JEDIYUTH’s Review: Inside Llewyn Davis

inside llewyn davis reviewInside Llewyn Davis คน กีตาร์ แมว เป็นหนังที่ผมอยากเรียกว่าเป็น “มหากาพย์โอดิสซี” หรือ “ยูลิซีสผจญภัย” ฉบับนักดนตรีเพลงโฟล์ค เรื่องราวที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้ O Brother, Where Are Thou? งานเก่าของโจลและอีธาน โคเอน หรือนิยายต้นฉบับของหนังเข้าชิงออสการ์อย่าง Cold Mountain มันเป็นการเดินทางเพื่อ “กลับบ้าน” เหมือนกัน แต่ความหมายว่า “บ้าน” ของหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้มีความหมายเหมือนบ้านของสองหมา หนึ่งแมว ในหนัง The Incredible Journey ของดิสนี่ย์ ที่สามสัตว์เพื่อนยากเดินทางฝ่าป่าเขาลำเนาไพรเพื่อกลับบ้านไปหาเจ้านาย แต่มันอาจเป็นบ้านในทางจิตใจ หรือเป็นการเดินทางกลับไปหา”ตัวตน”ที่ต้องการ หลังจากกระเจิดกระเจิงไปและหลงไปกับวิกฤติของชีวิต

พี่น้องโคเอนใช้โครงเรื่องของโอดิสซีมาเล่าชีวิตของลูวิน เดวิส (ออสการ์ ไอแซ็ค) ซึ่งเป็นตัวละครที่ได้แรงบันดาลใจจากเดฟ แวน รองก์ ศิลปินเพลงโฟล์คในยุค 60 ที่แม้ไม่โด่งดังแพร่หลายมาก แต่ก็ได้รับการยกย่องในแง่ความสามารถจนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติความสำเร็จทางอาชีพจากสมาคมนักแต่งเพลงของอเมริกา ชื่อหนัง Inside Llewn Davis ก็มาจากชื่ออัลบั้ม Inside Dave Van Ronk และหน้าปกอัลบั้มทั้งสองก็คล้ายกัน เพียงแต่ของเดฟ แวน รองก์ จะมีแมวเหมียวยืนแอบอยู่ที่ประตูด้วย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้พี่น้องโคเอนใส่ตัวละครแมวเข้ามาในหนังด้วย และการตั้งชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ว่า “คน กีตาร์ แมว” ก็เข้ากับสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อดีมาก เพราะถ้าคุณแง้มเข้าไป”ภายในลูวิน” จะพบว่าหนังมันพูดถึงคนที่ดิ้นรนค้นหาตัวเอง บนเส้นทางของบทเพลงที่มีกีตาร์เป็นเครื่องดนตรี และมีแมวที่สะท้อนตัวตนของเขาคู่กันไป

Read more of this post

About these ads

ตี 3 คืน 3: ความเห็นหลังชม

3 AM Part 2 image 05ถ้าจุดประสงค์ของหนังผีคือการสร้างฉากผีๆ ให้เราลุ้นและกลัวได้ และทำให้เราบันเทิงได้ไปกับเรื่องราวผีๆ นั้น หนัง “ตี 3 คืน 3” ถือว่าทำออกมาได้บรรลุจุดประสงค์ มีหลายฉากในหนังทั้งสามตอนทำให้ผมตกใจ กลัว และลุ้นได้ และก็บันเทิงไปกับมันได้ แต่ทั้งหมดเป็นความบันเทิงในระดับ “ใช้ได้” เหมือนหนังที่เราดูฆ่าเวลาช่วงที่ไม่มีอะไรทำได้ ส่วนผู้ที่ต้องการความแปลกใหม่ หรือชั้นเชิงเท่ๆ หรือความสมเหตุสมผลในบท หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีให้ หรือเรียกได้ว่า “มีน้อย” 

หนังใช้ตอน “กงเต๊ก” โยงทั้งสามตอนเข้าด้วยกัน โดยให้ตัวละครในตอนนี้มีเล่าอีกสองตอนคือ “คืนสาม” และ “คอนแวนต์” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ก็เป็นวิธีการที่ดี แต่การโยงตัวละครของทั้งสามเรื่องเข้าด้วยกัน ยังไม่ค่อยเนียน แต่ก็พอถูไถ และดูเหมือนเป็นการโยงแบบง่ายๆ

คืนสาม” มีมุขหลอก มุขผีตุ้งแช่ ที่สอบผ่าน และทำให้เรากลัว ตกใจ และลุ้นได้ดีประมาณหนึ่ง เนื้อเรื่องก็สั้นๆ แบบบรรทัดเดียวจบ ส่วน “คอนแวนต์” ดูจะยืดยาดและมีฉากไม่จำเป็นอยู่บ้าง ปิดท้ายที่ “กงเต๊ก” ซึ่งผมรู้สึกว่าบทอีรุงตุงนัง ไม่สมเหตุผลที่สุด เหมือนพยายามจะให้หักมุมมากเกินไป แต่กลายเป็นตอนที่บันเทิงที่สุด เพราะใส่มุขฮาๆ ที่โดนๆ มาหลายมุข เป็นตอนที่รู้สึกว่าสามารถเอาไปขยายเป็นหนังยาวเต็มๆ ชั่วโมงนิดๆ ได้เลย และถ้ามีผู้เขียนบทเก่งๆ มาทำให้ก็จะทำให้เป็นหนังที่ฮาสยองและมีชั้นเชิงที่สนุกเรื่องหนึ่งได้

ลูกเล่นสามมิติของหนังมีน้อยเกินไป และธรรมดาเกินไป

6.5/10

Read more of this post

American Hustle: ความเห็นหลังชม

american hustle nycc2013American Hustle ใช้ชื่อไทยว่า “โกงกระฉ่อนโลก” ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าชื่ออาจทำให้ผู้ชมหลงทางว่านี่จะเป็นหนังที่เน้นเนื้อเรื่องการหักเหลี่ยมเฉือนชมแบบหนังโจรกรรม และการวางแผนจับคนโกงแบบพวก Ocean’s Eleven แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นหนังแนววิเคราะห์หรือนำเสนอพฤติกรรมตัวละคร หรือพวก character’s study ครับ เป็นการแฉให้เห็นถึงแรงจูงใจ การกระทำ และเบื้องหลังพฤติกรรมต่างๆ ของตัวละครที่ถูกนำเสนอในเรื่องที่ล้วนเป็นคนลวงและตอแหล ว่าทำไมพวกเขาทำอย่างที่เห็นอยู่ในหนัง ซึ่งหลักใหญ่แล้วก็เพื่อ “เอาตัวรอด” นั่นเอง

บ้างทำเพราะยอมเอาเปรียบดีกว่าถูกเอาเปรียบ บ้างทำก็เพราะชีวิตมีแต่ทางเลือกเลวๆ บ้างทำก็เพื่ออยากไต่เต้าจากจุดต่ำที่ตัวเองอยู่โดยไม่สนว่าใครจะเป็นอย่างไร หลอกกันไปหลอกกันมา บงการกันไปบงการกันมาเป็นทอดๆ การได้ดูตัวละครเหล่านี้เอาตัวรอดเป็นสิ่งที่สนุกมากๆ

หนังมีคำพูดโดนๆ ที่ทำให้เราสะอึกหลายครั้ง ซึ่งล้วนส่งเสริมแก่นของเรื่อง ให้เราตระหนักว่าทำไมบางคนยอมถูกหลอก มีการเน้นคำว่า “จริง” และคำที่มีความหมายเชิงว่า “ลวง” ไปตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีอะไรขาวหรือดำสนิท มีแต่ “เทาล้วนๆ” แต่ทั้งนี้ก็เพราะได้แสดงระดับยอดฝีมือมาเป็นผู้ปล่อยคำพูดเหล่านั้นด้วย สลับกับมุขตลกร้ายๆ ผ่านบทสนทนาและสถานการณ์ให้เราเพลินไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

ผู้กำกับเดวิด โอ. รัสเซล ยอดเยี่ยมในการสร้างฉากให้นักแสดงนำทุกคนได้มีฉากปล่อยของกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทั้งยังทำให้เราหลงรักและสงสารตัวละครเหล่านี้แม้ว่าบางตัวจะทำเลวก็ตาม เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ คือนักแสดงที่เด่นขโมยซีนทุกคน ฉากที่ตัวละครของเธอกับเอมี่ อดัมส์ ปะทะกัน ถือเป็นไฮไลท์ของหนังเลย แต่ขณะเดียวกัน การเข้าขากันอย่างมากระหว่างคริสเตียน เบล และเอมี่ อดัมส์ ก็ทำให้หนังมีน้ำหนัก และนำพาเรื่องราวไปจนถึงที่สุด

8/10

Read more of this post

Frozen: ความเห็นหลังชม

frozenFrozen เป็นมากกว่าหนังการ์ตูนเจ้าหญิงเรื่องหนึ่งของดิสนี่ย์ที่เปลี่ยนจากการวิธีวาดแบบคลาสสิคมาเป็นการ์ตูนคอมพิวเตอร์กราฟฟิก 3D หนังดัดแปลงหยาบๆ จากนิทาน The Snow Queen ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ที่นำมาเล่าเรื่องราวความรักของสองศรีพี่น้อง และมีแก่นพูดถึงการยอมรับความแตกต่างคล้าย X-Men แต่ใช้รูปแบบของละครเพลงบรอดเวย์ที่มีเพลงไพเราะที่ชวนให้นึกถึงละครเวทีอย่าง Wicked ผสมเรื่องราวอัศจรรย์ของการ์ตูนเจ้าหญิงคล้าย Beauty and the Beast ได้อย่างค่อนข้างกลมกลืม ขนขัน และสนุก ขณะเดียวกัน ก็มีตัวละครก็ทันสมัยและฉีกขนบของดิสนี่ย์ไปเกินคาด หักมุม เล่นและล้อกับสูตรการ์ตูนเจ้าหญิงของดิสนี่ย์ได้อย่างหรรษา ไปไกลจนถึงขั้นเป็นการ์ตูนที่เกย์ที่สุดที่ดิสนี่ย์เคยทำมา นี่จะเป็นการ์ตูนที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2014 แน่ๆ ครับ

ตัวละครเอกของหนังอาจเป็นสองศรีพี่น้อง แต่ตัวละครที่ขโมยซีนที่สุดคือโอลาฟ ที่ให้เสียงโดยจอช แกด

8/10

Read more of this post

The Mortal Instruments: The City of Bones – ความเห็นหลังชม

the mortal instruments reader reviewหลังจากความสำเร็จของนิยายแฟนตาซีโรแมนติกสำหรับวัยรุ่นที่ทำงานถล่มทลายทั่วโลกอย่าง The Twilight Saga ก็มีการสร้างหนังแนวเดียออกมาตามกันโดยหวังที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน เช่น The Host และ Beautiful Creatures แต่ต่างล้มเหลวหมดในทางรายได้ ล่าสุดก็ The Mortal Instruments: The City of Bones ที่ก็มีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก แต่ที่ผมพบว่าแย่กว่าหนังที่สร้างตามกระแสเรื่องอื่นก็คือ นอกจากเป็นหนังที่สนุกน้อยแล้วยังเป็นหนังที่แทบจะหาความเป็นตัวไม่ค่อยได้เลย

The Mortal Instruments: The City of Bones เหมือนจะเป็นการยำใหญ่โครงเรื่องหนังทุกอย่างที่อยู่ในกระแสนิยมมาใช้หมดเลย เป็นเรื่องราวของนักปราบปีศาจแบบ Buffy, มีรักสามเส้าและมนุษย์หมาป่าแบบ The Twilight Saga, เอานัยความสัมพันธ์แบบวายของ The Twilight Saga มาขยายให้เป็นรักระหว่างชายกับชายแบบโจ่งแจ้ง, เอาเรื่องราวของอีกโลกที่ซ่อนในโลกของเราแบบ Harry Potter มาใช้ และยังเอาความสัมพันธ์พ่อกับลูกแบบ Star Wars มาใช้ แต่ทำได้ขาดพลัง หรือบางครั้งก็แห้งแล้งเมื่อเทียบกับต้นฉบับ

ฉากโรแมนติกไม่หวานเท่า The Twilight Saga, ฉากวายไม่จักจี้ชวนวี้ดวิ้วแบบ The Twilight Saga แต่กลับออกมาเป็นส่วนเกิน, โลกในหนังดูน่าสนใจในตอนเปิดตัว แต่ก็ไม่ชวนให้พิศวงเท่าโลกใน Harry Potter, ฉากบู๊บางฉากสนุกและมีอารมณ์ขัน แต่ฉากไคลแม็กซ์กลับไม่ลุ้น และค่อนข้างน่าเบื่อ และฉากช็อคแบบ Star Wars ก็จืดชืดมาก

การเอาโครงเรื่องที่มีอยู่แล้วมาต่อเติมใหม่ หรือมาทำซ้ำใหม่ในรูปแบบอื่น ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สิ่งที่เสียหายก็คือไม่อาจทำได้อารมณ์ถึงเท่าของเก่า หรือทำออกมาได้สนุกเท่า และเมื่อทำออกมาได้ไม่ดีเท่าแล้ว ยิ่งทำให้หนังดูแย่ลงเป็นสองเท่าเพราะโครงเรื่องที่มีอยู่ก็ขาดเอกลักษณ์ในตัวเองอยู่แล้วครับ

ส่วนดีของหนังที่ผมพบก็คือความสวยหล่อของนักแสดง แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรได้มากหากหนังไม่สนุก

4.5/10

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Man of Steel

man of steel 16S” บนหน้าอกของคาลเอลหรือคลาร์ก เคนท์ ตัวละครพระเอกในหนัง Man of Steel ไม่ได้หมายถึงอะไรที่สุดยอดเหนือมนุษย์ แบบที่เราเคยเข้าใจกันมาตลอดตามที่โลอิส เลน เคยตั้งชื่อให้เขาว่า “ซูเปอร์แมน” จากสัญลักษณ์ต่างดาวคล้ายตัวเอสที่ใช้แทนตระกูลเอลบนหน้าอกเสื้อในหนังฉบับริชาร์ด ดอนเนอร์ แต่ในหนังฉบับใหม่นี้ จากการกำกับโดยแซ็ค สไนเดอร์ และจากบทหนังของเดวิด เอส. โกเยอร์  “S” ตัวนี้เป็นตัวอักษรดาวคริปตันที่ใช้แทนคำว่า “ความหวัง

ความหมายใหม่ของ “S” ใน Man of Steel เป็นการบอกเราตรงๆ ว่า นี่จะเป็นการปรับโฉมใหม่ ให้นิยามใหม่ และยกเครื่องใหม่ให้แก่ซูเปอร์ฮีโร่ตัวแรกๆ ของโลก ที่มีอายุกว่า 75 ปี  การปรับโฉมและยกเครื่องใหม่ให้ซูเปอร์แมนเป็นจุดประสงค์สำคัญของผู้สร้างหนัง ซึ่งน่าจะเป็นการออกแบบของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่รับหน้าที่อำนวยการสร้าง และเคยปรับโฉมใหม่ให้มนุษย์ค้างคาวมาแล้วสำเร็จจาก Batman Begins โดยร่วมมือกับโกเยอร์ที่รับหน้าที่เขียนบท เพื่อให้ซูเปอร์แมนมีความน่าสนใจสำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ และดูทันสมัยเข้ากับยุค 2000 ที่ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ต้องเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จุดประสงค์นี้เป็นสิ่งที่ Man of Steel ทำได้ประสบความสำเร็จอย่างดี แต่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ยังต้องถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์อื่นด้วย เพราะขณะที่มันต้องยกเครื่องใหม่และเล่ากำเนิดใหม่ มันต้องสร้างความบันเทิงแบบหนังซูเปอร์ฮีโร่ประจำซัมเมอร์ได้ และหนังเรื่องนี้ก็ยังพยายามจะเป็นหนังซัมเมอร์ที่ต้องลึกซึ้งและซับซ้อนด้วย มันเหมือนผู้สร้างพยายามให้ Man of Steel ทำหน้าที่หลายสิ่ง ทำงานหลายหน้าที่ แต่แบ่งเวลาให้การทำหน้าที่บางอย่างน้อยไป หรือไม่ก็อาจเป็นการทำหลายหน้าที่เกินไป แต่เวลาไม่พอ บางหน้าที่ทำได้แค่ผ่านๆ บางหน้าที่ก็ไปขัดขาอีกหน้าที่ ภาพรวมของหนังจึงทำได้เพียงแค่น่าพอใจ แต่ยังไม่รู้สึกว่าเต็มอิ่มพอ

Read more of this post

Fast & Furious 6: ความเห็นหลังชม

fast and furious 615Fast & Furious 6 น่าจะเป็นหนัง 2D ของฤดูร้อนปีนี้ที่ทำรายได้สูงสุด และน่าจะครองตำแหน่งหนัง 2D ทำเงินสูงสุดแห่งปีจนกว่า The Hunger Games: Catching Fire จะมาถึงครับ รายได้ในสหรัฐจากการฉาย 10 วันตอนนี้อยู่ที่ราว 170 ล้านเหรียญสหรัฐ รายได้จากตลาดโลกอีกราว 310 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนบ้านเราก็ผ่าน 180 ล้านบาทไปแล้ว

หนังยังทำหน้าที่ให้ความบันเทิงได้ในระดับที่ดีในฐานะเป็นหนังซัมเมอร์ด้วยครับ คะแนนจาก Rotten Tomatoes อยู่ที่ 72% ต่ำกว่า 78% ของภาคที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ต่ำขนาดเสียฟอร์ม สำหรับผมแล้ว หนังสนุกในระดับเดียวกันกับภาคที่แล้ว แต่สิ่งที่ชอบมากกว่าน่าจะเป็นฉากเซอร์ไพรส์ท้ายเรื่องที่ทำให้อยากดูภาค 7 ในทันที

Fast & Furious 6 เป็นหนังบู๊ดูเอามันส์ ถ้ามันสามารถตอบโจทย์นี้ได้ สร้างความมันส์ได้ ก็ถือว่ามันสอบผ่านตามจุดประสงค์ และหนังเรื่องนี้ก็ทำได้มากกว่าสอบผ่าน มันมีฉากบู๊บนถนนที่ลุ้นระทึก ขณะเดียวกันก็ซับซ้อน เป็นฉากที่ไม่ได้ถ่ายทำได้ง่ายๆ เลย โดยเฉพาะฉากสู้กับรถถัง ฉากบู๊บนรันเวย์สุดท้ายแม้จะไม่ดูใหญ่โตเท่าฉากรถถัง ไม่ได้ดูซับซ้อนเท่า น่าจะเป็นฉากบู๊ปิดท้ายที่ดุเดือดและมันส์กว่า และความมืดก็ทำให้ฉากนี้ไม่มันส์เท่าที่อยากให้มันส์ แต่ก็สร้างอารมณ์ลุ้น เอาใจช่วยตัวละครได้ไม่แตกต่างกันมาก

สิ่งที่ทำให้ Fast & Furious 6 ทำสำเร็จกว่าหนังบู๊เอามันส์เรื่องอื่นๆ ก็เพราะไม่ได้เน้นแค่ฉากบู๊อย่างเดียว มันมีบทที่ดีในระดับใช้ได้ในการให้เรารู้สึกห่วงใยตัวละคร  และมีข้อได้เปรียบกว่าหนังบู๊อื่นตรงที่มีตัวละครที่มีเสน่ห์ที่เรารู้จักกันมาหลายภาคแล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างความผูกพันมาก เพียงแค่ใส่ฉากให้ตัวละครเหล่านี้ได้แสดงบางอย่างให้เราได้รักพวกเขามากขึ้นก็พอ ถ้าทำได้แล้ว หนังก็สามารถจัดฉากลุ้นระทึกอะไรเข้ามาได้หมด คนดูจะไม่รู้สึกงั้นๆ กับฉากบู๊ ฉากเสี่ยงตายต่างๆ เพราะเมื่อคนดูชอบตัวละครแล้วก็จะลุ้นให้ตัวละครเอาตัวรอดให้ได้ ยิ่งจัดฉากที่ดูว่าเสี่ยงตายมาก ยากที่จะฝ่าไปได้ ก็ยิ่งทำให้คนดูลุ้นมันส์ขึ้น

หนังบู๊หลายเรื่องทำให้เราอินกับตัวละครไม่ได้ ต่อให้มีฉากบู๊ที่ซับซ้อน หรือไฮเทค หรืออลังการยิ่งใหญ่กว่าหนังเรื่องนี้ เราก็จะไม่ค่อยรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับมันเท่าไหร่ แค่รู้สึกว่าฉากใหญ่โตดีนะ แต่แค่นั้น เหมือนแค่นั่งดูงานโชว์ฉากบู๊อย่างเดียวที่สักพักก็จะน่าเบื่อ เพราะไม่มีอารมณ์เป็นแกนของภาพที่จะดึงให้เรามีส่วนร่วม

อีกอย่างที่ชอบมากๆ ก็คือการกระจายบท ให้ทุกตัวละครหลักได้เด่น มีฉากเท่ ฉากโชว์ ฉากขำ ได้อย่างที่ไม่มีใครถูกกลืนหาย แม้แต่ตัวร้าในเรื่องที่รับบทโดยลุค เอแวนส์ กับ โจ ทาสลิม ก็มีช่วงเวลาได้เด่นเป็นที่จดจำบนจอครับ

ชอบหนังเรื่องนี้แค่ไหนกันบ้าง ใส่ความเห็นกันเลยครับ และอนุญาตให้สปอยล์ได้

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Jurassic Park IMAX 3D

jurassic park 3d reviewJurassic Park เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่สิบเรื่องที่ผมดูในโรง 3 รอบ ยังไม่รวมดูจากวีดีโอหรือทางเคเบิ้ลทีวีอีก ผมน่าจะดูหนังเรื่องนี้ครั้งล่าสุดก็น่าจะราว 10 ปีที่แล้ว ประสบการณ์ของการชมหนังเรื่องนี้ครั้งแรกในโรงยังติดตามผมมาทุกวันนี้แม้ว่าจะผ่านมา 20 ปีแล้ว ผมจำได้ว่าตัวเองมีปฏิกิริยาไม่ต่างจากตัวละครของลอร่า เดิร์น ในฉากที่เห็นไดโนเสาร์คอยาวเป็นครั้งแรก ไดโนเสาร์จากคอมพิวเตอร์กราฟฟิกตัวนั้นทำให้ผมร้องว้าวและตาลุกโตและตื่นเต้น ไม่มีความรู้สึกว่ามันเป็น CG เลย มันคือไดโนเสาร์ที่ได้คืนชีพจริงๆ

สำหรับตัวหนัง ผมคิดว่าการที่มีนักวิจารณ์ชอบถึง 92 % จากการประเมินของ Rotten Tomatoes และการที่หนังติดอยู่ใน 250 อันดับหนังที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดของผู้ใช้เว็บ imdb บอกได้ดีถึงความสนุกและความดีงามของหนังเรื่องนี้ และคิดว่าน่าจะเป็นหนังจากผู้กำกับสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่โดนใจผู้ชมในอันดับต้นๆ หากมีการจัดรายชื่อหนังโปรดจากผู้กำกับผู้นี้ครับ แต่การได้กลับไปชมหนังเรื่องนี้อีกครั้งในระบบ IMAX 3D แล้วได้รับประสบการณ์ที่ดีไหม สำหรับผมที่เคยดูมาหลายครั้งแล้วตามที่บอกก็ยังรู้สึกว่าสนุกและคุ้มค่าอยู่ เพียงแต่ความว้าวที่มีต่อหนังลดลงไปพอสมควร

แน่นอนว่าการที่เรารู้เนื้อเรื่องจนแทบจะจำได้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำให้อารมณ์ของการลุ้นระทึกหายไประดับหนึ่ง มันไม่ว้าวแล้วสำหรับฉากเจ้าไดโนเสาร์คอยาว หรือโล่งอกและฮากับฉากแรปเตอร์โหม่งตู้สแตนเลจในห้องครัว แต่มันก็มีบางฉากที่ประสบการณ์จากการชมด้วยระบบ IMAX ทำให้ผมรู้สึกเกือบเหมือนได้ชมฉากนั้นเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะฉากที่ทีเร็กซ์โผล่ออกมาทุกฉาก ความใหญ่ของจอและระบบเสียงของ IMAX ทำให้ฉากการจู่โจมของทีเร็กซ์ทุกฉากทั้งตื่นเต้นและตื่นตะลึง รวมถึงฉากไดโนเสาร์พันธุ์แรดที่เป็นหนึ่งในไดโนเสาร์โปรดของผมตอนเด็กๆ ประสบการณ์การชมด้วย IMAX 3D ทำให้รู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดมันไม่ต่างจากตัวละครของแซม นีล ในหนังเลย

ในแง่ของคุณภาพ 3D แล้ว ผมคิดว่าดีไม่มาก บางฉากในช่วงต้นเรื่องดูใกล้เกินไปด้วยซ้ำจนรู้สึกอึดอัด และถ้าสปีลเบิร์กได้ถ่ายฉากเหล่านี้ด้วยกล้อง 3D จริงๆ ก็คงไม่ทำแบบนั้น บางฉากที่อยากให้ทำ 3D ก็ไม่ทำ เช่นฉากจู่โจมของแรปเตอร์ในครัว แต่บางฉากของ 3D ก็ออกมาดีมากในระดับเดียวกับหนัง 3D ดีๆบางเรื่อง แม้โดยรวมจะไม่ประทับใจทั้งหมดกับงาน 3D แต่ก็รู้สึกว่าเป็นงานที่มีคุณภาพกว่า Star Wars: Episode I เยอะมาก

อย่างหนึ่งที่อดสังเกตไม่ได้ก็คือการที่ Jurassic Park เป็นหนังเก่าแล้ว งานบางอย่างก็เลยดูไม่เนียบมากถ้าเทียบกับหนังสมัยนี้ โดยเฉพาะไดโนเสาร์จากคอมพิวเตอร์กราฟฟิกในหลายฉากที่รู้สึกว่าขาดความคมชัดแบบ HD มันดูเหมือนงานยุคเก่าอย่างเห็นได้ชัด มันรู้สึกสะดุดสายตาบ้าง แต่บางขณะก็รู้สึกว่ามันขลังดี เหมือนตอนเด็กๆ ที่นั่งเปิดวิดีโอดูหนังของเรย์ แฮรี่เฮาเซ่น ที่เราเห็นการเคลื่อนไหวของสต็อปโมชั่นที่ไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ที่เรารู้ว่ามันปลอม แต่เราก็ยังสนุกและดำดิ่งไปกับมัน

ผมคิดว่าคนที่จะสนุกกับ Jurassic Park 3D อย่างที่สุด น่าจะเป็นเด็กๆ นั่นแหละ โดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่เคยได้ดูหนังเรื่องนี้ หรืออาจจะเคยแต่ดูจากแผ่นหรือทีวีครับ ไม่เคยได้มีประสบการณ์ชมในโรงหนัง พวกเขาน่าจะสนุกกว่าใครเพื่อน และนั่นน่าจะเป็นความสุขที่สุดของผู้ปกครองที่เคยว้าวกับหนังเรื่องนี้ตอนดูในโรงเมื่อ 20 ปีก่อน และได้เห็นลูกหลานได้มีโอกาสสัมผัส ตื่นเต้น และทึ่งกับไดโนเสาร์ของสปีลเบิร์กเหมือนที่คุณเคยว้าวกับมันตอนที่ชมครั้งแรก แต่ถ้าคุณไม่มีลูกหลาน คุณอาจชอบที่สุดแค่ฉากเจ้าทีเร็กซ์แบบผมก็ได้

Read more of this post

A Good Day to Die Hard: ความเห็นหลังชม

??????????????????????ถ้าคุณคิดจะไปดูหนังที่อารมณ์แบบหนัง Die Hard อย่างที่ผ่านมา ที่ตัวเอกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ต้องใช้ไหวพริบและความระห่ำในการเอาตัวรอด สถานการณ์ตึงเครียดจนเราอดลุ้นตามไม่ได้ ตัวร้ายเหลี่ยมจัดไม่แพ้จอห์น แม็คเคลน และน่าหมันไส้จนอาจทำให้คุณสะใจเวลาตายอย่างอนาถ A Good Day to Die Hard ไม่อาจทำได้สำเร็จได้ตามภาคเก่าๆ ที่ทำไว้เลย หนำซ้ำอาจเป็นภาคที่แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับสี่ภาคที่ผ่านมา แต่ถ้าคุณอยากดูหนังบู๊ทั่วไปที่มีฉากวินาศสันตะโรเอะอะมะเทิ่งอย่างเดียวก็พอใจแล้ว หนังเรื่องนี้น่าจะทำให้คุณชอบได้ในระดับหนึ่งครับ

ในความรู้สึกของผม A Good Day to Die Hard เหมือนเป็นหนังพักร้อนของจอห์น แม็คเลน และใช้โอกาสนี้พยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับลูกชายแบบแมนๆ ที่ตัวละครอย่างแม็คเคลนจะทำ ไม่มีการกอดกันในครอบครัวนี้ แต่มีการจิกกัดกันเล็กน้อยพอขำๆ และเหมือนมองตากันก็เข้าใจกันโดยไม่พูดอะไร และพวกเขาใช้การไปไล่ยิงคนร้าย ทำที่ต่างๆ ให้ระเบิดวอดวาย เป็นกิจกรรมการพักร้อนกระชับความสัมพันธ์ครั้งนี้ หนังเลยไม่มีการลุ้นอะไรเลย เป็นการนั่งชมแบบชิลล์ๆ และดูฉากวอดวายต่างๆ

ไจ คอร์ทนี่ในบทแม็คเลนผู้ลูก ดูมีเสน่ห์ขึ้นจอก็เฉพาะตอนรับส่งบทกับบรูซ วิลลิส แต่พออยู่เดี่ยวๆแล้วดูไม่ขึ้นจอเลยครับ อาจเป็นนักแสดงที่เก่ง แต่ไม่มีความเป็นดาราแบบที่บรูซ วิลลิส เป็น

นักแสดงอย่างบรูซ วิลลิส ก็เป็นนักแสดงที่หายากคนหนึ่ง ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับจอร์จ คลูนี่ย์ ครับ สามารถเล่นหนังที่อาศัยพลังดาราก็ได้ ดูมีบารมีขึ้นจอ ขณะเดียวกันก็เล่นหนังที่เน้นบทบาทการแสดงแล้วลดพลังของความเป็นดาราลงไปให้เราสนใจแต่การสวมบทบาทตัวละครของเขาอย่างเดียวก็ได้ เล่นได้ทั้งหนังตลาดและหนังขายการแสดงครับ

คำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ในอเมริกก็เป็นลบครับ หนังมีนักวิจารณ์ชอบเพียง 15% คะแนนเฉลี่ยที่ 4/10 จาก 190 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา ซึ่งผมคิดว่าเป็นคะแนนเฉลี่ยที่เหมาะสมครับ

คิดยังไงกับหนังเรื่องนี้กันบ้างครับ

Read more of this post

Oz the Great and Powerful: ความเห็นหลังชม

????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????ด้วยต้นทุน 215 ล้านเหรียญ (น่าจะรวมงบการตลาดแล้ว) หนัง Oz: The Great and Powerful ทำรายได้ทั่วโลกไปตอนนี้ 292 ล้านเหรียญหลังจากฉายมา 3 สัปดาห์ ซึ่งเหลืออีกประมาณ 100 ล้านเหรียญ ก็น่าจะได้ทุนคืนแล้วครับ หนังอาจไม่ทำเงินให้ดิสนี่ย์มากเท่า Alice in Wonderland แต่ก็คงเป็นหนังที่ทำกำไรให้พอสมควร คะแนนจากคำวิจารณ์ก็อยู่ในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ วัดจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ที่มีนักวิจารณ์ชอบ 61% และมีคะแนนเฉลี่ย 6/10 จาก 220 บทวิจารณ์ที่รวบรวมมา

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าหนังเรื่องนี้เน้นไปที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมวัยต่ำกว่า 13 ปีเป็นหลักครับ ผู้ชมในวัยรุ่นขึ้นไปอาจแค่พอดูเพลินๆ หรือถ้าใครอยากเห็นงานของแซม ไรมี่ ที่มีด้านมืดหน่อยก็อาจจะผิดหวัง เพราะค่อนข้างเป็นหนังสดใสพอสมควร (แม้ว่าไรมี่จะแอบใส่ลายเซ็นความเป็นหนังสยองขวัญไว้ให้ตกใจนิดๆ)

ผมไม่รู้สึกผิดหวังกับ Oz: the Grat and Powerful ครับ เพราะรู้สึกว่าหนังตีโจทย์สิ่งที่ต้องการนำเสนอได้แตก เพียงแต่หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน อย่างที่บอกว่าเน้นไปที่ผู้ชมคุณหนูคุณน้องมากกว่า และก็ไม่รู้สึกว่าเป็นหนังที่พิเศษอะไรมากมาย งานเทคนิคด้านภาพอาจจะงานบรรเจิด แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่ หรือมีเสน่ห์เฉพาะตัว อารมณ์ของงานสร้างยังไม่ต่างจาก Alice in Woderland มาก

แต่สิ่งที่ทำให้ปลื้มหนังเรื่องนี้ก็คือการพยายามโยงประเด็นบางอย่างให้เข้ากับ The Wizard of Oz ที่ทำได้น่าสนใจและชวนให้อมยิ้มอยู่ตลอดสำหรับใครที่เคยดูหนังฉบับปี 1939 มาก่อน เรเชล ไวส์ซเป็นนักแสดงคนเดียวที่ผมรู้สึกว่าโดดเด่นที่สุด เป็นนางร้ายที่ดูเป็นธรรมชาติ และตัวละครนางอิจฉาในละครทีวีของบ้านเราควรเอามาเป็นแบบอย่าง

ผมให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 7.5/10 ครับ ดูกันแล้วชอบแค่ไหนครับ อยากชวนมาออกความเห็น

Read more of this post

The Last Stand: ความเห็นหลังชม

the last stand reader reviewดูเหมือนว่าการกลับมาของพระเอกนักบู๊ผู้เป็นตำนานอย่างอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ จะไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่ครับ เพราะรายได้เปิดตัวในสหรัฐสุดสัปดาห์แรกนั้นต่ำเตี้ยมากๆ ทั้งที่มีการโหมโปรโมทใหญ่ในสหรัฐและทุ่มเงินไปจำนวนมากพอสมควรด้วยการเชิญนักข่าวและนักวิจารณ์ไปนั่งรถถังที่ชวาร์เซเน็กเกอร์ขับ ก็ยังทำรายได้ไปแค่ 6.3 ล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ที่อันดับ 10 ในตารางรายได้หนัง เป็นรายได้เปิดตัวหนังของอาร์โนลด์ที่น้อยที่สุดนับจาก Raw Deal ในปี 1986 ตามสถิติที่ Boxoffice Mojo รวบรวมมา

ในแง่ของคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์หนังในสหรัฐนั้นก็ไม่ได้ดีมาก มีนักวิจารณ์ชอบเพียง 57% และคะแนนเฉลี่ยที่ 5.7/10 จากการที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่านักวิจารณ์ออกจะใจร้ายไปนิด เพราะแม้ว่าหนัง The Last Stand จะสูตรสำเร็จเกินไป และบ้านๆไปหน่อย แต่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าหนังได้ตีโจทย์ที่ต้องการนำเสนอได้แตกดี คะแนนน่าจะออกไปในฝั่งบวกมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

The Last Stand เป็นหนังบู๊ โหด ฮา และมันทำหน้าที่สนองทั้งสามอย่างครบได้ในระดับกำลังดีในความเห็นของผม มีฉากบู๊ตัดสลับการเล่าเรื่องให้ตื่นเต้นตลอด และเป็นฉากบู๊ที่ค่อนข้างออกแบบมาดี ตั้งแต่ฉากชิงตัวประกัน ฉากแหกด่าน ฉากโดนรุมยิง ฉากดวลกันท้ายเรื่อง จนถึงฉากซัดกันตัวต่อตัวในตอนจบ แม้ว่าจะไม่ค่อยมีอะไรใหม่เท่าไหร่ในฉากเหล่านี้ แต่ผู้กำกับคิมจีวุนก็เล่าเรื่องได้สนุก

คิมจีวุนชอบหนังแนวคาวบอยตะวันตก และเขาก็ใส่ความเป็นหนังคาวบอยเข้ามาใน The Last Stand ชวนให้นึกถึงหนังเก่าอย่าง High Noon แต่ก็เอาใจเด็กรุ่นใหม่ด้วยฉากซิ่งรถแบบ Fast and Furious และที่ผมชอบมากก็คือฉากในทุ่งข้าวโพดที่ใช้รถสู้กัน แต่ก็ได้อารมณ์แบบหนังคาวบอย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นฉากต่อเนื่องที่เก๋มาก

นักแสดงทุกคนทำหน้าที่ได้ดี อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ก็ยังดูเก๋าและมีบารมีในบทบู๊ที่ถูกจัดวางให้ และทำให้ดูน่าเชื่อว่าไม่ได้เก่งเกินจริง เรายังต้องลุ้นไปกับความแก่ของตัวละครในหลายครั้ง ส่วนที่ฮาสุดก็คงต้องเป็นจอห์นนี่ น็อกซ์วิลล์ ที่ออกมาฉากไหนฮาฉากนั้นครับ และผู้กำกับก็ใช้ความระห่ำของน็อกซ์วิลล์ตามฉบับ Jackass ได้มีประโยชน์มากๆ

ผมให้คะแนนหนังที่ 7.5/10 ครับ ใครไปดูหนังมาแล้วชอบหรือไม่ชอบยังไง ให้คะแนนเท่าไหร่ ใส่ความเห็นกันมาเลยครับ

Read more of this post

The Hobbit: An Unexpected Journey – ความเห็นหลังชม

hobbit 1 reader reviewsThe Hobbit: An Unexpected Journey ได้เข้าฉายในบ้านเราพร้อมกับในสหรัฐ และหลายส่วนของโลกในสัปดาห์นี้ครับ และดูเหมือนว่าได้รับการต้อนรับจากหมู่นักวิจารณ์น้อยกว่า The Lord of the Rings มากทีเดียว คะแนนจากนักวิจารณ์ชั้นนำที่ Metacritic รวบรวมมานั้นอยู่ที่ 58/100 ส่วนคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ก็อยู่ที่ 6.4/10 มีนักวิจารณ์ชอบเพียง 66% จาก 187 บทวิจารณ์ในตอนนี้ครับ

ความเห็นด้านลบส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับหนังมาจากการที่ไม่ชอบเทคโนโลยี 48เฟรม/วิ ที่ใช้ในการฉายหนัง และอีกส่วนก็มาจากการนำเสนอหนังของปีเตอร์ แจ็คสันเอง ที่ทำแตกต่างจากฉบับนิยาย เพระาขณะที่ The Lord of the Rings ซึ่งเป็นนิยายที่มีความหนามาก และยาวถึงสามภาค แจ็คสันได้พยายามลดทอนเนื้อหาลง ต่างจาก The Hobbit ที่บางกว่า กลับถูกขยายเป็นสามภาค ทำให้นักวิจารณ์บางส่วนเห็นว่าเนื้อหาในหนังนั้นยืดเยื้อเกินไป

สำหรับผมแล้ว ได้ชมหนังในระบบ IMAX จึงไม่มีความเห็นเรื่อง HFR แต่จากที่อ่านคำวิจารณ์จากนักดูหนังคนไทยก็ดูเหมือนว่าจะเสียงแตกพอสมควร บางคนบอกว่าชัดเกินไป ปวดตา และเหมือนดูทีวีจอยักษ์เกินไป ส่วนอีกกลุ่มก็บอกว่าภาพคมชัด ดูสวย สมจริง ซึ่งอาจเป็นที่ความชอบส่วนบุคคลจริงๆ ว่าอยากให้หนังออกมาในรูปแบบไหนครับ

ส่วนตัวหนังนั้น ผมให้คะแนนอยู่ที่ 7.5/10 ครับ ผมไม่คิดว่า The Hobbit ภาคแรกเป็นหนังที่แย่ แต่ก็ยังสู้ภาคใดภาคหนึ่งของ LOTR ไม่ได้อยู่ดี หนังมีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ มีฉากเทคนิคที่สมจริง และน่าตื่นตา มีลูกเล่นที่น่าสนใจโดยเฉพาะฉากในโพรงกอบลินใต้ดิน การเคลื่อนไหวของกล้องที่เลื้อยมาจากด้านบนแล้วตามตัวละครไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นอะไรที่ตะลึงพรึงเพริดมากครับ อดคิดไม่ได้ว่าผู้กำกับถ่ายทำฉากเหล่านี้ได้ยังไง

อย่างไรก็ดี หนังโดยรวมสร้างความสนุกให้ได้เพียงในระดับพอใช้ หรือพอดูได้เพลินๆเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเนื้อเรื่องของหนังมีความเข้มข้นและมีพลังน้อยไปหน่อย เรื่องราวไม่ต่างจาก The Fellowship of the Ring เท่าไหร่ เป็นการออกเดินทางเพื่อทำภารกิจ ระหว่างทางก็เจออสุรกายต่างๆ แต่ The Hobbit ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงความน่ากลัวของภัยร้าย และความยากลำบากของภารกิจได้ถึงครึ่งเลย ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงการแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็กที่ทำให้เราทั้งลุ้น ทั้งสงสาร ทั้งอยากเอาใจช่วยได้เท่า มันให้อารมณ์เหมือนเป็นการออกเดินทางผจญภัยตามแบบฉบับหนังผจญภัยทั่วไป จึงยิ่งทำให้หนังมีความพิเศษน้อยลงไปอีก

ขณะเดียวกัน ตัวละครของ The Hobbit ก็ขาดเอกลักษณ์ ขาดเสน่ห์ และขาดพลังแบบเหล่าพันธมิตรแห่งแหวน ผมจำตัวละครคนแคระได้แค่บางตัวเท่านั้น และไม่ได้รู้สึกได้เข้าถึงจิตใจของตัวละครเหล่านั้นจนเกิดความสงสารหรือหลงรักตัวละครสักเท่าไหร่ มีเพียงบาลิน ตัวละครของเคน สต็อตต์ เท่านั้นที่ดูมีอะไรให้แสดงเยอะ ที่เหลือส่วนใหญ่ดูเป็นตัวละครโหลๆ สิ่งเดียวที่ทำให้การชมหนังเรื่องนี้ได้เพลินๆ คงเป็นที่งานสร้างเป็นส่วนใหญ่ครับ

เพื่อนๆ มีความเห็นอย่างไรกันบ้างครับ ทั้งหนังและเทคโนโลยีใหม่ เชิญใส่ความเห็นกันเลย

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: The Master บารมีสมองเพชร

Joaquin PhoenixThe Master ผลงานเรื่องที่ 6 ของพอล โธมัส แอนเดอร์สัน เป็นงานภาพยนตร์ที่มีงานสร้างใหญ่โตที่สุดของเขาก็ว่าได้ มีทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม มีงานกำกับภาพที่สวยงามและเท่ มีการตัดต่อที่น่าสนใจ แต่ตลอดเวลาของการชมหนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่หนักอึ้งมาก และผมคิดว่าหนังทำได้ไม่สำเร็จในแง่สร้างผลกระทบทางอารมณ์เท่าไหร่ ผมรู้สึกเข้าไม่ถึงอารมณ์ของหนังในหลายๆ ฉาก เราได้ดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างและมีงานสร้างที่ดี มีการแสดงที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่เห็นบนจอไม่อาจทำให้เราเข้าถึงหรือมีอารมณ์ร่วม บางครั้งแห้งแล้ง และยิ่งหนังมีเนื้อหาหนักด้วยแล้วยิ่งทำให้เบื่ออย่างมากในช่วงท้ายมากๆ

ผมรู้สึกหลังจากชมหนังจบว่าพอล โธมัส แอนเดอร์สัน พยายามจะสร้างเทคนิคการเล่าเรื่องบางอย่าง หรืออยากฉีกความจำเจบางอย่างในการเล่าเรื่องหนัง หรือพยายามจะสร้างสรรค์ลูกเล่นที่แปลกใหม่ แต่ไม่อาจประกอบมันให้ส่งเสริมการเล่าเรื่องได้มีประสิทธิแก่ผู้ชมได้เท่ากับที่เดวิด ฟินเชอร์ สร้างให้ The Social Network 

มันเหมือนกับว่าแอนเดอร์สันร้อนวิชา และอยากใส่ฉากเหล่านั้นเข้ามา เพราะมันเป็นฉากที่เท่ พิศดาร และล้ำ มันดูสร้างสรรค์มากเมื่อดูเป็นฉากๆ เช่นฉากมอเตอร์ไซค์, ฉากภาพในหัวของตัวละคร ฉากกองทราย แต่เมื่อมองเป็นองค์รวม มันกลับลดทอนอารมณ์ที่ควรเป็นอารมณ์หลักของหนัง หรือทำให้แกนของหนังไม่เด่นมากพอ หลายครั้งที่เป็นการให้รายละเอียดที่ไม่จำเป็น และหลุดจากสิ่งที่ควรโฟกัสจริงๆ แม้ว่าฉากเหล่านั้นจะถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างเก๋แค่ไหนก็ตาม

Read more of this post

Argo: ความเห็นหลังชม

นักวิเคราะห์รางวัลออสการ์ทุกสำนักการันตีว่า Argo ผลงานชิ้นที่สามของเบน แอฟเฟล็ค จะได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของปี 2013 แน่นอน และอาจมีโอกาสเข้าชิงในสาขาอื่นด้วย รวมถึงผู้กำกับ, บทดัดแปลง, งานสร้าง, นักแสดงสมทบชาย และนักแสดงนำชาย ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สนุก และมีความยอดเยี่ยมในหลายด้าน รวมถึงเป็นหนังที่ได้รับคำวิจารณ์ดีอย่างมากเรื่องหนึ่งของปี ซึ่งจาก 240 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา หนังมีนักวิจารณ์ชอบถึง 95% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.4/10 ครับ

นอกเหนือจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว การที่หนังเข้าถึงผู้ชมจำนวนกลุ่มใหญ่ได้ก็ช่วยเป็นแรงผลักดันได้ดี หนังยังทำรายได้ในบ้านไปแล้วกว่า 98.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการฉายไปแล้วเกือบ 7 สัปดาห์ในตอนนี้ ซึ่งรายได้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกถึงความสำเร็จของหนังอันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กรรมการออสการ์จะพิจารณา เหตุผลที่เหลือก็คือ Argo ยังเป็นหนังที่ยกย่องคนฮอลลีวู้ด ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันสำรัฐในอิหร่านที่หนังเรื่องนี้ต้องการเอามาเล่า ทั้งเบน แอฟเฟล็คก็ได้เป็นหนึ่งในขวัญใจของคนในอุตสาหกรรม ซึ่งการพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องผ่านหนังมาสามเรื่องก็ยิ่งทำให้เขาเป็นที่รักมากขึ้นครับ

เหตุการณ์จับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐในอิหร่านเป็นตัวประกันที่เป็นเรื่องจริงที่หนังเอามานำเสนอนั้น เกิดขึ้นในปี 1980 ที่แม้ผมยังอยู่ในวัยประถม แต่ก็ยังจำภาพข่าวได้ติดตา ฉากจบของหนังในแคนาดาที่ผู้ที่หนีรอดออกมาได้ในหนังนั้น เป็นภาพข่าวที่ยังไม่ลืม และหนังเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดออกมาได้แทบจะเหมือนลอกภาพข่าวเหล่านั้นออกมาเลย ซึ่งถือเป็นความละเอียดอย่างมากของการออกแบบงานสร้างที่ควรได้เข้าชิงรางวัลมากๆ ครับ และผมก็เข้าใจมาตลอดว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตแคนาดาคือผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญในการช่วยเหลือตัวประกันจนกระทั่งหนังเรื่องนี้ได้นำเสนอเรื่องจริงที่ดูเหลือเชื่อให้เราได้รับรู้ถึงแผนหลอกล่อที่ใช้กองถ่ายหนังไซไฟมาเป็นฉากตบตาปฏิบัติการ ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยเป็นที่รู้จักผ่านบทความของนิตยสาร Wire ในปี 2007 ที่เจาะลึกเรื่องราวนี้ และแอฟเฟล็คได้อ่านก็ประทับใจ เอามาดัดแปลงเป็นหนังได้ยอดยอดเยี่ยม สนุก ตื่นเต้น ลุ้น ยกย่องวีรบุรุษ ยกย่องหนังไซไฟเกรดบียุค 70-80 และขณะเดียวกันก็แอบจิกกัดการเมืองกับวงการฮอลลีวู้ดได้อย่างแสบๆ คันๆ

หนังทำให้ผมรู้สึกเหมือนตอนดู Apollo 13 โดยเฉพาะช่วงท้ายของเรื่อง เพราะนี่เป็นหนังที่เรารู้ตอนจบดีอยู่แล้ว แต่การเล่าเรื่องของแอฟเฟล็คก็ยังทำให้เราลุ้นเกร็งไปกับแผนการเอาตัวรอดได้ แล้วอดเชียร์ตัวละครไปด้วยไม่ได้ บางฉากก็ทำให้น้ำตาซึมเลยครับเช่นตอนที่ตัวละครซึ่งไม่เห็นด้วยและคัดค้านแผนการนี้มาตลอด ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการสร้างหนังเลย แต่เมื่อจวนตัวก็สวมบทได้อย่างเนียนและช่วยเหลือปฏิบัติการนี้ไปได้จนรอด

เบน แอฟเฟล็คมีพัฒนาการอย่างมากในการกำกับหนัง จากหนังเล็กๆ ที่ไม่ซับซ้อนมากก่อนหน้านี้อย่าง Gone Baby Gone และ The Town เขาได้มาจับโครงการหนังที่ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น มีตัวละครมากขึ้น งานสร้างยุ่งยากขึ้น แต่ก็ยังทำได้เหนือกว่าสองเรื่องที่แล้ว ฉากหนึ่งที่ผมเห็นว่าเก๋เป็นพิเศษก็คือฉากเปิดเรื่องที่ใช้สตอรี่บอร์ดซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำหนังมาช่วยในการเล่าเรื่อง และช่วงกลางเรื่องที่ใช้การอ่านบทมาสลับกับการฉากของตัวประกันในอริหร่านครับ

เป็นที่รู้กันว่าหนังยุค 70 เป็นหนังยุคโปรดของแอฟเฟล็ค เหมือนที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Details ว่ายุค 70 เป็น “ยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาพยนตร์อเมริกัน” และแอฟเฟล็คก็แอบบอกผ่านองค์ประกอบและวิธีการเล่าเรื่องต่างๆในหนัง ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย เพราะหนังฮอลลีวู้ดสำคัญหลายเรื่องได้เกิดขึ้นในยุคนี้ และกลายเป็นหนังที่มีอิทธิพลและเป็นแม่แบบต่องานของฮอลลีวู้ดในยุคหลังตามมา เป็นต้นว่า The Godfather ทั้งสองภาค, Star Wars, Alien, Taxi Driver, Annie Hall, Dog Day Afternoon, The Exorcist, Jaws, Halloween, Superman, Cabaret และอีกมากมาย ใครที่อยากศึกษาหนังฮอลลีวู้ดควรต้องหาหนังยุคนี้มาดูเยอะๆ รวมถึงพวกที่เป็นหนังคัลท์ไปแล้วที่อาจไม่ได้รับคำวิจารณ์ด้านดีก็ตาม จะเห็นว่าหนังอิทธิพลของหนังเหล่านี้ยังอยู่ในหนังยุคนี้อีกมากมาย

แอฟเฟล็คเองไม่ได้ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องอะไรที่ใหม่ใน Argo เขายืมองค์ประกอบ หรือเลียนแบบบางฉากมาจากหนังยุค 70 เกือบทั้งหมด ฉากใน CIA ได้รับอิทธิพลอย่างแรงมาจาก All the President’s Men ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเคยดูและพบว่ามันมีความคล้ายอยู่มาก แต่แอฟเฟล็คเอามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเล่าเรื่อง และเป็นตัวของตัวเอง เหมือนตัวละครที่แอฟเฟล็คแสดงในหนัง เป็นชายหนุ่มในยุค 70 แต่งองค์ทรงเครื่องและไว้ผมได้เหมือนคนยุคนั้นจริงๆ แต่ก็ยังดูออกว่าเป็นเบน แอฟเฟล็ค

อีกอย่างที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือการคัดเลือกนักแสดง ไม่ว่าบทจะเล็กน้อยแค่ไหน แอฟเฟล็คเลือกนักแสดงเก่งๆและมีคุณภาพมาเล่นหมดเลย ซึ่งยิ่งทำให้หนังน่าติดตามขึ้นไปอีกครับ

ผมให้คะแนนหนังที่ 8.5/10 ครับ เชิญเพื่อนๆให้ความเห็นและลงคะแนนกัน

Read more of this post

The Perks of Being a Wallflower: ความเห็นหลังชม

ตามการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังเรื่อง The Perks of Being a Wallflower มีนักวิจารณ์ชอบอยู่ 87% และคะแนนเฉลี่ยที่ 7.5/10 จาก 134 บทวิจารณ์ที่เว็บไซต์รวบรวมมา แต่สำหรับผมแล้วให้คะแนนหนังเรื่องนี้ในระดับ 9/10 เลยครับ และถือเป็นหนึ่งในหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดของปีนี้ตรงที่หนังได้ถ่ายทอดอารมณ์ความเหงา ความว้าเหว่ และความไม่สมประกอบทางจิตใจให้อบอวนได้ตลอดทั้งเรื่องจนจี๊ดหัวใจมาก และเมื่อตัวละครเอกของเรื่องได้พบว่าเขาได้มีเพื่อนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก มันทำให้เราอดน้ำตาไหลซาบซึ้งไปด้วยไม่ได้ ทั้งนี้อาจเพราะเป็นการดัดแปลงจากประสบการณ์ตรงของผู้กำกับและผู้เขียนบท สตีเฟ่น ชโบสกี้ ผู้ที่เอานิยายของตัวเองเรื่องนี้มาสร้างเป็นหนัง และยังเป็นนิยายที่อิงจากชีวิตส่วนตัวของเขาด้วย

คำว่า “Wallflower” หมายถึงดอกไม้ตามซอกกำแพง หรืออาจหมายถึงวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ ใช้เปรียบกับคนที่ขี้อาย ไม่กล้าเข้าสังคม เวลามีสังสรรค์ก็จะถอนตัวเองเข้าไปอยู่ชิดติดกำแพงแล้วคอยสังเกตความเป็นไปของผู้คน ซึ่งนั่นคือ “ข้อดี” ของการเป็นคนแบบนี้ ได้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้นผ่านจากการสังเกต และเมื่อถูกถามและกล้าแสดงความเห็นก็จะบอกไดอย่างลึกซึ้งและตรงไปตรงมา โลแกน เลอร์แมน รับบทเป็นเด็กหนุ่มขี้เหงา ว้าเหว่ ไม่มีใครเข้าใจ และอยากมีเพื่อนอย่างสุดหัวใจได้อย่างน่าสงสาร น่าเห็นใจ น่าเอ็นดู และเป็นธรรมชาติ  เป็นบทบาทการแสดงอันเหลือเชื่อของเด็กที่เราไม่นึกว่าเด็กจากจากหนัง Percy Jackson จะทำได้ขนาดนี้ครับ และเคมีลงตัวกับเอ็มมา วัตสัน มาก จนทำให้เราลืมเฮอร์ไมโอนี่กับรอนไปเลย เอซรา มิลเลอร์ ก็มาช่วยเสริมให้ทีมนักแสดงมีพลังมากขึ้น เล่นได้เป็นธรรมชาติ เป็นบทเกย์ที่ไม่เชย และขโมยซีนไปหลายฉากกับความเปรี้ยวและก๋ากั่น เป็นนักแสดงดาวรุ่งที่น่าจับตามองอีกคน ทั้งสามคนนี้ช่วยนำพาหนังเรื่องนี้เข้ามากระแทกใจของเราได้ตลอดเวลา

ผมถือว่านี่เป็นหนังวัยรุ่นที่โดนใจที่สุดในรอบหลายปี แม้แต่คนที่เลยวัยรุ่นตอนต้นแบบผมมานานแล้วก็ยังอดจี๊ดหัวใจไปกับหลายๆ อย่างในหนังไม่ได้ และเป็นหนังวัยรุ่นที่ถ่ายทอดได้ออกมาอย่างเข้าใจ ไม่ประดิษฐ์ เป็นธรรมชาติ และแตกต่างในแบบที่นานๆ ที่จะเห็นในหนังวัยรุ่นมากนานแล้ว

เพลงประกอบจากหนังก็มีบทบาทเด่นเช่นกันครับ มีเพลงเก่ายุค 70-80 ที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศและช่วยเล่าเรื่องได้จี๊ดขึ้นไปอีก หนังยังมีรอบฉายอยู่บ้างที่โรงหนังเฮาส์ RCA ครับ ใครที่ได้ดูหนังแล้วลองมาให้ความเห็นและให้คะแนนกันครับ

Read more of this post

Looper: ความเห็นหลังชม

คะแนนเฉลี่ยนของหนัง Looper อยู่ที่ 8.1/10 และมีนักวิจารณ์ชอบราว 94% จาก 231 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes ประเมินมาครับ และนี่เป็นหนังระดับ 8.5/10 ของผมในปีนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้ในขนาดนี้มาจากการเล่าเรื่องและบทหนังของผู้กำกับไรอัน จอห์นสันครับ เป็นหลักครับ ผมชอบการที่เขาเล่าเรื่องหนังเหมือนการเปิดตุ๊กตาไข่ที่จะมีตุ๊กตาตัวเล็กลงเรื่อยๆ ซ่อนอยู่ข้างใน และที่ใจกลางเราก็จะพบตัวเล็กสุดที่เป็นเหมือนหัวใจจริงๆ ว่าหนังเรื่องนี้คืออะไรครับ โฉมหน้าภายนอกของตุ๊กตาตัวนี้คล้ายหนังบู๊แนวไล่ล่า พอแกะไปอีกเราก็พบว่ามันมีความเป็นไซไฟแฟนตาซีอยู่ด้วย แล้วเราก็พบต่อว่ามันทั้งมีความเขย่าขวัญ มีดราม่า และสุดท้ายจริงๆ ก็พูดถึงความรักและการเสียสละ พูดถึงความเป็นมนุษย์ที่มีนิสัยอย่างหนึ่งก็คือไม่ยอมที่จะสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรัก และกล้าที่จะทำทุกอย่างให้ได้สิ่งที่เขารักนั้นคืนมา

การเล่าเรื่องอีกอย่างของหนังที่ผมชอบก็คือเหมือนเป็นการเล่าทีละบท และแต่ละบทก็ใช้ลูกเล่นในการเล่ากับสิ่งที่ต้องการจะบอกแตกต่างกัน สององค์แรกของหนังใช้ในการปูเรื่องตัวละคร ปูกฏเกณฑ์เกณฑ์สำคัญที่เกี่ยวกับความเป็นไซไฟแฟนตาซีว่าด้วยเรื่องราวของการกลายพันธุ์และการเดินทางข้ามเวลา ด้วยลูกเล่นที่อยู่ในระดับน้องๆ ของ Inception และผูกปมง่ายๆใกล้เคียงกับ Terminator แล้วใช้ช่วง 2-3 องค์สุดท้าย เล่าแก่นจริงๆของหนัง โดยใช้องค์ประกอบของหนังดราม่า และหนังเขย่าขวัญ บางฉากทำให้นึกถึง Mad Max ภาคแรก และทำได้ระทึกในระดับเดียวกัน แล้วทั้งหมดก็มาส่งพลังในตอนใกล้จบที่พีคมากๆสำหรับผม หนังเรื่องนี้ยังถูกเก็งจากนักวิเคราะห์รางวัลในสหรัฐว่าอาจได้เข้าชิงออสการ์สาขาบทดั้งเดิมด้วย

นักแสดงในหนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่ได้ดีทุกคน ทั้งบรูซ วิลลิส, โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์, พอล ดาโน และเจฟ แดเนียลส์ แต่ที่ขโมยซีนมากที่สุดคงเป็นเอมิลี่ บลันท์ และเพียร์ซ แกกนอน ครับ

ส่วนเสียของหนังที่ไม่ชอบก็คือ การออกแบบงานสร้างในบางฉากที่ดูเชย และดูไม่ลงทุน แต่ก็เข้าใจได้เพราะหนังมีงบประมาณจำกัดมาก ใช้ทุนสร้างเพียง 30 ล้านเหรียญเท่านั้น

ชอบหนังยังไงกันบ้าง เชิญใส่ความเห็นเลยครับ

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Silent Hill: Revelation 3D

Silent Hill ภาคแรกของหนังที่ออกฉายเมื่อปี 2006 เปิดตัวในสหรัฐที่ 20 ล้านเหรียญ ทำรายได้ไปทั่วโลกเพียง 97 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 50 ล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าขาดทุน เพราะรายได้ต้องหารสองแบ่งให้โรงภาพยนตร์อีกครึ่งหนึ่ง หนังเองก็ได้รับคำวิจารณ์ด้านลบเสียส่วนใหญ่ แต่ก็ชนะใจคอเกมได้ในระดับที่มีการเรียกร้องอยู่เนืองๆ ให้มีภาคต่อ และด้วยการที่ 3D เป็นกระแส บริษัทหนังโอเพ่นโร้ดฟิล์มจึงเห็นว่าการสร้างภาคต่อในแบบ 3D น่าจะช่วยทำกำไรให้ได้เมื่อเทียบกับการที่หนังมีฐานแฟนคลับจากเกมและหนังภาคที่แล้วอยู่บ้าง จึงได้ว่างจ้างให้ไมเคิล เจ. แบสเซ็ตต์ มาเขียนบทและกำกับ แต่ก็ให้ทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญ เผื่อไว้ว่าหนังอาจทำรายได้ไม่ต่างจากภาคแรกเท่าไหร่ จะได้ไม่ขาดทุน

สิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่าทำสำเร็จสำหรับหนัง Silent Hill: Revelation 3D ก็คือการพยายามสร้างฉาก ออกแบบอสุรกาย ได้ซื่อตรงต่อต้นฉบับเกม แต่เสียดายหนังดูจะทำสำเร็จแค่นั้น เพราะตลอดเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ไม่ต่างจากนั่งดูคนเล่นเกมนี้อยู่ เราจึงไม่ได้รู้สึกมีส่วนร่วมกับหนังเหมือนได้ลงไปเล่นเกมเองเลย แต่ที่ทำให้เราสนใจได้เพราะภาพที่ปรากฏบนจอ แต่ขณะที่ภาพที่เรากำลังสนใจภาพที่เห็นอยู่นั้น ภาพก็หายไปเปลี่ยนไปสู่ด่านถัดไปแล้ว เพราะคนเล่นที่เล่นเกมนี้เหมือนเล่นมาบ่อยจนคล่อง รู้ช่องทางในการเอาชนะดีมากจนผ่านแต่ละด่านได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วแบบที่เรายังไม่ทันอิ่มหรือรู้สึกลุ้นเลยก็เอาชนะได้แล้ว แถมบางทียังมีตัวช่วยมาช่วยให้ผ่านเกมได้ง่ายขึ้นไปอีก ดีที่หนังมีความยาวเพียง 1 ชั่วโมง 29 นาที จึงจบเสียก่อนที่เราจะรู้สึกเบื่อ

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: End of Watch

เบื้องหลังตราตำรวจของผม ก็มีหัวใจเหมือนพวกคุณ ผมเลือดออก ผมคิด ผมรัก และผมก็ตายเป็นเหมือนกัน แต่แม้ว่าผมจะเป็นแค่คนคนหนึ่ง ผมก็มีพี่น้องอีกนับพัน ผู้ที่จะยอมตายแทนผม และผมก็พร้อมยอมตายแทนพวกเขา เรายืนหยัดเคียงข้างกัน เราฝากชะตาไว้ที่ตราและกระบอกปืน เป็นเส้นบางๆที่ปกป้องเหยื่อจากผู้ล่า ปกป้องคนดีจากคนร้าย เราคือตำรวจ” นั่นคือคำกล่าวเปิดเรื่องหนัง End of Watch ที่ตัวละครไบรอัน เทย์เลอร์ ของเจค จิลเลนฮอล บอกผู้ชม และน่าจะเป็นแทนแก่นสำคัญของหนังเรื่องนี้ได้ ที่ต้องการสะท้อนชีวิตการทำงานของตรวจสายตรวจ รวมไปถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาแบบที่ตายแทนกันได้ ซึ่งหนังก็ทำออกมาได้อย่างมีพลัง สดใหม่ และสมจริงมากๆ

ผมจำไม่ได้ว่าหนังแนวคู่หูตำรวจเรื่องแรกคือเรื่องไหน แต่เท่าที่จำความได้ เรื่องที่โด่งดังเป็นที่รู้ก่อนใครคือ Lethal Weapon และต่อมาก็ Bad Boys ซึ่งช่วงแรกของหนังแนวนี้ก็เป็นหนังบู๊ระเบิดภูเขาเผาตึกและเชิดชูตำรวจตามตำรับหนังฮอลลีวู้ดเพื่อความบันเทิง ช่วงหลังหนังเน้นเนื้อหาจริงจังสะท้อนชีวิตตำรวจมากขึ้น เช่น Training Day แต่เอาเป็นว่ามันมีหนังแนวคู่หูตำรวจสร้างกันมามากมายจนนึกว่าจะไม่มีอะไรใหม่แล้ว และก็เป็นอะไรที่เหมือนจะเชยไปแล้วกับยุคนี้ แต่ End of Watch ของผู้กำกับเดวิด เอเยอร์ ได้สร้างความต่างต่างจากหนังแนวนี้ที่ผ่านมาทั้งหมดครับ ด้วยการใช้เทคนิคการถ่ายทำและทิศทางที่ยังไม่เคยมีการใช้ในหนังแนวนี้มาก่อน ทำให้หนังไม่เพียงแค่ฉีกแนวจากหนังตำรวจทั่วไป แต่ยังทำให้ออกมาดูดิบและจริง ยิ่งได้การแสดงที่เข้าขากัน และเป็นธรรมชาติของเจค จิลเลนฮอล กับ ไมเคิล พีนา ยิ่งทำให้หนังน่าติดตาม และมีพลังอย่างมากในตอนจบของหนัง

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Chernobyl Diaries

ล่าท้าผีฉบับหนังทุนต่ำฮอลลีวู้ด

บ้านเรามีรายการ “คนอวดผี” ที่มีช่วงล่าท้าผี พาคนดังไปทัวร์สถานีที่ชวนขนหัวลุกต่างๆ ฮอลลีวู้ดก็มี Chernobyl Diaries ซึ่งเป็นหนังที่แนวคิดของเนื้อเรื่องคล้ายกับรายการนี้ครับ ตัวละครในเรื่องจะไปเที่ยวสถานที่อันตราย และต้องพบเรื่องสยองขวัญ เพียงแต่อาจมีเทคนิคการถ่ายทำที่ดีกว่าหน่อย แต่ที่จริงแล้วอารมณ์หลังชมจบไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่เลย หนังทำให้เราสะดุ้งตกใจได้เป็นพักๆ แต่ไม่อาจสร้างอารมณ์ร่วมอะไรกับเรื่องราวหรือทำให้รู้สึกกลัวจริงๆได้เลย ดังนั้น ถ้าอยากจะได้รสชาติความสยองอะไรแบบนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปดูหนังเรื่องนี้ถึงในโรงก็ได้ครับ คุณดูรายการคนอวดผีเอาก็ได้ หรือไม่ก็รอให้หนังออกแผ่นแล้วค่อยไปเช่าดีวีดีมาดู

Chernobyl Diaries เป็นผลงานกำกับครั้งแรกของแบรดลี่ย์ ปาร์คเกอร์ เด็กปั้นคนใหม่ของออเรน เพลี ผู้กำกับ Paranormal Activity ซึ่งมารับหน้าที่อำนวยการสร้างให้ พร้อมทั้งร่วมเขียนบทด้วย ถือเป็นอีกโครงการหนังสยองขวัญทุนต่ำที่เพลียังคงใช้ความสำเร็จจาก Paranormal Activity เอามาช่วยในการขายโครงการและดึงดูดผู้ชม แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการขายที่ทำให้ขาดทุนเรื่องชื่อเสียงไปเรื่อยๆ

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Dredd 3D

อย่างที่รู้กันว่า Dredd 3D ไม่ใช่ครั้งแรกของการนำหนังสือการ์ตูนของอังกฤษชุด Judge Dredd มาสร้างเป็นหนังครับ มีฉบับก่อนหน้านี้ในปี 1995 ที่นำแสดงโดยซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จเลยทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ เพราะหนังถูกสร้างออกมาเป็นหนังสูตรสำเร็จของฮอลลีวู้ดมากเกินไป ทำให้กลายเป็นหนังบู๊ของสตอลโลนแบบลุยเดี่ยวทั่วไป และขาดวิสัยทัศน์ตามฉบับของหนังสือการ์ตูน แต่ Dredd 3D ภายใต้การกำกับของพีท ทราวิส และภายใต้บทหนังของอเล็กซ์ การ์แลนด์ ได้แก้จุดบอดเหล่านั้น สร้างหนังให้ออกมามีความโหด ดิบ เถื่อน มีอารมณ์ขันร้ายๆ เสียดสีสังคมมนุษย์ และซื่อตรงต่อต้นฉบับอย่างที่ควรจะเป็นมากกว่า แถมเพิ่มความโดดเด่นให้หนังมากขึ้นไปอีกด้วยงานกำกับภาพสามมิติ มันอาจจะยังมีจุดด้อยอยู่บ้างในแง่งานสร้างและยังมีฉากบู๊ที่ระทึกหรือลุ้นน้อยไปหน่อย แต่หนังก็มีภาพรวมที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

เรื่องราวของหนังมีฉากเป็นโลกอนาคตอันล่มสลาย มนุษย์อยู่ในเมืองที่มีกำแพงกั้นกัมมันตรังสีล้อมรอบยาวจากบอสตันไปถึงวอชิงตันดีซี อยู่กันอย่างแออัด แย่งชิง เต็มไปด้วยอาชญากรรม จนต้องมีเหล่าตุลาการแหล่งหอแห่งความยุติธรรมมาทำหน้าที่รักษาความสงบไม่ให้สังคมอลหม่านไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ตุลาการเหล่านี้ทำหน้าที่ตั้งแต่ตามสืบ ไต่สวน พิพากษา และลงทัณฑ์เอง มีอำนาจเบล็ดเสร็จในคนเดียวแบบเผด็จการฟาสซิสต์ หนึ่งในตุลาการนั้นมีโจ เดร็ด (คาร์ล เออร์บัน) เป็นตุลาการดาวเด่นที่ขึ้นชื่อในความเที่ยงตรง ไม่เกรงกลัวใคร ใจเด็ด และเย็นชาไร้อารมณ์

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: The Possession

หนังอมตะบางเรื่องถูกยกให้เป็นหนังขึ้นหิ้ง เป็นหนังอมตะ ไม่เพียงเพราะประสบความสำเร็จด้านรายได้ หรือได้ชิงออสการ์เท่านั้น แต่เพราะยังได้สร้างเทคนิคบางอย่างที่สดใหม่ของยุคนั้นให้นักสร้างหนังรุ่นหลังดำเนินตาม The Exorcist ที่ออกฉายในปี 1973 เป็นตัวอย่างที่ดีของหนังขึ้นหิ้งหรือหนังอมตะ หนังเรื่องนี้ไม่เพียงได้ออสการ์มาสองรางวัล และประสบความสำเร็จจนมีภาคต่อออกมาหลายภาค เทคนิคที่ใช้ในการสร้างความรู้สึกที่น่ากลัว และชวนขนลุกก็ได้มีอิทธิพลให้หนังรุ่นหลังเลียนแบบตามมานักต่อนัก แม้แต่เนื้อเรื่องของหนังเองที่เกี่ยวข้องกับผีเจ้าเข้าสิง และการขับไล่วิญญาณชั่วร้าย ก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้หนังรุ่นหลังมากมาย เมื่อเร็วๆ นี้ก็เช่น The Last Exorcism, The Rite, The Devil Inside และล่าสุดที่กำลังจะเข้าโรงฉายบ้านเราก็คือ The Possession ซึ่งยืมองค์ประกอบจากหนัง The Exorcist มาเกินครึ่ง และอาจยังทำได้ไม่ถึงครึ่งที่หนังคลาสสิคเคยทำไว้ แต่ก็สร้างความสยองขวัญได้ในระดับน่าพอใจครับ

The Possession เป็นผลงานหนังฮอลลีวู้ดเรื่องที่สองของผู้กำกับชาวเดนมาร์ก โอเล่ บอร์เนดัล หลังจากเรื่อง Nightwatch ในปี 1997 และครั้งนี้ก็ได้แซม ไรมี่ มาช่วยสนับสนุนในฐานะผู้อำนวยการสร้าง โดยเอาแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของกล่องไม้ที่นำโชคร้ายมาให้และเคยเป็นข่าวเล็กๆ ใน LA Times เมื่อปี 2004 มาสร้างเป็นหนัง ซึ่งตามข่าวบอกว่าเป็นกล่องที่ประมูลได้ผ่านทางอีเบย์ ที่ในกล่องมีทั้งปอยผม เศษเหรียญ กุหลาบแห้ง และอื่นๆ ที่เราเห็นกันในหนัง แต่ที่มองไม่เห็น และเชื่อกันว่ามีจริงก็คือดิบบัค (dibbuk) สัมภเวสีตามเรื่องเล่าปรัมปราของชาวยิว ที่จะเข้าสิงร่างกายคนเพื่อใช้เป็นทางออก หรือเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ซึ่งในข่าวบอกว่าผู้ที่ได้ครอบครองกล่องไม้นี้ก็โชคร้ายกันต่างๆนานๆ หรือบางทีก็เจอเรื่องแปลกประหลาดเหนือธรรมชาติ

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: รัก 7 ปี ดี 7 หน

ทุก 7 ปี ความรักมักมีการเปลี่ยนแปลง” มีบางคนเชื่อกันแบบนั้น แต่มันจริงไหม ผมว่าถ้ามันจะจริงก็คงเพราะว่าการที่คนเราคบกันมานานขนาดนั้น ความสดใส ตื่นเต้น ซาบซ่าตอนที่คบกันใหม่ๆได้จางลงแล้ว กลายเป็นความคุ้นเคย ชินชา และอาจเลิกถึงขั้นเบื่อหน่ายจนเลิกรักกัน เพื่อให้ความรักก้าวผ่านหลัก 7 ปี ไปได้ คู่รักคงต้องหาอะไรที่แปลกใหม่มามอบให้แก่กัน และนำพากันสู่ความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้น ซับซ้อนขึ้น เข้มข้นขึ้น ค่ายหนังจีทีเอชที่สร้างหนังมอบความสุขให้ผู้ชมมาตลอด 7 ปี ก็อาจคิดเช่นนั้นครับ พวกเขาจึงอยากทดลองมอบความแปลกใหม่ให้ผู้ชมด้วยหนัง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ซึ่งเนื้อเรื่องเองก็ได้พูดถึงความรัก ชีวิต และการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ผ่านเรื่องราวความรักสามตอนโดยสามผู้กำกับที่โดดเด่นของค่ายอย่างปวีณ ภูริจิตปัญญา (บอดี้ ศพ19), อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม (รถไฟฟ้ามาหานะเธอ) และจิระ มะลิกุล (15 ค่ำ เดือน 11) เป็นหนังที่ฉากหน้าดูคล้ายของที่คุ้นเคย แต่เมื่อได้พิศดีๆ แล้วถือเป็นพัฒนาการก้าวใหม่ของจีทีเอช ด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่เพียงแค่ฟีลกู๊ดเอาใจตลาด แต่ได้ให้เราะตระหนักถึงชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และจุดประกายให้เรารู้จักที่จะวิ่งไปข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผ่านลูกเล่นที่มีทั้งทันสมัยและเก๋ มีการวางจังหวะการเล่าเรื่องที่ดี และจัดเรียงเรื่องราวแบบเหมาะเจาะและส่งเสริมกันไป ผ่านการแสดงของนักแสดงหน้าเก่าและหน้าใหม่ของค่ายที่ส่งบทบาทอันยอดเยี่ยม เป็นธรรมชาติ และน่าเชื่อ

นอกจากเป็นหนังเพื่อความบันเทิง และเป็นการทดลองอะไรใหม่ๆ ให้แก่ผู้ชมแล้ว “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ยังทำหน้าที่ของการฉลองความสำเร็จผ่านเส้นทางการสร้างหนังครบ 7 ปีของพวกเขา แอบบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของค่ายแบบเนียนๆ ผ่านสัญลักษณ์และลูกเล่นต่างๆ ที่สอดใส่ไว้ในแต่ละตอน ซึ่งทำหน้าที่ตั้งแต่พาเราไปรำลึกถึงถึงจุดเริ่มต้นที่ยังลองผิดลองถูก ผ่านไปดูช่วงที่ประสบความสำเร็จสูงสุด และปิดท้ายด้วยการบอกมุมมองการสร้างหนังของพวกเขา ที่จะพาเรามองไปข้างหน้า และให้สัญญาว่าจะวิ่งจุดหมายใหม่ต่อไปอย่างเติบโต

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว หนังสั้นทั้งสามตอนของ “รัก 7 ปี ดี 7 หน” จึงทำหน้าที่เหมือนผีสามตัวใน A Christmas Carol มีผีอดีตที่พาเราไปรำลึกจุดเริ่มต้นของคนทำหนังและค่ายหนัง ผ่านเรื่องราวรักของวัยรุ่น และมีผีปัจจุบันที่พาไปพบกับภาพลักษณ์ปัจจุบันของค่ายที่เกิดจากภาพของความสำเร็จในหนังรักตลกของคนวัยทำงาน และเรื่องสุดท้ายก็ไม่ต่างจากผีอนาคตที่เหมือนมาแย้มทิศทางและเป้าหมายใหม่ว่าพวกเขาจะวิ่งไปทางไหน และมันยังเหมือนเค้กในงานฉลองของการที่คบกันมา 7 ปี ที่ค่ายหนังทำให้แก่ผู้ชม ฉลองการสู่เส้นชัยใน 7 ปีแรกด้วย เป็นเค้กของขวัญที่มีทั้งความคุ้นเคยและรสชาติที่แปลกใหม่คละกันไป สอดไส้เมล็ดแห่งความทรงจำต่างๆ มันไม่ได้แค่หวานเอาใจเหมือนแต่ก่อน แต่ยังให้ความคิด และมีคุณค่าทางโภชนาการที่จะพาผู้ชมที่ชินกับสูตรเดิมได้เติบโต มันอาจไม่ใช่เค้กที่จะถูกปากทุกคน แต่มันเป็นเค้กชิ้นที่มีความสำคัญอย่างแน่นอน

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Lockout

กาย เพียร์ซ แหกนรก

นักแสดงบางคนเก่งกาจและมีเสน่ห์มากๆ เราอยากเห็นพวกเขามีผลงานโด่งดัง เป็นนักแสดงทำเงินในระดับโลก มีหนังทำที่รายได้ถล่มทลาย แต่ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง อาจเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการเลือกงานแสดง ทำให้พวกเขากลับเหมือนติดแหง็ก หรือถูกคุมขังไม่ให้รุ่งได้เสียที ซึ่งกาย เพียร์ซ นักแสดงนำของ Lockout เป็นคล้ายๆ แบบนั้น เขาแจ้งเกิดและเป็นที่ยอมรับในความสามารถจากหนังอย่าง The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert, L.A. Confidential และ Memento แต่ก็ดูเหมือนกลับต้องมาแป้กเพราะหนังอย่าง The Time Machine แล้วเมื่อกำลังจะกลับมารุ่งอีกครั้งเพราะผลงานการแสดงอย่างในหนังออสการ์ The Hurt Locker และ The King’s Speech การรับบทนำใน Lockout กลับกลายมาเป็นเหมือนตัวฉุดรั้งเขาอีกครั้ง การแสดงของเพียร์ซนั้นยียวนชวนหลงใหลมาก และดูสนุกเมื่อเล่นเข้าคู่กับแม็กกี้ เกรซ นักแสดงนำหญิงของเรื่อง แต่ทั้งหมดถูกกลบไปเพราะการที่มาอยู่ในหนังที่ไม่เพียงเป็นการลอกสูตรหนังเก่าหลายเรื่องแล้ว ยังเล่าเรื่องได้อย่างค่อนข้างจืดชืด ขาดความตื่นเต้น มีงานสร้างและเทคนิคพิเศษที่ถูกและเห่ยอย่างมากจนเราเสียดายคุณค่าทางการแสดงของเขาเลย

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Dr. Seuss’ The Lorax

ข้าคือโลแร็กซ์ ข้าเป็นเทพรักษ์แห่งป่านี้ ข้าพูดแทนต้นไม้” เจ้าสิ่งมีชีวิตประหลาดรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วตัวสีส้ม และมีหนวดเขี้ยวดูภูมิฐาน ตัวเอกของหนัง Dr. Seuss’ The Lorax แนะนำตัวเองแก่ชายหนุ่ม ผู้ที่กำลังตัดต้นไม้ในป่า ซึ่งหนังอนิเมชั่นจากค่ายหนังยูนิเวอร์แซลเรื่องนี้ก็เป็นหนังที่ได้ทำหน้าที่พูดแทนต้นไม้ได้ดีจริงๆ ครับ ตัวหนังอาจจะยังขาดๆ เกินๆ อยู่บ้าง แต่การได้ช่วยปลูกฝังให้ผู้ชม โดยเฉพาะผู้ชมเด็กๆ ให้รักต้นไม้ เห็นประโยชน์ของต้นไม้ หนังทำหน้าที่ได้ดีมากเหมือนตัวละครโลแร็กซ์เอง

The Lorax เป็นงานดัดแปลงจากหนังสือภาพสำหรับเด็กที่เต็มไปด้วยจินตนาการของ ดร.ซูส (นามปากกาของธีโอดอร์ จีเซล) ซึ่งถูกติมพ์ตั้งแต่ปี 1971 เคยถูกดัดแปลงออกมาในรูปของการ์ตูนสั้นมาก่อน ส่วนฉบับล่าสุดนี้ได้สองผู้กำกับคริส เรนวด กับ ไคย์ล บอลดา และสองผู้เขียนบท ซินโค พอล กับ เคน ดอริโอ ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังอนิเมชั่นฮิต Despicable Me มารับหน้าที่ดัดแปลงเป็นฉบับหนังอนิเมชั่นเรื่องยาว ใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิกในการสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยสีสันอันสดใส และถ่ายทำออกมาในรูปแบบสามมิติแจ่มแจ๋ว ให้ดูทันสมัยเหมาะกับผู้ชมในยุคนี้

Read more of this post

JEDIYUTH’s Review: Blue Valentine

จริงจนเจ็บ

เมื่อแรกรักน้ำผักก็ว่าหวาน ครั้นเนิ่นนานน้ำอ้อยก็กร่อยขม” เป็นประโยคที่ลอยเข้ามาในหัวของผมหลังจากชมหนัง Blue Valentine จบ พร้อมกับความรู้สึกจุกแบบพูดไม่ออกครับ เพราะว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอออกมาได้อย่าง “จริง” จนเราเจ็บตาม

Blue Valentine เป็นเรื่องราวชีวิตคู่ของดีน (ไรอัน กอสลิ่ง) และ ซินดี้ (มิเชล วิลเลียมส์) ที่ยามแรกรักนั้นหวานชื่น แต่กลายเป็นความจืดจางหมางเมินหลังจากใช้ชีวิตคู่อยู่กินกันไป เป็นเนื้อหาที่ไม่ได้แปลกใหม่บนโลกภาพยนตร์ แต่สิ่งที่ทำให้หนังโดดเด่นออกมาคือการนำเสนอที่เน้นความสมจริงทั้งทางอารมณ์และทางการแสดง มีการตัดต่อและการถ่ายภาพที่เปรียบเทียบให้เห็นชัดและเก๋

หนังเล่าเรื่องขนานกันไประหว่างช่วงปัจจุบันที่รักจาง กับอดีตเมื่อแรกรักและยินดีให้โอกาสกัน เปรียบเทียบความแตกต่างของนิสัยและความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวเอก โดยให้คนดูเป็นผู้สังเกตการณ์เพื่อเปรียบเทียบเอาเอง และไม่พยายามตัดสินแทนว่าใครผิดหรือถูก

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 541 other followers