Mission: Impossible Rogue Nation – ความเห็นหลังชม

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

Left to right: Tom Cruise plays Ethan Hunt and Rebecca Ferguson plays Ilsa in Mission: Impossible – Rogue Nation from Paramount Pictures and Skydance Productions

ยังไม่แน่ใจว่า Mission: Impossible Rogue Nation จะเป็นภาคที่ดีที่สุดของหนังชุดนี้ไหม แต่ถ้าเทียบกับหนังซัมเมอร์ปีนี้ด้วยกันทั้งหมด ถือว่าเป็นหนังที่สนุกที่สุดของปีนี้สำหรับผม (จนถึงตอนนี้) ไล่เลี่ยกับ Mad Max: Fury Road

มันเป็นหนังที่ทำถึงเป้าหมายทั้งในแง่บุ๋นและบู๊ มีความเป็นหนังสายลับหักเหลี่ยมแบบยุคเก่าที่ผสมความไฮเทคได้กลมกลืน มีการเล่าเรื่องที่พลิกไปพลิกมาหลอกไปหลอกมาให้น่าติดตาม และมีฉากบู๊ที่ตื่นเต้นชวนเสียวและชวนลุ้นสอดแทรกไปตั้งแต่ต้นจนจบวมกับที่คริสโตเฟอร์ แม็คควอรี เคยเขียนบท The Usual Suspects มาก่อน มีจุดเด่นของสี่ภาคก่อนหน้านี้มาขยำรวมกันในภาคเดียวแบบที่กลมกล่อมพอและทำได้ถึง มีการเกลี่ยนบทให้ทุกคนได้โชว์ความเด่น แต่คนที่กลายเป็นคนเด่นสุดจริงๆ ของหนังคือรีเบกกา เฟอร์กูสัน ในบทอิสลา สาวเสน่ห์มรณะ สายลับหญิงขาโหด ผู้ที่ทั้งมอบความลึกและความซับซ้อนของตัวละครให้เราเดาทางเธอไม่ถูก และได้แสดงบทบู๊แกร่งๆ แบบที่ทัดเทียมกับทอม ครูส เธอได้แจ้งเกิดเต็มตัวและจะกลายเป็นดาวรุ่งคนใหม่ประจำปีนี้ที่ทุกคนต้องหันมามอง

ถ้าจะให้พูดถึงข้อเสียของหนังคงเป็นความสดใหม่นั่นแหละที่หนังเรื่องนี้ยังขาดไป ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เคยเห็นหรือคล้ายกับที่เคยเห็นมาก่อน แต่มันไม่สำคัญเท่าไหร่เมื่อหนังเล่าเรื่องได้น่าติดตาม ทำสิ่งหล่านั้นได้ถึง และทำสร้างอารมณ์ร่วมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ มันทำให้นึกถึงหนังยัง Edge of Tomorrow ของครูสในแง่นี้เหมือนกัน ตรงที่หนังไม่ได้สดใหม่อะไรเท่าไหร่ แต่เล่าเรื่องได้ถึง มันส์ และลุ้นไปตลอดเรื่อง และมีนักแสดงหญิงเจ๋งๆ อย่างเอมิลี บลันท์

คะแนนจาก Rotten Tomatoes ของหนังตอนนี้อยู่ที่ 7.6/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 90% จาก 63 บทวิจารณ์ครับ เพื่อนผู้อ่านที่ได้ชมหนังแล้วชอบหนังในระดับไหนบ้างครับ ถือเป็นหนังที่สนุกที่สุดของซัมเมอร์ปีนี้ไหมครับ Read more of this post

Ant-Man: ความเห็นหลังชม

ant man new pic 06Ant-Man เป็นหนังที่น่าห่วงเมื่อมองจากเรื่องราวปัญหาระหว่างการถ่ายทำที่ผู้กำกับเอ็ดการ์ ไรท์ ถอนตัวออกไป แล้วเพย์ตัน รี้ด เข้ามารับช่วงต่ออย่างเร่งด่วน แต่ผลลัพธ์โดยรวมแล้วก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ เป็นหนังซูเปอร์สูตรสำเร็จแบบมาร์เวลที่แนวบู๊ปนตลก ที่ผสมการเป็นหนังโจรกรรมเข้าไป ผมพบว่ามันดูได้เพลินๆ มีมุขตลกกระจายตลอดเรื่องที่ช่วยให้ไม่เบื่อ แต่คงจะไม่ใช่หนังที่น่าจดจำ เป็นเพียงหนังที่ดูฆ่าเวลาได้เรื่องหนึ่ง และเป็นเหมือนสะพานที่จะช่วยส่งต่อเฟส 2 ไปเฟส 3 ของมาร์เวลได้อย่างเนียนๆ

หนังทำสำเร็จในแง่การเล่าเรื่อง และแนะนำตัวซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ด้วยลูกเล่นที่ดูเหมือนเป็นสูตรสำเร็จ (อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไรท์มากำกับ เราอาจเห็นลูกเล่นที่เป็นลายเซ็นแบบเดียวกับที่เจมส์ กันน์ ทำให้ Guardians of the Galaxy) แต่ยังขาดการสร้างอารมณ์ร่วมทั้งในแง่ความสัมพันธ์ของตัวละครที่ยังไม่ได้เน้นพอจนเกิดอารมณ์ซาบซึ้ง และขาดอารมณ์ตื่นเต้นหรือลุ้นระทึกในภารกิจต่างๆ เพียงแต่มุขตลกที่หยอดเข้ามาทำได้อย่างถูกจังหวะ โดยเฉพาะจากไมเคิล พีนา ในบทลูอิส ที่แทบจะทำให้เขากลายเป็นตัวขโมยซีนเกือบทั้งเรื่อง

แต่ส่วนที่ถือว่าดีกว่าหนังมาร์เวลหลายเรื่องก็คือการช่วยขยายจักรวาลของมัน การเชื่อมโยงกับส่วนอื่นของจักรวาล และการปูสู่หนังมาร์เวลเรื่องต่อไปได้อย่างไม่ทำให้เส้นเรื่องหลักเสียหาย ทั้งยังมีฉากท้ายเครดิตที่คุ้มค่าแก่การรอชมสำหรับแฟนบอยมากๆ กว่าหนังหลายเรื่องในระยะหลัง

เพื่อนผู้อ่านเว็บที่ชมแล้วรู้สึกยังไงกับ Ant-Man บ้างครับ พอใจในระดับไหน ชอบในระดับไหนถ้าเทียบกับหนังมาร์เวลด้วยกัน หรือในหนังมาร์เวลที่เป็นการแนะนำตัวละครใหม่ด้วยกัน เชิญมาใส่ความเห็นกันครับ

Read more of this post

Parasyte Part 1 – ในความเห็นของคุณ

Parasyte part 1 feedbackไม่แน่ใจว่าทุกคนที่อ่านหนังสือการ์ตูนชุด”ปรสิตเดรัจฉาน” จะชอบหนัง Parasyte Part 1 เรื่องนี้ขนาดไหน แต่โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างพึงพอใจกับหนังมากๆ ครับ ยังไม่ถึงขั้นว่าชอบมากเพราะรู้สึกว่าหนังน่าจะดีกว่านี้ได้อีก และยังไม่เข้มข้นพอ แต่สิ่งสำคัญที่หนังทำสำเร็จก็คือการพยายามคงหัวใจของฉบับหนังสือการ์ตูนเอาไว้ได้ค่อนข้างดี ทั้งในแง่โทน และบรรยากาศ ความเป็นหนังไซไฟสยองขวัญที่มีฉากบู๊ลุ้นระทึก

สาเหตุที่ยังไม่รู้สึกว่าเข้มข้นพอก็เพราะการตัดรายละเอียดออกไปเยอะ และต้องเน้นเล่าเรื่องที่เป็นเนื้อหาหลักเอาไว้ก่อน แต่สิ่งที่ใส่เข้ามาก็ถือว่าเป็นเนื้อชิ้นสำคัญ ให้ความรู้สึกเหมือนกินซุปที่มีเนื้อกับน้ำ แต่ขาดพวกผักต่างๆ ที่จะทำให้ซุปสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ฉากเทคนิคพิเศษก็ทำได้ดีครับ ไม่ค่อยได้ตามดูหนังญี่ปุ่นบ่อยแล้วทึ่งที่พวกเขาพัฒนางานเทคนิคด้านภาพได้ขนาดนี้ ฉากสยองก็ไม่มากจนผมที่เป็นคนกลัวเลือดจะเบือนหน้าหนี มีการสร้างฉากเลียนแบบฉากในมังงะหลายฉากและออกมาในอารมณ์เดียวกับตอนที่อ่านเลย

ส่วนที่ยังรู้สึกว่าหนังขาดไปก็คือความสัมพันธ์ของชินิจิกับมิกิที่รีบเล่าจนเกินไป มันเหมือนหนังรีบให้ทั้งคู่สนิทกันเร็วเกินไป ยังไม่ค่อยสร้างให้เห็นความผูกพันของทั้งคู่ได้มากเท่ามังงะจนเรามีความสะเทือนใจในฉากสำคัญๆ ได้ ทำได้เพียงแต่สร้างอารมณ์ลุ้นระทึกได้เท่านั้น รวมถึงความสัมพันธ์กับตัวละครสำคัญบางตัวด้วยที่ถ้าหนังขยี้กว่านี้ก็จะทำให้อารมณ์ดราม่าพีคได้ ฉากนั้นจึงรู้สึกแค่อึนๆ แต่โดยรวมก็อย่างที่บอกครับว่า เป็นงานที่น่าพึงพอใจ และชอบที่ผู้สร้างเคารพต้นฉบับมากๆ

หนังเปิดตัวในบ้านเราโดยรายได้วันแรกอยู่ที่ 7 แสนกว่าบาท จากการฉายเฉพาะในเครือเอสเอฟอย่างเดียว ก็น่าจะถือว่าสูงถ้าเทียบกับจำนวนโรง และเพิ่งทราบมาด้วยว่าต้องมีการเพิ่มโรงฉายแล้ว

ผู้อ่านเว็บไซต์ของเราที่ไปชมมาแล้ว ชอบกันในระดับไหนครับ ถ้าใครเคยอ่านมังงะมาแล้วพอใจกับการดัดแปลงครั้งนี้แค่ไหนครับ มาออกความเห็นกันเถอะ

Read more of this post

True Screen X: เทคโนโลยีการชมภาพยนตร์ล่าสุดที่น่าตื่นเต้น [บทความสปอนเซอร์]

true screen x image 02เมื่อเราซื้อตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์ในโรงหนัง เราจะเหมือนได้เข้าไปสู่อีกโลก” ผมไม่แน่ใจว่าใครเคยกล่าวประโยคนี้ไว้ แต่การได้เข้าไปชมภาพยนตร์ในโรงหนังก็เหมือนการได้เข้าไปสู่อีกโลกจริงๆ แม้จะแค่ 2-3 ชั่วโมงก็ตาม ซึ่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็ได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุคของกำเนิดภาพยนตร์ จากหนังขาวดำ หนังเสียง หนังสี หนังสามมิติ จนมาถึงหนังไอแม็กซ์ และ 4DX ล่าสุดก็มีนวัตกรรมการชมภาพยนตร์ที่เรียกว่า Screen X ที่จะใช้ภาพยนตร์พาเราเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งครับ

โรงภาพยนตร์ Screen X เป็นเทคโนโลยีในการฉายภาพยนตร์ด้วยจอ Ultra Wide Screen 270 องศา รอบทิศทาง หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นจอหนังขนาดกว้างเป็นพิเศษแบบ 270 องศา เป็นจอจากขอบล่างจรดเพดานในรูปแบบเดียวกับจอไอแม็กซ์ โดยใช้ระบบการฉายภาพยนตร์จาก 3 ทิศทาง ด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์ 9 ตัว มาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos ที่ให้เสียงสามมิติรอบทิศทาง และลำโพงเหนือศีรษะ

โรงภาพยนตร์ชนิดล่าสุดนี้ได้มาถึงในเมืองไทยแล้วที่ Quartier CineArt โรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ที่อยู่ชั้น 4 ของห้างสรรพสินค้าดิเอ็มควอเทียร์ โดยใช้ชื่อว่า True Screen X อันมาจากการร่วมสร้างสรรค์ของเครือโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซินีเพล็กซ์ กรุ้ป กับ ทรู คอร์ปอเรชั่น

โรงภาพยนตร์ True Screen X ได้มีการเปิดตัวเมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมาครับ ด้วยการเปิดฉายรอบปฐมทัศน์หนัง Avengers: Age of Ultron ซึ่งก่อนหนังฉายก็ได้จัดฉายตัวอย่างหนังในแบบของ Screen X ให้ชมกันก่อน 2 เรื่อง ที่สร้างความตื่นตาให้อย่างมาก

หนังตัวอย่างที่จัดฉายเป็นหนังที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการฉายด้วยระบบใหม่ล่าสุดนี้ครับ เปิดด้วยเรื่องราวของโลกอันมหัศจรรย์ที่มีเด็กหญิงเป็นตัวดำเนินเรื่อง เมื่อเธอส่องปริซึมแก้วมองดูโลกก็เหมือนพาเราเข้าสู่โลกแห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์

สิ่งที่เทคโนโลยีล่าสุดของหนังสร้างให้เรารู้สึกก็คือเหมือนการที่เราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ มากกว่าแค่การนั่งชมธรรมดา ด้วยภาพที่ใหญ่โตเหมือนเราอยู่ในโรงไอแม็กซ์ทั้งที่โรงหนังเล็กกว่า ให้ความรู้สึกเหมือนภาพที่เห็นอยู่ด้านหน้ามีสามมิติโดยที่เราไม่ต้องสวมแว่น และเหมือนเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์โดยไม่ต้องนั่งเก้าอี้ที่โยกไปมาทำให้เสียสมาธิการรับชม เป็นประสบการณ์แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในการชมภาพยนตร์ และเหมือนพาเราสู่โลกใบใหม่ได้มากกว่าทุกระบบของการชมภาพยนตร์ที่เคยได้ชมมาครับ

มีฉากหนึ่งที่มีดวงดาวกลมๆ มากมายลอยอยู่ในฉาก ภาพค่อยๆ เคลื่อนไปตามดวงดาวเหล่านั้น แล้วเหมือนเราค่อยๆ โคจรไปรอบๆ ดาวดวงนั้นได้จริงๆ ทั้งที่เรานั่งชมอยู่เฉยๆ

ประสบการณ์การชมภาพยนตร์แบบ Screen X นี้ อดทำให้คิดไม่ได้ว่า หากมีการสร้างภาพยนตร์เพื่อการจัดฉายด้วยระบบนี้โดยเฉพาะ จากผู้กำกับที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการอย่างทิม เบอร์ตัน, คริสโตเฟอร์ โนแลน หรือ เจมส์ คาเมรอน มันจะเป็นการชมภาพยนตร์ที่มหัศจรรย์มากแค่ไหน แต่ขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อชมในระบบ Screen X โดยเฉพาะ แต่มาดัดแปลงในภายหลังแบบ 4DX มันจะถ่ายทอดสิ่งที่ผู้สร้างหนังต้องการสื่อได้เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเราคงต้องรอดูกันต่อไป

(ถ่ายภาพโดย @boyofheaven )

อ่านข่าวประชาสัมพันธ์การเปิดตัวโรงหนัง True Screen X ฉบับทางการได้ที่ด้านในครับ

Read more of this post

Cinderella & Frozen Fever – ความเห็นหลังชม

CINDERELLAเรื่องเก่าที่เอามาเล่าใหม่ แต่ไม่ใช่ตีความใหม่ ทำให้แข็งแรงขึ้นด้วยรายละเอียดทางบท ตัวละคร และงานสร้าง ยังไม่ถึงขึ้นเป็นหนังที่พิเศษ หรือหวือหวา หรือเข้มข้น หรือจี๊ดจ๊าด แต่ก็ตีโจทย์ของสิ่งที่ต้องการนำเสนอได้เข้าเป้า ไม่จืดชืด มีบางขณะที่ชวนให้เคลิ้ม โดยรวมเป็นหนังที่ชมได้เพลินๆ แต่น่าจะเหมาะสมสำหรับการเป็นหนังครอบครัว และหนังของ “เด็กผู้หญิง” มากกว่า

ส่วนการ์ตูนสั้น Frozen Fever เป็นการ์ตูนสั้นที่รู้สึกว่า”ก็น่ารักดีนะ” มันทำหน้าที่ชวนให้หายคิดถึงตัวละครชุดเดิมมากกว่าเพื่อสร้างความรู้สึกอะไรไปมากกกว่านั้น กลุ่มเป้าหมายคือคนที่ชอบ Frozen มากๆ เพลงยังไม่ติดหู เท่าที่ผู้สร้างบอก

แต่สิ่งที่การ์ตูนสั้นทำให้รู้สึกมากที่สุดก็คือความสัมพันธ์ของเอลซ่ากับอันนา ที่ออกมาดูคล้าย “คู่รัก” กัน มากกว่าเป็น “พี่สาวน้องสาว” ครับ

Read more of this post

Fifty Shades of Grey – ความเห็นหลังชม

fifty shades of grey sellingFifty Shades of Grey (6.5/10) เป็นหนังที่น่าจะทำได้เข้าเป้าสำหรับผู้เป็นกลุ่มเป้าหมายของหนัง นั่นก็คือสาวโสดหรือแม่บ้านที่อยากหาความตื่นเต้นให้กับชีวิตทางเพศสัมพันธ์ สาวแบบเดียวกับที่น่าจะชอบ Twilight ภาคแรก หรือละครทีวีแบบสุภาพบุรุษจุฑาเทพ และหนังเองก็เล่าจากมุมมองของผู้หญิงด้วย ความเห็นของผู้ชมในวันนี้ส่วนใหญ่จึงออกมาหลากหลายตั้งแต่ไม่ชอบ พอดูได้ และค่อนข้างชอบ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายของหนัง ส่วนผมที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ก็คิดว่าทีแรกคงไปนั่งเบื่ออยู่ในโรงหนัง แต่เปล่าเลย หนังทำได้ในระดับดูเพลินๆ

การที่บอกว่าดูเพลินๆ ไม่ได้แปลว่าหนังดีนะครับ มันเป็นหนังที่ชวนให้ติดตามประมาณหนึ่ง (เพลินกว่า Jupiter Ascending) โดยเฉพาะฉากกุ๊กกิ๊กหรือฉากจีบกัน ฉากสนทนากันที่เหมือนเป็นการเล่นเกมของระหว่างพระนางที่ทำออกมาได้น่ารัก และชวนให้ยิ้มหลายฉาก ทำให้เราติดตามหนังได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ แต่หนังยังขาดความแซ่บ ความจัดจ้าน ในทางอารมณ์อยู่มาก

ส่วนที่ช่วยให้หนังน่าติดตามอย่างสำคัญเลยก็คือ ดาโกตา จอห์นสัน เป็นคนที่คุมทุกอย่างบนจอ การแสดงของเธอมีเสน่ห์และเป็นธรรมชาติมาก ขณะที่เจมี่ ดอร์แมน ก็ถือว่าโอเค แต่ยังไม่รู้สึกว่าเขาคือมิสเตอร์เกรย์

หนังเน้นโรแมนติกมากกว่าอีโรติกครับ เพราะฉากจูบในหนังทำออกมาได้หวาน และรัญจวน รวมถึงฉากเกี้ยวพาราสีและงอนง้อต่างๆ ก็น่าเอ็นดู แต่ฉากอีโรติกกลับแห้งแล้ง ห้วน จืด ไม่ดุดันสมกับความเป็นเซ็กซ์ซาดิสต์ (Secretary กับ Shame น่าจะดุดันกว่ามาก) หรือแม้แต่ฉากร่วมรักทั่วไปก็จัดว่าธรรมดามาก และไม่เร้าอารมณ์เลย คิดว่าฉากรักของแพทริค สเวซี่ กับ เดมี่ มัวร์ ใน Ghost ยังทำให้รู้สึกเร่าร้อนได้มากกว่า ทั้งที่ไม่ใช่เป็นหนังเกี่ยวกับเซ็กซ์ โดยส่วนตัวคิดว่าหนังได้เรต ฉ20 น่าจะมาจากพฤติกรรมที่ผิดสามัญของฉากร่วมรักมากกว่าความแรงของฉากร่วมรักครับ เพราะเหมือนเคยเห็นหนังบางเรื่องที่มีฉากร่วมรักหรือฉากโป๊เปลือยในระดับเดียวกัน เคยได้เรต น.18

อีกประเด็นที่ทำให้หนังขาดความจัดจ้านก็คือ ทราบจากแฟนหนังสือว่าหนังตัดฉากฮาร์ดคอร์จากหนังสือออกไปเยอะมาก และเปลี่ยนตอนจบของหนังสือที่แฟนๆ ของนิยายน่าจะชอบมากกว่าครับ

ส่วนที่ดีที่สุดของหนังอีกส่วนที่ทำให้หนังดูเพลินก็น่าจะมาจากการใส่ดนตรีและเพลงประกอบด้วย ที่ถูกจังหวะ ชวนให้ฉากต่างๆ ดูมีสีสัน และสร้างอารมณ์ให้กับฉากเหล่านั้นได้ดีมากๆ (ทำหน้าที่สร้างอารมณ์ในฉากร่วมรักได้ดีกว่าภาพอีก)

คะแนนของ Fifty Shades of Grey ที่ imdb อยู่ที่ 3.7/10 จาก 3,700 กว่าโหวต ส่วนคะแนนจากนักวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมาอยู่ที่ 4.7/10 และมีนักวิจารณ์ชอบ 43% (นานๆ ทีที่จะเห็นคะแนนฝั่งนักวิจารณ์มากกว่าฝั่งผู้ชมครับ) แล้วคุณล่ะครับ คิดยังไงกับหนังเรื่องนี้บ้าง ใส่ความเห็นกันมาเลย

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Inside Llewyn Davis

inside llewyn davis reviewInside Llewyn Davis คน กีตาร์ แมว เป็นหนังที่ผมอยากเรียกว่าเป็น “มหากาพย์โอดิสซี” หรือ “ยูลิซีสผจญภัย” ฉบับนักดนตรีเพลงโฟล์ค เรื่องราวที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้ O Brother, Where Are Thou? งานเก่าของโจลและอีธาน โคเอน หรือนิยายต้นฉบับของหนังเข้าชิงออสการ์อย่าง Cold Mountain มันเป็นการเดินทางเพื่อ “กลับบ้าน” เหมือนกัน แต่ความหมายว่า “บ้าน” ของหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้มีความหมายเหมือนบ้านของสองหมา หนึ่งแมว ในหนัง The Incredible Journey ของดิสนี่ย์ ที่สามสัตว์เพื่อนยากเดินทางฝ่าป่าเขาลำเนาไพรเพื่อกลับบ้านไปหาเจ้านาย แต่มันอาจเป็นบ้านในทางจิตใจ หรือเป็นการเดินทางกลับไปหา”ตัวตน”ที่ต้องการ หลังจากกระเจิดกระเจิงไปและหลงไปกับวิกฤติของชีวิต

พี่น้องโคเอนใช้โครงเรื่องของโอดิสซีมาเล่าชีวิตของลูวิน เดวิส (ออสการ์ ไอแซ็ค) ซึ่งเป็นตัวละครที่ได้แรงบันดาลใจจากเดฟ แวน รองก์ ศิลปินเพลงโฟล์คในยุค 60 ที่แม้ไม่โด่งดังแพร่หลายมาก แต่ก็ได้รับการยกย่องในแง่ความสามารถจนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติความสำเร็จทางอาชีพจากสมาคมนักแต่งเพลงของอเมริกา ชื่อหนัง Inside Llewn Davis ก็มาจากชื่ออัลบั้ม Inside Dave Van Ronk และหน้าปกอัลบั้มทั้งสองก็คล้ายกัน เพียงแต่ของเดฟ แวน รองก์ จะมีแมวเหมียวยืนแอบอยู่ที่ประตูด้วย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้พี่น้องโคเอนใส่ตัวละครแมวเข้ามาในหนังด้วย และการตั้งชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ว่า “คน กีตาร์ แมว” ก็เข้ากับสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อดีมาก เพราะถ้าคุณแง้มเข้าไป”ภายในลูวิน” จะพบว่าหนังมันพูดถึงคนที่ดิ้นรนค้นหาตัวเอง บนเส้นทางของบทเพลงที่มีกีตาร์เป็นเครื่องดนตรี และมีแมวที่สะท้อนตัวตนของเขาคู่กันไป

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 717 other followers