประดับเป็นเพชรเอกเจิดจรัส เธอจะกลายเป็นดาวขวัญใจผู้ชมในอนาคตแน่ๆ

มีความเห็นอย่างไรหลังจากชมจบครับ มีฉากที่ประทับใจเป็นพิเศษไหม หรือคิดว่าจะเป็นฉากจำไหม ตัวละครใหม่มีพลังพอที่จะสานต่อเรื่องราวในภาคต่อไปไหม จัดลำดับหนังอยู่อันดับที่เท่าไหร่ถ้าเทียบกัน 7 ภาค และให้คะแนนหนังกันเท่าไหร่ครับ

Read more of this post

The Hunger Games: Mockingjay Part 2 – ในความเห็นของคุณ

mockingjay 2 reader reviewThe Hunger Games: Mockingjay Part 2 ภาคปิดของหนังชุดนี้ อาจไม่ได้ปิดตัวอย่างที่สวยงามมากตามที่คาดเท่าไหร่นัก หนังน่าจะยังคงเป็นหนังทำเงินเรื่องหนึ่งของปี เพียงแต่อาจไม่เท่าที่คาดหวังหรือเท่าที่ผ่านมาครับ

เดิมที ไลออนเกตส์คาดหวังว่าหนังน่าจะเปิดตัวในสหรัฐด้วยตัวเลขรายได้เกินกว่า 130 ล้านเหรียญสหรัฐในสุดสัปดาห์แรก แต่ล่าสุดต้องประเมินใหม่ หลังจากที่ทำเงินจากรอบค่ำในคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาไป 16 ล้านเหรียญ น้อยกว่าภาคที่แล้ว The Hunger Games: Mockingjay Part 1 ที่ได้จากรอบเดียวกันนี้ 17 ล้านเหรียญ แล้วทำเงินต่อเนื่องในวันเปิดฉาย 55 ล้านเหรียญ จบสุดสัปดาห์แรกที่ 121.9 ล้านเหรียญ การคาดการณ์ว่ารายได้ในสุดสัปดาห์แรกจึงตกลงมาที่ราว 104-110 ล้านเหรียญสหรัฐครับ และเป็นการทำเงินเปิดตัวต่ำที่สุดกว่าทุกภาค

ดูแล้วรายได้น่าจะน้อยกว่า The Hunger Games- Catching Fire ไปเยอะมาก ที่ทำรายได้จากรอบค่ำวันพฤหัสบดีไป 25 ล้านเหรียญ แล้วเปิดตัวในสุดสัปดาห์แรกที่ 158 ล้านเหรียญ

คำวิจารณ์ต่อหนังเองก็อยู่ระดับปานกลาง นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชอบกว่าภาคที่แล้ว แต่ไม่มาก และยังถือว่าเทียบกับ 2 ภาคแรกไม่ได้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่หนังแบ่งออกเป็น 2 ภาค ทำให้ความเข้มข้นหรือกราฟอารมณ์ของหนังไปไม่สุด

โดยส่วนตัวแล้วก็เห็นด้วยกับผู้ชมและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ครับที่ว่าภาคจบนี้ดีกว่าภาคที่แล้ว แต่ก็ยังสนุกสู้กับสองภาคแรกไม่ได้ ประเด็นจากหนังสือมีความน่าสนใจ และน่าจะมีพลัง แต่เมื่อแบ่งเป็น 2 ภาคแล้วทำให้พลังของประเด็นลดลง ทั้งการเล่าเรื่องยังขยี้ผิดจุด ออกแนวยืดตรงส่วนที่ควรเร่ง และกลับรีบเร่งในส่วนที่ควรขยี้หรือละเมียดกับมัน ยังดีที่ได้การแสดงของเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ มาช่วยส่ง

คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ให้คะแนนหนังที่เท่ากัน มาใส่ความเห็นกันครับ

Read more of this post

Fantastic Four – ในความคิดเห็น

the fantastic four reader reviewถ้าถามว่าหนัง Fantastic Four สนุกไหม สำหรับผมแล้วก็คือชมได้เพลินๆ ไม่ได้รู้สึกน่าเบื่อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเรื่องนี้มีความผิดพลาดสำคัญในแง่ทิศทางของหนังที่เหมือนขึ้นต้นอย่างหนึ่งแต่ลงท้ายอีกอย่าง

ผมชอบครึ่งเรื่องแรกเหมือนนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ที่มันมีความเป็นหนังไซไฟ ธีม Mad Doctor หรือ “นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง” แบบยุค 80-90 ที่นักวิทยาศาสตร์ได้รับผลกระทบจากงานวิทยาศาสตร์ที่พิศดารของตัวเอง แบบ The Fly, Hollow Man หรือ Altered States เปิดเรื่องคล้ายหนังของแอมบลินที่คิดถึง แต่ครึ่งหลังของหนังกลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วๆ ไป แถมเล่าเรื่องอย่างรวบรัด ห้วน เชย และไม่ได้สานต่ออะไรในสิ่งที่ปูมาครึ่งเรื่องแรกเลย สร้างหายนะให้องค์รวมของหนังแบบย่อยยับเหมือนชื่อตัวร้าย

คงดีถ้าหนังละทิ้งความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ไปเลย แล้วให้ครึ่งหลังกลายเป็นหนังไซไฟเขย่าขวัญแบบเต็มตัวเหมือน The Fly ผสม Chronicle หรือให้ดูมมีพัฒนาการเป็นคล้าย Hollow Man ของเควิน เบคอน ซึ่งอาจขัดใจแฟนต้นฉบับอยู่บ้าง แต่ถ้าทำในโทนนี้ไปจนสุดแล้วทำได้ถึง ผมคิดว่าผู้ชมจะให้อภัยได้ นอกจากนี้ก็ยังจะทำให้กลายเป็นหนังที่ฉีกแนวจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปด้วย

ผู้อ่านชอบหนัง Fantastic Four ในระดับไหนกันบ้างครับ และให้คะแนนหนังเรื่องนี้กันยังไง มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

Mission: Impossible Rogue Nation – ความเห็นหลังชม

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

ยังไม่แน่ใจว่า Mission: Impossible Rogue Nation จะเป็นภาคที่ดีที่สุดของหนังชุดนี้ไหม แต่ถ้าเทียบกับหนังซัมเมอร์ปีนี้ด้วยกันทั้งหมด ถือว่าเป็นหนังที่สนุกที่สุดของปีนี้สำหรับผม (จนถึงตอนนี้) ไล่เลี่ยกับ Mad Max: Fury Road

มันเป็นหนังที่ทำถึงเป้าหมายทั้งในแง่บุ๋นและบู๊ มีความเป็นหนังสายลับหักเหลี่ยมแบบยุคเก่าที่ผสมความไฮเทคได้กลมกลืน มีการเล่าเรื่องที่พลิกไปพลิกมาหลอกไปหลอกมาให้น่าติดตาม และมีฉากบู๊ที่ตื่นเต้นชวนเสียวและชวนลุ้นสอดแทรกไปตั้งแต่ต้นจนจบวมกับที่คริสโตเฟอร์ แม็คควอรี เคยเขียนบท The Usual Suspects มาก่อน มีจุดเด่นของสี่ภาคก่อนหน้านี้มาขยำรวมกันในภาคเดียวแบบที่กลมกล่อมพอและทำได้ถึง มีการเกลี่ยนบทให้ทุกคนได้โชว์ความเด่น แต่คนที่กลายเป็นคนเด่นสุดจริงๆ ของหนังคือรีเบกกา เฟอร์กูสัน ในบทอิสลา สาวเสน่ห์มรณะ สายลับหญิงขาโหด ผู้ที่ทั้งมอบความลึกและความซับซ้อนของตัวละครให้เราเดาทางเธอไม่ถูก และได้แสดงบทบู๊แกร่งๆ แบบที่ทัดเทียมกับทอม ครูส เธอได้แจ้งเกิดเต็มตัวและจะกลายเป็นดาวรุ่งคนใหม่ประจำปีนี้ที่ทุกคนต้องหันมามอง

ถ้าจะให้พูดถึงข้อเสียของหนังคงเป็นความสดใหม่นั่นแหละที่หนังเรื่องนี้ยังขาดไป ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เคยเห็นหรือคล้ายกับที่เคยเห็นมาก่อน แต่มันไม่สำคัญเท่าไหร่เมื่อหนังเล่าเรื่องได้น่าติดตาม ทำสิ่งหล่านั้นได้ถึง และทำสร้างอารมณ์ร่วมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ มันทำให้นึกถึงหนังยัง Edge of Tomorrow ของครูสในแง่นี้เหมือนกัน ตรงที่หนังไม่ได้สดใหม่อะไรเท่าไหร่ แต่เล่าเรื่องได้ถึง มันส์ และลุ้นไปตลอดเรื่อง และมีนักแสดงหญิงเจ๋งๆ อย่างเอมิลี บลันท์

คะแนนจาก Rotten Tomatoes ของหนังตอนนี้อยู่ที่ 7.6/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 90% จาก 63 บทวิจารณ์ครับ เพื่อนผู้อ่านที่ได้ชมหนังแล้วชอบหนังในระดับไหนบ้างครับ ถือเป็นหนังที่สนุกที่สุดของซัมเมอร์ปีนี้ไหมครับ Read more of this post

Ant-Man: ความเห็นหลังชม

ant man new pic 06Ant-Man เป็นหนังที่น่าห่วงเมื่อมองจากเรื่องราวปัญหาระหว่างการถ่ายทำที่ผู้กำกับเอ็ดการ์ ไรท์ ถอนตัวออกไป แล้วเพย์ตัน รี้ด เข้ามารับช่วงต่ออย่างเร่งด่วน แต่ผลลัพธ์โดยรวมแล้วก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ เป็นหนังซูเปอร์สูตรสำเร็จแบบมาร์เวลที่แนวบู๊ปนตลก ที่ผสมการเป็นหนังโจรกรรมเข้าไป ผมพบว่ามันดูได้เพลินๆ มีมุขตลกกระจายตลอดเรื่องที่ช่วยให้ไม่เบื่อ แต่คงจะไม่ใช่หนังที่น่าจดจำ เป็นเพียงหนังที่ดูฆ่าเวลาได้เรื่องหนึ่ง และเป็นเหมือนสะพานที่จะช่วยส่งต่อเฟส 2 ไปเฟส 3 ของมาร์เวลได้อย่างเนียนๆ

หนังทำสำเร็จในแง่การเล่าเรื่อง และแนะนำตัวซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ด้วยลูกเล่นที่ดูเหมือนเป็นสูตรสำเร็จ (อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไรท์มากำกับ เราอาจเห็นลูกเล่นที่เป็นลายเซ็นแบบเดียวกับที่เจมส์ กันน์ ทำให้ Guardians of the Galaxy) แต่ยังขาดการสร้างอารมณ์ร่วมทั้งในแง่ความสัมพันธ์ของตัวละครที่ยังไม่ได้เน้นพอจนเกิดอารมณ์ซาบซึ้ง และขาดอารมณ์ตื่นเต้นหรือลุ้นระทึกในภารกิจต่างๆ เพียงแต่มุขตลกที่หยอดเข้ามาทำได้อย่างถูกจังหวะ โดยเฉพาะจากไมเคิล พีนา ในบทลูอิส ที่แทบจะทำให้เขากลายเป็นตัวขโมยซีนเกือบทั้งเรื่อง

แต่ส่วนที่ถือว่าดีกว่าหนังมาร์เวลหลายเรื่องก็คือการช่วยขยายจักรวาลของมัน การเชื่อมโยงกับส่วนอื่นของจักรวาล และการปูสู่หนังมาร์เวลเรื่องต่อไปได้อย่างไม่ทำให้เส้นเรื่องหลักเสียหาย ทั้งยังมีฉากท้ายเครดิตที่คุ้มค่าแก่การรอชมสำหรับแฟนบอยมากๆ กว่าหนังหลายเรื่องในระยะหลัง

เพื่อนผู้อ่านเว็บที่ชมแล้วรู้สึกยังไงกับ Ant-Man บ้างครับ พอใจในระดับไหน ชอบในระดับไหนถ้าเทียบกับหนังมาร์เวลด้วยกัน หรือในหนังมาร์เวลที่เป็นการแนะนำตัวละครใหม่ด้วยกัน เชิญมาใส่ความเห็นกันครับ

Read more of this post

Parasyte Part 1 – ในความเห็นของคุณ

Parasyte part 1 feedbackไม่แน่ใจว่าทุกคนที่อ่านหนังสือการ์ตูนชุด”ปรสิตเดรัจฉาน” จะชอบหนัง Parasyte Part 1 เรื่องนี้ขนาดไหน แต่โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างพึงพอใจกับหนังมากๆ ครับ ยังไม่ถึงขั้นว่าชอบมากเพราะรู้สึกว่าหนังน่าจะดีกว่านี้ได้อีก และยังไม่เข้มข้นพอ แต่สิ่งสำคัญที่หนังทำสำเร็จก็คือการพยายามคงหัวใจของฉบับหนังสือการ์ตูนเอาไว้ได้ค่อนข้างดี ทั้งในแง่โทน และบรรยากาศ ความเป็นหนังไซไฟสยองขวัญที่มีฉากบู๊ลุ้นระทึก

สาเหตุที่ยังไม่รู้สึกว่าเข้มข้นพอก็เพราะการตัดรายละเอียดออกไปเยอะ และต้องเน้นเล่าเรื่องที่เป็นเนื้อหาหลักเอาไว้ก่อน แต่สิ่งที่ใส่เข้ามาก็ถือว่าเป็นเนื้อชิ้นสำคัญ ให้ความรู้สึกเหมือนกินซุปที่มีเนื้อกับน้ำ แต่ขาดพวกผักต่างๆ ที่จะทำให้ซุปสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ฉากเทคนิคพิเศษก็ทำได้ดีครับ ไม่ค่อยได้ตามดูหนังญี่ปุ่นบ่อยแล้วทึ่งที่พวกเขาพัฒนางานเทคนิคด้านภาพได้ขนาดนี้ ฉากสยองก็ไม่มากจนผมที่เป็นคนกลัวเลือดจะเบือนหน้าหนี มีการสร้างฉากเลียนแบบฉากในมังงะหลายฉากและออกมาในอารมณ์เดียวกับตอนที่อ่านเลย

ส่วนที่ยังรู้สึกว่าหนังขาดไปก็คือความสัมพันธ์ของชินิจิกับมิกิที่รีบเล่าจนเกินไป มันเหมือนหนังรีบให้ทั้งคู่สนิทกันเร็วเกินไป ยังไม่ค่อยสร้างให้เห็นความผูกพันของทั้งคู่ได้มากเท่ามังงะจนเรามีความสะเทือนใจในฉากสำคัญๆ ได้ ทำได้เพียงแต่สร้างอารมณ์ลุ้นระทึกได้เท่านั้น รวมถึงความสัมพันธ์กับตัวละครสำคัญบางตัวด้วยที่ถ้าหนังขยี้กว่านี้ก็จะทำให้อารมณ์ดราม่าพีคได้ ฉากนั้นจึงรู้สึกแค่อึนๆ แต่โดยรวมก็อย่างที่บอกครับว่า เป็นงานที่น่าพึงพอใจ และชอบที่ผู้สร้างเคารพต้นฉบับมากๆ

หนังเปิดตัวในบ้านเราโดยรายได้วันแรกอยู่ที่ 7 แสนกว่าบาท จากการฉายเฉพาะในเครือเอสเอฟอย่างเดียว ก็น่าจะถือว่าสูงถ้าเทียบกับจำนวนโรง และเพิ่งทราบมาด้วยว่าต้องมีการเพิ่มโรงฉายแล้ว

ผู้อ่านเว็บไซต์ของเราที่ไปชมมาแล้ว ชอบกันในระดับไหนครับ ถ้าใครเคยอ่านมังงะมาแล้วพอใจกับการดัดแปลงครั้งนี้แค่ไหนครับ มาออกความเห็นกันเถอะ

Read more of this post

True Screen X: เทคโนโลยีการชมภาพยนตร์ล่าสุดที่น่าตื่นเต้น [บทความสปอนเซอร์]

true screen x image 02เมื่อเราซื้อตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์ในโรงหนัง เราจะเหมือนได้เข้าไปสู่อีกโลก” ผมไม่แน่ใจว่าใครเคยกล่าวประโยคนี้ไว้ แต่การได้เข้าไปชมภาพยนตร์ในโรงหนังก็เหมือนการได้เข้าไปสู่อีกโลกจริงๆ แม้จะแค่ 2-3 ชั่วโมงก็ตาม ซึ่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็ได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุคของกำเนิดภาพยนตร์ จากหนังขาวดำ หนังเสียง หนังสี หนังสามมิติ จนมาถึงหนังไอแม็กซ์ และ 4DX ล่าสุดก็มีนวัตกรรมการชมภาพยนตร์ที่เรียกว่า Screen X ที่จะใช้ภาพยนตร์พาเราเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งครับ

โรงภาพยนตร์ Screen X เป็นเทคโนโลยีในการฉายภาพยนตร์ด้วยจอ Ultra Wide Screen 270 องศา รอบทิศทาง หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นจอหนังขนาดกว้างเป็นพิเศษแบบ 270 องศา เป็นจอจากขอบล่างจรดเพดานในรูปแบบเดียวกับจอไอแม็กซ์ โดยใช้ระบบการฉายภาพยนตร์จาก 3 ทิศทาง ด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์ 9 ตัว มาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos ที่ให้เสียงสามมิติรอบทิศทาง และลำโพงเหนือศีรษะ

โรงภาพยนตร์ชนิดล่าสุดนี้ได้มาถึงในเมืองไทยแล้วที่ Quartier CineArt โรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ที่อยู่ชั้น 4 ของห้างสรรพสินค้าดิเอ็มควอเทียร์ โดยใช้ชื่อว่า True Screen X อันมาจากการร่วมสร้างสรรค์ของเครือโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซินีเพล็กซ์ กรุ้ป กับ ทรู คอร์ปอเรชั่น

โรงภาพยนตร์ True Screen X ได้มีการเปิดตัวเมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมาครับ ด้วยการเปิดฉายรอบปฐมทัศน์หนัง Avengers: Age of Ultron ซึ่งก่อนหนังฉายก็ได้จัดฉายตัวอย่างหนังในแบบของ Screen X ให้ชมกันก่อน 2 เรื่อง ที่สร้างความตื่นตาให้อย่างมาก

หนังตัวอย่างที่จัดฉายเป็นหนังที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการฉายด้วยระบบใหม่ล่าสุดนี้ครับ เปิดด้วยเรื่องราวของโลกอันมหัศจรรย์ที่มีเด็กหญิงเป็นตัวดำเนินเรื่อง เมื่อเธอส่องปริซึมแก้วมองดูโลกก็เหมือนพาเราเข้าสู่โลกแห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์

สิ่งที่เทคโนโลยีล่าสุดของหนังสร้างให้เรารู้สึกก็คือเหมือนการที่เราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ มากกว่าแค่การนั่งชมธรรมดา ด้วยภาพที่ใหญ่โตเหมือนเราอยู่ในโรงไอแม็กซ์ทั้งที่โรงหนังเล็กกว่า ให้ความรู้สึกเหมือนภาพที่เห็นอยู่ด้านหน้ามีสามมิติโดยที่เราไม่ต้องสวมแว่น และเหมือนเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์โดยไม่ต้องนั่งเก้าอี้ที่โยกไปมาทำให้เสียสมาธิการรับชม เป็นประสบการณ์แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในการชมภาพยนตร์ และเหมือนพาเราสู่โลกใบใหม่ได้มากกว่าทุกระบบของการชมภาพยนตร์ที่เคยได้ชมมาครับ

มีฉากหนึ่งที่มีดวงดาวกลมๆ มากมายลอยอยู่ในฉาก ภาพค่อยๆ เคลื่อนไปตามดวงดาวเหล่านั้น แล้วเหมือนเราค่อยๆ โคจรไปรอบๆ ดาวดวงนั้นได้จริงๆ ทั้งที่เรานั่งชมอยู่เฉยๆ

ประสบการณ์การชมภาพยนตร์แบบ Screen X นี้ อดทำให้คิดไม่ได้ว่า หากมีการสร้างภาพยนตร์เพื่อการจัดฉายด้วยระบบนี้โดยเฉพาะ จากผู้กำกับที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการอย่างทิม เบอร์ตัน, คริสโตเฟอร์ โนแลน หรือ เจมส์ คาเมรอน มันจะเป็นการชมภาพยนตร์ที่มหัศจรรย์มากแค่ไหน แต่ขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อชมในระบบ Screen X โดยเฉพาะ แต่มาดัดแปลงในภายหลังแบบ 4DX มันจะถ่ายทอดสิ่งที่ผู้สร้างหนังต้องการสื่อได้เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเราคงต้องรอดูกันต่อไป

(ถ่ายภาพโดย @boyofheaven )

อ่านข่าวประชาสัมพันธ์การเปิดตัวโรงหนัง True Screen X ฉบับทางการได้ที่ด้านในครับ

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 761 other followers