Star Trek Into Darkness: ความเห็นหลังชม

star trek into darkness new pic 02หนัง Star Trek Into Darkness ภาคต่อของสตาร์เทร็คฉบับรีบู๊ทที่หลายคนรอคอยได้เข้าฉายในบ้านเรามาตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ ในแบบโรงทั่วไป หนังจะมีรอบมิดไนท์ที่โรว IMAX ของพารากอน และรัชโยธิน วันที่ 15 นี้ด้วยครับ ก่อนที่จะเปิดฉายแบบเต็มๆ ให้ชมในโรง IMAX ปลายสัปดาห์นี้ หนังถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ราว 30 นาที อรรถรสแบบเต็มร้อยตามความตั้งใจของผู้สร้างก็คงต้องเป็นโรง IMAX นี่แหละ

หนังจะเข้าฉายในสหรัฐสุดสัปดาห์นี้เช่นกัน หลังจากฉายในตลาดอินเตอร์ก่อนหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่ารายได้เปิดตัวจาก 7 ประเทศรวมกัน 31.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เปิดตัวสูงกว่าภาคปี 2009 ถึง 70% หนังจะเข้าฉายในตลาดใหญ่อย่างจีนและรัสเซียในสัปดาห์นี้พร้อมสหรัฐ ซึ่งดูแล้วก็มีทีท่าว่าจะทำเงินสูงกว่าภาคที่แล้ว ส่วนรายได้ของบ้านเรานั้น อ่านจากกระทู้ของคุณ Ba-Yan-Tree ในพันทิป บอกว่ารายได้ตอนนี้แตะ 16 ล้านบาทแล้ว มีแววว่าน่าจะทำเงินเกิน 29 ล้านบาท ที่ภาคปี 2009 เคยทำไว้

ในแง่คำวิจารณ์ ประเมินจาก Rotten Tomatoes ที่ตอนนี้รวบรวมมา 71 บทวิจารณ์แล้ว แม้จะยังไม่ถึงครึ่งของนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ แต่ก็พอสรุปได้ว่าความเห็นออกไปในทางบวกเป็นส่วนใหญ่ครับ หนังมีนักวิจารณ์ชอบ 87% และคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5/10

สำหรับความเห็นของผม บอกได้ว่าเป็นหนังที่สนุก ตื่นเต้น และชวนลุ้นมากๆ และยังเป็นหนังที่ซาบซึ้งในแง่ความสัมพันธ์ของตัวละครด้วย ทั้งยังมีการสร้างฉากหรือใส่ลูกเล่นบางอย่างที่ทำให้เรานึกถึงภาคเก่า ที่ส่วนตัวมองว่าใช้ได้อย่างสร้างสรรค์ครับ แต่ถ้าบอกในฐานะแฟนหนังชุดนี้ที่ดูมาทุกภาคก็คงบอกว่าหนังยังไม่ครบรส เพราะสตาร์เทร็คจะต้องมีองค์ประกอบทางเนื้อเรื่องที่เป็นไซไฟปรัชญา พวกนิยามความหมายของคำว่า “สิ่งมีชีวิต” หรือโลกใหม่ พรมแดนใหม่ ที่ทำให้เราได้มาสำรวจ “ความเป็นมนุษย์” ของตัวเราเอง หนังเน้นไปที่การผจญภัยและความสัมพันธ์ของตัวละครแค่นั้น หนังสตาร์เทร็คภาคที่ดีที่สุด (ซึ่งในความเห็นของผมยังเป็น Star Trek II: Wrath of Khan) สามารถเอาองค์ประกอบทางเนื้อเรื่องเหล่านี้มาเล่าได้อย่างกลมกลืน กลมกล่อม และเสริมกันหมด

ผมให้คะแนนหนังที่ 8/10 ครับ เพื่อนผู้อ่านเว็บชอบหนังเรื่องนี้แค่ไหน ยังไงกันบ้างครับ และให้กี่คะแนนกัน และถ้าสามารถให้ความเห็นได้มากกว่านั้น อยากให้ลองเปรียบกับภาคที่แล้วว่าชอบมากหรือน้อยกว่ากัน และถ้าเปรียบกับภาคเก่าๆ ทั้งหมด ชอบในระดับไหนครับ สุดท้ายก็คือถ้าได้ชมในระบบ IMAX ด้วย รู้สึกว่าอรรถรสเป็นอย่างไรบ้างครับ

ใส่ความเห็นกันมาได้เลย อนุญาตให้สปอยล์ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ได้ชมไม่ควรอ่านครับ

Read more of this post

About these ads

Iron Man 3: ความเห็นจากผู้ชม

iron man 3 superbowl ad capIron Man 3 ได้เข้าฉายในบ้านเราผ่านมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมครับ และตามรายงานล่าสุดก็กลายเป็นหนังที่เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลของบ้านเราด้วยรายได้สูงถึง 47 ล้านบาท สูงกว่า 41 ล้านที่ The Avengers ครองไว้เดิม และรายได้ล่าสุดตอนนี้ก็ทำไปถึง 170 ล้านบาทแล้ว

รายได้ในต่างประเทศก็สูงถล่มทลายอย่างมากเช่นกันครับ รายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกในสหรัฐสูงถึง 175 ล้านเหรียญ เป็นสถิติเปิดตัวสูงสุดที่เป็นรองแค่ The Avengers เท่านั้น รวมกับรายได้ทั่วโลกอีกราว 504.8 ล้านเหรียญ รายได้ทั่วโลกตอนนี้เลย 680 ล้านเหรียญไปแล้ว

ในแง่คำวิจารณ์ จากการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังมีนักวิจารณ์ชอบราว 77 % สูงกว่าภาคที่แล้ว แต่ไม่เท่ากับภาคแรก ความเห็นจากผู้ชมก็ออกไปในทางชื่นชอบเป็นส่วนใหญ่ แม้ส่วนหนึ่งจะไม่พอใจการตีความแมนดารินในหนังเรื่องนี้ และอีกส่วนก็ไม่พอใจทิศทางการกำกับของเชน แบล็ค ที่ให้หนังออกไปในแนวบู๊ตลกมากกว่าจะเน้นความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เพียวๆ

ส่วนตัวแล้ว ผมชอบกว่าสองภาคแรก เพราะรู้สึกว่ามีความลงตัวในการเล่าเรื่องมากกว่า และการวางทิศทางให้ออกมาเป็นหนังบู๊ตลกในคราบของหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ทำได้ตามจุดประสงค์ของมันตั้งแต่เปิดฉาก มีบทสนทนาและแก๊กต่างๆ ที่ฮาเป็นระยะ และมีฉากบู๊ที่ชวนให้เราลุ้นได้จริงๆ จะมีติบ้างก็ตรงที่ในบางฉาก หนังเดินเรื่องเร็วเกินไป และไม่ยอมขยี้ให้ซาบซึ้งทั้งที่ทำได้ แต่เน้นเดินเรื่องเร็วจากจุดเอไปจุดบีมากเกินไป ผมพยายามจะเขียนวิจารณ์หนังออกมาครับ ขอติดไว้ก่อนสำหรับการวิจารณ์เต็มๆ

เพื่อนผู้อ่านชอบแคไหนครับ ให้กันกี่คะแนน มีอะไรที่ไม่ชอบบ้าง เชิญเล่าให้ฟังได้โดยเต็มที่ อนุญาตให้สปอยล์ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ชมไม่ควรอ่านครับ

Read more of this post

“พี่มาก…พระโขนง” ทำรายได้เปิดตัววันแรกเยอะมาก ที่ 21.20 ล้านบาท และความเห็นหลังชม

Pee Mak Phrakanong firstlookปกติไม่ค่อยได้รายงานตัวเลขรายได้ภาพยนตร์เท่าไหร่ครับ แต่นี่เป็นข่าวทุบสถิติที่ต้องพูดถึง ตามข้อความบนทวิตเตอร์ของผู้กำกับบรรจง ปิสัญธนะกูล บอกว่าหนัง “พี่มาก..พระโขนง” เปิดตัววันแรกจากการฉายเมื่อวานนี้สูงถึง 21.20 ล้านบาทเลยครับ เป็นรายได้เปิดตัววันแรกที่สูงอย่างมาก

ถือเป็นข่าวดี เพราะไม่บ่อยที่หนังไทยจะทำเงินสูงแบบนี้ครับ รายงานจากทวิตเตอร์จากผู้ชมหลายคนก็บอกว่าโรงหนังแน่นเลย มีคนเข้าคิวยืนต่อแถวซื้อตั๋วกันยาวเหยียด แต่ละรอบก็เหลือแค่ 2-3 แถวหน้าสุดครับ

ผมเคยคาดว่าว่า “พี่มาก” จะทำเงินถึง 100 ล้านบาทแน่นอน แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสถึงเร็วขนาดนี้ครับ ถ้ารายได้เปิดตัววันแรกสูงขนาดนี้ รายได้ 4 วันไม่น่าจะต่ำกว่า 85 ล้านบาทครับ

ความสำเร็จอย่างหนึ่งของหนัง ไม่ใช่เรื่องการตลาดเพียงอย่างเดียวด้วย ตัวหนัง “พี่มาก..พระโขนง” ก็ทำสำเร็จในแง่การให้ความบันเทิงแก่คนดู โดยส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอิ่มหรือถึงสุดจุดยอดกับหนังเรื่องนี้ และไม่คิดว่าหนังสมบูรณ์แบบไปหมด มีบางอย่างที่ผมชอบมาก และไม่ค่อยชอบในหนัง แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่านี่เป็นหนังที่ตีโจทย์แตก ผู้กำกับได้สร้างโลกอันน่าเชื่อและชวนให้คล้อยตามไปได้จนจบ และรู้สึกคุ้มค่าที่ได้มานั่งชมหนัง

หนังอาจเน้นขายความฮา แต่ส่วนที่โดนใจผมมากที่สุดกลับเป็นฉากซึ้งในตอนใกล้จบที่ทำเอาน้ำตานองหน้าเลย

ความเห็นโดยรวมจากผู้ที่ชมมาแล้วก็อยู่ในเกณฑ์ดีส่วนใหญ่ครับ ผมยังไม่ค่อยเห็นใครให้คะแนนหนังเรื่องนี้ต่ำกว่า 7/10 ซึ่งแปลว่าอาจจะมีบางส่วนที่ไม่ได้ปลื้มหนังมากมาย แต่ก็ยอมรับว่าหนังเรื่องนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ควรให้การสนับสนุน

พร้อมๆกับข่าวนี้ ผมได้แนบความเห็นน่าสนใจจากทวิตเตอร์เข้ามาให้อ่านกันด้วยครับ

Read more of this post

A Good Day to Die Hard: ความเห็นหลังชม

??????????????????????ถ้าคุณคิดจะไปดูหนังที่อารมณ์แบบหนัง Die Hard อย่างที่ผ่านมา ที่ตัวเอกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ต้องใช้ไหวพริบและความระห่ำในการเอาตัวรอด สถานการณ์ตึงเครียดจนเราอดลุ้นตามไม่ได้ ตัวร้ายเหลี่ยมจัดไม่แพ้จอห์น แม็คเคลน และน่าหมันไส้จนอาจทำให้คุณสะใจเวลาตายอย่างอนาถ A Good Day to Die Hard ไม่อาจทำได้สำเร็จได้ตามภาคเก่าๆ ที่ทำไว้เลย หนำซ้ำอาจเป็นภาคที่แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับสี่ภาคที่ผ่านมา แต่ถ้าคุณอยากดูหนังบู๊ทั่วไปที่มีฉากวินาศสันตะโรเอะอะมะเทิ่งอย่างเดียวก็พอใจแล้ว หนังเรื่องนี้น่าจะทำให้คุณชอบได้ในระดับหนึ่งครับ

ในความรู้สึกของผม A Good Day to Die Hard เหมือนเป็นหนังพักร้อนของจอห์น แม็คเลน และใช้โอกาสนี้พยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับลูกชายแบบแมนๆ ที่ตัวละครอย่างแม็คเคลนจะทำ ไม่มีการกอดกันในครอบครัวนี้ แต่มีการจิกกัดกันเล็กน้อยพอขำๆ และเหมือนมองตากันก็เข้าใจกันโดยไม่พูดอะไร และพวกเขาใช้การไปไล่ยิงคนร้าย ทำที่ต่างๆ ให้ระเบิดวอดวาย เป็นกิจกรรมการพักร้อนกระชับความสัมพันธ์ครั้งนี้ หนังเลยไม่มีการลุ้นอะไรเลย เป็นการนั่งชมแบบชิลล์ๆ และดูฉากวอดวายต่างๆ

ไจ คอร์ทนี่ในบทแม็คเลนผู้ลูก ดูมีเสน่ห์ขึ้นจอก็เฉพาะตอนรับส่งบทกับบรูซ วิลลิส แต่พออยู่เดี่ยวๆแล้วดูไม่ขึ้นจอเลยครับ อาจเป็นนักแสดงที่เก่ง แต่ไม่มีความเป็นดาราแบบที่บรูซ วิลลิส เป็น

นักแสดงอย่างบรูซ วิลลิส ก็เป็นนักแสดงที่หายากคนหนึ่ง ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับจอร์จ คลูนี่ย์ ครับ สามารถเล่นหนังที่อาศัยพลังดาราก็ได้ ดูมีบารมีขึ้นจอ ขณะเดียวกันก็เล่นหนังที่เน้นบทบาทการแสดงแล้วลดพลังของความเป็นดาราลงไปให้เราสนใจแต่การสวมบทบาทตัวละครของเขาอย่างเดียวก็ได้ เล่นได้ทั้งหนังตลาดและหนังขายการแสดงครับ

คำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ในอเมริกก็เป็นลบครับ หนังมีนักวิจารณ์ชอบเพียง 15% คะแนนเฉลี่ยที่ 4/10 จาก 190 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา ซึ่งผมคิดว่าเป็นคะแนนเฉลี่ยที่เหมาะสมครับ

คิดยังไงกับหนังเรื่องนี้กันบ้างครับ

Read more of this post

Oz the Great and Powerful: ความเห็นหลังชม

????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????ด้วยต้นทุน 215 ล้านเหรียญ (น่าจะรวมงบการตลาดแล้ว) หนัง Oz: The Great and Powerful ทำรายได้ทั่วโลกไปตอนนี้ 292 ล้านเหรียญหลังจากฉายมา 3 สัปดาห์ ซึ่งเหลืออีกประมาณ 100 ล้านเหรียญ ก็น่าจะได้ทุนคืนแล้วครับ หนังอาจไม่ทำเงินให้ดิสนี่ย์มากเท่า Alice in Wonderland แต่ก็คงเป็นหนังที่ทำกำไรให้พอสมควร คะแนนจากคำวิจารณ์ก็อยู่ในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ วัดจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ที่มีนักวิจารณ์ชอบ 61% และมีคะแนนเฉลี่ย 6/10 จาก 220 บทวิจารณ์ที่รวบรวมมา

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าหนังเรื่องนี้เน้นไปที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมวัยต่ำกว่า 13 ปีเป็นหลักครับ ผู้ชมในวัยรุ่นขึ้นไปอาจแค่พอดูเพลินๆ หรือถ้าใครอยากเห็นงานของแซม ไรมี่ ที่มีด้านมืดหน่อยก็อาจจะผิดหวัง เพราะค่อนข้างเป็นหนังสดใสพอสมควร (แม้ว่าไรมี่จะแอบใส่ลายเซ็นความเป็นหนังสยองขวัญไว้ให้ตกใจนิดๆ)

ผมไม่รู้สึกผิดหวังกับ Oz: the Grat and Powerful ครับ เพราะรู้สึกว่าหนังตีโจทย์สิ่งที่ต้องการนำเสนอได้แตก เพียงแต่หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน อย่างที่บอกว่าเน้นไปที่ผู้ชมคุณหนูคุณน้องมากกว่า และก็ไม่รู้สึกว่าเป็นหนังที่พิเศษอะไรมากมาย งานเทคนิคด้านภาพอาจจะงานบรรเจิด แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่ หรือมีเสน่ห์เฉพาะตัว อารมณ์ของงานสร้างยังไม่ต่างจาก Alice in Woderland มาก

แต่สิ่งที่ทำให้ปลื้มหนังเรื่องนี้ก็คือการพยายามโยงประเด็นบางอย่างให้เข้ากับ The Wizard of Oz ที่ทำได้น่าสนใจและชวนให้อมยิ้มอยู่ตลอดสำหรับใครที่เคยดูหนังฉบับปี 1939 มาก่อน เรเชล ไวส์ซเป็นนักแสดงคนเดียวที่ผมรู้สึกว่าโดดเด่นที่สุด เป็นนางร้ายที่ดูเป็นธรรมชาติ และตัวละครนางอิจฉาในละครทีวีของบ้านเราควรเอามาเป็นแบบอย่าง

ผมให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 7.5/10 ครับ ดูกันแล้วชอบแค่ไหนครับ อยากชวนมาออกความเห็น

Read more of this post

Jack the Giant Slayer: ความเห็นหลังชม

Jack-the-Giant-Slayer-reader reviewJack the Giant Slayer น่าจะเป็นหนังฟอร์มใหญ่เรื่องแรกของปี 2013 ที่คงจะขาดทุนมโหฬาร ด้วยทุนสร้าง 195 ล้านเหรียญสหรัฐ และถ้าบวกงบการตลาดและการปะชาสัมพันธ์เข้าไปด้วย หนังน่าจะใช้ทุนเกือบๆ 300 ล้านเหรียญ แปลว่าหนังเรื่องนี้ต้องทำเงินทั่วโลกอย่างน้อย 590-600 ล้านเหรียญ ถึงจะได้เท่าทุน แต่หลังจากฉายมาเพียง 2 สัปดาห์ รายได้ทั่วโลกของหนังยังอยู่แค่ราว 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามรายงานของ Boxoffice Mojo ดูแววแล้ว หนังไม่น่าจะปิดตัวเกิน 200 ล้านเหรียญ

ในแง่คำวิจารณ์ หนังก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้คำวิจารณ์ด้านดีสักเท่าไหร่ครับ คำวิจารณ์ออกมาก้ำกึ่งมาก มีนักวิจารณ์ชอบ 58% และคะแนนเฉลี่ยนที่ 5.8/10 จาก 138 บทวิจารณ์ ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา

สำหรับความเห็นของผมต่อหนัง ผมคิดว่าหนังอยู่ในระดับที่พอดูได้เพลินๆ สนุกและตื่นเต้นเป็นพักๆ ไบรอัน ซิงเกอร์ทำได้ดีในฉากลุ้นระทึก ทำให้เราลุ้นไปกับชะตากรรมของตัวละครตามโดยเฉพาะในฉากที่เอลมอนท์ (ยวน แม็คเกรเกอร์) ต่อสู้กับรอเดอริค (สแตนลี่ ทุชชี) กับฉากยักษ์ถล่มเมืองตอนจบ แต่ที่เหลือแล้วงั้นๆ และด้วยการเราเห็นว่าไบรอัน ซิงเกอร์ เป็นผู้กำกับก็เลยคาดหวังว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้อีกเยอะ

ผมว่าอีกอย่างที่ทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จก็คือหน้าหนังที่ขาดเสน่ห์มาก มันดูไม่มีความสดใหม่ หรือให้ความรู้สึกว่าพิศดารแบบหนังเทพนิยายเรื่อง Snow White and the Huntsman แม้จะรู้สึกว่าหนังสนุกกว่า แต่งานสร้างของ Snow White ชวนให้อยากเข้าไปดูหนังมากกว่า

อีกอย่างก็คืองานเทคนิคพิเศษยักษ์ของ Jack the Giant Slayer ดูการ์ตูนมากๆ เมื่อเทียบกับกอลลั่ม ใน The Hobbit ซึ่งใช้เทคนิคคล้ายกัน

มีความเห็นอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ เชิญใส่ความเห็นกันมาเลยครับ

Read more of this post

The Last Stand: ความเห็นหลังชม

the last stand reader reviewดูเหมือนว่าการกลับมาของพระเอกนักบู๊ผู้เป็นตำนานอย่างอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ จะไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่ครับ เพราะรายได้เปิดตัวในสหรัฐสุดสัปดาห์แรกนั้นต่ำเตี้ยมากๆ ทั้งที่มีการโหมโปรโมทใหญ่ในสหรัฐและทุ่มเงินไปจำนวนมากพอสมควรด้วยการเชิญนักข่าวและนักวิจารณ์ไปนั่งรถถังที่ชวาร์เซเน็กเกอร์ขับ ก็ยังทำรายได้ไปแค่ 6.3 ล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ที่อันดับ 10 ในตารางรายได้หนัง เป็นรายได้เปิดตัวหนังของอาร์โนลด์ที่น้อยที่สุดนับจาก Raw Deal ในปี 1986 ตามสถิติที่ Boxoffice Mojo รวบรวมมา

ในแง่ของคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์หนังในสหรัฐนั้นก็ไม่ได้ดีมาก มีนักวิจารณ์ชอบเพียง 57% และคะแนนเฉลี่ยที่ 5.7/10 จากการที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่านักวิจารณ์ออกจะใจร้ายไปนิด เพราะแม้ว่าหนัง The Last Stand จะสูตรสำเร็จเกินไป และบ้านๆไปหน่อย แต่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าหนังได้ตีโจทย์ที่ต้องการนำเสนอได้แตกดี คะแนนน่าจะออกไปในฝั่งบวกมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

The Last Stand เป็นหนังบู๊ โหด ฮา และมันทำหน้าที่สนองทั้งสามอย่างครบได้ในระดับกำลังดีในความเห็นของผม มีฉากบู๊ตัดสลับการเล่าเรื่องให้ตื่นเต้นตลอด และเป็นฉากบู๊ที่ค่อนข้างออกแบบมาดี ตั้งแต่ฉากชิงตัวประกัน ฉากแหกด่าน ฉากโดนรุมยิง ฉากดวลกันท้ายเรื่อง จนถึงฉากซัดกันตัวต่อตัวในตอนจบ แม้ว่าจะไม่ค่อยมีอะไรใหม่เท่าไหร่ในฉากเหล่านี้ แต่ผู้กำกับคิมจีวุนก็เล่าเรื่องได้สนุก

คิมจีวุนชอบหนังแนวคาวบอยตะวันตก และเขาก็ใส่ความเป็นหนังคาวบอยเข้ามาใน The Last Stand ชวนให้นึกถึงหนังเก่าอย่าง High Noon แต่ก็เอาใจเด็กรุ่นใหม่ด้วยฉากซิ่งรถแบบ Fast and Furious และที่ผมชอบมากก็คือฉากในทุ่งข้าวโพดที่ใช้รถสู้กัน แต่ก็ได้อารมณ์แบบหนังคาวบอย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นฉากต่อเนื่องที่เก๋มาก

นักแสดงทุกคนทำหน้าที่ได้ดี อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ก็ยังดูเก๋าและมีบารมีในบทบู๊ที่ถูกจัดวางให้ และทำให้ดูน่าเชื่อว่าไม่ได้เก่งเกินจริง เรายังต้องลุ้นไปกับความแก่ของตัวละครในหลายครั้ง ส่วนที่ฮาสุดก็คงต้องเป็นจอห์นนี่ น็อกซ์วิลล์ ที่ออกมาฉากไหนฮาฉากนั้นครับ และผู้กำกับก็ใช้ความระห่ำของน็อกซ์วิลล์ตามฉบับ Jackass ได้มีประโยชน์มากๆ

ผมให้คะแนนหนังที่ 7.5/10 ครับ ใครไปดูหนังมาแล้วชอบหรือไม่ชอบยังไง ให้คะแนนเท่าไหร่ ใส่ความเห็นกันมาเลยครับ

Read more of this post

Countdown: ความเห็นหลังชม

countdown reader reviewหลังจากจีทีเอชกลายเป็นค่ายหนังยี่ห้อฟีลกู๊ดในสายตาของนักดูหนัง ปีนี้จีทีเอชอยากให้นักดูหนังมองมุมใหม่บ้างว่า พวกเขาทำหนังฟีลอื่นก็เป็นนะ (จริงๆ ค่ายนี้ก็ทำหนังสยองขวัญได้ดีไม่แพ้กัน เช่น บอดี้ ศพ19 หรือ เด็กหอ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง) จึงได้ส่ง Countdown ของผู้กำกับบาส นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ออกมาฉายในช่วงใกล้ปีใหม่นี้ ด้วยเรื่องราวคืนเข้าสู่ปีใหม่ ที่ตัวละครสามตัวต้องมาผจญเรื่องร้ายที่อาจทำให้ตายไม่ได้เห็นปีใหม่จริงๆ

หนังเพิ่งฉายรอบสื่อไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ก่อนที่จะฉายจริงวันพฤหัสบดีครับ ซึ่งตามรายงานของ Bioscope บอกว่ารายได้วันแรกของการเปิดตัวอยู่ที่ 2.28 ล้านบาท อยู่อันดับสอง เป็นของ Chinese Zodiac ที่ทำรายได้ไป 2.91 ล้านบาท ครับ รายรับห่างกันที่หลักแสน จึงยังไม่แน่นอนว่ารายได้ 4 วันของหนังเรื่องไหนจะชนะ คงต้องรอสรุปกันต้นสัปดาห์หน้า

ในแง่ของคำวิจารณ์ ทั้งจากนักดูหนังและคนในวงการ ออกมาแบบหลากหลายครับ มีตั้งแต่ชื่นชมมาก ชื่นชมปานกลาง ชื่นชมว่าควรให้กำลังใจแม้หนังจะไม่สมบูรณ์ และออกไปในทางไม่ชอบเลยก็มี ผมยังไม่ได้ดูหนัง เลยขอรวบรวมคำวิจารณ์และความเห็นส่วนหนึ่งมาให้อ่านกันครับ

Read more of this post

The Hobbit: An Unexpected Journey – ความเห็นหลังชม

hobbit 1 reader reviewsThe Hobbit: An Unexpected Journey ได้เข้าฉายในบ้านเราพร้อมกับในสหรัฐ และหลายส่วนของโลกในสัปดาห์นี้ครับ และดูเหมือนว่าได้รับการต้อนรับจากหมู่นักวิจารณ์น้อยกว่า The Lord of the Rings มากทีเดียว คะแนนจากนักวิจารณ์ชั้นนำที่ Metacritic รวบรวมมานั้นอยู่ที่ 58/100 ส่วนคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ก็อยู่ที่ 6.4/10 มีนักวิจารณ์ชอบเพียง 66% จาก 187 บทวิจารณ์ในตอนนี้ครับ

ความเห็นด้านลบส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับหนังมาจากการที่ไม่ชอบเทคโนโลยี 48เฟรม/วิ ที่ใช้ในการฉายหนัง และอีกส่วนก็มาจากการนำเสนอหนังของปีเตอร์ แจ็คสันเอง ที่ทำแตกต่างจากฉบับนิยาย เพระาขณะที่ The Lord of the Rings ซึ่งเป็นนิยายที่มีความหนามาก และยาวถึงสามภาค แจ็คสันได้พยายามลดทอนเนื้อหาลง ต่างจาก The Hobbit ที่บางกว่า กลับถูกขยายเป็นสามภาค ทำให้นักวิจารณ์บางส่วนเห็นว่าเนื้อหาในหนังนั้นยืดเยื้อเกินไป

สำหรับผมแล้ว ได้ชมหนังในระบบ IMAX จึงไม่มีความเห็นเรื่อง HFR แต่จากที่อ่านคำวิจารณ์จากนักดูหนังคนไทยก็ดูเหมือนว่าจะเสียงแตกพอสมควร บางคนบอกว่าชัดเกินไป ปวดตา และเหมือนดูทีวีจอยักษ์เกินไป ส่วนอีกกลุ่มก็บอกว่าภาพคมชัด ดูสวย สมจริง ซึ่งอาจเป็นที่ความชอบส่วนบุคคลจริงๆ ว่าอยากให้หนังออกมาในรูปแบบไหนครับ

ส่วนตัวหนังนั้น ผมให้คะแนนอยู่ที่ 7.5/10 ครับ ผมไม่คิดว่า The Hobbit ภาคแรกเป็นหนังที่แย่ แต่ก็ยังสู้ภาคใดภาคหนึ่งของ LOTR ไม่ได้อยู่ดี หนังมีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ มีฉากเทคนิคที่สมจริง และน่าตื่นตา มีลูกเล่นที่น่าสนใจโดยเฉพาะฉากในโพรงกอบลินใต้ดิน การเคลื่อนไหวของกล้องที่เลื้อยมาจากด้านบนแล้วตามตัวละครไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นอะไรที่ตะลึงพรึงเพริดมากครับ อดคิดไม่ได้ว่าผู้กำกับถ่ายทำฉากเหล่านี้ได้ยังไง

อย่างไรก็ดี หนังโดยรวมสร้างความสนุกให้ได้เพียงในระดับพอใช้ หรือพอดูได้เพลินๆเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเนื้อเรื่องของหนังมีความเข้มข้นและมีพลังน้อยไปหน่อย เรื่องราวไม่ต่างจาก The Fellowship of the Ring เท่าไหร่ เป็นการออกเดินทางเพื่อทำภารกิจ ระหว่างทางก็เจออสุรกายต่างๆ แต่ The Hobbit ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงความน่ากลัวของภัยร้าย และความยากลำบากของภารกิจได้ถึงครึ่งเลย ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงการแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็กที่ทำให้เราทั้งลุ้น ทั้งสงสาร ทั้งอยากเอาใจช่วยได้เท่า มันให้อารมณ์เหมือนเป็นการออกเดินทางผจญภัยตามแบบฉบับหนังผจญภัยทั่วไป จึงยิ่งทำให้หนังมีความพิเศษน้อยลงไปอีก

ขณะเดียวกัน ตัวละครของ The Hobbit ก็ขาดเอกลักษณ์ ขาดเสน่ห์ และขาดพลังแบบเหล่าพันธมิตรแห่งแหวน ผมจำตัวละครคนแคระได้แค่บางตัวเท่านั้น และไม่ได้รู้สึกได้เข้าถึงจิตใจของตัวละครเหล่านั้นจนเกิดความสงสารหรือหลงรักตัวละครสักเท่าไหร่ มีเพียงบาลิน ตัวละครของเคน สต็อตต์ เท่านั้นที่ดูมีอะไรให้แสดงเยอะ ที่เหลือส่วนใหญ่ดูเป็นตัวละครโหลๆ สิ่งเดียวที่ทำให้การชมหนังเรื่องนี้ได้เพลินๆ คงเป็นที่งานสร้างเป็นส่วนใหญ่ครับ

เพื่อนๆ มีความเห็นอย่างไรกันบ้างครับ ทั้งหนังและเทคโนโลยีใหม่ เชิญใส่ความเห็นกันเลย

Read more of this post

Argo: ความเห็นหลังชม

นักวิเคราะห์รางวัลออสการ์ทุกสำนักการันตีว่า Argo ผลงานชิ้นที่สามของเบน แอฟเฟล็ค จะได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของปี 2013 แน่นอน และอาจมีโอกาสเข้าชิงในสาขาอื่นด้วย รวมถึงผู้กำกับ, บทดัดแปลง, งานสร้าง, นักแสดงสมทบชาย และนักแสดงนำชาย ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สนุก และมีความยอดเยี่ยมในหลายด้าน รวมถึงเป็นหนังที่ได้รับคำวิจารณ์ดีอย่างมากเรื่องหนึ่งของปี ซึ่งจาก 240 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา หนังมีนักวิจารณ์ชอบถึง 95% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.4/10 ครับ

นอกเหนือจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว การที่หนังเข้าถึงผู้ชมจำนวนกลุ่มใหญ่ได้ก็ช่วยเป็นแรงผลักดันได้ดี หนังยังทำรายได้ในบ้านไปแล้วกว่า 98.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการฉายไปแล้วเกือบ 7 สัปดาห์ในตอนนี้ ซึ่งรายได้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกถึงความสำเร็จของหนังอันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กรรมการออสการ์จะพิจารณา เหตุผลที่เหลือก็คือ Argo ยังเป็นหนังที่ยกย่องคนฮอลลีวู้ด ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันสำรัฐในอิหร่านที่หนังเรื่องนี้ต้องการเอามาเล่า ทั้งเบน แอฟเฟล็คก็ได้เป็นหนึ่งในขวัญใจของคนในอุตสาหกรรม ซึ่งการพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องผ่านหนังมาสามเรื่องก็ยิ่งทำให้เขาเป็นที่รักมากขึ้นครับ

เหตุการณ์จับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐในอิหร่านเป็นตัวประกันที่เป็นเรื่องจริงที่หนังเอามานำเสนอนั้น เกิดขึ้นในปี 1980 ที่แม้ผมยังอยู่ในวัยประถม แต่ก็ยังจำภาพข่าวได้ติดตา ฉากจบของหนังในแคนาดาที่ผู้ที่หนีรอดออกมาได้ในหนังนั้น เป็นภาพข่าวที่ยังไม่ลืม และหนังเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดออกมาได้แทบจะเหมือนลอกภาพข่าวเหล่านั้นออกมาเลย ซึ่งถือเป็นความละเอียดอย่างมากของการออกแบบงานสร้างที่ควรได้เข้าชิงรางวัลมากๆ ครับ และผมก็เข้าใจมาตลอดว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตแคนาดาคือผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญในการช่วยเหลือตัวประกันจนกระทั่งหนังเรื่องนี้ได้นำเสนอเรื่องจริงที่ดูเหลือเชื่อให้เราได้รับรู้ถึงแผนหลอกล่อที่ใช้กองถ่ายหนังไซไฟมาเป็นฉากตบตาปฏิบัติการ ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยเป็นที่รู้จักผ่านบทความของนิตยสาร Wire ในปี 2007 ที่เจาะลึกเรื่องราวนี้ และแอฟเฟล็คได้อ่านก็ประทับใจ เอามาดัดแปลงเป็นหนังได้ยอดยอดเยี่ยม สนุก ตื่นเต้น ลุ้น ยกย่องวีรบุรุษ ยกย่องหนังไซไฟเกรดบียุค 70-80 และขณะเดียวกันก็แอบจิกกัดการเมืองกับวงการฮอลลีวู้ดได้อย่างแสบๆ คันๆ

หนังทำให้ผมรู้สึกเหมือนตอนดู Apollo 13 โดยเฉพาะช่วงท้ายของเรื่อง เพราะนี่เป็นหนังที่เรารู้ตอนจบดีอยู่แล้ว แต่การเล่าเรื่องของแอฟเฟล็คก็ยังทำให้เราลุ้นเกร็งไปกับแผนการเอาตัวรอดได้ แล้วอดเชียร์ตัวละครไปด้วยไม่ได้ บางฉากก็ทำให้น้ำตาซึมเลยครับเช่นตอนที่ตัวละครซึ่งไม่เห็นด้วยและคัดค้านแผนการนี้มาตลอด ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการสร้างหนังเลย แต่เมื่อจวนตัวก็สวมบทได้อย่างเนียนและช่วยเหลือปฏิบัติการนี้ไปได้จนรอด

เบน แอฟเฟล็คมีพัฒนาการอย่างมากในการกำกับหนัง จากหนังเล็กๆ ที่ไม่ซับซ้อนมากก่อนหน้านี้อย่าง Gone Baby Gone และ The Town เขาได้มาจับโครงการหนังที่ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น มีตัวละครมากขึ้น งานสร้างยุ่งยากขึ้น แต่ก็ยังทำได้เหนือกว่าสองเรื่องที่แล้ว ฉากหนึ่งที่ผมเห็นว่าเก๋เป็นพิเศษก็คือฉากเปิดเรื่องที่ใช้สตอรี่บอร์ดซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำหนังมาช่วยในการเล่าเรื่อง และช่วงกลางเรื่องที่ใช้การอ่านบทมาสลับกับการฉากของตัวประกันในอริหร่านครับ

เป็นที่รู้กันว่าหนังยุค 70 เป็นหนังยุคโปรดของแอฟเฟล็ค เหมือนที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Details ว่ายุค 70 เป็น “ยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาพยนตร์อเมริกัน” และแอฟเฟล็คก็แอบบอกผ่านองค์ประกอบและวิธีการเล่าเรื่องต่างๆในหนัง ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย เพราะหนังฮอลลีวู้ดสำคัญหลายเรื่องได้เกิดขึ้นในยุคนี้ และกลายเป็นหนังที่มีอิทธิพลและเป็นแม่แบบต่องานของฮอลลีวู้ดในยุคหลังตามมา เป็นต้นว่า The Godfather ทั้งสองภาค, Star Wars, Alien, Taxi Driver, Annie Hall, Dog Day Afternoon, The Exorcist, Jaws, Halloween, Superman, Cabaret และอีกมากมาย ใครที่อยากศึกษาหนังฮอลลีวู้ดควรต้องหาหนังยุคนี้มาดูเยอะๆ รวมถึงพวกที่เป็นหนังคัลท์ไปแล้วที่อาจไม่ได้รับคำวิจารณ์ด้านดีก็ตาม จะเห็นว่าหนังอิทธิพลของหนังเหล่านี้ยังอยู่ในหนังยุคนี้อีกมากมาย

แอฟเฟล็คเองไม่ได้ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องอะไรที่ใหม่ใน Argo เขายืมองค์ประกอบ หรือเลียนแบบบางฉากมาจากหนังยุค 70 เกือบทั้งหมด ฉากใน CIA ได้รับอิทธิพลอย่างแรงมาจาก All the President’s Men ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเคยดูและพบว่ามันมีความคล้ายอยู่มาก แต่แอฟเฟล็คเอามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเล่าเรื่อง และเป็นตัวของตัวเอง เหมือนตัวละครที่แอฟเฟล็คแสดงในหนัง เป็นชายหนุ่มในยุค 70 แต่งองค์ทรงเครื่องและไว้ผมได้เหมือนคนยุคนั้นจริงๆ แต่ก็ยังดูออกว่าเป็นเบน แอฟเฟล็ค

อีกอย่างที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือการคัดเลือกนักแสดง ไม่ว่าบทจะเล็กน้อยแค่ไหน แอฟเฟล็คเลือกนักแสดงเก่งๆและมีคุณภาพมาเล่นหมดเลย ซึ่งยิ่งทำให้หนังน่าติดตามขึ้นไปอีกครับ

ผมให้คะแนนหนังที่ 8.5/10 ครับ เชิญเพื่อนๆให้ความเห็นและลงคะแนนกัน

Read more of this post

The Perks of Being a Wallflower: ความเห็นหลังชม

ตามการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังเรื่อง The Perks of Being a Wallflower มีนักวิจารณ์ชอบอยู่ 87% และคะแนนเฉลี่ยที่ 7.5/10 จาก 134 บทวิจารณ์ที่เว็บไซต์รวบรวมมา แต่สำหรับผมแล้วให้คะแนนหนังเรื่องนี้ในระดับ 9/10 เลยครับ และถือเป็นหนึ่งในหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดของปีนี้ตรงที่หนังได้ถ่ายทอดอารมณ์ความเหงา ความว้าเหว่ และความไม่สมประกอบทางจิตใจให้อบอวนได้ตลอดทั้งเรื่องจนจี๊ดหัวใจมาก และเมื่อตัวละครเอกของเรื่องได้พบว่าเขาได้มีเพื่อนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก มันทำให้เราอดน้ำตาไหลซาบซึ้งไปด้วยไม่ได้ ทั้งนี้อาจเพราะเป็นการดัดแปลงจากประสบการณ์ตรงของผู้กำกับและผู้เขียนบท สตีเฟ่น ชโบสกี้ ผู้ที่เอานิยายของตัวเองเรื่องนี้มาสร้างเป็นหนัง และยังเป็นนิยายที่อิงจากชีวิตส่วนตัวของเขาด้วย

คำว่า “Wallflower” หมายถึงดอกไม้ตามซอกกำแพง หรืออาจหมายถึงวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ ใช้เปรียบกับคนที่ขี้อาย ไม่กล้าเข้าสังคม เวลามีสังสรรค์ก็จะถอนตัวเองเข้าไปอยู่ชิดติดกำแพงแล้วคอยสังเกตความเป็นไปของผู้คน ซึ่งนั่นคือ “ข้อดี” ของการเป็นคนแบบนี้ ได้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้นผ่านจากการสังเกต และเมื่อถูกถามและกล้าแสดงความเห็นก็จะบอกไดอย่างลึกซึ้งและตรงไปตรงมา โลแกน เลอร์แมน รับบทเป็นเด็กหนุ่มขี้เหงา ว้าเหว่ ไม่มีใครเข้าใจ และอยากมีเพื่อนอย่างสุดหัวใจได้อย่างน่าสงสาร น่าเห็นใจ น่าเอ็นดู และเป็นธรรมชาติ  เป็นบทบาทการแสดงอันเหลือเชื่อของเด็กที่เราไม่นึกว่าเด็กจากจากหนัง Percy Jackson จะทำได้ขนาดนี้ครับ และเคมีลงตัวกับเอ็มมา วัตสัน มาก จนทำให้เราลืมเฮอร์ไมโอนี่กับรอนไปเลย เอซรา มิลเลอร์ ก็มาช่วยเสริมให้ทีมนักแสดงมีพลังมากขึ้น เล่นได้เป็นธรรมชาติ เป็นบทเกย์ที่ไม่เชย และขโมยซีนไปหลายฉากกับความเปรี้ยวและก๋ากั่น เป็นนักแสดงดาวรุ่งที่น่าจับตามองอีกคน ทั้งสามคนนี้ช่วยนำพาหนังเรื่องนี้เข้ามากระแทกใจของเราได้ตลอดเวลา

ผมถือว่านี่เป็นหนังวัยรุ่นที่โดนใจที่สุดในรอบหลายปี แม้แต่คนที่เลยวัยรุ่นตอนต้นแบบผมมานานแล้วก็ยังอดจี๊ดหัวใจไปกับหลายๆ อย่างในหนังไม่ได้ และเป็นหนังวัยรุ่นที่ถ่ายทอดได้ออกมาอย่างเข้าใจ ไม่ประดิษฐ์ เป็นธรรมชาติ และแตกต่างในแบบที่นานๆ ที่จะเห็นในหนังวัยรุ่นมากนานแล้ว

เพลงประกอบจากหนังก็มีบทบาทเด่นเช่นกันครับ มีเพลงเก่ายุค 70-80 ที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศและช่วยเล่าเรื่องได้จี๊ดขึ้นไปอีก หนังยังมีรอบฉายอยู่บ้างที่โรงหนังเฮาส์ RCA ครับ ใครที่ได้ดูหนังแล้วลองมาให้ความเห็นและให้คะแนนกันครับ

Read more of this post

Looper: ความเห็นหลังชม

คะแนนเฉลี่ยนของหนัง Looper อยู่ที่ 8.1/10 และมีนักวิจารณ์ชอบราว 94% จาก 231 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes ประเมินมาครับ และนี่เป็นหนังระดับ 8.5/10 ของผมในปีนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้ในขนาดนี้มาจากการเล่าเรื่องและบทหนังของผู้กำกับไรอัน จอห์นสันครับ เป็นหลักครับ ผมชอบการที่เขาเล่าเรื่องหนังเหมือนการเปิดตุ๊กตาไข่ที่จะมีตุ๊กตาตัวเล็กลงเรื่อยๆ ซ่อนอยู่ข้างใน และที่ใจกลางเราก็จะพบตัวเล็กสุดที่เป็นเหมือนหัวใจจริงๆ ว่าหนังเรื่องนี้คืออะไรครับ โฉมหน้าภายนอกของตุ๊กตาตัวนี้คล้ายหนังบู๊แนวไล่ล่า พอแกะไปอีกเราก็พบว่ามันมีความเป็นไซไฟแฟนตาซีอยู่ด้วย แล้วเราก็พบต่อว่ามันทั้งมีความเขย่าขวัญ มีดราม่า และสุดท้ายจริงๆ ก็พูดถึงความรักและการเสียสละ พูดถึงความเป็นมนุษย์ที่มีนิสัยอย่างหนึ่งก็คือไม่ยอมที่จะสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรัก และกล้าที่จะทำทุกอย่างให้ได้สิ่งที่เขารักนั้นคืนมา

การเล่าเรื่องอีกอย่างของหนังที่ผมชอบก็คือเหมือนเป็นการเล่าทีละบท และแต่ละบทก็ใช้ลูกเล่นในการเล่ากับสิ่งที่ต้องการจะบอกแตกต่างกัน สององค์แรกของหนังใช้ในการปูเรื่องตัวละคร ปูกฏเกณฑ์เกณฑ์สำคัญที่เกี่ยวกับความเป็นไซไฟแฟนตาซีว่าด้วยเรื่องราวของการกลายพันธุ์และการเดินทางข้ามเวลา ด้วยลูกเล่นที่อยู่ในระดับน้องๆ ของ Inception และผูกปมง่ายๆใกล้เคียงกับ Terminator แล้วใช้ช่วง 2-3 องค์สุดท้าย เล่าแก่นจริงๆของหนัง โดยใช้องค์ประกอบของหนังดราม่า และหนังเขย่าขวัญ บางฉากทำให้นึกถึง Mad Max ภาคแรก และทำได้ระทึกในระดับเดียวกัน แล้วทั้งหมดก็มาส่งพลังในตอนใกล้จบที่พีคมากๆสำหรับผม หนังเรื่องนี้ยังถูกเก็งจากนักวิเคราะห์รางวัลในสหรัฐว่าอาจได้เข้าชิงออสการ์สาขาบทดั้งเดิมด้วย

นักแสดงในหนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่ได้ดีทุกคน ทั้งบรูซ วิลลิส, โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์, พอล ดาโน และเจฟ แดเนียลส์ แต่ที่ขโมยซีนมากที่สุดคงเป็นเอมิลี่ บลันท์ และเพียร์ซ แกกนอน ครับ

ส่วนเสียของหนังที่ไม่ชอบก็คือ การออกแบบงานสร้างในบางฉากที่ดูเชย และดูไม่ลงทุน แต่ก็เข้าใจได้เพราะหนังมีงบประมาณจำกัดมาก ใช้ทุนสร้างเพียง 30 ล้านเหรียญเท่านั้น

ชอบหนังยังไงกันบ้าง เชิญใส่ความเห็นเลยครับ

Read more of this post

The Twilight Saga: Breaking Dawn Part II – ความเห็นหลังชม

The Twilight Saga: Breaking Dawn – Part II เป็นภาคที่สนุกและลงตัวที่สุดของหนังชุด Twilight ในความเห็นของผมครับ และดูเหมือนว่าความเห็นจากนักวิจารณ์ในสหรัฐก็ออกมาคล้ายกันด้วย เพราะหนังมคำวิจารณ์ด้านบวก 51% และคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.2/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes ครับ ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในแดนเน่าหรือแดนลบ แต่ก็ได้คำวิจารณ์ด้านดีสูงกว่าทุกภาค

ผมเชื่อว่านักวิจารณ์บางกลุ่มก็ประเมินหนังต่ำเกินไป เพราะเกลียดหนังชุดนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่หนังได้แก้จุดเลี่ยนและน่าเบื่อหลายอย่างมาก อย่างแรกก็คือบทพร่ำเพ้อคร่ำครวญของคู่พระนาง เอ็ดเวิร์ดกับเบลลา น้อยลงไปเกิน 90 เปอร์เซ็นต์เลย พวกเขาได้คุยเรื่องอื่นกันเยอะมาก ส่วนใหญ่เน้นไปที่การหาทางช่วยลูกสาว ซึ่งพอหนังเปลี่ยนจากความรักสองหนุ่มสาวต่างสายพันธุ์มาเป็นการสู้เพื่อลูกเลยทำให้อินง่ายกว่า เอ็ดเวิร์ดกับเบลลาก็ดูผ่อนคลายเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ไม่ค่อยเหมือนพวกเก็บกดทางเพศที่น่าอึดอัด เพราะทั้งคู่ไม่ต้องหักห้ามใจอีกแล้ว

เจค็อบได้ถอดเสื้อผ้าหลายชิ้นขึ้น และเหล่านักแสดงสมทบเช่นลี เพซ, ไมเคิล ชีน, ดาโกตา แฟนนิ่ง และแอชลี กรีน ที่แม้บทจะน้อยก็ได้มีฉากโชว์ของตัวเองแบบที่อาจเด่นกว่าคู่พระนางทั้งเรื่องด้วย และที่สำคัญ ฉากบู๊สุดท้ายของหนังทำออกมาได้สนุกและหักมุมแบบที่ทำให้คนดูเฮลั่นและพากันตบมือแทบทั้งโรง เป็นประสบการณ์การชมที่สนุกมากๆ ซึ่งผมไม่ได้เห็นนานแล้ว เอ๊ะ! ผมบอกไปหรือยังว่าเจค็อบถอดเสื้อผ้ามากกว่าทุกภาค….ช่างเถอะ

หนังทำรายได้เปิดตัวในบ้านเราเมื่อพฤหัสบดีที่ผ่านมา 23 ล้านครับ เป็นรายได้เปิดตัวหนังวันแรกสูงสุดตลอดกาลของบ้านเราตามที่สหมงคลฟิล์มบอกมา ส่วนรายได้ในสหรัฐนั้นก็เปิดตัวแรงถึง 71.2 ล้านเหรียญสหรัฐในวันฉายวันแรก อาจไม่ทุบสถิติของภาคที่แล้ว และภาค New Moon แต่ก็ถือว่าสูงมาก

ส่วนที่ไม่ชอบเกี่ยวกับหนังที่ผมนึกออกตอนนี้ก็คงเป็นงานเทคนิคพิเศษนั่นแหละ โดยเฉพาะน้าของน้องเรเนสเม่ตอนเป็นทารกที่น่ากลัวมากกว่าน่ารักครับ คิดเห็นยังไงเกี่ยวกับหนังกันบ้าง เชิญใส่ความเห็นกันเลย

Read more of this post

Skyfall: ความเห็นหลังชม

หนัง 007 ภาคล่าสุด Skyfall ได้ออกฉายแล้วในยุโรปและบ้านเรา หนังทำรายได้เปิดตัวในอังกฤษทุบสถิติหนังทุกเรื่องเลย ด้วยรายได้รวมเจ็ดวัน 37.2 ล้านปอนด์ ทำลายสถิติเดิมที่ Harry Potter and the Deathly Hallows – Part II ที่เคยทำไว้เมื่อปีที่แล้วครับ ส่วนรายได้เปิดตัววันแรกของบ้านเราอยู่ที่ 11.54 ล้านบาท ตามรายงานของ bioscope ซึ่งมีแววว่าน่าจะเปิดตัวสูงระดับ 50 ล้านบาทในสัปดาห์แรกของการฉายที่บ้านเราครับ

ในแง่คำวิจารณ์ จาก 77 บทวิจารณ์ที่รวบรวมมาโดย Rotten Tomatoes ในตอนนี้ มี 95% ที่ชอบหนังครับ และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.5/10 ซึ่งเท่ากับคะแนนที่ผมให้หนังเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในหนังก็คือการเอาสูตรอันคลาสสิคของการเป็นหนังบู๊แฟนตาซีสำหรับผู้ชายเอามาแซวด้วยความรัก และการพาเราหวนรำลึกถึงภาคเก่าๆ ได้อย่างมีชั้นเชิง เหมือนวลีในหนังที่บอกว่า “Old dog, with new tricks” ที่เป็นการเอาสูตรประจำของหนังมาใช้และเติมลูกเล่นใหม่เพื่อขับสูตรเหล่านั้นให้ร่วมสมัย เหมือนที่ The Cabin in the Woods หนึ่งในหนังโปรดปีนี้ของผมที่เอาสูตรของหนังสยองขวัญยุค 70-80 มาแซว และคาราวะต่อหนังต้นฉบับอย่าง The Evil Dead ครับ

แต่เหมือนที่ผมคิดว่า The Cabin in the Woods ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน Skyfall ก็เช่นกัน จุดประสงค์หลักของมันก็คือเป็นการปูเรื่องใหม่เพื่อเข้าสู่สูตรเดิมของหนังอันคลาสสิค และเป็นการฉลอง 50 ปีของหนัง ถ้าอยากชมหนังสายลับแบบสมจริง โทนจริงจัง ในสไตล์ Casino Royale ก็อาจจะผิดหวังอยู่บ้าง เพราะ Skyfall คือการกลับสู่ความเป็นหนังแฟนตาซีสำหรับผู้ชายของ 007 อีกครั้ง เพียงแต่ใส่ลูกเล่นใหม่เข้าไปในแบบที่ทำให้หนังดูจับต้องได้มากขึ้นครับ

ไม่รู้ว่ามีใครคิดเหมือนผมรึเปล่า แต่ระยะหลังนี้ ฮอลลีวู้ดสร้างหนังเพื่อบูชาของเก่ากันหลายเรื่อง และบางเรื่องก็ทำออกมาได้ถึง หลายเรื่องกลายเป็นหนังโปรดของผมไปเลย เช่น Hugo และ The Artist ที่ยกย่องหนังเงียบ, The Cabin in the Woods ที่สร้างเพื่อคาราวะหนังสยองขวัญยุค 80, Super 8 ที่สร้างเพื่อคาราวะสปีลเบิร์ก, War Horse, Rango, Looper และ Argo ที่เอาลูกเล่นของหนังเก่ามาใช้ และสร้างบางฉากให้คล้ายหนังคลาสสิค ผมว่ากระแสการหวนถึงความหลังและความดีต่างๆ ในอดีตกำลังมาแรงมาก

จะเขียนวิจารณ์ทีหลังครับ ตอนนี้ขอเปิดพื้นที่ให้เพื่อนผู้อ่านเว็บได้แสดงความเห็นและวิจารณ์กันตามอัธยาศัย และใส่คะแนนให้อย่างที่คุณคิดว่าหนังควรได้ แน่นอนว่าความเห็นหลังชมต้องสำหรับคนที่ชมแล้วมาเขียน มันอดไม่ได้ที่ะเผยเนื้อเรื่องสำคัญของหนัง ขอให้เตือนก่อนนะครับว่าจะสปอยล์หรือบอกเนื้อเรื่องสำคัญ เพื่อคนที่ยังไม่ได้ดูมาอ่าน จะได้รู้ตัวและข้ามความเห็นไปก่อนครับ

Read more of this post

Resident Evil: Retribution – ความเห็นหลังชม

Update: ตามรายงานของ Boxofficemojo บอกว่าหนังเปิดตัววันศุกร์ในสหรัฐราว 8.4 ล้านเหรียญครับ ถือเป็นภาคที่เปิดตัวต่ำที่สุดถ้าไม่นับภาคแรก รายได้ 3 วัน น่าจะอยู่ที่ 22-23 ล้านเหรียญครับ

Resident Evil: Retribution หนังที่แฟนหนังรอคอยได้เปิดตัวแล้วในบ้านเรา ทำรายได้ไป 12.91 ล้านบาท จากการเปิดฉายวันแรกในวันพฤหัสบดี ตามรายงานของ bioscope ซึ่งดูตัวเลขแล้วน่าจะเปิดตัวสุดสัปดาห์แรกในบ้านเรา 50 ล้านบาทอย่างต่ำ และน่าจะเป็นหนังต่างประเทศที่เข้าฉายในบ้านเราที่ทำเงินแตะ 100 ล้านบาทรวดเร็วอีกเรื่อง

ส่วนรายได้ในสหรัฐนั้น ทำหนังเงินไป 665,000 เหรียญ จากรอบมิดไนท์ ซึ่งมากกว่าภาคที่แล้วนิดหน่อยที่รายได้สัปดาห์แรกรวมกันได้ 26.7 ล้านเหรียญ ดังนั้นภาค 5 นี้ก็คงมีรายได้ในสัปดาห์แรกใกล้เคียง คงไม่น่าจะเกิน 30 ล้านเหรียญ และอาจปิดตัวใกล้เคียงกันในสหรัฐที่ 60.1 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการที่หนังเรื่องนี้สร้างมาได้ถึงห้าภาคนั้น รายได้จากตลาดนอกสหรัฐนั้นเป็นหลักสำคัญ ภาคที่แล้วทำเงินรวมกันทั่วโลกถึง 296.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ภาคนี้ก็คงทำรายได้ทั่วโลกไม่น้อยกว่าแน่ๆ เมื่อพิจารณาจากการเพิ่มตัวละครโปรดของคอเกมเข้ามาอีกหลายตัวครับ

แต่ในแง่ความเห็นจากนักวิจารณ์แล้ว ดูไม่เป็นที่โปรดปรานจากนักวิจารณ์เท่าไหร่ แม้คะแนนจาก Rotten Tomatoes ในตอนนี้ยังไม่มากพอที่จะบอกเปอร์เซ็นต์แน่ชัดได้ว่าจะไม่เป็นที่โปรดขนาดไหน แต่ก็มีแนวโน้มว่าคะแนนจะไปในทางลบมากกว่าบวกครับ แต่หนังอย่าง Resident Evil: Retribution เป็นหนังภาคบังคับสำหรับผู้ชมโดยทั่วไปที่ต้องไปดู โดยเฉพาะผู้ชมในตลาดโลก ที่ไม่ว่าคำวิจารณ์จะออกมาลบอย่างไร ก็ยังต้องไปพิสูจน์ให้เห็นด้วยตัวเอง และหากไม่ชอบสิ่งที่เห็นแล้ว ก็ยังให้โอกาสที่จะเข้าไปดูอีก หากมีภาคต่อไป

ผมยังไม่มีโอกาสได้ชมหนัง และยังไม่แน่ใจว่าจะไปชมไหม แต่จากการสังเกตคร่าวๆทางทวิตเตอร์ที่แท็ก #movietwit ที่คนดูหนังมักมาให้ความเห็นกันหลังจากชมหนังแล้ว พบว่าความเห็นออกเป็นสองทางเลยเป็นส่วนใหญ่ มีทั้งที่ไม่ชอบอย่างมาก และชอบเยอะ ไม่ค่อยมีความเห็นกลางๆ เท่าไหร่ และอยากทราบความเห็นจากเพื่อนผู้อ่านเว็บที่มีต่อหนังด้วยครับ คุณชอบหนังผีชีวะภาคนี้กันแค่ไหน ให้คะแนนเท่าไหร่จากเต็มสิบ และหากเทียบกับภาคก่อนหน้านี้แล้วดีกว่าสองภาคแรกไหม ดีกว่าภาคที่แล้วไหม มาใส่ความเห็นกันดูครับ

Read more of this post

The Dark Knight Rises: ความเห็นหลังชม

แล้วหนึ่งในหนังที่แฟนๆ ตั้งตารอแห่งปีนี้ก็มาถึงครับ The Dark Knight Rises เพิ่งฉายรอบสื่อในบ้านเราไปเมื่อวาน และตามด้วยรอบทั่วไปในวันนี้ ความเห็นส่วนใหญ่ออกมาในแง่ดีบวก เพียงแต่มีบวกอยู่สองแบบ แบบแรกคือบวกมาก ได้รับการชื่นชมว่าเป็นหนังที่สุดยอด เต็มอิ่ม ส่วนบวกที่สองก็คือบอกว่ายังเป็นหนังที่ดี และสนุก เพียงแต่ต่ำกว่ามาตรฐานเดิมที่ผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน เคยทำไว้ในภาคที่แล้วครับ ความเห็นนี้น่าจะสอดรับกับคะแนนนักวิจารณ์ใน Rotten Tomatoes ด้วย ที่แสดงผลให้ดูว่ามีนักวิจารณ์ชอบหนัง 87% คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.3/10 จาก 136 วิจารณ์ในตอนนี้ ซึ่งน้อยกว่า The Dark Knight ที่มีนักวิจารณ์ชอบถึง 94%

ส่วนตัวของผมคิดว่าศัตรูสำคัญของหนัง The Dark Knight Rises คือ “ความคาดหวัง“ โนแลนสร้างมาตรฐานเอาไว้สูงในหนังเรื่องอื่นๆ อย่าง Inception หรือ The Dark Knight และทำให้ถูกคาดหวังไว้ว่า The Dark Knight Rises จะต้องสนุกและดีอย่างน้อยในระดับเดียวกัน หนังเรื่องนี้ยังเป็นหนังที่สนุก และดี เมื่อเทียบกับหนังทั่วไป แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐานของโนแลนแล้ว เราไม่รู้สึกว่าเป็นมาตรฐานใหม่อย่างที่หวัง แต่ก็ไม่ได้ผิดหวัง มันเพียงได้ตามที่หวังเท่านั้น ซึ่งผมมองว่ามาจากหนังมีหลายช่วงที่เร่งจังหวะจนไม่ทำให้รู้สึกได้ซาบซึ้ง หรืออิน หรือมีช่วงพีคสุดจริงๆ ในหนัง หนังมีเรื่องราวให้เล่าเยอะ จนคิดว่าน่าจะยาวอย่างน้อย 3 ชั่วโมงถึงจะขยี้ให้เกิดความซาบซึ้งกินใจ ทำได้เพียงแค่ให้เห็นภาพรวมๆมากกว่า

อีกสาเหตุก็คือ หนังขาดตัวร้ายที่ขลังจนขนลุกแบบโจ๊กเกอร์ และมีอำนาจน่ากลัวจริงๆจนทุกคนต้องร่วมมือกันหนักเพื่อเอาชนะ เหมือนเผชิญศัตรูที่เหนือกว่าแบบโซรอน ใน The Lord of the Rings หนังเปิดตัวเบนให้ดูน่าเกรงขามในช่วงแรกแบบใช้ได้ แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป พลังในตัวของเบนกลับอ่อนลง แต่กลายเป็นตัวละครอื่นอย่างจอห์น เบลค (โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์) กลับเพิ่มพลังขึ้นแทน

แต่หนังทำหน้าที่ได้ดีในแง่การเป็นภาคจบของไตรภาคครับ มันสร้างบทสรุปที่ดีมากให้หนังชุดนี้ และมีการปิดฉากที่มีพลังดี ทำให้เรื่องราวจบลงอย่างสวยงาม ซึ่งถ้านี่ไม่ใช่หนังภาคจบของภาคต่อ แต่เป็นหนังเรื่องเดียวโดดๆ The Dark Knight Rises อาจทำให้คนดูรู้สึกผิดหวังได้ ผมยังชอบที่หนังให้มนุษย์ค้างคาวไม่ใช่แค่ตัวละครตัวหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของบางอย่างด้วย ซึ่งช่วง 40 นาทีสุดท้ายของหนังได้ตีประเด็นนี้ออกมาได้ดีมากครับ โดยสรุปแล้วผมให้คะแนนหนังที่ 8/10 ครับ

จะเขียนวิจารณ์ให้อ่านเร็วๆ นี้ครับ เอาแค่ความเห็นมาเสิร์ฟก่อน และเพื่อนที่ได้ชมแล้วเชิญใส่ความเห็นกันได้เลย และรบกวนช่วยเขียนข้อความเตือนก่อนด้วยนะครับถ้าจะสปอยล์หรือบอกเนื้อหาสำคัญก่อนที่จะใส่ความเห็นเข้าไป

Read more of this post

The Amazing Spider-Man: ความเห็นหลังชม

The Amazing Spider-Man เปิดตัวแล้วในบ้านเราเมื่อวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ฉายก่อนหน้าในสหรัฐ 1 สัปดาห์ครับ โรงหนังในบ้านเราคงเทโรงให้หนังเรื่องนี้ และคาดว่าน่าจะเปิดตัวด้วยตัวเลขที่สูงเอาการ เพราะหนังฉายในระบบ 3D และ IMAX 3D ด้วย

ในแง่ของคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ชั้นนำในสหรัฐ ซึ่งก็ได้ดูรอบพิเศษไปพร้อมๆ กับรอบปกติของบ้านเรา ส่วนใหญ่แล้วดูจะชอบหนังเรื่องนี้กันครับ จาก 64 วิจารณ์ที่รวบรวมมาในตอนนี้ของเว็บ Rotten Tomatoes มีนักวิจารณ์ชอบถึง 80% ได้คะแนนเฉลี่ยที่ 7/10 ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากนี้อีก เพราะน่าจะเป็นบทวิจารณ์แค่ประมาณครึ่งเดียวที่มีการรวบรวมมา

ในส่วนของความเห็นจากนักวิจารณ์ชั้นนำ โรเจอร์ อีเบิร์ต จาก Chicago Sun-Times ดูจะชอบหนังฉบับนี้มากกว่าฉบับของแซม ไรมี่ ครับ ดังที่เขียนไว้ว่า “นี่เป็นหนังที่ใส่ใจมากกว่า และฉากแอ็คชั่นนั้นง่ายแก่การติดตามมากกว่าในแง่ของกาละและเทศะ ถ้าเราไม่จำเป็นต้องบอกเล่าเรื่องราวจุดกำเนิดใหม่ของสไปดี้อีกครั้ง อย่างน้อยก็สร้างโดยให้รายละเอียดขึ้นและให้เหตุผลมากขึ้นว่าทำไมปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ตัดสินใจกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

ลิซ่า ชวาร์ซบาม จาก EW ก็ดูจะชอบฉบับใหม่นี้มากกว่าของแซม ไรมี่ ครับ บอกว่า “หนังมีชีวิตชีวา และมีความหลากหลายที่อ่อนกวานกว่าฉบับของแซม ไรมี่ เน้นไปที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์มากกว่าเทคนิคพิเศษ การยกเครื่องใหม่ครั้งนี้เป็นการทำให้เรื่องเก่าเก็บนั้นสดใหม่ ผ่านกระแสของการสร้างซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลให้ดูมีความเป็นซูเปอร์ฮีโร่น้อยลง

แต่ก็มีนักวิจารณ์บางคนที่ไม่เห็นด้วย เช่น ลู ลูเมนิค จาก New York Post ที่บอกว่า “The Amazing Spider-Man อาจไม่ถึงกับเป็นหนังแย่ แต่ก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำคุณศัพท์ที่ขยายอยู่หน้าชื่อเรื่อง บางช่วงในหนังน่าเบื่อ บางช่วงขาดแรงบันดาลใจ มันเหมือนกันปรับปรุงเรื่องใหม่อย่างไร้จุดหมายเหมือนกับ Superman Returns มากกว่าจะเป็นการยกเครื่องใหม่ที่น่าพึงพอใจแบบ Batman Begins

สำหรับผมแล้วคิดว่า Spider-Man ของแซม ไรมี่ มีความเป็นเมโลดราม่าแบบเข้มข้น เรื่องราวออกไปแนวโรแมนติกชวนฝัน น้ำเน่า เน้นไปที่ความรักระหว่างปีเตอร์กับเอ็มเจ ส่วน The Amazing Spider-Man บอกเล่าเรื่องราวไปในทางความรักแบบสมจริงกว่า ไม่พยายามไปเน้นเนื้อเรื่องส่วนที่ฉบับของไรมี่เคยเน้นไว้ แต่ไปพูดถึงปมลึกลับเกี่ยวกับที่มาของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ และปมทางจิตใจของการเป็นลูกที่ถูกทิ้งแทน ทั้งโทบี้ แม็คไกวร์ กับ แอนดรูว์ กราฟิลด์ เป็นไอ้แมงมุมในฉบับของตัวเองที่ดีพอๆ กัน เล่นได้ลึกพอๆกัน เพียงแต่คนละอารมณ์ แต่เคมีระหว่างการ์ฟิล์กับเอ็มมา สโตน ดูเข้ากันมากกว่า แม็คไกวร์กับเคียร์สเทน ดันสต์ แต่ฉบับของไรมี่ก็ดูน่าสนใจกว่าในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างปาร์คเกอร์กับลุงเบน ดังนั้น เลยคิดว่าทั้งสองฉบับมีความทัดเทียมกันอยู่ ต่างมีจุดเด่นกันคนละแบบ และเป็นจุดเด่นที่อีกฉบับดูขาดไป เปรียบได้กับการเทียบกุหลาบสีแดงกับสีเหลืองซึ่งสวยพอๆ กัน แต่อาจอยู่ที่จริตของผู้ชมว่ามีรสนิยมในการชอบสีไหนกว่ากัน

อย่างไรก็ดี Spider-Man 2 ของไรมี่ ยังคงเป็นหนังไอ้แมงมุมภาคที่ดีที่สุดสำหรับผม มีความเข้มข้นแบบน้ำเน่ามากๆ ทั้งเรื่องราวของการชิงรักหักสวาท และเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ที่ดูสนุกสุดๆ ครับ

เพื่อนๆ ที่ชมแล้วคิดยังไงกับ The Amazing Spider-Man กันบ้างครับ

Read more of this post

Prometheus: ความเห็นหลังชม

Prometheus หนังไซไฟสยองขวัญว่าด้วยการเดินทางค้นหาต้นกำเนิดมนุษย์ของริดลี่ย์ สก็อต ซึ่งโยงถึง Alien ผลงานปี 1979 เป็นอีกผลงานที่นักดูหนังรอคอยเรื่องหนึ่งของปีนี้ และได้ออกฉายในที่สุดเมื่อสุดสุปดาห์ที่ผ่านมาครับ หนังเปิดตัวในบ้านด้วยรายได้ที่ค่อนข้างพอใจที่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนความเห็นของนักวิจารณ์นั้นได้คำวิจารณ์ด้านบวกไป 74% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.9/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes ซึ่งดูแล้วไม่ได้ดีท่วมท้นตามที่คาดหวังเท่าไหร่ คะแนนอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ทั้งที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ และยังน้อยกว่า Alien ที่ได้คำวิจารณ์ด้านบวกสูงถึง 97% และมีคะแนนเฉลี่ยที่ 8.7/10 อยู่หลายช่วงตัว

สิ่งที่ทำให้การเดินทางของ Prometheus ไปยังเป้าหมายอย่างไม่ราบรื่น ก็คือตัวบทหนังครับ โดยเฉพาะครึ่งหลังที่หาทางออกในการคลี่ปมต่างๆ ที่วางไว้ในตอนต้นเรื่องแบบง่ายดายเกินไป หนังเปิดเรื่องโดยพูดถึงปมที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่นใครคือผู้สร้างมนุษย์ ความสัมพันธ์ของผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง และจะทำยังไงเพื่อโยงเข้ากับหนัง Alien อีก เมื่อหนังได้เฉลยปริศนาและเผยฉากหักมุมในหนังกลับไม่เกิดผลกระทบอะไรต่อจิตใจเลย มันตั้งคำถามต่อว่า “แล้วไงหรือ” มันเหมือนการตอบคำถามต่อปริศนาด้วยคำว่า “ใช่” อย่างเดียว แต่ไม่ได้มีอะไรสานต่อจากนั้นให้น่าสนใจ

นอกจากนี้หนังยังขาดความสมจริงในแง่ตัวละครมากมาย ตัวละครนักวิทยาศาสตร์ในหนังทำอะไรโง่ๆ ไม่สมจริงหลายอย่างที่ลดความสง่างามของความเป็นมหากาพย์ และช่วงท้ายของหนังก็ไม่อาจทำให้เราลุ้นได้มากพอด้วย

แต่สิ่งที่ช่วยให้หนังไม่ถูกลดขั้นลงไปถึงระดับหนังแย่ได้ก็คือการที่หนังมีงานสร้างอันยิ่งใหญ่ เป็นงานหนังไซไฟในแบบยุคทองของหนังแนวนี้ที่หายไปจากฮอลลีวู้ดนานมาก เป็นโลกที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันน่าหลงใหล ให้ความรู้สึกคล้าย Star Trek ผสม Alien ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่าถ้าสก็อตเน้นให้หนังเกี่ยวข้องกับการเดินทางค้นหาที่มาของมนุษย์โดยไม่อิงกับ Alien อาจทำให้การเล่าเรื่องลงตัวกว่านี้ไหม แต่ก็อาจทำให้หนังน่าสนใจน้อยลงในแง่การตลาด

ส่วนดีอีกอย่างของหนังก็คือการเล่าเรื่องของสก็อตที่สร้างฉากอันชวนระทึกขวัญได้ดีหลายฉากมาก มีฉากที่ชวนลุ้นและคลื่นไส้อย่างฉากผ่าตัดที่น่าจะกลายเป็นฉากจำของหนังเรื่องนี้ไปเลย แม้อาจจะยังไม่เทียบเท่าฉากแหวะอกในต้นตำรับ แถมยังได้การแสดงอันยอดเยี่ยมของไมเคิล ฟาสเบนเดอร์, ชาร์ลีซ เธอรอน และ นูมิ ราเพซ ที่ช่วยเสริมให้หนังน่าติดตามขึ้นด้วยครับ

ผมให้คะแนนหนังที่ 7/10 ครับและจะบอกเหตุผลอย่างละเอียดทีหลังในบทวิจารณ์ ระหว่างนี้เชิญเพื่อนๆ ใส่ความเห็นกันได้เลยครับ

Read more of this post

I Miss U จะมีตอนจบทั้ง 3 แบบ ออกฉายในสัปดาห์นี้ และความเห็นหลังชม

ดูเหมือนว่าค่ายหนังเอ็ม39 ตัดสินใจฉายตอนจบทั้งสามแบบคละกันไปเลยในสัปดาห์นี้ เปลี่ยนแปลงจากที่เคยให้สัมภาษณ์ในรายการทีวีที่ออกอากาศเมื่อวันจันทร์ครับ ซึ่งตอนจบทั้งสามแบบประกอบด้วย “บทสรุปของเส้าที่เป็นคน บทสรุปความรักของเส้าที่เป็นผี บทสรุปความรักของเส้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนกับผี” ตามที่ Facebook ของค่ายหนังบอกมา และผู้กำกับ มณฑล อารยางกูร ก็ให้เหตุผลเพิ่มเติมถึงการทำเช่นนี้ว่า “มันเป็นความตั้งใจของผมตั้งแต่เริ่มต้นทำโปรเจคนี้ครับ เพราะผมมองว่าความรักของคนเราสามารถมีมุมมองที่แตกต่างกันได้ และเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตนเองต้องการได้หลายทาง ไม่มีอะไรมาชี้วัดว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ซึ่งแต่ละทางที่เลือกก็จะนำพาความรักไปสู่บทสรุปสุดท้ายที่แตกต่างกันไปได้ เลยตัดสินใจทำออกมาให้ชมถึง 3 แบบ แต่ผมรับรองว่าผู้ชมจะได้รับความสมบูรณ์แบบทั้งอรรถรส และความบันเทิงอย่างครบถ้วนแน่นอนครับ ไม่ว่าจะได้ชมบทสรุปแบบไหน

ผู้ชมยังสามารถเลือกตอนจบที่คิดว่าน่าจะโดนใจที่สุดจากการชมครั้งแรกได้ด้วยครับ หากคุณชมในโรงหนังของเครือเมเจอร์ฯ เพราะจะมีการระบุให้รู้ว่ารอบและโรงที่คุณจะชมนั้นเป็นตอนจบแบบไหน โดยใช้ตัวหนังสือ E1, E2 และ E3

ส่วนความเห็นจากนักวิจารณ์ สื่อมวลชน และบล็อคเกอร์หนังที่ได้ชม I Miss U แล้ว ดูเหมือนมีน้อยที่ชมหนังอย่างเต็มที่ ออกไปในทางชมปนติเป็นส่วนใหญ่ ความเห็นต่อหนังที่ดีที่สุดน่าจะมาจาก @deknang ที่บอกว่า “I Miss U งานสร้างออกมาดี ติ๊ก-จ๋าแสดงอยู่ในเกณฑ์ ทรายจัดจ้านเป็นตัวเอง บทหนังส่งสายป่านอย่างโดดเด่นซึ่งเธอก็อุ้มหนังได้อยู่” และ “I Miss U ผีน้อยต่อยหนักสร้างสีสันได้ดี ความรักบางทีมันก็ช่างน่ากลัวจับใจ ตอนจบถือว่าน่าพอใจมาก ถือเป็นหนังดีที่สุดของผกก.” แต่บางความเห็นก็รู้สึกว่าตอนจบของหนังนั้นแย่(ซึ่งน่าจะเป็นตอนจบแบบที่ 1 ครับ) เช่น @goffyo ที่พูดถึง I Miss U ว่า “คือเอ็มวีปานธนพรที่มีผียาวสองชั่วโมง หนังเริ่มต้นมาเข้าท่า แต่ไหงลงเอยเลอะเทอะเป็นละครช่อง7” ส่วนความเห็นที่ออกมาในลักษณะที่มีทั้งบวกและลบก็เช่น @POGGHI ที่ก็ดูจะไม่ชอบตอนจบครับ “ความรักความคิดถึงซาบซึ้งน่าประทับใจ แต่ 20 นาทีสุดท้ายเริ่มมั่ว ยืดยาด และผีโฉ่งฉ่าง ไร้เหตุผล” อ่านความเห็นอื่นๆ ได้ที่ด้านในครับ Read more of this post

Men in Black 3: ความเห็นหลังชม

ตามรายงานของ boxofficemojo รายได้เปิดตัววันแรกของหนัง Men in Black 3 อยู่ที่ราว 18 ล้านเหรียยสหรัฐครับ และ The Avengers ซึ่งเป็นแชมป์มา 3 สัปดาห์ถึงราวเกือบเท่าตัว สุดสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นวันหยุดยาวซึ่งเป็นวันระลึกถึงทหารผ่านศึกในสหรัฐ น่าจะช่วยให้มีคนออกไปดูหนังกันเยอะขึ้น แต่นักวิเคราะห์มองว่าหนังอาจทำรายได้เปิดตัวในสัปดาห์แรกไปเพียงราว 70 ล้านเหรียญสหรัฐ น้อยกว่า 80 ล้านเหรียญที่โซนี่ พิคเจอร์ส ตั้งเป้าไว้ และด้วยรายได้เท่านี้อาจทำให้ต้องพยายามหนักขึ้นกว่าจะได้กำไร เพราะหนังใช้ทุนสร้างไปอย่างน้อย 225 ล้านเหรียญสหรัฐครับ ส่วนรายได้ในบ้านเรานั้น bioscope รายงานว่ารายได้สองวันของหนัง (24-25 พ.ค.) อยู่ที่ 15.9 ล้านบาทครับ

ในส่วนของความเห็นจากนักวิจารณ์นั้น คะแนนนักวิจารณ์โดยเฉลี่ยจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้ หนังได้ไป 6/10 และมีนักวิจารณ์ชอบราว 68 % จาก 168 บทวิจารณ์ครับ

โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ของ Chicago Sun-Times เห็นว่าการแสดงของจอช โบรลิน คือส่วนที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้ดูดี “เขาเหมือนทอมมี่ ลี โจนส์ ในวัยหนุ่ม และน้ำเสียงของเขาก็เหมือนจนผู้กำกับแบรี่ ซอนเนนเฟลด์ ต้องปาดน้ำตาด้วยความโล่งใจ ขณะที่ดูหนังอยู่ ผมเชื่อสนิทเลยว่าโจนส์มาพากย์เสียงให้ แต่ก็อย่าลืมว่าโบรลินเคยแสดงได้เหมือนจอรจ ดับเบิลยู. บุช ใน W มาก่อน

ส่วนความเห็นของผู้ชมในสหรัฐนั้น หนังได้คะแนน CinemaScore ซึ่งเป็นการสำรวจจากบริษัทด้านการตลาดพบว่าผู้ชมส่วนใหญ่ในสหรัฐที่ดูหนังแล้ว ให้เกรดหนัง B+ ครับ แต่หนังได้เกรดสูงถึง A- จากผู้ชมที่วัยต่ำกว่า 18

ผมยังไม่ได้ชมหนังเรื่องนี้ จึงยังไม่มีความเห็นครับ และยกพื้นที่การออกความเห็นและการให้คะแนนหนังให้แก่เพื่อนผู้อ่านครับ

Read more of this post

The Avengers: ความเห็นหลังชม

The Avengers ได้เปิดฉายไปแล้วกว่า 38 ประเทศล่วงหน้าก่อนในสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำรายได้ทั่วโลกไปแล้วราว 174.8 ล้านเหรียญสหรัฐครับ เป็นการเปิดตัวที่ทำลายสถิติในหลายประเทศเลย โดยเฉพาะในหมู่หนังของเครือมาร์เวลด้วยกันเอง และ boxofficemojo คาดการณ์ว่ารายได้เฉพาะนอกสหรัฐนั้นอาจถึง 600 ล้านเหรียญทีเดียวครับ หลังจากหนังฉายเสร็จสิ้นหมดแล้ว ในแง่คำวิจารณ์เอง หนังก็ได้ไปเยอะโขเลยครับ ตามการประเมินของ Rotten Tomatoes ในตอนนี้ระบุว่าจาก 76 บทวิจารณ์ มีนักวิจารณ์ชอบอยู่ถึง 96% คิดเป็นคะแนนได้เฉลี่ย 8.1/10 ครับ

ในบ้านเรานั้น หนังเพิ่งเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ไปเมื่อคืนนี้ รวมถึงรอบมิดไนท์ที่โรงหนังไอแม็กซ์ด้วย ความเห็นส่วนใหญ่ก็ออกมาเป็นแง่บวกทั้งหมดครับ และผมเองซึ่งได้ชมแล้วก็มีความเห็นคล้ายกัน หนังจัดหนักในฉากแอ็คชั่น และทำออกมาได้น่าตื่นเต้น ช่วงหนึ่งชั่วโมงสุดท้ายของหนังนั้นมีฉากที่เข้มข้นทั้งในแง่การเผชิญหน้ากับฉากบู๊ในนิวยอร์กที่วินาศสันตะโร ทำให้หนัง The Avengers สนุกกว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลทุกเรื่องที่ผ่านมา(เฉพาะหนังที่มาร์เวลสร้างเองครับ แต่ถ้าเป็นหนังจากตัวละครของมาร์เวล ผมยังชอบ X2 และ X-Men: First Class มากกว่า) 30 นาทีสุดท้ายนี้ประหนึ่งฉากสงครามเลยครับ เพียงแต่สู้กันด้วยพลังพิเศษของซูเปอร์ฮีโร่ เป็นอะไรที่ทั้งน่าตื่นตาและตื่นเต้น ขณะเดียกวันก็ใส่มุขตลกเข้ามาเป็นระยะๆ

ความยอดเยี่ยมของหนังอยางหนึ่งก็คือการแจกบทให้ทุกคนได้เด่นอย่างทัดเทียมกัน แต่ตัวละครที่เด่นกว่าตัวอื่นมักเป็นตัวที่มีความร้ายอยู่ในตัวอยู่แล้ว เช่นโทนี่ สตาร์ก (โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์) ที่ซ่าได้ใจมาก หรือโลกิ(ทอม ฮิดเดลสตัน)ที่โรคจิตประหนึ่งฮันนิบาล เล็คเตอร์ฉบับคอมมิค และฮัลค์ (มาร์ค รัฟฟาโล) ที่ความเกรียนและเดาใจยากกลายให้ตัวละครนี้กลายเป็นขวัญใจของใครมากมาย โดยเฉพาะในฉากสงครามสุดท้ายนั้นที่ฮัลค์ขโมยซีนไปหลายฉากเลยทีเดียว

เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เน้นความบันเทิงที่สนุกมากครับ ต้องยกให้จอส วีดอน ในการเล่าเรื่องหนัง The Avengers นี้ ได้ลื่นไหลและมันส์มากๆ ผมให้คะแนนหนังที่ 9/10 ครับ และด้านในนี้เป็นความเห็นบางส่วนจากทวิตเตอร์ที่ไปชมมาเมื่อคืนครับ เพื่อนๆ ที่ชมแล้วชอบหนังแค่ไหนยังไง ให้คะแนนเท่าไหร่ มาออกความเห็นกันเลย

Read more of this post

Lockout: ความเห็นหลังชม

ความตั้งใจในการสร้างหนัง Lockout นอกจากเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ชมแล้วก็คือการพยายามสร้างให้กาย เพียร์ซ เป็นพระเอกนักบู๊คนใหม่เหมือนที่บริษัทหนังยูโรปา คอร์ป ทำสำเร็จในการสร้างให้เลียม นีสัน ได้เกิดในทางนี้จาก Taken แต่ด้วยการกำกับของผู้ำกับหน้าใหม่ แต่เก่าจากแวดวงโฆษณาอย่างเจมส์ เมเธอร์ และ สตีเฟ่น เซนต์ เลเกอร์ และภายใต้การอำนวยการสร้างและร่วมเขียนบทของลุค เบสซง หนังไม่สามารถส่งให้กาย เพียร์ซ เป็นเช่นนั้นมาก แม้ว่าเขาจะเกิดจากบทของนายสโนว์ ผู้ยียวนกวนประสาทและฉลาดรอบจัดคนนี้แค่ไหน ทั้งนี้เพราะหนังเล่าเรื่องได้ไม่ลุ้น ไม่สนุก และไม่ตื่นเต้นเอาเลย

กาย เพียร์ซ เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นั่งดูหนังต่อได้ แต่เขาไม่ได้อยู่บนจอตลอดเวลา เพราะหนังมีปมหลายอย่างให้คลี่คลาย ทั้งเรื่องการช่วยตัวประกันที่ติดอยู่ในคุกกลางอวกาศที่นักโทษแหกออกมาและยึดไว้ ทั้งประเด็นมนุษยธรรมว่าด้วยการเอานักโทษมาทดลอง ประเด็นสมคบคิดเกี่ยวกับโครงการลับทางอวกาศ และประเด็นเรื่องการยัดข้อหา ทุกปมและประเด็นมีการหาทางออกให้อย่างง่ายจนเกินไป และไม่อาจทำให้อินอะไรได้เลย

Read more of this post

The Lorax: ความเห็นหลังชม

ถ้าคุณอยากชมหนังที่ฮาก๊าก หรือตื่นเต้น หรือสนุกมาก แบบ Despicable Me ผลงานก่อนหน้าของคริส เรอนวด กับ ไคลย์ บอลดา หนังเรื่อง Dr. Seuss’ The Lorax ผลงานล่าสุดของเขาอาจทำให้คุณรู้สึกว่ายังทำได้ไม่ถึงขั้นนั้นครับ หนังเล่าเรื่องยืดยาด เรื่อยๆมาเรียงๆไปนิดและเนือย และไม่มีช่วงไหนทำให้รู้สึกสุดทางของมันได้จริงๆ ช่วงตอนจบของหนังที่ควรจะขยี้อารมณ์คนดูก็ทำได้ไม่ซาบซึ้งพอ แต่หนังก็มีพวก 3D ที่แจ่มแจ๋ว งานภาพที่สวยงาม ตัวละครที่น่าเอ็นดู และเพลงที่เพราะมาช่วยชดเชยข้อด้อยเหล่านั้นได้

โดยส่วนตัวคิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับเด็กวัย 13-14 ลงไปครับ สารและสีสันในเรื่องเหมาะแก่เด็กๆ มาก แม้ว่าหนังจะมีข้อด้อยอยู่เยอะมาก แต่สิ่งที่ผมคิดว่าหนังทำได้สำเร็จจริงๆ ก็คือการสอนเด็กให้รักต้นไม้ ถ้าคุณอยากปลูกฝังเรื่องการรักต้นไม้ Dr. Seuss’ The Lorax เหมาะให้คุณพาเด็กไปดูอย่างมากครับ เลือกโรงที่เป็นพากย์ไทยเลยก็น่าจะดี ช่วงที่เป็นร้องเพลงในหนังมีคุณสุวีระ บุญรอด (คิว วงฟลัว) มาใส่เสียงด้วย และค่อนข้างเชื่อมือได้สำหรับค่ายยูไอพีในการทำหนังพากย์ที่เคารพต้นฉบับ แต่ก็ยังดูสนุกอยู่ครับ

คะแนนเฉลี่ยของ The Lorax ที่ Rotten Tomatoes 6.1/10 มีเปอร์เซ็นต์คำวิจารณ์ด้านบวกอยู่ 57% ส่วนคะแนนนักวิจารณ์ที่ Metacritic อยู่ที่ 47/100 คะแนนผู้ชมที่เป็นผู้ใช้เว็บ imdb อยู่ที่ 6.6/10 ครับ ส่วนผมให้คะแนนหนังเรื่องนี้ที่ 7/10 คุณที่ชมมาแล้วให้คะแนนเท่าไหร่ เชิญใส่ความเห็นกันได้ตามสะดวกเลยครับ

Read more of this post

The Hunger Games: ความเห็นหลังชม

ชื่อไทยของ The Hunger Games ในฉบับนิยายคือ “เกมล่าชีวิต” แต่ผมอยากเรียกว่า “เกมเรียลลิตี้โชว์ล่าชีวิต”ครับ เพราะอารมณ์หลายช่วงตลอดที่ดูหนังตั้งแต่องค์ 2 เป็นต้นไปให้ความรู้สึกเหมือนดูพวก Survivor หรือ Academy Fantasia เลยครับ เข้าใจว่าซูแซน คอลลินส์ ก็เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่านิยายของเธอได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมเรียลลิตี้โชว์พวกนี้ด้วย แต่แทนที่จะให้ผู้เข้าแข่งขันโหวตกันออก หรือให้ผู้ชมทางบ้านมาว่าโหวตว่าใครจะได้อยู่ต่อ ก็ใช้วิธีให้ผู้เข้าแข่งขันมาฆ่ากันเองซะ เหมือนหนังพวก Death Race หรือ The Running Man หรือ Series 7: The Contenders

และหากไม่ยอมฆ่ากันเองหรือเอาแต่หนี ก็เป็นหน้าที่ของผู้คุมเกมที่จะทำให้เกมเดินหน้า หรือมีเซอร์ไพรส์ต่างๆ เข้ามาเร่งให้เกมเข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อเอาใจคนดู ถ้าเป็น AF ก็อาจเป็นการโหวตเข้า หรือการไม่ให้มีคนออก แต่ใน The Hunger Games มาในรูปของระเบิด ลูกไฟ และฝูงอสุรกาย ส่วนผู้เล่นเองก็สามารถสร้างความได้เปรียบในเกมการแข่งขันได้ด้วยการสร้างตัวเองให้เป็นกระแส กลายเป็นขวัญใจของคนดู ทำให้คุณอาจได้ของจากสปอนเซอร์มาช่วยเหมือนที่คู่พระนางของหนังเรื่องนี้พยายามทำ

Read more of this post

Mirror Mirror: ความเห็นหลังชม

Mirror Mirror หนึ่งในโครงการหนังสโนไวท์ในปีนี้ โดยผู้กำกับทาร์เซ็ม ซิงห์ ได้ออกฉายก่อนในบ้านเราก่อนที่หนังจะฉายจริงในสหรัฐ เป็นหนังที่เมื่อดูจากตัวอย่างหนังแล้วอาจให้ความรู้สึกว่ามันไม่น่าจะสนุกเท่าไหร่ แต่ตัวภาพยนตร์กลับทำให้เราบันเทิงได้ในระบบที่ใช้ได้ทีเดียว

หนังเอาเทพนิยายสโนไวท์มายำใหม่ให้ออกมาเป็นแนวแฟนตาซีปนฮา และมีมุขตลกจิกกัดหนังจากเทพนิยายแบบเดียวกับ Enchanted และ Shrek เพียงแต่ว่ามุขตลกในหนังเรื่องนี้ยังไม่คม หรือน่าจดจำเท่า มันอยู่ในระดับฮาๆแบบน่ารัก และก็ทำให้เราลืมเมื่อออกจากโรงหนัง

นักแสดงทุกคนทำหน้าที่ได้ดีมาก โดยเฉพาะจูเลีย โรเบิร์ต ได้บทราชินีใจร้ายที่สร้างบุคลิกให้ตัวละครดูแตกต่างจากราชินีใจร้ายที่เราเห็นกัน ให้ความรู้สึกเหมือนคนที่เอาแต่ใจ ช่างเสียดสีประชดประชัน พูดเร็ว และไม่มีความรู้สึกผิดในสิ่งที่ตัวเองทำ เมื่อจะร้ายก็แผ่รังสีอำมหิตออกมาได้น่ากลัวโดยไม่ต้องทำตาถลน หรือเกรี้ยวกราด อาร์มี่ แฮมเมอร์ กับนาธาน เลน ก็มาช่วยแจกมุขตลกให้ครื้นเครงได้ดี ส่วนลิลี่ คอลลินส์ ก็เล่นได้น่ารัก และไม่ถูกนักแสดงที่เก๋ากว่ากลืนไป

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 14,108 other followers