Guardians of the Galaxy: ในความเห็นของคุณ

Guardians_Of_The_Galaxy_TRC0060_comp_v.JPGGuardians of the Galaxy ถูกประเมินว่าจะเปิดตัวในอเมริกาเหนือ 65 ล้านเหรียญอย่างต่ำในสุดสัปดาห์นี้ครับ ซึ่งถ้าทำได้ตามเป้านี้น่าจะเป็นการเปิดตัวด้วยรายได้เดือนสิงหาคมที่สูงที่สุดตลอดกาล อย่างหนึ่งที่น่าจะส่งเสริมให้หนังทำได้ตามเป้าก็คือคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างดี จากการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังได้คะแนนเฉลี่ยจากนักวิจารณ์อยู่ที่ 7.7/10 ครับ มีนักวิจารณ์ชอบ 91% จาก 146 คนในตอนนี้ คะแนนวิจารณ์จากการประเมินของ Metacritic ก็ใกล้เคียงกันครับ อยู่ที่ 77/100

สิ่งที่หนังได้รับคำชมอย่างมากก็คือมุขตลกในหนังที่ฉลาด และสร้างความบันเทิงได้ตลอด ที่มีจากการร่วมเขียนบทของเจมส์ กันน์ และ นิโคล เพิร์ลแมน ผู้เขียนบทหญิงคนแรกของหนังมาร์เวล ทั้งยังสร้างตัวละครที่กลายเป็นขวัญใจอย่างกรูทกับร็อคเก็ต ที่เกิดจากการสร้างด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ส่วนที่เป็นข้อด้อยของหนังก็คือการที่มีหลายอย่างที่ต้องปูและต้องเล่าพร้อมกันเยอะมาก ซึ่งไม่สามารถให้รายละเอียดส่วนนั้นให้เข้าถึงอารมณ์มากพอ ซึ่งนักวิจารณ์ที่ชอบหนังก็จะบอกว่ามุขตลกต่างๆ ในหนังมาช่วยอุดรูรั่วเหล่านี้ได้

อีกส่วนที่ได้รับคำชมก็คือการพาผู้ชมย้อนระลึกถึงหนังผจญภัยอวกาศเกรดบียุค 70-80 และการใช้เพลง, ตัวละคร และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ชวนให้นึกถึงด้วยครับ

หนังเปิดตัวแล้วในบ้านเราตั้งแต่ 30 กรกฎาคมครับ ท่านที่ได้ชมแล้วรู้สึกยังไงกับหนังกันบ้างครับ มาใส่ความเห็นและคะแนนกัน

Read more of this post

About these ads

Dawn of the Planet of the Apes – ในความเห็นของคุณ

dawn of the planet of the apes full trailerDawn of the Planet of the Apes เข้าฉายแล้วในสุดสัปดาห์นี้ครับ และได้รับคำวิจารณ์ด้านดีอย่างมากมาย ในแง่เทียบกับภาคที่แล้ว Rise of the Planet of the Apes อาจมีเสียงแตกอยู่บ้างว่าภาคไหนดีกว่ากัน แต่ความเห็นที่พ้องกันมากที่สุดก็คือเป็นหนังฉายทั่วไปที่ดีที่สุดประจำซัมเมอร์ปี 2557 นี้ครับ

สาเหตุที่ผู้ชมส่วนใหญ่มองว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดของซมเมอร์ปีนี้ก็คือ หนังมีบทที่ฉลาด ผสมฉากเทคนิคพิเศษ ฉากบู๊ และฉากอารมณ์ได้อย่างกลมกลืน ในแง่งานโมชั่นแคปเชอร์ยังยอดเยี่ยมกว่าภาคที่แล้วและน่าจะได้เข้าชิงออสการ์ปีหน้า บ้างถึงกลับบอกว่าแอนดี้ เซอร์กีส คู่ควรที่จะได้เข้าชิงรางวัลสุดๆ แม้ว่าจะเป็นการแสดงผ่านโมชั่นแคปเชอร์ก็ตาม

คะแนนของนักวิจารณ์นั้น จากการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังมีนักวิจารณ์ชอบ 91% มีคะแนนเฉลี่ย 8/10 จาก 164 บทวิจารณ์ในตอนนี้ คะแนนของ Metacritic ที่เป็นการรวมคะแนนจากนักวิจารณ์หัวกะทิก็ค่อนข้างดีครับ ได้ 79/100 จาก 45 นักวิจารณ์ ส่วนคะแนนผู้ชมที่เป็นสมาชิกของ imdb ก็ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ได้ 8.8/10 จาก 8,200 กว่าผู้โหวตในตอนนี้

และด้วยคำวิจารณ์ด้านดีขนาดนี้ บวกกับสุดสัปดาห์นี้ไม่มีหนังที่แข็งแรงพอจะสู้ได้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าหนังน่าจะเปิดตัวด้วยรายได้อย่างต่ำ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ ในสุดสัปดาห์แรกครับ มากกว่าภาคแรกที่เปิดตัวด้วยรายได้ 54 ล้านเหรียญสหรัฐ

ท่านที่ชมหนังเรื่องนี้แล้วมีความเห็นยังไงกันบ้างครับ ให้คะแนนกันเท่าไหร่ ชอบกว่าภาคแรกไหม และเห็นด้วยไหมว่านี่เป็นหนังซัมเมอร์ที่ดีที่สุดจนถึงตอนนี้ของปีนี้ครับ

Read more of this post

Transformers: Age of Extinction – ในความเห็นของคุณ

TFM4 image 06Transformers: Age of Extinction เข้าฉายในบ้านเราแล้วตั้งแต่เมื่อค่ำวันพุธที่ผ่านมาครับ และกระแสก็ออกเป็นสองฝั่งค่อนข้างชัดเจน คือไม่ดีก็แย่เลย แต่สำหรับความเห็นเบื้องต้นจากนักวิจารณ์ในสหรัฐส่วนใหญ่ออกไปในทางแย่

คะแนนจากการประเมินของ Metacritic บอกว่าหนังได้ 30/100 ซึ่งต่ำที่สุดกว่าทุกภาค เมื่อเรียงจากภาคแรกได้ 61/100 ภาคสองได้ 35/100 และภาคสามได้ 42/100 ส่วนคะแนนจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ก็ไปในทางเดียวกัน หนังมีนักวิจารณ์ชอบตอนนี้ 18% โดยได้คะเนนเฉลี่ยที่ 3.8/10 เปรียบเทียบกับภาคแรกที่ชอบ 58% คะแนนเฉลี่ย 5.8/10 ภาคสอง 19% – 3.9/10 และภาคสาม 36% – 4.9/10

แต่ไม่ว่าคะแนนจากนักวิจารณ์จะออกมายังไง หนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นหนังที่ผู้คนตั้งตารอคอยไปชมกัน หนังทำเงินในบ้านเราไปแล้ว 40 ล้านบาท จากการฉายรอบพิเศษวันพุธรวมกับเมื่อวานนี้ ซึ่งเฉพาะรอบค่ำวันพุธก็ได้ถึง 15 ล้านบาทแล้ว มากกว่ารายได้เปิดตัวหนังรอบปกติในบ้านเราของหลายเรื่องด้วยซ้ำ

ขณะที่ในสหรัฐก็มียอดจองตั๋วล่วงหน้าสุดสัปดาห์นี้ที่ Fandago เกิน 96% ไปแล้ว มีโอกาสสูงที่จะทำเงินเกิน 100 ล้านเหรียญในสหรัฐสุดสัปดาห์นี้ครับ ในรายงานบอกด้วยว่า 92% ที่จองตั๋วเคยดูภาคหนึ่งภาคใดมาก่อน, 83% เป็นแฟนของผู้กำกับไมเคิล เบย์, 76% บอกว่าการที่ได้มาร์ค วอห์ลเบิร์ก มารับบทนำทำให้เลือกดูหนัง และ 75% บอกว่าไดโนบ็อททำให้อยากมาดูหนังมากขึ้น

แล้วเพื่อนผู้อ่านเว็บไซต์ของเราล่ะครับ ชอบหนัง หรือไม่ชอบยังไงบ้าง ถูกใจแค่ไหน เทียบกับสามภาคแรกแล้วชอบอะไรมากกว่า แล้วอะไรที่ทำให้อยากไปดูหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษครับ

Read more of this post

How to Train Your Dragon 2 – ในความเห็นของคุณ

??????????????????????????ในตอนนี้ How to Train Your Dragon 2 น่าจะเป็นหนังซัมเมอร์ที่มีคะแนนจากนักวิจารณ์ดีที่สุดในตอนนี้ จากการประเมินของ Rotten Tomatoes ครับ มีนักวิจารณ์ชอบ 92% และมีคะแนนเฉลี่ยที่ 7.8/10 ส่วนคะแนนจากผู้ชมที่เป็นสมาชิก imdb ก็อยู่ที่ 8.8/10 ครับ

นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชมว่าหนังพัฒนาและเติบโตขึ้นจากภาคแรกมาก ซึ่งผมเห็นด้วยเลย เนื้อหาในเรื่องซับซ้อนขึ้น และยังขยายขอบเขตของเรื่องราวไปไกลขึ้นจากภาคแรกมากเหมือนโลกที่กว้างขึ้น มีเนื้อหาที่มีส่วนเอาใจทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ขณะที่งานอนิเมชั่นก็ยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก ทั้งในแง่รายละเอียด แสงเงา การเคลื่อนไหว ด้านงานสร้างก็ดูดีขึ้นด้วย มีงานกำกับภาพที่สวยและเหมือนหนังคนแสดงแบบที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูขลังขึ้น งานดนตรีประกอบก็เป็นอีกสิ่งที่โดดเด่นครับ

แต่หนังก็มีส่วนที่ยังสู้ภาคแรกไม่ได้อยู่บ้างในเรื่องของอารมณ์ ทั้งนี้เพราะภาคแรกเหมือนมีเรื่องราวเดียว ธีมเดียว และใช้เวลาทั้งเรื่องขยี้ประเด็นนั้นจนสุด ทำให้ตราตรึงมากๆ ขณะที่ภาคนี้มีความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง มีหลายเรื่องราวมากขึ้น ซึ่งการแบ่งเวลาให้แต่ละส่วนก็ทำได้ในระดับพอซาบซึ้ง แต่ยังไม่จี๊ดสุดๆ ได้เท่าภาคแรก กระนั้น โดยรวมแล้วก็ยังเป็นหนังที่สนุก ตื่นเต้น ให้ความบันเทิง และมีดีที่พอจะได้เข้าชิงรางวัลต่างๆ ในปีหน้าครับ

แล้วคุณล่ะครับ ประทับใจ How to Train Your Dragon 2  แค่ไหน และถ้าเทียบกับภาคแรกแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

Read more of this post

Maleficent: ในความเห็นของคุณ

??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????Maleficent หนังเทพนิยายตามรอย Alice in Wonderland และ Oz the Great and Powerful เข้าฉายแล้วในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้ครับ หนังทำรายได้เปิดตัววันแรก 10.32 ล้านบาท ตามรายงานของไบโอสโคป ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก มีโอกาสที่หนังจะทำเงินถึง 100 ล้านบาทแน่ๆ

สำหรับในแง่คะแนนจากนักวิจารณ์ในสหรัฐ ถ้าประเมินจาก Rotten Tomatoes ก็ออกมาแบบก้ำกึ่งมากๆ ครับ มีนักวิจารณ์ชอบ 51% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6/10 ส่วนคะแนนจากผู้ชมทั่วไปที่เป็นสมาชิก imdb หนังได้คะแนนอยู่ที่ 7.5/10

สำหรับผม เห็นว่าหนังสนุกในระดับกลางๆ และทั้งหมดที่สนุกได้มาจากการแสดงของแอนเจลีนา โจลี อย่างเดียวเลย ทุกครั้งที่เธอออกมา ผมสนุกในการติดตามชมการแสดงของเธอมาก ชอบที่เธอไม่ค่อยขยับกล้ามเนื้อใบหน้ามาก แต่เล่นผ่านสายตาที่แสดงความรู้สึกต่างๆ ได้น่าประทับใจ ส่วนการเล่าเรื่องของหนังค่อนข้างทื่อ การพัฒนาของตัวละครก็ดูเหมือนจะขาดความสมจริงที่จะทำให้เราเชื่อในการตัดสินใจทำบางอย่างเมื่อเทียบกับเอลซ่าใน Frozen หรือธีโอดอรา ใน OzThe Great and Powerful งานเทคนิคพิเศษก็ถือว่าเฉยๆ เมื่อเทียบกับ Oz และ Alice ครับ

คิดเห็นยังไงต่อหนังบ้างครับ ให้คะแนนกันเท่าไหร่ มาใส่ความเห็นกันเลย

Read more of this post

Edge of Tomorrow: ในความเห็นของคุณ

????????????????????แม้ตัวอย่างหนังเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ตัวหนังจริงๆ หลังจากออกฉายแล้วได้รับคำวิจารณ์ด้านบวกอย่างมากครับ จากการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังมีนักวิจารณ์ชอบ 90% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.4/10 จาก 164 วิจารณ์ในตอนนี้ ความเห็นโดยรวมบอกว่าหนังโลดโผน มีการแสดงที่ดี ตลก และฉลาด ทั้งยังเป็นข้อพิสูจน์ว่าทอม ครูส ยังคงแบกรับหนังบ็อกซ์บัสเตอร์แนวบู๊เขย่าขวัญได้ดีอยู่

ไม่เพียงเป็นการกลับมาอย่างยอดเยี่ยมของครูสเท่านั้น (บางนักวิจารณ์บอกว่าเป็นหนังดีที่สุดของครูสนับจาก Mission Impossible: Ghost Protocol) นักวิจารณ์บางคนไม่ลืมที่จะพูดถึงผู้กำกับดั๊ก ไลแมน ด้วย และชมว่าเป็นงานดีที่สุดนับจาก Bourne Idenity การได้เอ็มมิลี่ บลันท์ มารับบทนำหญิงของเรื่องที่เป็นสาวแกร่ง ทหารที่เก่งกว่าใครทุกคนในหนัง ก็ทำให้หนังมีความแตกต่างจากหนังบู๊ทั่วไป

สำหรับผมแล้ว Edge of Tomorrow เป็นหนังซัมเมอร์ที่ชอบที่สุดในตอนนี้ รวมกับ X-Men: Days of Future Past อีกเรื่องเลย เรื่องราววนลูบเวลาในหนัง อาจไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เพราะเคยมีหนังอย่าง Groundhog Day, Run Lola Run และ Source Code ทำมาก่อน แต่หนังก็มีลูกเล่นในการเล่าเรื่องที่ผสมตลกร้ายๆ ให้มีความโดดเด่นเฉพาะของตัวเองออกมา ฉากบู๊ งานสร้าง และเทคนิคพิเศษก็ไม่ใช่สิ่งแปลกตา แต่ก็สร้างสรรค์ออกมาได้ลงตัว เสริมอารมณ์และบรรยากาศของหนังได้ดี ที่สำคัญก็คือการเล่าเรื่องที่ลื่นไหล เข้าใจง่าย และสนุกอย่างต่อเนื่องครับ

อ่านความเห็นจากเพื่อนที่อ่าน All You Need is Kill ที่เป็นต้นฉบับนิยายมาก่อน บอกว่าแม้จะดัดแปลงให้ฮอลลีวู้ดจ๋า และเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่างมาก แต่ก็ยังคงองค์ประกอบสำคัญที่ดีของนิยายไว้ได้ และสนุกสุดทางในแบบของมันเอง

เพื่อนๆ ที่ชมแล้วรู้สึกยังไงต่อหนังบ้าง ให้คะแนนกันเท่าไหร่ ชอบแค่ไหนเมื่อเทียบกับหนังไซไฟของทอม ครูส ด้วยกัน หรือหนังแนววนลูบเวลาเหมือนกันครับ ส่วนใครที่อ่านนิยายหรือมังงะมาก่อน เทียบกันแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ ใส่ความเห็นมากันเลย และช่วยเตือนล่วงหน้าด้วยหากจะมีการบอกเนื้อเรื่องสำคัญหรือสปอยล์ เพื่อกันคนที่ยังไม่ได้ดูหนังไม่ให้อ่านก่อนครับ

Read more of this post

X-Men: Days of Future Past – ในความเห็นของคุณ

xmen days of future past image 03หนัง X-Men: Days of Future Past ได้เข้าฉายในบ้านเราแล้วตั้งแต่ค่ำวันพุธที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา และคิดว่าคงทำให้เพื่อนผู้อ่านหลายท่านอยากจะพูดถึงหนังอย่างมาก วัดได้จากการแสดงความเห็นในบทความที่เกี่ยวข้องกับหนังกันเยอะมาก เลยรีบเปิดพื้นที่ให้เลยครับ

รายงานบอกว่าหนังน่าจะเปิดตัวในสหรัฐอย่างต่ำ 115 ล้านเหรียญครับ อาจเป็นตัวเลขเปิดตัวสูงสุดอันดับต้นๆ ของหนังปีนี้ทั้งหมดเลย ด้านคำวิจารณ์ก็ดีมาก วัดจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ที่ล่าสุดมีบทวิจารณ์แล้ว 113 ชิ้น มีนักวิจารณ์ชอบ 92% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5/10 ครับ คะแนนจากการประเมินของ Metacritics ก็สูงถึง 74/100 จาก 34 บทวิจารณ์ ส่วนคะแนนจากการโหวตของผู้ใช้เว็บ imdb ก็อยู่ที่ 8.9 ในตอนนี้ จาก 13,930 โหวต

คำวิจารณ์ด้านดีส่วนใหญ่มาจากการที่บทหนังเขียนโยงกับภาคเก่าๆ ได้อย่างค่อนข้างกลมกลืนและช่วยแก้ไขส่วนที่แฟนๆ ไม่ชอบจากภาคก่อนๆ ให้กลับเข้าที่เข้าทาง เนื้อเรื่องมีเซอร์ไพรส์หลายอย่าง และมีการสร้างฉากที่มีวิสัยทัศน์โดดเด่นอย่างฉากการใช้พลังของควิกซิลเวอร์ และบลิงก์ ครับ

ผมเขียนในทวิตเตอร์ว่านี่เป็นภาคที่ดีที่สุด มาคิดดูอีกทีแล้วอาจรีบเขียนเพราะสนุกกับหนังมากไปหน่อย มันอาจไม่ใช่ภาคที่ดีที่สุดในแง่โครงสร้างและความลึกของบทหนัง เพราะ X-Men: First Class อาจดีกว่าในแง่นี้ แต่มันเป็นภาคที่ทำให้ฟินที่สุดแล้วกันครับ และมันก็ทำหน้าที่หลายอย่างมากกว่าแค่การเป็นหนังซัมเมอร์ที่ฉลาดเรื่องหนึ่งด้วย มันทำหน้าที่แก้ไขข้อผิดพลาดบางอย่างในภาคก่อนๆ ด้วย ซึ่งทำได้บรรลุผล

คิดยังไงต่อหนังกันบ้างครับ ให้คะแนนเท่าไหร่ ใส่ความเห็นกันเลย

ปล. กรุณาอย่าสปอยล์ฉากสำคัญนะครับ ช่วยให้ความเห็นเพียงใส่ความรู้สึกเท่านั้น เลี่ยงการบอกรายละเอียดของเนื้อเรื่องครับ ถ้าต้องสปอยล์จริงๆ ขอให้แจ้งก่อนในบทความด้วยเพื่อท่านอื่นที่ยังไม่ได้ชมจะได้อ่านข้ามไป

Read more of this post

Godzilla: ในความเห็นของคุณ

GODZILLAGodzilla เปิดตัวแล้วในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้ครับ ได้ยินว่าทำเงินวันแรกในวันพฤหัสบดีไปราว 12 ล้านบาท และถ้าวันเสาร์-อาทิตย์ มีผู้ไปชมมากกว่า หนังน่าจะเปิดตัวสัปดาห์ไปราว 50-60 ล้านบาทในบ้านเรา ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงใช้ได้

ในแง่คำวิจารณ์ คำชมส่วนใหญ่คงอยู่ที่การสร้างฉากปรากฏายของก็อดซิลล่า และช่วง 20 นาทีสุดท้ายของหนัง งานกำกับของแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ ก็ถือเป็นอีกอย่างที่ได้รับคำชม โดยเฉพาะการสร้างฉากคารวะหนังต้นฉบับปี 1954 และฉากที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังของสตีเวน สปีลเบิร์ก แต่โดยส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องกันในเรื่องบทหนังในส่วนของตัวละครมนุษย์ที่ไม่อาจสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้ชมได้ รวมถึงการใช้นักแสดงได้ไม่คุ้มค่า

คะแนนวิจารณ์ล่าสุดจากการประเมินของ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 73% ของคำวิจารณ์ด้านบวก และคะแนนเฉลี่ย 6.5/10 จาก 181 บทวิจารณ์ในตอนนี้ครับ ส่วนคะแนนจากผู้ชมที่เป็นสมาชิก imdb ล่าสุดอยู่ที่ 7.9/10 จาก 20,000 โหวต เพื่อนผู้อ่านเว็บทุกท่านมีความเห็นยังไงกับหนังบ้างครับ ให้คะแนนเท่าไหร่ ชอบหรือยังรู้สึกว่าขาดอะไรไปบ้าง มาร่วมใส่ความเห็นกันเลยครับ Read more of this post

The Amazing Spider-Man 2 ในความเห็นของคุณ

?????????????????????????????????The Amazing Spider-Man 2 เข้าฉายในบ้านเราด้วยรอบพิเศษตั้งแต่เย็นวันพุธที่ผ่านมา และความเห็นของผู้ชมก็มีสองฝั่งเลย ทั้งชอบ และไม่ชอบแทบจะพอๆ กัน

ส่วนที่ชอบก็มักพูดถึงการแสดงที่เข้าขากันของแอนดร์วู กราฟิลด์ กับเอ็มมา สโตน รวมถึงการออกแบบฉากแอ็คชั่นที่น่าตื่นเต้นและตื่นตาของผู้กำกับมาร์ค เว็บบ์ บางความเห็นบอกด้วยว่าดีกว่าภาคแรก ขณะที่ส่วนที่ไม่ชอบก็พูดถึงการที่ตัวละครมีมากเกินไป การเล่าเรื่องที่ยุ่งเหยิง บทหนังน่าจะดูเป็นส่วนที่โดนโจมตีมากที่สุดซึ่งบางความเห็นน่าสนใจที่บอกว่าหนังยังไม่สามารถทำให้ติดตาได้ว่าการ์ฟิลด์คือปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ หรือไอ้แมงมุม แบบที่บทหนังของฉบับแซม ไรมี่ ทำให้เชื่อได้ว่าโทบี้ แม็คไกวร์ เป็น หรือบทหนังของ Iron Man ที่ทำให้เชื่อได้ว่าโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ เป็นโทนี่ สตาร์ก

ความเห็นคล้ายกับความเห็นโดยสรุปของ Rotten Tomatoes ซึ่งจากจำนวนบทวิจารณ์ที่รวมมาตอนนี้ 186 บทวิจารณ์ มีนักวิจารณ์ที่ชอบเพียง 56% คะแนนเฉลี่ย 5.9/10 บางนักวิจารณ์เปรียบเทียบว่าหนังอยู่ระดับเดียวกับ Batman Forever เลย

ส่วนความเห็นจากผู้ชมทั่วไป เราดูได้ที่ imdb ครับ ซึ่งจากสมาชิกที่ลงคะแนนตอนนี้ 4 หมื่นกว่าคน คะแนนอยู่ที่ 7.6/10 อาจมากกว่านักวิจารณ์ และถูกมองว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แต่ถ้าใครที่ติดตามดูคะแนนของเว็บนี้จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีคะแนนลดลงไปอีกเมื่อเวลาผ่านไป

แล้วเพื่อนผู้อ่านมีความคิดเห็นยังไงต่อหนังบ้างครับ ใส่ความเห็นและคะแนนกันมาเลย หากถ้าจะเผยเนื้อเรื่องสำคัญ หรือสปอยล์ โปรดเตือนก่อนล่วงหน้าด้วยครับ เพื่อให้ผู้อ่านท่านอื่นที่ยังไม่ได้ดูได้เลี่ยงไปก่อน

Read more of this post

ความเห็นผู้ชมต่อหนัง The End ผู้หญิงเลือกได้

the end image 01สำหรับผู้ที่อยากชมหนังไทยในสุดสัปดาห์นี้ มีหนังเรื่อง The End ผู้หญิงเลือกได้ ของผู้กำกับภาม รังสี จาก “โลงจำนำ” เปิดตัวฉายแบบจำกัดโรงครับ ซึ่งดูเหมือนว่าความเห็นจากผู้ที่ชมมาแล้วก็ออกไปในทางบวกเป็นส่วนใหญ่ด้วย

นักดูหนัง @WaveKUNG พูดถึงหนังเอาไว้ในทวิตเตอร์ว่า “ถึงแม้บทของ ‘The End’ จะหลวม แต่การถ่ายภาพและวางองค์ประกอบภาพนี่ตรงใจเรามากระดับ A+ คือถ้าเราถ่ายภาพหรือทำหนังก็จะจัดวางแบบนี้ ในขณะเดียวกันทีมนักแสดงหน้าใหม่ใน The End ก็เล่นได้เป็นมนุษย์มนาดี คงเป็นเพราะส่วนนึง ผกก. ภาม รังสี ใช้วิธีการแบบให้นักแสดงด้นสดด้วยแหละ” เป็นความเห็นที่ออกไปในทางเดียวกับ @EarthCDBD ที่ให้คะแนนหนัง 6.5/10 “หนังไทยอินดี้ของเรื่องสาวอาร์ตตัวแม่ กล้าและแปลกโลกไม่สวย สิ่งที่โดดเด่นคือ งานภาพ เพลงประกอบ และการแสดงของนางเอก นาตาลี ดูเชียง นางเอกเรื่อง The End คือหน้าเก๋หุ่นดีเซ็กซี่ขึ้นกล้องมากๆ ยังเล่นดีอีกด้วย มีเสน่ห์น่าจับตามองมากๆ

อีกความเห็นในแง่บวกมาจาก @prapasawat บอกว่า “The End ผู้หญิงเลือกได้ | เปรี้ยวปรี๊ด ติสต์แตกเล็กๆ และกล้ามากที่จบแบบไม่มี end credit” จาก ‏@OaterALMIGHTY บอกว่า “The End – หนังไทยอินดี้ติสๆ เพลงเพราะมาก นางเอกสวยมาก ภาพสวย เข้าใจง่าย ที่สำคัญกวนตีนเกินคาด! น้ำแทบพุ่ง!” และจาก @Nangdee.Com บอกว่า “The End ดูจากโปสเตอร์แล้วเหมือนหนังจะอินดี้ แต่.หนังดีเกินดาดไม่ได้อินดี้อย่างที่คิด ภาพสวย(มากกกกก)จริงๆ จังหวะของภาพกับดนตรีลงตัว นักแสดงแม้จะหน้าใหม่แต่ก็แสดงโอเค นับว่าเป็นหนังม้ามืดของสัปดาห์นี้ ที่คอหนังไม่ควรพลาด

@adamy ผู้กำกับ “สารวัตรหมาบ้า“มีความเห็นถึงหนังด้วยว่า “The End คือหนังที่สนุก ผมไม่อยากให้คนชอบดูหนังพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

The End เล่ามุมมองและการเรียนรู้ความรักของ แอล (นาตาลี ดูเชียง) หญิงสาวสมัยใหม่ที่ถูกโบร๋ว (ยุรนันท์ พรนำโชคชัย) คนรักของเธอ ทำให้ผิดหวังจากนิสัยเจ้าชู้ แอลตัดสินใจจบความรักครั้งนี้และคิดประชดชีวิตด้วยการทำตัวเหลวแหลก จึงชวน มิ้นท์ (ณัชชา สุผลากร) เพื่อนรักออกเที่ยวผับ ตั้งใจจะปล่อยตัวกับผู้ชายไม่เลือกหน้า ซึ่งทำให้แอลต้องมีผู้ชายเข้ามาพัวพันถึงสามคน ได้แก่ ต้น (วรุตม์ ภัทราเวสส์สกุล) ชายหนุ่มโรแมนติคนิสัยดี ที่แอลพบในผับ และเขาอาจเป็นความรักครั้งใหม่, บุ๊ค (ประเสริฐสุข เหมทานนท์) บาร์เทนเดอร์จอมกะล่อน ที่แอลหวังจะปล่อยตัวปล่อยใจในคืนนั้น แต่แอลก็ยังมีโบร๋ว คนรักเก่าที่ลึกๆแล้วแอลก็ยังไม่ลืม ซึ่งทั้งหมดจะมาเปิดมุมมองความรักของแอล และเธอก็ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใคร

รายละเอียดกับเกี่ยวกับโรงฉายและข้อมูลเพิ่มเติมของหนังอ่านได้ที่เฟซบุคของหนัง 

Read more of this post

Captain America: The Winter Soldier – ในความเห็นของคุณ

captain america the winter soldier reader reviewจำเป็นต้องรีบเปิดพื้นที่ให้เพื่อนๆ ผู้อ่านได้คุยและพูดถึงหนัง Captain America: The Winter Soldier ทั้งนี้เพราะเพื่อนบางคนสงสัยบางอย่าง และมีเพื่อนบางคนพยายามอธิบาย แต่อยู่ในบทความอื่นซึ่งเกรงว่าจะเป็นการหลุดสปอยล์หนัง หรือบอกเนื้อเรื่องสำคัญครับ เลยอยากให้มาคุยกันที่นี่เลยสำหรับผู้ที่ชมแล้วอยากถามในเรื่องไหน เผื่อจะได้ช่วยกันเล่าและอธิบาย (รายงานว่าหนังมี easter egg เยอะพอสมควร ซึ่งสายตาของผมไม่ไว จึงเห็นแค่นิดหน่อย แต่หูได้ยินชื่อหลายชื่อเหมือนกัน คงต้องไปสืบหาทีหลัง – เพิ่มเติม marvelthailandfan ได้รวบรวมมาเท่าที่พบ ลองเข้าไปดูกันครับ) คงต้องไปและสำหรับเพื่อนผู้อ่านเว็บที่อยากวิจารณ์หนังด้วยครับ

สำหรับความเห็นของนักวิจารณ์ ตามการประเมินของ Rotten Tomatoes ก็ถือว่าสูงมากสำหรับหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลครับ จาก 154 บทวิจารณ์ที่รวมมาตอนนี้ มีนักวิจารณ์ชอบ 87% คิดเป็นคะแนนเฉลี่ย 7.5/10 ซึ่งสูงกว่า Captain America: The First Avenger ภาคแรก ที่มีนักวิจารณ์ชอบ 79% คะแนนเฉลี่ย 6.9/10

ท็อด แม็คคาร์ธี จาก The Hollywood Reporter ชมการแสดงที่เข้าขากันของคริส เอแวนส์ กับ สการ์เลต โจแฮนสัน และชมการที่หนังไม่มุ่งเน้นไปที่ฉากบู๊ที่ใช้ซีจีอลังการ แต่ใช้ฉากบู๊ตื่นเต้นเร้าใจแบบหนังยุคเก่าแทน สอดคล้องกับออลนโซ ดูรัลด์ จาก The Wrap ที่ที่ผู้สร้างชุดนี้ของมาร์เวลว่า “กล้าที่จะออกมานอกพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง” ส่วนเคนเนธ ทูแรน จาก LA Times ชมปนติว่า “เป็นทุกอย่างที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์จะเป็นได้ ยกเว้นเป็นแรงบันดาลใจ

ส่วนนักวิจารณ์ออนไลน์ อาร์มอนน์ วอร์แมน จาก HeyUGuys บอกว่า”เป็นหนังมาร์เวลเดี่ยวๆ ที่ดีที่สุด และก็ยังเป็นการตีความตัวละครที่ง่ายและดีที่สุดบนจอหนังจนถึงตอนนี้

ในแง่รายได้ THR รายงานว่าหนังมีโอกาสที่จะเปิดตัวด้วยรายได้ราว 90-100 ล้านเหรียญ ทุบสถิติรายได้ตลอดกาลประจำเดือนเมษายนในสหรัฐครับ ซึ่ง Fast Five ครองสถิติไว้ที่ 86 ล้านเหรียญ ขณะที่ยอดจองตั๋วล่วงหน้าก็ทุบสถิติไปแล้ว รายได้ในบ้านเราก็ทุบสถิติเช่นกัน เพราะตามรายงานของ disneyfilmfan บอกว่า หนังมีโอกาสเปิดตัวทะลุ 100 ล้านบาทในสุดสัปดาห์วันหยุดนี้ และรายได้เปิดตัววันแรก 3 เมษายนก็สุงถึง 17.1 ล้านบาทครับ ทุบสถิติเดือนเมษายนของบ้านเรา

เพื่อนๆ ที่ชมหนังแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง ชอบแค่ไหนในบรรดาหนังมาร์เวลด้วยกัน เห็นด้วยไหมที่นักวิจารณ์บางคนบอกว่าเป็นหนังมาร์เวลเดี่ยวๆ ที่ดีที่สุด และมีใครเห็นอะไรในหนังที่ชอบเป็นพิเศษจนอยากเล่าไหม เขียนกันมาเลยครับ

Read more of this post

The LEGO Movie: ในความเห็นของคุณ

LEGOหนังที่สร้างจากของเล่นที่ผ่านมา บางเรื่องอ่านทำเงินถล่มทลาย เช่น Transformers แต่ยังไม่เห็นว่ามีเรื่องไหนจริงๆ ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ ยกเว้นเรื่องล่าสุดนี้ The LEGO Movie ครับ หนังใช้ทุนสร้าง 60 ล้านสหรัฐ ด้วยเทคนิคสต็อปโมชั่นผสมคอมพิวเตอร์กราฟฟิก แต่เพียงแค่เปิดตัวสัปดาห์แรกในสหรัฐก็ทำเงินสูงถึง 69 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว และยังเป็นแชมป์รายได้ติดต่อกันถึง 3 สัปดาห์ เวลาผ่านมาขนาดนี้แล้วก็ยังทำเงินทั่วโลกไปถึง 363.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่คำวิจารณ์ก็ดีมากๆ นักวิจารณ์กว่า 96% ชอบหนังเรื่องนี้ และให้คะแนนเฉลี่ยสูงถึง 8.2/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes ครับ ซึ่งคะแนนสูงและรายได้ดีแบบนี้ ปีหน้ามีโอกาสได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อย่างแน่นอน

ความเห็นโดยรวมจากนักวิจารณ์สรุปว่าเป็นหนังที่มีบทฉลาด เล่าเรื่องสนุก มีมุขตลกที่ฮา และเสียดสี ทั้งยังให้แรงบันดาลใจด้วย ที่สำคัญก็คือเป็นหนังที่เด็กกับผู้ใหญ่สามารถสนุกร่วมกันได้ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

ความเห็นของนักดูหนังบ้านเราก็ดูจะไปในทางเดียวกันกับนักวิจารณ์ในสหรัฐครับ Filmzlap พูดถึงข้อดีของหนังเอาไว้ในบทวิจารณ์ว่าลำพังการเอาตัวต่อเลโก้มาทำท่าทางเคลื่อนไหว สร้างสรรค์เป็นเส้นเรื่องในหนังใหญ่ให้แฟนๆได้ดู ก็ว่าอัศจรรย์ใจมากพอแล้ว หนังเรื่องนี้ยังมาพร้อมไอเดียในการเล่าเรื่องที่ดี และกลายเป็นหนังที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย หาใช่แต่เหมาะสำหรับเด็กๆที่ชอบเล่นตัวต่อเพียงอย่างเดียว ด้วยเพราะหนังมีอะไรที่เข้าถึงความรู้สึกผู้ชมได้มากกว่าที่เราคิด

ส่วน A-tis Aom Thammaruja ก็มีการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าสิ่งที่โดดเด่นมากใน The Lego Movie คือจังหวะ Comedy ที่เฉียบคม ซึ่งถ้าพูดกันง่ายๆก็จัดได้ว่า “ไทยมาก” แก๊กต่างๆตรงจริตคนไทย อาจสามารถคาดเดาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่จังหวะขยี้มุกของมันถูกที่ถูกเวลาทุกครั้ง จนอาจเรียกได้ว่าเป็นหนังจังหวะนรก (คำชม) และภายใต้จังหวะขยี้สุดมันส์นี้ก็ยังสามารถนำเอกลักษณ์ของ Lego มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (ลองเช็คชื่อ Cast ทีมพากย์แล้ว ก็ดูทรงพลังอยู่พอตัว)

ท่านผู้อ่านคิดยังไงกับหนังบ้างครับ หลังจากชมหนังเรื่องนี้แล้ว เชิญมาออกความกัน

Read more of this post

Non-Stop: ในความเห็นของคุณ

non-stop reader reviewฮอลลีวู้ดกำลังขาดแคลนพระเอกนักบู๊รุ่นใหม่อย่างมากๆ ครับ และหนังบู๊ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ในระยะหลังก็มาจากการแสดงบทบู๊ของดารารุ่นเก๋าที่บัดนี้หลายคนก็วัยเลย 60 ไปแล้ว และ Non-Stop ก็เป็นอีกเรื่องที่พิสูจน์ว่าดารารุ่นเก่ามีบารมีอย่างมากสำหรับหนังบู๊ หนังเปิดตัวในสหรัฐด้วยรายได้ 28 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นแชมป์รายได้ประจำสัปดาห์ รายได้ล่าสุดทั่วโลกในตอนนี้ก็คือ 76 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในแง่คำวิจารณ์ แม้จะออกมาแบบก้ำกึ่ง แต่จากการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังก็มีคำวิจารณ์ด้านบวกแบบคาบเส้นพอดีที่ 60% ครับ และได้คะแนนเฉลี่ย 5.8/10 จาก 185 บทวิจารณ์ คำวิจารณ์ด้านบวกบอกว่า เป็นหนังเอามันส์ เอาสนุก อย่าได้คิดหาเหตุผลอะไรมาก และหนังทำได้ถึงในแง่ความสนุก ขณะที่คำวิจารณ์ด้านลบบอกว่าหนังจำเป็นต้องมีเหตุผลที่น่าเชื่อรองรับ ซึ่งหนังเรื่องนี้ขาด ทำให้ไม่อาจสนุกกับฉากแอ็คชั่นได้

ส่วนนักดูหนังของบ้านเรา ดูเหมือนจะถูกคอกับหนังแนวนี้ครับ ผู้ชมดูเหมือนจะสนุกกันดีตามที่อ่านจากความเห็นผ่านทางทวิตเตอร์ ผู้กำกับปวีณ ภูริจิตปัญญา เขียนถึงหนังไว้ว่า “Non-Stop : โม้โคตรๆ แต่มันส์โคตรๆ ใครยังไม่ดูตย.แนะนำให้อย่าดู!! ข้ามไปเลย ดูแบบ4DXยังกะนั่งเครื่องบินไปกะเค้าด้วย!!” และผู้กำกับบรรจง ปิสัญธนะกูล ก็มีคำแนะนำว่า “Non-stop ลืมเหตุและผลไปก่อนแล้วจะดูเรื่องนี้สนุกมากกกกกกกกก ระทึกสุดๆ

ณัฐพงษ์ โอฆะพนม นักวิจารณ์จากคมชัดลึกในคอลัมน์ “เอกเขนกดูหนัง” ก็ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ในบทวิจารณ์ว่าจริงๆ แล้ว ความสนุกของหนังอย่าง Non-Stop เกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งพานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเช่นการฉายในระบบ 3 มิติ หรือออกแบบการฉายด้วยการเพิ่มอุปกรณ์และเทคนิคต่างๆ ระหว่างรับชมในโรง 4DX เพราะการผูกพล็อตเรื่อง สร้างตัวละคร ตลอดจนออกแบบสถานการณ์ให้สอดคล้อง กลมกลืน กับแนวทางอย่างที่หนังควรจะเป็น ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้หนังเรื่องหนึ่งสนุกแบบเอาอยู่ โดยไม่ปล่อยช่วงเวลาให้คนดูของเขาต้องเบื่อหน่าย ด้วยการผูกปมสร้างพล็อตที่ไม่เพียงดูสนุกอย่างต่อเนื่องแต่ยังขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้าอย่างมีจุดหมาย…และนี่คือความเก่งกาจของฮอลลีวู้ดที่สามารถรุกรานตลาดหนังได้ทั่วโลกอยู่ในเวลานี้

โดยส่วนตัวแล้ว Non-Stop เป็นหนังภาคบังคับสำหรับผม เป็นหนังที่อยากดูอยู่แล้ว เพราะชอบบทบาทแบบนี้ของเลียม นีสัน ดังนั้นคำวิจารณ์จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเท่าไหร่ว่าจะไปชมหรือไม่ ซึ่งแม้ว่าตอนนี้ยังไม่ได้ว่างไปดู แต่ก็คงจะไปดูแน่ๆ ครับ เพื่อนผู้อ่านเว็บคิดยังไงต่อหนังเรื่องนี้บ้างครับ ชมแล้วชอบแค่ไหน มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

300: Rise of an Empire – ในความเห็นของคุณ

300 rise of empire article 02ตามรายงานจากไบโอสโคปบอกว่า หนัง 300: Rise of an Empire เปิดตัวในบ้านเราวันแรกที่ 8.76 ล้านบาทครับ ซึ่งดูจากรายได้ประมาณนี้แล้วก็น่าจะทำเงินสูงระดับ 30-40 ล้านบาท ในการเปิดตัวสัปดาห์แรกที่บ้านเรา ส่วนคำวิจารณ์จากผู้ชมที่อ่านความเห็นส่วนใหญ่ในแท็ก movietwit ของทวิตเตอร์พบว่า ส่วนใหญ่ให้คะแนนกันอยู่ระหว่าง 6-7/10 ครับ มีเป็นประปรายที่ให้ระดับ 8 ขึ้นไป ขณะที่คะแนนจาก Rotten Tomatoes ก็ต่ำกว่าภาคแรก คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5/10 และมีนักวิจารณ์ชอบเพียง 44% จาก 90 วิจารณ์ในตอนนี้

ความเห็นของผู้ชมและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ไปในทางเดียวกันในแง่ที่หนังขาดความสดใหม่ และเนื้อเรื่องที่หย่อนยานกว่า 300 ต้นฉบับ พูดถึงความรุนแรงในหนังที่เน้นเลือดเยอะมาก มีฉากสโลว์โมชันเยอะมาก แต่ในส่วนของผู้ชมที่แม้จะเห็นว่ายังสู้ภาคแรกไม่ได้ แต่ก็หลายคนก็ยังรู้สึกสนุกกับหนังในระดับหนึ่ง

ส่วนที่เห็นตรงกันระหว่างผู้ชมกับนักวิจารณ์อีกข้องก็คือการแสดงของเอวา กรีน ครับว่า เธอครองหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องเหนือกว่านักแสดงชายล่ำๆ ทั้งมวล ครับ

เสียงติติงอีกอย่างที่พูดกันก็คือฉบับที่ฉายในบ้านเรานั้นมีการตัดออกไป 2 ฉาก และเป็นการตัดที่ทำให้อารมณ์ของหนังโดดจนรู้สึกได้ชัด หนึ่งในนั้นเป็นฉากเซ็กซ์อันเร่าร้อนของเอวา กรีน ส่วนตัวเดาว่าผู้สร้างต้องการตัดออกไปเพื่อให้หนังได้เรต น.15 ครับ

เพื่อนผู้อ่านเว็บที่ไปชมกันมาแล้วมีความเห็นยังไงต่อหนังกันบ้างครับ ทั้งความรู้สึกต่อตัวหนังเอง และเมื่อเทียบกับ 300 ภาคแรกด้วย ใส่ความเห็นกันมาเลยครับ

Read more of this post

ตี 3 คืน 3: ความเห็นหลังชม

3 AM Part 2 image 05ถ้าจุดประสงค์ของหนังผีคือการสร้างฉากผีๆ ให้เราลุ้นและกลัวได้ และทำให้เราบันเทิงได้ไปกับเรื่องราวผีๆ นั้น หนัง “ตี 3 คืน 3” ถือว่าทำออกมาได้บรรลุจุดประสงค์ มีหลายฉากในหนังทั้งสามตอนทำให้ผมตกใจ กลัว และลุ้นได้ และก็บันเทิงไปกับมันได้ แต่ทั้งหมดเป็นความบันเทิงในระดับ “ใช้ได้” เหมือนหนังที่เราดูฆ่าเวลาช่วงที่ไม่มีอะไรทำได้ ส่วนผู้ที่ต้องการความแปลกใหม่ หรือชั้นเชิงเท่ๆ หรือความสมเหตุสมผลในบท หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีให้ หรือเรียกได้ว่า “มีน้อย” 

หนังใช้ตอน “กงเต๊ก” โยงทั้งสามตอนเข้าด้วยกัน โดยให้ตัวละครในตอนนี้มีเล่าอีกสองตอนคือ “คืนสาม” และ “คอนแวนต์” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ก็เป็นวิธีการที่ดี แต่การโยงตัวละครของทั้งสามเรื่องเข้าด้วยกัน ยังไม่ค่อยเนียน แต่ก็พอถูไถ และดูเหมือนเป็นการโยงแบบง่ายๆ

คืนสาม” มีมุขหลอก มุขผีตุ้งแช่ ที่สอบผ่าน และทำให้เรากลัว ตกใจ และลุ้นได้ดีประมาณหนึ่ง เนื้อเรื่องก็สั้นๆ แบบบรรทัดเดียวจบ ส่วน “คอนแวนต์” ดูจะยืดยาดและมีฉากไม่จำเป็นอยู่บ้าง ปิดท้ายที่ “กงเต๊ก” ซึ่งผมรู้สึกว่าบทอีรุงตุงนัง ไม่สมเหตุผลที่สุด เหมือนพยายามจะให้หักมุมมากเกินไป แต่กลายเป็นตอนที่บันเทิงที่สุด เพราะใส่มุขฮาๆ ที่โดนๆ มาหลายมุข เป็นตอนที่รู้สึกว่าสามารถเอาไปขยายเป็นหนังยาวเต็มๆ ชั่วโมงนิดๆ ได้เลย และถ้ามีผู้เขียนบทเก่งๆ มาทำให้ก็จะทำให้เป็นหนังที่ฮาสยองและมีชั้นเชิงที่สนุกเรื่องหนึ่งได้

ลูกเล่นสามมิติของหนังมีน้อยเกินไป และธรรมดาเกินไป

6.5/10

Read more of this post

American Hustle: ความเห็นหลังชม

american hustle nycc2013American Hustle ใช้ชื่อไทยว่า “โกงกระฉ่อนโลก” ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าชื่ออาจทำให้ผู้ชมหลงทางว่านี่จะเป็นหนังที่เน้นเนื้อเรื่องการหักเหลี่ยมเฉือนชมแบบหนังโจรกรรม และการวางแผนจับคนโกงแบบพวก Ocean’s Eleven แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นหนังแนววิเคราะห์หรือนำเสนอพฤติกรรมตัวละคร หรือพวก character’s study ครับ เป็นการแฉให้เห็นถึงแรงจูงใจ การกระทำ และเบื้องหลังพฤติกรรมต่างๆ ของตัวละครที่ถูกนำเสนอในเรื่องที่ล้วนเป็นคนลวงและตอแหล ว่าทำไมพวกเขาทำอย่างที่เห็นอยู่ในหนัง ซึ่งหลักใหญ่แล้วก็เพื่อ “เอาตัวรอด” นั่นเอง

บ้างทำเพราะยอมเอาเปรียบดีกว่าถูกเอาเปรียบ บ้างทำก็เพราะชีวิตมีแต่ทางเลือกเลวๆ บ้างทำก็เพื่ออยากไต่เต้าจากจุดต่ำที่ตัวเองอยู่โดยไม่สนว่าใครจะเป็นอย่างไร หลอกกันไปหลอกกันมา บงการกันไปบงการกันมาเป็นทอดๆ การได้ดูตัวละครเหล่านี้เอาตัวรอดเป็นสิ่งที่สนุกมากๆ

หนังมีคำพูดโดนๆ ที่ทำให้เราสะอึกหลายครั้ง ซึ่งล้วนส่งเสริมแก่นของเรื่อง ให้เราตระหนักว่าทำไมบางคนยอมถูกหลอก มีการเน้นคำว่า “จริง” และคำที่มีความหมายเชิงว่า “ลวง” ไปตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีอะไรขาวหรือดำสนิท มีแต่ “เทาล้วนๆ” แต่ทั้งนี้ก็เพราะได้แสดงระดับยอดฝีมือมาเป็นผู้ปล่อยคำพูดเหล่านั้นด้วย สลับกับมุขตลกร้ายๆ ผ่านบทสนทนาและสถานการณ์ให้เราเพลินไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

ผู้กำกับเดวิด โอ. รัสเซล ยอดเยี่ยมในการสร้างฉากให้นักแสดงนำทุกคนได้มีฉากปล่อยของกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทั้งยังทำให้เราหลงรักและสงสารตัวละครเหล่านี้แม้ว่าบางตัวจะทำเลวก็ตาม เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ คือนักแสดงที่เด่นขโมยซีนทุกคน ฉากที่ตัวละครของเธอกับเอมี่ อดัมส์ ปะทะกัน ถือเป็นไฮไลท์ของหนังเลย แต่ขณะเดียวกัน การเข้าขากันอย่างมากระหว่างคริสเตียน เบล และเอมี่ อดัมส์ ก็ทำให้หนังมีน้ำหนัก และนำพาเรื่องราวไปจนถึงที่สุด

8/10

Read more of this post

Frozen: ความเห็นหลังชม

frozenFrozen เป็นมากกว่าหนังการ์ตูนเจ้าหญิงเรื่องหนึ่งของดิสนี่ย์ที่เปลี่ยนจากการวิธีวาดแบบคลาสสิคมาเป็นการ์ตูนคอมพิวเตอร์กราฟฟิก 3D หนังดัดแปลงหยาบๆ จากนิทาน The Snow Queen ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ที่นำมาเล่าเรื่องราวความรักของสองศรีพี่น้อง และมีแก่นพูดถึงการยอมรับความแตกต่างคล้าย X-Men แต่ใช้รูปแบบของละครเพลงบรอดเวย์ที่มีเพลงไพเราะที่ชวนให้นึกถึงละครเวทีอย่าง Wicked ผสมเรื่องราวอัศจรรย์ของการ์ตูนเจ้าหญิงคล้าย Beauty and the Beast ได้อย่างค่อนข้างกลมกลืม ขนขัน และสนุก ขณะเดียวกัน ก็มีตัวละครก็ทันสมัยและฉีกขนบของดิสนี่ย์ไปเกินคาด หักมุม เล่นและล้อกับสูตรการ์ตูนเจ้าหญิงของดิสนี่ย์ได้อย่างหรรษา ไปไกลจนถึงขั้นเป็นการ์ตูนที่เกย์ที่สุดที่ดิสนี่ย์เคยทำมา นี่จะเป็นการ์ตูนที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2014 แน่ๆ ครับ

ตัวละครเอกของหนังอาจเป็นสองศรีพี่น้อง แต่ตัวละครที่ขโมยซีนที่สุดคือโอลาฟ ที่ให้เสียงโดยจอช แกด

8/10

Read more of this post

The Hobbit: The Desolation Of Smaug – ในความเห็นของคุณ

THE HOBBIT: THE DESOLATION OF SMAUGThe Hobbit: The Desolation of Smaug ภาคสองของไตรภาคเดอะ ฮอบบิท ออกฉายแล้วในสุดสัปดาห์นี้ของบ้านเราครับ หนังทำรายได้เปิดตัววันแรกในบ้านเรา 10.71 ล้านบาท ตามรายงานของไบโอสโคป ผมจำไม่ได้ว่าภาคแรกเปิดตัวเท่าไหร่ครับ แต่จากรายได้ของภาคนี้ก็ถือว่าสูงใช้ได้ น่าจะทำเงินราว 40-50 ล้านบาท จากการฉายสัปดาห์แรกในบ้านเรา ส่วนรายได้ในสหรัฐนั้น มีรายงานว่าหนังน่าจะเปิดตัวราว 80 ล้านเหรียญครับ อาจต่ำกว่าภาคที่แล้วที่เปิดตัว 84.6 ล้านเหรียญนิดหน่อย

ในแง่คำวิจารณ์ หนังได้รับคำชมมากกว่าภาคแรก มีนักวิจารณ์ชอบ 74% คะแนนเฉลี่ย 6.9/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes สูงกว่าภาคแรกที่ได้ 65% และ 6.6/10 ครับ แต่แน่นอนว่ายังเป็นคะแนนที่สู้ไตรภาค The Lord of the Rings ไม่ได้

ความเห็นบวกต่อหนังของนักวิจารณ์ชมอย่างมากสำหรับฉากบู๊ช่วงท้ายเรื่องที่ตื่นเต้น และบอกว่านี่ควรเป็นหนังแบบที่ภาคแรกควรเป็น หนังยาว แต่ดำเนินเรื่องได้สนุกจนไม่รู้สึกเบื่อเลย ส่วนความเห็นแง่ลบต่อหนังก็บอกว่า แม้หนังจะบันเทิงอยู่บ้าน แต่ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นหนัง มีลักษณะเป็นตอนของซีรี่ส์มากกว่า หนังยาว 2 ชั่วโมง 41 แต่ไม่มีพัฒนาการทางเนื้อเรื่องหรือตัวละครเลย

ผมยังติดงานในสัปดาห์นี้ จึงยังไม่ว่างไปชมครับ เพื่อนผู้อ่านเว็บที่ได้ชมแล้ว ลองมาออกความเห็นกันครับ ชอบหนังแค่ไหน และชอบมากกว่าภาคแรกไหม เชิญใส่ความเห็นและคะแนนกันได้เลยครับ

ผมยังได้แนบใบปิดสุดท้ายของหนังที่เพิ่งปล่อยมาสดๆ ร้อนๆ วันนี้อยู่ที่ด้านในด้วยครับ

Read more of this post

Mary is Happy, Mary is Happy – ความเห็นจากผู้ชม

Mary is Happy teaserผู้กำกับเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ น่าจะแฮปปี้ สมชื่อหนัง Mary is Happy, Mary is Happy เพราะแม้ว่าโรงฉายจะน้อย ในกรุงเทพฯ มีฉายเฉพาะที่เฮาส์ RCA, ลิโด และเอพลานาด และไม่ได้ฉายทั้งวันด้วย บางโรงฉายแค่ 1-2 รอบ แต่ก็ทำรายได้วันแรกวันพฤหับดีไปถึง 1 แสนกว่าบาทครับ กระแสดีขนาดที่ว่ามีผู้ชมเข้าคิวยาวเพื่อซื้อตั๋วหนังเรื่องนี้ทั้งที่ลิโด และที่เฮาส์ เลยครับ

อย่างที่เรารู้กัน หนังดัดแปลงจากข้อความทวิตเตอร์ของ @marylony ซึ่งผู้กำกับเอามาตีความและเล่าเรื่องราวในแบบของเขา และความเห็นจากผู้ชมที่ได้ดูหนังแล้วก็ออกมาค่อนข้างดีด้วย อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มีคนเข้าไปดูหนังกันเยอะ บางความเห็นชอบมาก บางความเห็นบอกว่าชอบ 36 ผลงานก่อนหน้านี้ของผู้กำกับมากกว่า และบางความเห็นบอกว่ายังไม่ฟันธงแน่นอนว่าชอบไหม แต่บอกว่ารู้สึกยังไงมากกว่า และผมได้รวบรวมความเห็นและบทวิจารณ์ที่น่าสนใจที่คิดว่าไม่ใช่เป็นการสปอยล์มาให้อ่านกันครับ ผู้กำกับเน้นย้ำว่าการเข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยรู้แค่เท่าที่ข้อมูลทางการเปิดเผยออกมาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ก็พยายามจะหาความเห็นให้ได้ตามนั้นครับ

บทวิจารณ์จาก Thai Film Journal บอกว่าเป็นหนังที่ตามเรื่องยาก แต่ก็เป็นหนังที่ “คุณอาจอยากชม 2-3 รอบ เพื่อเข้าใจอารมณ์ของมัน” และ “รู้สึกสนุกที่ได้ดูนวพลประสบความสำเร็จในการสร้างโลกอันแปลกประหลาดน่าทึ่ง ซึ่งไม่มีอยู่ที่ไหน

อีกความเห็นจากอาจารย์ประวิทย์ แต่งอักษร พูดถึงหนังได้ที่น่าสนใจว่า “มันเป็นหนังที่ถ่ายทอดความกระอักกระอ่วน ความว้าวุ่นสับสนของเด็กสาวคนหนึ่งได้อย่างวิเศษและน่าอัศจรรย์ และผู้ชมรู้สึกและสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า spirit ของความเป็นวัยรุ่น และในขณะที่เนื้อหาของมันบอกเล่าในสิ่งที่หนังที่ว่าด้วยวัยรุ่นทั้งหลายเคยพูดมาแล้วทั้งสิ้น

แล้วเจ้าของทวิตเตอร์คิดยังไงกับหนัง อาจเป็นสิ่งที่คุณอยากรู้ เธอทวีตข้อความว่า “ประโยคแรกที่ตื่นมาในเช้าวันนี้คือ mary is happy เป็นหนังที่รู้สึกรักและหวงแหนที่สุดในจักรวาลเพราะว่าตื่นมามันก็ยังเป็นสิ่งแรกที่วันนี้นึกถึง

ผมแนบบางความเห็นที่น่าสนใจจากทวิตเตอร์ไว้ด้านในครับ

Read more of this post

The Hunger Games: Catching Fire – ความเห็นหลังชม

catching fire reader reviewวาไรตี้คาดว่าหนัง The Hunger Games: Catching Fire น่าจะเปิดตัวสุดสัปดาห์นี้ในสหรัฐอย่างต่ำ 160 ล้านเหรียญสหรัฐครับ หนังทำรายได้วันพฤหัสบดีไปราว 25 ล้านเหรียญ ซึ่งน่าจะทุบสถิติรายได้หนังเดือนพฤศจิกายนที่ The Twilight Saga: New Moon ครองไว้ที่ 142 ล้านเหรียญไปได้อย่างสบาย แต่จะเกิน 174 ล้านเหรียญ อันเป็นรายได้หนังเปิดตัวสูงสุดปีนี้ของ Iron Man 3 หรือไม่ ก็คงต้องรอลุ้นกัน ส่วนรายได้ที่บ้านเรานั้นก็น่าจะสร้างสถิติสักอย่างได้ เพราะรายได้เปิดตัววันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้ที่ 11.86 ล้านบาท ตามรายงานของไบโอสโคปครับ มีแววว่าจะเป็นหนังทำเงิน 100 ล้านของบ้านเราในปีนี้แน่ๆ

สำหรับผมแล้ว The Hunger Games: Catching Fire ทำได้ถึงกว่าภาคแรกในทุกองค์ประกอบ คิดว่าเหตุผลอย่างหนึ่งก็คือผู้สร้างมั่นใจมากขึ้นว่าหนังจะประสบความสำเร็จ ทำให้มีการลงทุนไปกับงานสร้างมากขึ้น ทำให้ฉาก การออกแบบเครื่องแต่งกาย เทคนิคพิเศษต่างๆ ดูลงทุนและให้ความยิ่งใหญ่มากขึ้น ขณะที่การเล่าเรื่องก็มีมีการใส่รายละเอียดเข้ามาเพิ่มในระดับที่ช่วยให้เราอินหรือสะเทือนใจไปกับตัวละครได้ง่ายขึ้น มีหลายฉากที่เรียกน้ำตาได้แบบที่ภาคแรกทำไม่ได้ โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวละคร ผู้กำกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์ รู้จักที่จะขยี้อารมณ์ และรู้ว่าผู้ชมต้องการอะไรจากหนัง สามารถใช้เทคนิคได้เหมาะกับผู้ชมที่เป็นแมสได้มากกว่าเทคนิคที่ผู้กำกับแกรี่ รอส ใช้ในภาคแรกที่ออกจะเล่าในเชิงสัญลักษณ์ (ไม่ได้จะบอกว่าเทคนิคของใครดีกว่ากันนะครับ ทั้งสองคนดีในทางของตัวเอง แต่ลอว์เรนซ์เหมือนจะแคร์คนดูมากกว่า) ที่สำคัญก็คือภาคแรกไม่อาจทำให้รู้สึกกดดัน หรือลุ้น หรือทำให้รู้สึกถึงอันตรายได้เมื่ออยู่ในเกม แบบที่ Catching Fire ทำได้

สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษของหนัง นอกจากงานสร้างแล้วก็คือการแสดง โดยเฉพาะนักแสดงนำอย่างเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ที่มีการแสดงที่ละเอียด ทรงพลัง และเป็นธรรมชาติ ช่วยให้เราเข้าใจความขมขื่น ความอึดอัด ความคับแค้นใจ ความกลัว ความเสียใจ จนท้ายที่สุดระเบิดเป็นความโกรธได้อย่างที่เราเหมือนร่วมรู้สึกไปกับเธอด้วย เธอเป็นคนที่ทำให้หนังซึ่งดีอยู่แล้วกลายเป็นหนังดีเลิศขึ้นไปเลย ลอว์เรนซ์ได้แสดงให้เห็นว่าเธอคือแคทนิสได้ตั้งแต่ภาคแรก แต่ภาคนี้ บทของเธอมีอะไรให้เธอได้แสดงมากกว่า และหนังก็ใช้ประโยชน์จากความสามารถของเธอได้ดีกว่าภาคแรกมากครับ

การที่หนังเป็นภาคกลางขั้นก่อนไปถึงบทสรุป อารมณ์จึงยังดูค้างคา และไม่รู้สึกว่ามันสุดจริงๆ มันกำลังพุ่งปี๊ดในตอนท้ายเรื่องแล้วถูกตัดจบ ทำให้ไม่แน่ใจว่ามันเป็นตอนจบที่ดีไหม แต่ก็ให้ความรู้สึกว่ามันกำลังจะพาไปสู่เรื่องราวที่มีพลังกว่าครับ 9/10

บทวิจารณ์จะตามมาทีหลังครับ (ค้างไว้หลายเรื่องมาก) ชมกันมาแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ร่วมแสดงความเห็นกันเลยครับ

Read more of this post

Thor: The Dark World – ความเห็นหลังชม

thor the dark world reader reviewThor: The Dark World ถือเป็นความสำเร็จอีกเรื่องของมาร์เวล สตูดิโอ ในแง่รายได้ครับ หนังเปิดตัวในสหรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 85.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามตัวเลขทางการจาก boxofficemojo ซึ่งถือว่าสูงกว่าภาคแรกราว 20+ ล้านเหรียญ หนังยังทำรายได้ในต่างประเทศได้ดีอีกด้วย ซึ่งหลังจากฉายมา 2 สัปดาห์ในตลาดนอกหสรัฐ ทำเงินไปราว 240.9 ล้านเหรียญ สิริรวมแล้วรายได้ทั่วโลกตอนนี้อยู่ที่ราว 326.6 ล้านเหรียญสหรัฐครับ ที่น่าสนใจก็คือรายได้ในจีน หนังเปิดตัวสูงถึง 19.6 ล้านเหรียญ มากกว่า The Avengers และมากกว่ารายได้ตลอดการฉายของ Thor ภาคแรกในจีนด้วย อดสงสัยไม่ได้ว่าภาพใบปิดแฟนเมดที่โรงหนังเผลอไปใช้แล้วกลายเป็นข่าวดัง จะอยู่เบื้องหลังรายได้นี้ไหม ส่วนรายได้เปิดตัว 4 วันแรกในบ้านเราอยู่ที่ 74 ล้านบาทครับ

ในแง่คำวิจารณ์ คะแนนจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ไม่ได้ออกมาดีมากเท่าภาคแรก มีนักวิจารณ์ชอบเพียง 65% และคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2/10 ต่างจากภาคแรกที่ได้ 77% คะแนนเฉลี่ย 6.7/10 ครับ แต่คะแนนนักวิจารณ์ก็สวนกับคะแนนจากผู้ชมในสหรัฐเพราะหนังได้เกรด CinemaScore ซึ่งมาจากการสำรวจความเห็นผู้ชมจากบริษัทด้านการตลาดสรุปเกรดออกมาได้เป็น A- และ 60% ที่ชอบหนังเป็นผู้ชาย ขณะที่ภาคแรกได้เกรด B+

สำหรับผม ผมอยู่ในหมู่ผู้ที่ชอบภาคแรกมากกว่าภาคล่าสุดครับ ภาคแรกมีธีมของมัน ว่าด้วยเรื่องการพิสูจน์ตัวเองของธอร์ และการชดใช้ความผิดพลาด ผสมกับเรื่องราวชิงบัลลังก์แบบเช็คสเปียร์ และทำให้ร่วมลุ้นและมีอารมณ์ร่วมไปกับธอร์ได้ แม้ว่าเรื่องราวความรักกับเจนจะดูเร่งรัดจนไม่อิน เพียงแต่งานสร้างอาจดูธรรมดา และไม่ได้มีการสร้างซีนที่ดูแปลกตาอะไร

ขณะที่ภาคสองมีทั้งเรื่องชิงบัลลังก์ การแก้แค้น หน้าที่กับความรัก การทรยศหักหลัง แต่ไม่อาจมีความรู้สึกร่วมได้เลยกับเรื่องราวเหล่านั้น รู้สึกว่าจืดชืดสนิท แต่หนังก็ไม่ได้แย่ หนังยังอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจเพราะได้การแสดงของทอม ฮิดเดิลสตัน ในบทโลกิ (และความน่ารักของแคท เดนนิ่งส์ ในบทดาร์ซี) มาทำให้การชมตลอดเรื่องสนุก และก็มีฉากตลกๆ มุขฮาๆ หลายฉากที่ทำให้เอาขำ คู่พระนางถูกนักแสดงสมทบขโมยซีนไปหมด

หนังพยายามจะใช้สูตรเดียวกับ The Avengers นั่นก็คือขายตัวละคร ขายเสน่ห์ของตัวละคร และการแสดงที่ดูสนุก แต่ The Avengers ก็ยังมีธีมชัดเจนเรื่องการผนึกกำลัง เรื่องความสามัคคี และใช้สูตรนี้มารับใช้ให้หนังมีท้งแก่นและความสนุก ขณะที่ผมพบว่า Thor: The Dark World เป็นเพียงหนังขายแก๊กฮาๆ กับลีลาของโลกิ ไม่มีธีมอะไรที่จับต้องได้เลย เป็นความบันเทิงในระดับหนึ่ง แต่ดูจบก็จบไปครับ 7/10

เชิญเพื่อนๆ ที่ชมแล้วมาออกความเห็นและให้คะแนนกันครับ ชอบหนังในระดับไหน และชอบภาคไหนมากกว่ากัน

Read more of this post

ตัวอย่างที่สองของ “รักโง่ๆ” LoveSyndrome และความเห็นจากผู้ชมรอบปฐมทัศน์

lovesyndrome trailer 2รักโง่ๆ” ของผู้กำกับพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ได้ฉายรอบสื่อมวลชนไปเมื่อพุธที่ 25 กันยายนที่ผ่านมาครับ ล่วงหน้าก่อนฉายจริง 10 ตุลาคม ถึง 2 สัปดาห์ เป็นการสร้างกระแสปากต่อปากก่อนหน้าที่หนังจะฉาย และก็ทำได้สำเร็จด้วย เพราะตัวหนังมีดีมากพอที่จะได้รับการบอกต่อให้มาชมกัน

หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์อยู่ตรงที่ความพยายามฉีกตัวเองจากสูตรหนังรักหลายคู่แนว Love Actually ที่บ้านเราชอบสร้างกันมาครับ และก็ทำได้อย่างน่าพอใจ เป็นหนังที่ทำให้ผมสนุก ยิ้ม หัวเราะ ซึ้ง และร้องไห้ได้ตามเรื่องราวของบางคู่รักในหนัง แต่สิ่งที่ชอบพิเศษก็ตรงบทหนังที่เกริ่นไว้ว่าพยายามฉีกออกจากความจำเจ ความเลี่ยนของหนังรักทั่วๆ ไป ตรงที่พยายามเล่นกับสูตรเชยๆ เหล่านั้นด้วย มันเหมือนเป็นข้อความบอกรักถึงหนังรักเลี่ยนๆ เชยๆ เหล่านั้นซึ่งมีวิธีการเล่าที่น่ารักมาก มันไม่ใช่หนังที่ดีพร้อม แต่ก็เป็นหนังที่กล้าชวนให้คนอื่นไปดูหนังเรื่องนี้ได้ครับ

และเพื่อไม่ให้กระแสตก “รักโง่ๆ” ยังได้ปล่อยตัวอย่างหนังฉบับที่สองออกมาชวนคุณไปดูด้วยครับ ผมได้แนบตัวอย่างพร้อมความเห็นจากผู้ชมมาให้อ่านที่ด้านในครับ

รักโง่ๆ” นำแสดงโดยภาคิน โตวิลัยศักดิ์, คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์, กานต์พิชชา พิชยศ, เลโอ โซสเซย์, อดุล เจริญรัศมีเกียรติ, ธิติรัตน์ โรจน์แสงรัตน์, วิรพร จิรเวชสุนทรกุล, โกเมนทร์ สวนสมัย และกิตติศักดิ์ ปฐมบูรณา

Read more of this post

The Mortal Instruments: The City of Bones – ความเห็นหลังชม

the mortal instruments reader reviewหลังจากความสำเร็จของนิยายแฟนตาซีโรแมนติกสำหรับวัยรุ่นที่ทำงานถล่มทลายทั่วโลกอย่าง The Twilight Saga ก็มีการสร้างหนังแนวเดียออกมาตามกันโดยหวังที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน เช่น The Host และ Beautiful Creatures แต่ต่างล้มเหลวหมดในทางรายได้ ล่าสุดก็ The Mortal Instruments: The City of Bones ที่ก็มีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก แต่ที่ผมพบว่าแย่กว่าหนังที่สร้างตามกระแสเรื่องอื่นก็คือ นอกจากเป็นหนังที่สนุกน้อยแล้วยังเป็นหนังที่แทบจะหาความเป็นตัวไม่ค่อยได้เลย

The Mortal Instruments: The City of Bones เหมือนจะเป็นการยำใหญ่โครงเรื่องหนังทุกอย่างที่อยู่ในกระแสนิยมมาใช้หมดเลย เป็นเรื่องราวของนักปราบปีศาจแบบ Buffy, มีรักสามเส้าและมนุษย์หมาป่าแบบ The Twilight Saga, เอานัยความสัมพันธ์แบบวายของ The Twilight Saga มาขยายให้เป็นรักระหว่างชายกับชายแบบโจ่งแจ้ง, เอาเรื่องราวของอีกโลกที่ซ่อนในโลกของเราแบบ Harry Potter มาใช้ และยังเอาความสัมพันธ์พ่อกับลูกแบบ Star Wars มาใช้ แต่ทำได้ขาดพลัง หรือบางครั้งก็แห้งแล้งเมื่อเทียบกับต้นฉบับ

ฉากโรแมนติกไม่หวานเท่า The Twilight Saga, ฉากวายไม่จักจี้ชวนวี้ดวิ้วแบบ The Twilight Saga แต่กลับออกมาเป็นส่วนเกิน, โลกในหนังดูน่าสนใจในตอนเปิดตัว แต่ก็ไม่ชวนให้พิศวงเท่าโลกใน Harry Potter, ฉากบู๊บางฉากสนุกและมีอารมณ์ขัน แต่ฉากไคลแม็กซ์กลับไม่ลุ้น และค่อนข้างน่าเบื่อ และฉากช็อคแบบ Star Wars ก็จืดชืดมาก

การเอาโครงเรื่องที่มีอยู่แล้วมาต่อเติมใหม่ หรือมาทำซ้ำใหม่ในรูปแบบอื่น ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สิ่งที่เสียหายก็คือไม่อาจทำได้อารมณ์ถึงเท่าของเก่า หรือทำออกมาได้สนุกเท่า และเมื่อทำออกมาได้ไม่ดีเท่าแล้ว ยิ่งทำให้หนังดูแย่ลงเป็นสองเท่าเพราะโครงเรื่องที่มีอยู่ก็ขาดเอกลักษณ์ในตัวเองอยู่แล้วครับ

ส่วนดีของหนังที่ผมพบก็คือความสวยหล่อของนักแสดง แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรได้มากหากหนังไม่สนุก

4.5/10

Read more of this post

ความเห็นหลังชม: The Wolverine, Percy Jackson และ Kick-Ass 2

kickAss 2 reader reviewหวังว่าคงไม่ช้าเกินไปที่จะเปิดพื้นที่สำหรับหนังที่เข้ามาสักพักใหญ่แล้วให้ได้ออกความเห็นกันนะครับ เริ่มจาก The Wolverine ที่เป็นการกลับมารบบทวูล์ฟเวอรีนในหนังเดี่ยวๆ ของตัวเองอีกครั้งของฮิวจ์ แจ็คแมน ตามความเห็นของนักวิจารณ์แล้วค่อนข้างไปในทางบวกครับ Rotten Tomatoes ประเมินจาก 203 บทวิจารณ์ได้ผลออกมาว่ามีนักวิจารณ์ที่ชอบ 68% คะแนนเฉลี่ย 6.3/10 ครับ เป็นคะแนนที่ดีกว่า X-Men Origins: Wolverine (37%) และ X-Men: The Last Sand (57%) แต่ต่ำกว่าหนัง X-Men ภาคที่เหลือทั้งหมดที่ได้ความชอบเกิน 80% กันหมด ความเห็นโดยสรุปจากนักวิจารณ์ต่อหนังก็คือ ชอบที่ซื่อตรงกับคอมมิคในแง่การนำเสนอตัวละคร แต่องก์สุดท้ายของหนังที่ดูการ์ตูนเกินไป ทำให้หนังถูกตัดคะแนนไปเยอะ

แต่คำวิจารณ์แบบเดียวกันไม่เกิดขึ้นกับ Percy Jackson: Sea of Monsters ครับ การประเมินของ Rotten Tomatoes พบว่ามีนักวิจารณ์ชอบเพียง 39% และได้คะแนนเฉลี่ย 5/10 จาก 98 วิจารณ์ ซึ่งเป็นคะแนนวิจารณ์ที่น้อยกว่าภาคแรก (49%) ที่ก็ไม่ได้คำวิจารณ์ด้านดีสักเท่าไหร่อยู่แล้ว ความเห็นโดยรวมบอกว่าโครงเรื่องกับตัวละครดูซ้ำกับเรื่องอื่นๆ มากเกินไปจนเฝือ และเดาทางได้ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ได้คะแนนไม่มาก

Kick-Ass 2 ก็ได้คะแนนจากนักวิจารณ์น้อยเช่นกัน ได้เพียง 28% และ 4.7/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่าหนังสร้างสไตล์ออกมาได้ไม่โดนใจนักวิจารณ์เท่าภาคแรก จึงทำให้มีการกดคะแนนเยอะมากครับ

ผมยังไม่ได้ดูทั้งสามเรื่อง ยังไม่มีความเห็นครับ ขอให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่านเว็บทุกท่านแล้วกันครับ

Read more of this post

ความเห็นจากคนดูหนังต่อ “ตั้งวง” ของผู้กำกับคงเดช จาตุรันต์รัศมี

tung wong reader review“ตั้งวง” ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับคงเดช จาตุรันต์รัศมี (กอด, เฉิ่ม, สยิว และ แต่เพียงผู้เดียว) เข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้แบบจำกัดโรงครับ หลังจากมีรอบนักวิจารณ์, รอบสื่อฯ ไปเมื่อต้นสัปดาห์ และได้ไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ประเทศเยอรมันมาก่อนหน้านี้ ผมยังไม่มีโอกาสได้ดูหนังเพราะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา งานเยอะมากจนแทบไม่ค่อยมีเวลาไปไหนครับ แต่ก็ได้ติดตามความเห็นจากผู้ที่ชมหนังเรื่องนี้แล้วผ่านสื่อต่างๆ พบว่าความเห็นเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ไปในทางบวกหมด และด้วยความที่ชื่นชอบ “แต่เพียงผู้เดียว” อย่างมาก และชอบการที่ผู้กำกับพยายามนำเสนอเรื่องราวที่ฉีกออกไปจากกระแสนิยมโดยทั่วไป จึงคิดว่าน่าจะเอาความเห็นจากผู้ชมต่อหนัง “ตั้งวง” มาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นการเชิญชวนครับ และคิดว่านี่อาจเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ก็เป็นได้

คุณหมอ”ผมอยู่ข้างหลังคุณ” ให้ 4 ดาวแก่ “ตั้งวง” และบอกว่า “เป็นหนังไทยที่ชอบที่สุดในรอบสองสามปีนี้ เป็นหนังที่มีคุณค่าที่น่าจะมีคนดูมากกว่าสิบคน และในรอบหลายปีนี้จะมีหนังไทยเรื่องไหนที่พูดถึง ‘ความเป็นไทย’ ได้ครบเครื่องที่สุด ก็ต้องเป็น ตั้งวงณัฐพงษ์ โอฆะพนม จากคอลัมน์ “เอกเขนกดูหนัง” ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ก็เขียนชมว่าตั้งวงว่า “คือหนังไทยที่ดีที่สุดของปี พ.ศ. 2556 ณ เวลานี้ (นั่นหมายความว่า หลังจากสัปดาห์นี้ อาจจะมีหนังไทยเรื่องอื่นที่ดีกว่าก็เป็นได้

อีกความเห็นจากสมาชิกพันทิป “คนเดินทาง” ให้คะแนน 8.5/10 แก่หนัง และเขียนความเห็นในกระทู้รีวิวไว้ว่า ““ตั้งวง” เราชอบเหมือน “เกรียน ฟิคชั่น” “ฮอร์โมน” แต่เรื่องนี้เล่นประเด็นที่แรงกว่า เซอร์เรียลกว่า ตรงไปตรงมากว่าอยู่ในโลกแห่งความจริงมากกว่า” และความเห็นจาก OaterALMIGHTY บอกว่า “ตั้งวง หนังไทยดีมีคุณภาพ เข้าถึงง่ายและโดนสุดๆ เป็นหนังที่ดูสนุก สะท้อนสังคมได้ดี เล่าเรื่องได้อารมณ์คล้ายหนังญี่ปุ่น โดยที่ไม่ต้องใช้เพลงประกอบ เล่าดิบๆ ง่ายๆ ตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อมอะไมาก ผมชัวร์ว่าต้องโดนใจคนไทยทั้งประเทศ เป็นหนังที่ดูเหมือนจะถูกมองข้าม ที่ไม่น่ามองข้ามแห่งปี!

ตั้งวง เล่าเรื่องของ การรำ โดยเน้นไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นเด็กหนุ่มเกรียนๆสี่คน ยองกับเจ เด็กเนิร์ดประจำโรงเรียน เบส นักกีฬาผู้ไฝ่ฝันที่อยากเป็นตัวแทนโรงเรียน และ เอ็ม เด็กหนุ่มผู้หลงรักการเต้น cover เกาหลีเป็นชีวิตจิตใจ กับความคิดมักง่ายที่จะทำภารกิจรำแก้บนโดยมี พี่นัท นางรำรับจ้างรำ แก้บน เป็นผู้ฝึกสอน

หนังนำแสดงโดย สมภพ สิทธิอาจารย์, สิริภัทร คูหาวิชานันท์, ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์, อนวัช พัฒนวณิชกุล, ณัฐรัฐ เลขา และยังมีกัญญารัตนฺ์ จิรรัชกิจ ทำหน้าที่อำนวยการสร้างด้วย ผมได้แนบความเห็นและวิจารณ์จากทวิตเตอร์มาให้อ่านเพิ่มเติมที่ด้านในครับ พร้อมด้วยตัวอย่างหนังฉบับใหม่ และเพื่อนผู้อ่านท่านไหนที่ได้ชมหนังแล้ว ลองมาให้ความเห็นกันดูครับ

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 547 other followers