Cinderella & Frozen Fever – ความเห็นหลังชม

CINDERELLAเรื่องเก่าที่เอามาเล่าใหม่ แต่ไม่ใช่ตีความใหม่ ทำให้แข็งแรงขึ้นด้วยรายละเอียดทางบท ตัวละคร และงานสร้าง ยังไม่ถึงขึ้นเป็นหนังที่พิเศษ หรือหวือหวา หรือเข้มข้น หรือจี๊ดจ๊าด แต่ก็ตีโจทย์ของสิ่งที่ต้องการนำเสนอได้เข้าเป้า ไม่จืดชืด มีบางขณะที่ชวนให้เคลิ้ม โดยรวมเป็นหนังที่ชมได้เพลินๆ แต่น่าจะเหมาะสมสำหรับการเป็นหนังครอบครัว และหนังของ “เด็กผู้หญิง” มากกว่า

ส่วนการ์ตูนสั้น Frozen Fever เป็นการ์ตูนสั้นที่รู้สึกว่า”ก็น่ารักดีนะ” มันทำหน้าที่ชวนให้หายคิดถึงตัวละครชุดเดิมมากกว่าเพื่อสร้างความรู้สึกอะไรไปมากกกว่านั้น กลุ่มเป้าหมายคือคนที่ชอบ Frozen มากๆ เพลงยังไม่ติดหู เท่าที่ผู้สร้างบอก

แต่สิ่งที่การ์ตูนสั้นทำให้รู้สึกมากที่สุดก็คือความสัมพันธ์ของเอลซ่ากับอันนา ที่ออกมาดูคล้าย “คู่รัก” กัน มากกว่าเป็น “พี่สาวน้องสาว” ครับ

Read more of this post

Fifty Shades of Grey – ความเห็นหลังชม

fifty shades of grey sellingFifty Shades of Grey (6.5/10) เป็นหนังที่น่าจะทำได้เข้าเป้าสำหรับผู้เป็นกลุ่มเป้าหมายของหนัง นั่นก็คือสาวโสดหรือแม่บ้านที่อยากหาความตื่นเต้นให้กับชีวิตทางเพศสัมพันธ์ สาวแบบเดียวกับที่น่าจะชอบ Twilight ภาคแรก หรือละครทีวีแบบสุภาพบุรุษจุฑาเทพ และหนังเองก็เล่าจากมุมมองของผู้หญิงด้วย ความเห็นของผู้ชมในวันนี้ส่วนใหญ่จึงออกมาหลากหลายตั้งแต่ไม่ชอบ พอดูได้ และค่อนข้างชอบ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายของหนัง ส่วนผมที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ก็คิดว่าทีแรกคงไปนั่งเบื่ออยู่ในโรงหนัง แต่เปล่าเลย หนังทำได้ในระดับดูเพลินๆ

การที่บอกว่าดูเพลินๆ ไม่ได้แปลว่าหนังดีนะครับ มันเป็นหนังที่ชวนให้ติดตามประมาณหนึ่ง (เพลินกว่า Jupiter Ascending) โดยเฉพาะฉากกุ๊กกิ๊กหรือฉากจีบกัน ฉากสนทนากันที่เหมือนเป็นการเล่นเกมของระหว่างพระนางที่ทำออกมาได้น่ารัก และชวนให้ยิ้มหลายฉาก ทำให้เราติดตามหนังได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ แต่หนังยังขาดความแซ่บ ความจัดจ้าน ในทางอารมณ์อยู่มาก

ส่วนที่ช่วยให้หนังน่าติดตามอย่างสำคัญเลยก็คือ ดาโกตา จอห์นสัน เป็นคนที่คุมทุกอย่างบนจอ การแสดงของเธอมีเสน่ห์และเป็นธรรมชาติมาก ขณะที่เจมี่ ดอร์แมน ก็ถือว่าโอเค แต่ยังไม่รู้สึกว่าเขาคือมิสเตอร์เกรย์

หนังเน้นโรแมนติกมากกว่าอีโรติกครับ เพราะฉากจูบในหนังทำออกมาได้หวาน และรัญจวน รวมถึงฉากเกี้ยวพาราสีและงอนง้อต่างๆ ก็น่าเอ็นดู แต่ฉากอีโรติกกลับแห้งแล้ง ห้วน จืด ไม่ดุดันสมกับความเป็นเซ็กซ์ซาดิสต์ (Secretary กับ Shame น่าจะดุดันกว่ามาก) หรือแม้แต่ฉากร่วมรักทั่วไปก็จัดว่าธรรมดามาก และไม่เร้าอารมณ์เลย คิดว่าฉากรักของแพทริค สเวซี่ กับ เดมี่ มัวร์ ใน Ghost ยังทำให้รู้สึกเร่าร้อนได้มากกว่า ทั้งที่ไม่ใช่เป็นหนังเกี่ยวกับเซ็กซ์ โดยส่วนตัวคิดว่าหนังได้เรต ฉ20 น่าจะมาจากพฤติกรรมที่ผิดสามัญของฉากร่วมรักมากกว่าความแรงของฉากร่วมรักครับ เพราะเหมือนเคยเห็นหนังบางเรื่องที่มีฉากร่วมรักหรือฉากโป๊เปลือยในระดับเดียวกัน เคยได้เรต น.18

อีกประเด็นที่ทำให้หนังขาดความจัดจ้านก็คือ ทราบจากแฟนหนังสือว่าหนังตัดฉากฮาร์ดคอร์จากหนังสือออกไปเยอะมาก และเปลี่ยนตอนจบของหนังสือที่แฟนๆ ของนิยายน่าจะชอบมากกว่าครับ

ส่วนที่ดีที่สุดของหนังอีกส่วนที่ทำให้หนังดูเพลินก็น่าจะมาจากการใส่ดนตรีและเพลงประกอบด้วย ที่ถูกจังหวะ ชวนให้ฉากต่างๆ ดูมีสีสัน และสร้างอารมณ์ให้กับฉากเหล่านั้นได้ดีมากๆ (ทำหน้าที่สร้างอารมณ์ในฉากร่วมรักได้ดีกว่าภาพอีก)

คะแนนของ Fifty Shades of Grey ที่ imdb อยู่ที่ 3.7/10 จาก 3,700 กว่าโหวต ส่วนคะแนนจากนักวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมาอยู่ที่ 4.7/10 และมีนักวิจารณ์ชอบ 43% (นานๆ ทีที่จะเห็นคะแนนฝั่งนักวิจารณ์มากกว่าฝั่งผู้ชมครับ) แล้วคุณล่ะครับ คิดยังไงกับหนังเรื่องนี้บ้าง ใส่ความเห็นกันมาเลย

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Inside Llewyn Davis

inside llewyn davis reviewInside Llewyn Davis คน กีตาร์ แมว เป็นหนังที่ผมอยากเรียกว่าเป็น “มหากาพย์โอดิสซี” หรือ “ยูลิซีสผจญภัย” ฉบับนักดนตรีเพลงโฟล์ค เรื่องราวที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้ O Brother, Where Are Thou? งานเก่าของโจลและอีธาน โคเอน หรือนิยายต้นฉบับของหนังเข้าชิงออสการ์อย่าง Cold Mountain มันเป็นการเดินทางเพื่อ “กลับบ้าน” เหมือนกัน แต่ความหมายว่า “บ้าน” ของหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้มีความหมายเหมือนบ้านของสองหมา หนึ่งแมว ในหนัง The Incredible Journey ของดิสนี่ย์ ที่สามสัตว์เพื่อนยากเดินทางฝ่าป่าเขาลำเนาไพรเพื่อกลับบ้านไปหาเจ้านาย แต่มันอาจเป็นบ้านในทางจิตใจ หรือเป็นการเดินทางกลับไปหา”ตัวตน”ที่ต้องการ หลังจากกระเจิดกระเจิงไปและหลงไปกับวิกฤติของชีวิต

พี่น้องโคเอนใช้โครงเรื่องของโอดิสซีมาเล่าชีวิตของลูวิน เดวิส (ออสการ์ ไอแซ็ค) ซึ่งเป็นตัวละครที่ได้แรงบันดาลใจจากเดฟ แวน รองก์ ศิลปินเพลงโฟล์คในยุค 60 ที่แม้ไม่โด่งดังแพร่หลายมาก แต่ก็ได้รับการยกย่องในแง่ความสามารถจนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติความสำเร็จทางอาชีพจากสมาคมนักแต่งเพลงของอเมริกา ชื่อหนัง Inside Llewn Davis ก็มาจากชื่ออัลบั้ม Inside Dave Van Ronk และหน้าปกอัลบั้มทั้งสองก็คล้ายกัน เพียงแต่ของเดฟ แวน รองก์ จะมีแมวเหมียวยืนแอบอยู่ที่ประตูด้วย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้พี่น้องโคเอนใส่ตัวละครแมวเข้ามาในหนังด้วย และการตั้งชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ว่า “คน กีตาร์ แมว” ก็เข้ากับสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อดีมาก เพราะถ้าคุณแง้มเข้าไป”ภายในลูวิน” จะพบว่าหนังมันพูดถึงคนที่ดิ้นรนค้นหาตัวเอง บนเส้นทางของบทเพลงที่มีกีตาร์เป็นเครื่องดนตรี และมีแมวที่สะท้อนตัวตนของเขาคู่กันไป

Read more of this post

ตี 3 คืน 3: ความเห็นหลังชม

3 AM Part 2 image 05ถ้าจุดประสงค์ของหนังผีคือการสร้างฉากผีๆ ให้เราลุ้นและกลัวได้ และทำให้เราบันเทิงได้ไปกับเรื่องราวผีๆ นั้น หนัง “ตี 3 คืน 3” ถือว่าทำออกมาได้บรรลุจุดประสงค์ มีหลายฉากในหนังทั้งสามตอนทำให้ผมตกใจ กลัว และลุ้นได้ และก็บันเทิงไปกับมันได้ แต่ทั้งหมดเป็นความบันเทิงในระดับ “ใช้ได้” เหมือนหนังที่เราดูฆ่าเวลาช่วงที่ไม่มีอะไรทำได้ ส่วนผู้ที่ต้องการความแปลกใหม่ หรือชั้นเชิงเท่ๆ หรือความสมเหตุสมผลในบท หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีให้ หรือเรียกได้ว่า “มีน้อย” 

หนังใช้ตอน “กงเต๊ก” โยงทั้งสามตอนเข้าด้วยกัน โดยให้ตัวละครในตอนนี้มีเล่าอีกสองตอนคือ “คืนสาม” และ “คอนแวนต์” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ก็เป็นวิธีการที่ดี แต่การโยงตัวละครของทั้งสามเรื่องเข้าด้วยกัน ยังไม่ค่อยเนียน แต่ก็พอถูไถ และดูเหมือนเป็นการโยงแบบง่ายๆ

คืนสาม” มีมุขหลอก มุขผีตุ้งแช่ ที่สอบผ่าน และทำให้เรากลัว ตกใจ และลุ้นได้ดีประมาณหนึ่ง เนื้อเรื่องก็สั้นๆ แบบบรรทัดเดียวจบ ส่วน “คอนแวนต์” ดูจะยืดยาดและมีฉากไม่จำเป็นอยู่บ้าง ปิดท้ายที่ “กงเต๊ก” ซึ่งผมรู้สึกว่าบทอีรุงตุงนัง ไม่สมเหตุผลที่สุด เหมือนพยายามจะให้หักมุมมากเกินไป แต่กลายเป็นตอนที่บันเทิงที่สุด เพราะใส่มุขฮาๆ ที่โดนๆ มาหลายมุข เป็นตอนที่รู้สึกว่าสามารถเอาไปขยายเป็นหนังยาวเต็มๆ ชั่วโมงนิดๆ ได้เลย และถ้ามีผู้เขียนบทเก่งๆ มาทำให้ก็จะทำให้เป็นหนังที่ฮาสยองและมีชั้นเชิงที่สนุกเรื่องหนึ่งได้

ลูกเล่นสามมิติของหนังมีน้อยเกินไป และธรรมดาเกินไป

6.5/10

Read more of this post

American Hustle: ความเห็นหลังชม

american hustle nycc2013American Hustle ใช้ชื่อไทยว่า “โกงกระฉ่อนโลก” ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าชื่ออาจทำให้ผู้ชมหลงทางว่านี่จะเป็นหนังที่เน้นเนื้อเรื่องการหักเหลี่ยมเฉือนชมแบบหนังโจรกรรม และการวางแผนจับคนโกงแบบพวก Ocean’s Eleven แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นหนังแนววิเคราะห์หรือนำเสนอพฤติกรรมตัวละคร หรือพวก character’s study ครับ เป็นการแฉให้เห็นถึงแรงจูงใจ การกระทำ และเบื้องหลังพฤติกรรมต่างๆ ของตัวละครที่ถูกนำเสนอในเรื่องที่ล้วนเป็นคนลวงและตอแหล ว่าทำไมพวกเขาทำอย่างที่เห็นอยู่ในหนัง ซึ่งหลักใหญ่แล้วก็เพื่อ “เอาตัวรอด” นั่นเอง

บ้างทำเพราะยอมเอาเปรียบดีกว่าถูกเอาเปรียบ บ้างทำก็เพราะชีวิตมีแต่ทางเลือกเลวๆ บ้างทำก็เพื่ออยากไต่เต้าจากจุดต่ำที่ตัวเองอยู่โดยไม่สนว่าใครจะเป็นอย่างไร หลอกกันไปหลอกกันมา บงการกันไปบงการกันมาเป็นทอดๆ การได้ดูตัวละครเหล่านี้เอาตัวรอดเป็นสิ่งที่สนุกมากๆ

หนังมีคำพูดโดนๆ ที่ทำให้เราสะอึกหลายครั้ง ซึ่งล้วนส่งเสริมแก่นของเรื่อง ให้เราตระหนักว่าทำไมบางคนยอมถูกหลอก มีการเน้นคำว่า “จริง” และคำที่มีความหมายเชิงว่า “ลวง” ไปตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีอะไรขาวหรือดำสนิท มีแต่ “เทาล้วนๆ” แต่ทั้งนี้ก็เพราะได้แสดงระดับยอดฝีมือมาเป็นผู้ปล่อยคำพูดเหล่านั้นด้วย สลับกับมุขตลกร้ายๆ ผ่านบทสนทนาและสถานการณ์ให้เราเพลินไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

ผู้กำกับเดวิด โอ. รัสเซล ยอดเยี่ยมในการสร้างฉากให้นักแสดงนำทุกคนได้มีฉากปล่อยของกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทั้งยังทำให้เราหลงรักและสงสารตัวละครเหล่านี้แม้ว่าบางตัวจะทำเลวก็ตาม เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ คือนักแสดงที่เด่นขโมยซีนทุกคน ฉากที่ตัวละครของเธอกับเอมี่ อดัมส์ ปะทะกัน ถือเป็นไฮไลท์ของหนังเลย แต่ขณะเดียวกัน การเข้าขากันอย่างมากระหว่างคริสเตียน เบล และเอมี่ อดัมส์ ก็ทำให้หนังมีน้ำหนัก และนำพาเรื่องราวไปจนถึงที่สุด

8/10

Read more of this post

Frozen: ความเห็นหลังชม

frozenFrozen เป็นมากกว่าหนังการ์ตูนเจ้าหญิงเรื่องหนึ่งของดิสนี่ย์ที่เปลี่ยนจากการวิธีวาดแบบคลาสสิคมาเป็นการ์ตูนคอมพิวเตอร์กราฟฟิก 3D หนังดัดแปลงหยาบๆ จากนิทาน The Snow Queen ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ที่นำมาเล่าเรื่องราวความรักของสองศรีพี่น้อง และมีแก่นพูดถึงการยอมรับความแตกต่างคล้าย X-Men แต่ใช้รูปแบบของละครเพลงบรอดเวย์ที่มีเพลงไพเราะที่ชวนให้นึกถึงละครเวทีอย่าง Wicked ผสมเรื่องราวอัศจรรย์ของการ์ตูนเจ้าหญิงคล้าย Beauty and the Beast ได้อย่างค่อนข้างกลมกลืม ขนขัน และสนุก ขณะเดียวกัน ก็มีตัวละครก็ทันสมัยและฉีกขนบของดิสนี่ย์ไปเกินคาด หักมุม เล่นและล้อกับสูตรการ์ตูนเจ้าหญิงของดิสนี่ย์ได้อย่างหรรษา ไปไกลจนถึงขั้นเป็นการ์ตูนที่เกย์ที่สุดที่ดิสนี่ย์เคยทำมา นี่จะเป็นการ์ตูนที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2014 แน่ๆ ครับ

ตัวละครเอกของหนังอาจเป็นสองศรีพี่น้อง แต่ตัวละครที่ขโมยซีนที่สุดคือโอลาฟ ที่ให้เสียงโดยจอช แกด

8/10

Read more of this post

The Mortal Instruments: The City of Bones – ความเห็นหลังชม

the mortal instruments reader reviewหลังจากความสำเร็จของนิยายแฟนตาซีโรแมนติกสำหรับวัยรุ่นที่ทำงานถล่มทลายทั่วโลกอย่าง The Twilight Saga ก็มีการสร้างหนังแนวเดียออกมาตามกันโดยหวังที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน เช่น The Host และ Beautiful Creatures แต่ต่างล้มเหลวหมดในทางรายได้ ล่าสุดก็ The Mortal Instruments: The City of Bones ที่ก็มีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก แต่ที่ผมพบว่าแย่กว่าหนังที่สร้างตามกระแสเรื่องอื่นก็คือ นอกจากเป็นหนังที่สนุกน้อยแล้วยังเป็นหนังที่แทบจะหาความเป็นตัวไม่ค่อยได้เลย

The Mortal Instruments: The City of Bones เหมือนจะเป็นการยำใหญ่โครงเรื่องหนังทุกอย่างที่อยู่ในกระแสนิยมมาใช้หมดเลย เป็นเรื่องราวของนักปราบปีศาจแบบ Buffy, มีรักสามเส้าและมนุษย์หมาป่าแบบ The Twilight Saga, เอานัยความสัมพันธ์แบบวายของ The Twilight Saga มาขยายให้เป็นรักระหว่างชายกับชายแบบโจ่งแจ้ง, เอาเรื่องราวของอีกโลกที่ซ่อนในโลกของเราแบบ Harry Potter มาใช้ และยังเอาความสัมพันธ์พ่อกับลูกแบบ Star Wars มาใช้ แต่ทำได้ขาดพลัง หรือบางครั้งก็แห้งแล้งเมื่อเทียบกับต้นฉบับ

ฉากโรแมนติกไม่หวานเท่า The Twilight Saga, ฉากวายไม่จักจี้ชวนวี้ดวิ้วแบบ The Twilight Saga แต่กลับออกมาเป็นส่วนเกิน, โลกในหนังดูน่าสนใจในตอนเปิดตัว แต่ก็ไม่ชวนให้พิศวงเท่าโลกใน Harry Potter, ฉากบู๊บางฉากสนุกและมีอารมณ์ขัน แต่ฉากไคลแม็กซ์กลับไม่ลุ้น และค่อนข้างน่าเบื่อ และฉากช็อคแบบ Star Wars ก็จืดชืดมาก

การเอาโครงเรื่องที่มีอยู่แล้วมาต่อเติมใหม่ หรือมาทำซ้ำใหม่ในรูปแบบอื่น ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สิ่งที่เสียหายก็คือไม่อาจทำได้อารมณ์ถึงเท่าของเก่า หรือทำออกมาได้สนุกเท่า และเมื่อทำออกมาได้ไม่ดีเท่าแล้ว ยิ่งทำให้หนังดูแย่ลงเป็นสองเท่าเพราะโครงเรื่องที่มีอยู่ก็ขาดเอกลักษณ์ในตัวเองอยู่แล้วครับ

ส่วนดีของหนังที่ผมพบก็คือความสวยหล่อของนักแสดง แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรได้มากหากหนังไม่สนุก

4.5/10

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 2,063 other followers