Captain America: The Winter Soldier – ในความเห็นของคุณ

captain america the winter soldier reader reviewจำเป็นต้องรีบเปิดพื้นที่ให้เพื่อนๆ ผู้อ่านได้คุยและพูดถึงหนัง Captain America: The Winter Soldier ทั้งนี้เพราะเพื่อนบางคนสงสัยบางอย่าง และมีเพื่อนบางคนพยายามอธิบาย แต่อยู่ในบทความอื่นซึ่งเกรงว่าจะเป็นการหลุดสปอยล์หนัง หรือบอกเนื้อเรื่องสำคัญครับ เลยอยากให้มาคุยกันที่นี่เลยสำหรับผู้ที่ชมแล้วอยากถามในเรื่องไหน เผื่อจะได้ช่วยกันเล่าและอธิบาย (รายงานว่าหนังมี easter egg เยอะพอสมควร ซึ่งสายตาของผมไม่ไว จึงเห็นแค่นิดหน่อย แต่หูได้ยินชื่อหลายชื่อเหมือนกัน คงต้องไปสืบหาทีหลัง – เพิ่มเติม marvelthailandfan ได้รวบรวมมาเท่าที่พบ ลองเข้าไปดูกันครับ) คงต้องไปและสำหรับเพื่อนผู้อ่านเว็บที่อยากวิจารณ์หนังด้วยครับ

สำหรับความเห็นของนักวิจารณ์ ตามการประเมินของ Rotten Tomatoes ก็ถือว่าสูงมากสำหรับหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลครับ จาก 154 บทวิจารณ์ที่รวมมาตอนนี้ มีนักวิจารณ์ชอบ 87% คิดเป็นคะแนนเฉลี่ย 7.5/10 ซึ่งสูงกว่า Captain America: The First Avenger ภาคแรก ที่มีนักวิจารณ์ชอบ 79% คะแนนเฉลี่ย 6.9/10

ท็อด แม็คคาร์ธี จาก The Hollywood Reporter ชมการแสดงที่เข้าขากันของคริส เอแวนส์ กับ สการ์เลต โจแฮนสัน และชมการที่หนังไม่มุ่งเน้นไปที่ฉากบู๊ที่ใช้ซีจีอลังการ แต่ใช้ฉากบู๊ตื่นเต้นเร้าใจแบบหนังยุคเก่าแทน สอดคล้องกับออลนโซ ดูรัลด์ จาก The Wrap ที่ที่ผู้สร้างชุดนี้ของมาร์เวลว่า “กล้าที่จะออกมานอกพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง” ส่วนเคนเนธ ทูแรน จาก LA Times ชมปนติว่า “เป็นทุกอย่างที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์จะเป็นได้ ยกเว้นเป็นแรงบันดาลใจ

ส่วนนักวิจารณ์ออนไลน์ อาร์มอนน์ วอร์แมน จาก HeyUGuys บอกว่า”เป็นหนังมาร์เวลเดี่ยวๆ ที่ดีที่สุด และก็ยังเป็นการตีความตัวละครที่ง่ายและดีที่สุดบนจอหนังจนถึงตอนนี้

ในแง่รายได้ THR รายงานว่าหนังมีโอกาสที่จะเปิดตัวด้วยรายได้ราว 90-100 ล้านเหรียญ ทุบสถิติรายได้ตลอดกาลประจำเดือนเมษายนในสหรัฐครับ ซึ่ง Fast Five ครองสถิติไว้ที่ 86 ล้านเหรียญ ขณะที่ยอดจองตั๋วล่วงหน้าก็ทุบสถิติไปแล้ว รายได้ในบ้านเราก็ทุบสถิติเช่นกัน เพราะตามรายงานของ disneyfilmfan บอกว่า หนังมีโอกาสเปิดตัวทะลุ 100 ล้านบาทในสุดสัปดาห์วันหยุดนี้ และรายได้เปิดตัววันแรก 3 เมษายนก็สุงถึง 17.1 ล้านบาทครับ ทุบสถิติเดือนเมษายนของบ้านเรา

เพื่อนๆ ที่ชมหนังแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง ชอบแค่ไหนในบรรดาหนังมาร์เวลด้วยกัน เห็นด้วยไหมที่นักวิจารณ์บางคนบอกว่าเป็นหนังมาร์เวลเดี่ยวๆ ที่ดีที่สุด และมีใครเห็นอะไรในหนังที่ชอบเป็นพิเศษจนอยากเล่าไหม เขียนกันมาเลยครับ

Read more of this post

About these ads

The LEGO Movie: ในความเห็นของคุณ

LEGOหนังที่สร้างจากของเล่นที่ผ่านมา บางเรื่องอ่านทำเงินถล่มทลาย เช่น Transformers แต่ยังไม่เห็นว่ามีเรื่องไหนจริงๆ ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ ยกเว้นเรื่องล่าสุดนี้ The LEGO Movie ครับ หนังใช้ทุนสร้าง 60 ล้านสหรัฐ ด้วยเทคนิคสต็อปโมชั่นผสมคอมพิวเตอร์กราฟฟิก แต่เพียงแค่เปิดตัวสัปดาห์แรกในสหรัฐก็ทำเงินสูงถึง 69 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว และยังเป็นแชมป์รายได้ติดต่อกันถึง 3 สัปดาห์ เวลาผ่านมาขนาดนี้แล้วก็ยังทำเงินทั่วโลกไปถึง 363.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่คำวิจารณ์ก็ดีมากๆ นักวิจารณ์กว่า 96% ชอบหนังเรื่องนี้ และให้คะแนนเฉลี่ยสูงถึง 8.2/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes ครับ ซึ่งคะแนนสูงและรายได้ดีแบบนี้ ปีหน้ามีโอกาสได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อย่างแน่นอน

ความเห็นโดยรวมจากนักวิจารณ์สรุปว่าเป็นหนังที่มีบทฉลาด เล่าเรื่องสนุก มีมุขตลกที่ฮา และเสียดสี ทั้งยังให้แรงบันดาลใจด้วย ที่สำคัญก็คือเป็นหนังที่เด็กกับผู้ใหญ่สามารถสนุกร่วมกันได้ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

ความเห็นของนักดูหนังบ้านเราก็ดูจะไปในทางเดียวกันกับนักวิจารณ์ในสหรัฐครับ Filmzlap พูดถึงข้อดีของหนังเอาไว้ในบทวิจารณ์ว่าลำพังการเอาตัวต่อเลโก้มาทำท่าทางเคลื่อนไหว สร้างสรรค์เป็นเส้นเรื่องในหนังใหญ่ให้แฟนๆได้ดู ก็ว่าอัศจรรย์ใจมากพอแล้ว หนังเรื่องนี้ยังมาพร้อมไอเดียในการเล่าเรื่องที่ดี และกลายเป็นหนังที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย หาใช่แต่เหมาะสำหรับเด็กๆที่ชอบเล่นตัวต่อเพียงอย่างเดียว ด้วยเพราะหนังมีอะไรที่เข้าถึงความรู้สึกผู้ชมได้มากกว่าที่เราคิด

ส่วน A-tis Aom Thammaruja ก็มีการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าสิ่งที่โดดเด่นมากใน The Lego Movie คือจังหวะ Comedy ที่เฉียบคม ซึ่งถ้าพูดกันง่ายๆก็จัดได้ว่า “ไทยมาก” แก๊กต่างๆตรงจริตคนไทย อาจสามารถคาดเดาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่จังหวะขยี้มุกของมันถูกที่ถูกเวลาทุกครั้ง จนอาจเรียกได้ว่าเป็นหนังจังหวะนรก (คำชม) และภายใต้จังหวะขยี้สุดมันส์นี้ก็ยังสามารถนำเอกลักษณ์ของ Lego มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (ลองเช็คชื่อ Cast ทีมพากย์แล้ว ก็ดูทรงพลังอยู่พอตัว)

ท่านผู้อ่านคิดยังไงกับหนังบ้างครับ หลังจากชมหนังเรื่องนี้แล้ว เชิญมาออกความกัน

Read more of this post

Non-Stop: ในความเห็นของคุณ

non-stop reader reviewฮอลลีวู้ดกำลังขาดแคลนพระเอกนักบู๊รุ่นใหม่อย่างมากๆ ครับ และหนังบู๊ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ในระยะหลังก็มาจากการแสดงบทบู๊ของดารารุ่นเก๋าที่บัดนี้หลายคนก็วัยเลย 60 ไปแล้ว และ Non-Stop ก็เป็นอีกเรื่องที่พิสูจน์ว่าดารารุ่นเก่ามีบารมีอย่างมากสำหรับหนังบู๊ หนังเปิดตัวในสหรัฐด้วยรายได้ 28 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นแชมป์รายได้ประจำสัปดาห์ รายได้ล่าสุดทั่วโลกในตอนนี้ก็คือ 76 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในแง่คำวิจารณ์ แม้จะออกมาแบบก้ำกึ่ง แต่จากการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังก็มีคำวิจารณ์ด้านบวกแบบคาบเส้นพอดีที่ 60% ครับ และได้คะแนนเฉลี่ย 5.8/10 จาก 185 บทวิจารณ์ คำวิจารณ์ด้านบวกบอกว่า เป็นหนังเอามันส์ เอาสนุก อย่าได้คิดหาเหตุผลอะไรมาก และหนังทำได้ถึงในแง่ความสนุก ขณะที่คำวิจารณ์ด้านลบบอกว่าหนังจำเป็นต้องมีเหตุผลที่น่าเชื่อรองรับ ซึ่งหนังเรื่องนี้ขาด ทำให้ไม่อาจสนุกกับฉากแอ็คชั่นได้

ส่วนนักดูหนังของบ้านเรา ดูเหมือนจะถูกคอกับหนังแนวนี้ครับ ผู้ชมดูเหมือนจะสนุกกันดีตามที่อ่านจากความเห็นผ่านทางทวิตเตอร์ ผู้กำกับปวีณ ภูริจิตปัญญา เขียนถึงหนังไว้ว่า “Non-Stop : โม้โคตรๆ แต่มันส์โคตรๆ ใครยังไม่ดูตย.แนะนำให้อย่าดู!! ข้ามไปเลย ดูแบบ4DXยังกะนั่งเครื่องบินไปกะเค้าด้วย!!” และผู้กำกับบรรจง ปิสัญธนะกูล ก็มีคำแนะนำว่า “Non-stop ลืมเหตุและผลไปก่อนแล้วจะดูเรื่องนี้สนุกมากกกกกกกกก ระทึกสุดๆ

ณัฐพงษ์ โอฆะพนม นักวิจารณ์จากคมชัดลึกในคอลัมน์ “เอกเขนกดูหนัง” ก็ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ในบทวิจารณ์ว่าจริงๆ แล้ว ความสนุกของหนังอย่าง Non-Stop เกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งพานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเช่นการฉายในระบบ 3 มิติ หรือออกแบบการฉายด้วยการเพิ่มอุปกรณ์และเทคนิคต่างๆ ระหว่างรับชมในโรง 4DX เพราะการผูกพล็อตเรื่อง สร้างตัวละคร ตลอดจนออกแบบสถานการณ์ให้สอดคล้อง กลมกลืน กับแนวทางอย่างที่หนังควรจะเป็น ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้หนังเรื่องหนึ่งสนุกแบบเอาอยู่ โดยไม่ปล่อยช่วงเวลาให้คนดูของเขาต้องเบื่อหน่าย ด้วยการผูกปมสร้างพล็อตที่ไม่เพียงดูสนุกอย่างต่อเนื่องแต่ยังขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้าอย่างมีจุดหมาย…และนี่คือความเก่งกาจของฮอลลีวู้ดที่สามารถรุกรานตลาดหนังได้ทั่วโลกอยู่ในเวลานี้

โดยส่วนตัวแล้ว Non-Stop เป็นหนังภาคบังคับสำหรับผม เป็นหนังที่อยากดูอยู่แล้ว เพราะชอบบทบาทแบบนี้ของเลียม นีสัน ดังนั้นคำวิจารณ์จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเท่าไหร่ว่าจะไปชมหรือไม่ ซึ่งแม้ว่าตอนนี้ยังไม่ได้ว่างไปดู แต่ก็คงจะไปดูแน่ๆ ครับ เพื่อนผู้อ่านเว็บคิดยังไงต่อหนังเรื่องนี้บ้างครับ ชมแล้วชอบแค่ไหน มาใส่ความเห็นกัน

Read more of this post

300: Rise of an Empire – ในความเห็นของคุณ

300 rise of empire article 02ตามรายงานจากไบโอสโคปบอกว่า หนัง 300: Rise of an Empire เปิดตัวในบ้านเราวันแรกที่ 8.76 ล้านบาทครับ ซึ่งดูจากรายได้ประมาณนี้แล้วก็น่าจะทำเงินสูงระดับ 30-40 ล้านบาท ในการเปิดตัวสัปดาห์แรกที่บ้านเรา ส่วนคำวิจารณ์จากผู้ชมที่อ่านความเห็นส่วนใหญ่ในแท็ก movietwit ของทวิตเตอร์พบว่า ส่วนใหญ่ให้คะแนนกันอยู่ระหว่าง 6-7/10 ครับ มีเป็นประปรายที่ให้ระดับ 8 ขึ้นไป ขณะที่คะแนนจาก Rotten Tomatoes ก็ต่ำกว่าภาคแรก คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5/10 และมีนักวิจารณ์ชอบเพียง 44% จาก 90 วิจารณ์ในตอนนี้

ความเห็นของผู้ชมและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ไปในทางเดียวกันในแง่ที่หนังขาดความสดใหม่ และเนื้อเรื่องที่หย่อนยานกว่า 300 ต้นฉบับ พูดถึงความรุนแรงในหนังที่เน้นเลือดเยอะมาก มีฉากสโลว์โมชันเยอะมาก แต่ในส่วนของผู้ชมที่แม้จะเห็นว่ายังสู้ภาคแรกไม่ได้ แต่ก็หลายคนก็ยังรู้สึกสนุกกับหนังในระดับหนึ่ง

ส่วนที่เห็นตรงกันระหว่างผู้ชมกับนักวิจารณ์อีกข้องก็คือการแสดงของเอวา กรีน ครับว่า เธอครองหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องเหนือกว่านักแสดงชายล่ำๆ ทั้งมวล ครับ

เสียงติติงอีกอย่างที่พูดกันก็คือฉบับที่ฉายในบ้านเรานั้นมีการตัดออกไป 2 ฉาก และเป็นการตัดที่ทำให้อารมณ์ของหนังโดดจนรู้สึกได้ชัด หนึ่งในนั้นเป็นฉากเซ็กซ์อันเร่าร้อนของเอวา กรีน ส่วนตัวเดาว่าผู้สร้างต้องการตัดออกไปเพื่อให้หนังได้เรต น.15 ครับ

เพื่อนผู้อ่านเว็บที่ไปชมกันมาแล้วมีความเห็นยังไงต่อหนังกันบ้างครับ ทั้งความรู้สึกต่อตัวหนังเอง และเมื่อเทียบกับ 300 ภาคแรกด้วย ใส่ความเห็นกันมาเลยครับ

Read more of this post

ตี 3 คืน 3: ความเห็นหลังชม

3 AM Part 2 image 05ถ้าจุดประสงค์ของหนังผีคือการสร้างฉากผีๆ ให้เราลุ้นและกลัวได้ และทำให้เราบันเทิงได้ไปกับเรื่องราวผีๆ นั้น หนัง “ตี 3 คืน 3” ถือว่าทำออกมาได้บรรลุจุดประสงค์ มีหลายฉากในหนังทั้งสามตอนทำให้ผมตกใจ กลัว และลุ้นได้ และก็บันเทิงไปกับมันได้ แต่ทั้งหมดเป็นความบันเทิงในระดับ “ใช้ได้” เหมือนหนังที่เราดูฆ่าเวลาช่วงที่ไม่มีอะไรทำได้ ส่วนผู้ที่ต้องการความแปลกใหม่ หรือชั้นเชิงเท่ๆ หรือความสมเหตุสมผลในบท หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีให้ หรือเรียกได้ว่า “มีน้อย” 

หนังใช้ตอน “กงเต๊ก” โยงทั้งสามตอนเข้าด้วยกัน โดยให้ตัวละครในตอนนี้มีเล่าอีกสองตอนคือ “คืนสาม” และ “คอนแวนต์” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ก็เป็นวิธีการที่ดี แต่การโยงตัวละครของทั้งสามเรื่องเข้าด้วยกัน ยังไม่ค่อยเนียน แต่ก็พอถูไถ และดูเหมือนเป็นการโยงแบบง่ายๆ

คืนสาม” มีมุขหลอก มุขผีตุ้งแช่ ที่สอบผ่าน และทำให้เรากลัว ตกใจ และลุ้นได้ดีประมาณหนึ่ง เนื้อเรื่องก็สั้นๆ แบบบรรทัดเดียวจบ ส่วน “คอนแวนต์” ดูจะยืดยาดและมีฉากไม่จำเป็นอยู่บ้าง ปิดท้ายที่ “กงเต๊ก” ซึ่งผมรู้สึกว่าบทอีรุงตุงนัง ไม่สมเหตุผลที่สุด เหมือนพยายามจะให้หักมุมมากเกินไป แต่กลายเป็นตอนที่บันเทิงที่สุด เพราะใส่มุขฮาๆ ที่โดนๆ มาหลายมุข เป็นตอนที่รู้สึกว่าสามารถเอาไปขยายเป็นหนังยาวเต็มๆ ชั่วโมงนิดๆ ได้เลย และถ้ามีผู้เขียนบทเก่งๆ มาทำให้ก็จะทำให้เป็นหนังที่ฮาสยองและมีชั้นเชิงที่สนุกเรื่องหนึ่งได้

ลูกเล่นสามมิติของหนังมีน้อยเกินไป และธรรมดาเกินไป

6.5/10

Read more of this post

American Hustle: ความเห็นหลังชม

american hustle nycc2013American Hustle ใช้ชื่อไทยว่า “โกงกระฉ่อนโลก” ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าชื่ออาจทำให้ผู้ชมหลงทางว่านี่จะเป็นหนังที่เน้นเนื้อเรื่องการหักเหลี่ยมเฉือนชมแบบหนังโจรกรรม และการวางแผนจับคนโกงแบบพวก Ocean’s Eleven แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นหนังแนววิเคราะห์หรือนำเสนอพฤติกรรมตัวละคร หรือพวก character’s study ครับ เป็นการแฉให้เห็นถึงแรงจูงใจ การกระทำ และเบื้องหลังพฤติกรรมต่างๆ ของตัวละครที่ถูกนำเสนอในเรื่องที่ล้วนเป็นคนลวงและตอแหล ว่าทำไมพวกเขาทำอย่างที่เห็นอยู่ในหนัง ซึ่งหลักใหญ่แล้วก็เพื่อ “เอาตัวรอด” นั่นเอง

บ้างทำเพราะยอมเอาเปรียบดีกว่าถูกเอาเปรียบ บ้างทำก็เพราะชีวิตมีแต่ทางเลือกเลวๆ บ้างทำก็เพื่ออยากไต่เต้าจากจุดต่ำที่ตัวเองอยู่โดยไม่สนว่าใครจะเป็นอย่างไร หลอกกันไปหลอกกันมา บงการกันไปบงการกันมาเป็นทอดๆ การได้ดูตัวละครเหล่านี้เอาตัวรอดเป็นสิ่งที่สนุกมากๆ

หนังมีคำพูดโดนๆ ที่ทำให้เราสะอึกหลายครั้ง ซึ่งล้วนส่งเสริมแก่นของเรื่อง ให้เราตระหนักว่าทำไมบางคนยอมถูกหลอก มีการเน้นคำว่า “จริง” และคำที่มีความหมายเชิงว่า “ลวง” ไปตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีอะไรขาวหรือดำสนิท มีแต่ “เทาล้วนๆ” แต่ทั้งนี้ก็เพราะได้แสดงระดับยอดฝีมือมาเป็นผู้ปล่อยคำพูดเหล่านั้นด้วย สลับกับมุขตลกร้ายๆ ผ่านบทสนทนาและสถานการณ์ให้เราเพลินไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

ผู้กำกับเดวิด โอ. รัสเซล ยอดเยี่ยมในการสร้างฉากให้นักแสดงนำทุกคนได้มีฉากปล่อยของกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทั้งยังทำให้เราหลงรักและสงสารตัวละครเหล่านี้แม้ว่าบางตัวจะทำเลวก็ตาม เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ คือนักแสดงที่เด่นขโมยซีนทุกคน ฉากที่ตัวละครของเธอกับเอมี่ อดัมส์ ปะทะกัน ถือเป็นไฮไลท์ของหนังเลย แต่ขณะเดียวกัน การเข้าขากันอย่างมากระหว่างคริสเตียน เบล และเอมี่ อดัมส์ ก็ทำให้หนังมีน้ำหนัก และนำพาเรื่องราวไปจนถึงที่สุด

8/10

Read more of this post

Frozen: ความเห็นหลังชม

frozenFrozen เป็นมากกว่าหนังการ์ตูนเจ้าหญิงเรื่องหนึ่งของดิสนี่ย์ที่เปลี่ยนจากการวิธีวาดแบบคลาสสิคมาเป็นการ์ตูนคอมพิวเตอร์กราฟฟิก 3D หนังดัดแปลงหยาบๆ จากนิทาน The Snow Queen ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ที่นำมาเล่าเรื่องราวความรักของสองศรีพี่น้อง และมีแก่นพูดถึงการยอมรับความแตกต่างคล้าย X-Men แต่ใช้รูปแบบของละครเพลงบรอดเวย์ที่มีเพลงไพเราะที่ชวนให้นึกถึงละครเวทีอย่าง Wicked ผสมเรื่องราวอัศจรรย์ของการ์ตูนเจ้าหญิงคล้าย Beauty and the Beast ได้อย่างค่อนข้างกลมกลืม ขนขัน และสนุก ขณะเดียวกัน ก็มีตัวละครก็ทันสมัยและฉีกขนบของดิสนี่ย์ไปเกินคาด หักมุม เล่นและล้อกับสูตรการ์ตูนเจ้าหญิงของดิสนี่ย์ได้อย่างหรรษา ไปไกลจนถึงขั้นเป็นการ์ตูนที่เกย์ที่สุดที่ดิสนี่ย์เคยทำมา นี่จะเป็นการ์ตูนที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2014 แน่ๆ ครับ

ตัวละครเอกของหนังอาจเป็นสองศรีพี่น้อง แต่ตัวละครที่ขโมยซีนที่สุดคือโอลาฟ ที่ให้เสียงโดยจอช แกด

8/10

Read more of this post

The Hobbit: The Desolation Of Smaug – ในความเห็นของคุณ

THE HOBBIT: THE DESOLATION OF SMAUGThe Hobbit: The Desolation of Smaug ภาคสองของไตรภาคเดอะ ฮอบบิท ออกฉายแล้วในสุดสัปดาห์นี้ของบ้านเราครับ หนังทำรายได้เปิดตัววันแรกในบ้านเรา 10.71 ล้านบาท ตามรายงานของไบโอสโคป ผมจำไม่ได้ว่าภาคแรกเปิดตัวเท่าไหร่ครับ แต่จากรายได้ของภาคนี้ก็ถือว่าสูงใช้ได้ น่าจะทำเงินราว 40-50 ล้านบาท จากการฉายสัปดาห์แรกในบ้านเรา ส่วนรายได้ในสหรัฐนั้น มีรายงานว่าหนังน่าจะเปิดตัวราว 80 ล้านเหรียญครับ อาจต่ำกว่าภาคที่แล้วที่เปิดตัว 84.6 ล้านเหรียญนิดหน่อย

ในแง่คำวิจารณ์ หนังได้รับคำชมมากกว่าภาคแรก มีนักวิจารณ์ชอบ 74% คะแนนเฉลี่ย 6.9/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes สูงกว่าภาคแรกที่ได้ 65% และ 6.6/10 ครับ แต่แน่นอนว่ายังเป็นคะแนนที่สู้ไตรภาค The Lord of the Rings ไม่ได้

ความเห็นบวกต่อหนังของนักวิจารณ์ชมอย่างมากสำหรับฉากบู๊ช่วงท้ายเรื่องที่ตื่นเต้น และบอกว่านี่ควรเป็นหนังแบบที่ภาคแรกควรเป็น หนังยาว แต่ดำเนินเรื่องได้สนุกจนไม่รู้สึกเบื่อเลย ส่วนความเห็นแง่ลบต่อหนังก็บอกว่า แม้หนังจะบันเทิงอยู่บ้าน แต่ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นหนัง มีลักษณะเป็นตอนของซีรี่ส์มากกว่า หนังยาว 2 ชั่วโมง 41 แต่ไม่มีพัฒนาการทางเนื้อเรื่องหรือตัวละครเลย

ผมยังติดงานในสัปดาห์นี้ จึงยังไม่ว่างไปชมครับ เพื่อนผู้อ่านเว็บที่ได้ชมแล้ว ลองมาออกความเห็นกันครับ ชอบหนังแค่ไหน และชอบมากกว่าภาคแรกไหม เชิญใส่ความเห็นและคะแนนกันได้เลยครับ

ผมยังได้แนบใบปิดสุดท้ายของหนังที่เพิ่งปล่อยมาสดๆ ร้อนๆ วันนี้อยู่ที่ด้านในด้วยครับ

Read more of this post

Mary is Happy, Mary is Happy – ความเห็นจากผู้ชม

Mary is Happy teaserผู้กำกับเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ น่าจะแฮปปี้ สมชื่อหนัง Mary is Happy, Mary is Happy เพราะแม้ว่าโรงฉายจะน้อย ในกรุงเทพฯ มีฉายเฉพาะที่เฮาส์ RCA, ลิโด และเอพลานาด และไม่ได้ฉายทั้งวันด้วย บางโรงฉายแค่ 1-2 รอบ แต่ก็ทำรายได้วันแรกวันพฤหับดีไปถึง 1 แสนกว่าบาทครับ กระแสดีขนาดที่ว่ามีผู้ชมเข้าคิวยาวเพื่อซื้อตั๋วหนังเรื่องนี้ทั้งที่ลิโด และที่เฮาส์ เลยครับ

อย่างที่เรารู้กัน หนังดัดแปลงจากข้อความทวิตเตอร์ของ @marylony ซึ่งผู้กำกับเอามาตีความและเล่าเรื่องราวในแบบของเขา และความเห็นจากผู้ชมที่ได้ดูหนังแล้วก็ออกมาค่อนข้างดีด้วย อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มีคนเข้าไปดูหนังกันเยอะ บางความเห็นชอบมาก บางความเห็นบอกว่าชอบ 36 ผลงานก่อนหน้านี้ของผู้กำกับมากกว่า และบางความเห็นบอกว่ายังไม่ฟันธงแน่นอนว่าชอบไหม แต่บอกว่ารู้สึกยังไงมากกว่า และผมได้รวบรวมความเห็นและบทวิจารณ์ที่น่าสนใจที่คิดว่าไม่ใช่เป็นการสปอยล์มาให้อ่านกันครับ ผู้กำกับเน้นย้ำว่าการเข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยรู้แค่เท่าที่ข้อมูลทางการเปิดเผยออกมาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ก็พยายามจะหาความเห็นให้ได้ตามนั้นครับ

บทวิจารณ์จาก Thai Film Journal บอกว่าเป็นหนังที่ตามเรื่องยาก แต่ก็เป็นหนังที่ “คุณอาจอยากชม 2-3 รอบ เพื่อเข้าใจอารมณ์ของมัน” และ “รู้สึกสนุกที่ได้ดูนวพลประสบความสำเร็จในการสร้างโลกอันแปลกประหลาดน่าทึ่ง ซึ่งไม่มีอยู่ที่ไหน

อีกความเห็นจากอาจารย์ประวิทย์ แต่งอักษร พูดถึงหนังได้ที่น่าสนใจว่า “มันเป็นหนังที่ถ่ายทอดความกระอักกระอ่วน ความว้าวุ่นสับสนของเด็กสาวคนหนึ่งได้อย่างวิเศษและน่าอัศจรรย์ และผู้ชมรู้สึกและสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า spirit ของความเป็นวัยรุ่น และในขณะที่เนื้อหาของมันบอกเล่าในสิ่งที่หนังที่ว่าด้วยวัยรุ่นทั้งหลายเคยพูดมาแล้วทั้งสิ้น

แล้วเจ้าของทวิตเตอร์คิดยังไงกับหนัง อาจเป็นสิ่งที่คุณอยากรู้ เธอทวีตข้อความว่า “ประโยคแรกที่ตื่นมาในเช้าวันนี้คือ mary is happy เป็นหนังที่รู้สึกรักและหวงแหนที่สุดในจักรวาลเพราะว่าตื่นมามันก็ยังเป็นสิ่งแรกที่วันนี้นึกถึง

ผมแนบบางความเห็นที่น่าสนใจจากทวิตเตอร์ไว้ด้านในครับ

Read more of this post

The Hunger Games: Catching Fire – ความเห็นหลังชม

catching fire reader reviewวาไรตี้คาดว่าหนัง The Hunger Games: Catching Fire น่าจะเปิดตัวสุดสัปดาห์นี้ในสหรัฐอย่างต่ำ 160 ล้านเหรียญสหรัฐครับ หนังทำรายได้วันพฤหัสบดีไปราว 25 ล้านเหรียญ ซึ่งน่าจะทุบสถิติรายได้หนังเดือนพฤศจิกายนที่ The Twilight Saga: New Moon ครองไว้ที่ 142 ล้านเหรียญไปได้อย่างสบาย แต่จะเกิน 174 ล้านเหรียญ อันเป็นรายได้หนังเปิดตัวสูงสุดปีนี้ของ Iron Man 3 หรือไม่ ก็คงต้องรอลุ้นกัน ส่วนรายได้ที่บ้านเรานั้นก็น่าจะสร้างสถิติสักอย่างได้ เพราะรายได้เปิดตัววันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้ที่ 11.86 ล้านบาท ตามรายงานของไบโอสโคปครับ มีแววว่าจะเป็นหนังทำเงิน 100 ล้านของบ้านเราในปีนี้แน่ๆ

สำหรับผมแล้ว The Hunger Games: Catching Fire ทำได้ถึงกว่าภาคแรกในทุกองค์ประกอบ คิดว่าเหตุผลอย่างหนึ่งก็คือผู้สร้างมั่นใจมากขึ้นว่าหนังจะประสบความสำเร็จ ทำให้มีการลงทุนไปกับงานสร้างมากขึ้น ทำให้ฉาก การออกแบบเครื่องแต่งกาย เทคนิคพิเศษต่างๆ ดูลงทุนและให้ความยิ่งใหญ่มากขึ้น ขณะที่การเล่าเรื่องก็มีมีการใส่รายละเอียดเข้ามาเพิ่มในระดับที่ช่วยให้เราอินหรือสะเทือนใจไปกับตัวละครได้ง่ายขึ้น มีหลายฉากที่เรียกน้ำตาได้แบบที่ภาคแรกทำไม่ได้ โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวละคร ผู้กำกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์ รู้จักที่จะขยี้อารมณ์ และรู้ว่าผู้ชมต้องการอะไรจากหนัง สามารถใช้เทคนิคได้เหมาะกับผู้ชมที่เป็นแมสได้มากกว่าเทคนิคที่ผู้กำกับแกรี่ รอส ใช้ในภาคแรกที่ออกจะเล่าในเชิงสัญลักษณ์ (ไม่ได้จะบอกว่าเทคนิคของใครดีกว่ากันนะครับ ทั้งสองคนดีในทางของตัวเอง แต่ลอว์เรนซ์เหมือนจะแคร์คนดูมากกว่า) ที่สำคัญก็คือภาคแรกไม่อาจทำให้รู้สึกกดดัน หรือลุ้น หรือทำให้รู้สึกถึงอันตรายได้เมื่ออยู่ในเกม แบบที่ Catching Fire ทำได้

สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษของหนัง นอกจากงานสร้างแล้วก็คือการแสดง โดยเฉพาะนักแสดงนำอย่างเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ที่มีการแสดงที่ละเอียด ทรงพลัง และเป็นธรรมชาติ ช่วยให้เราเข้าใจความขมขื่น ความอึดอัด ความคับแค้นใจ ความกลัว ความเสียใจ จนท้ายที่สุดระเบิดเป็นความโกรธได้อย่างที่เราเหมือนร่วมรู้สึกไปกับเธอด้วย เธอเป็นคนที่ทำให้หนังซึ่งดีอยู่แล้วกลายเป็นหนังดีเลิศขึ้นไปเลย ลอว์เรนซ์ได้แสดงให้เห็นว่าเธอคือแคทนิสได้ตั้งแต่ภาคแรก แต่ภาคนี้ บทของเธอมีอะไรให้เธอได้แสดงมากกว่า และหนังก็ใช้ประโยชน์จากความสามารถของเธอได้ดีกว่าภาคแรกมากครับ

การที่หนังเป็นภาคกลางขั้นก่อนไปถึงบทสรุป อารมณ์จึงยังดูค้างคา และไม่รู้สึกว่ามันสุดจริงๆ มันกำลังพุ่งปี๊ดในตอนท้ายเรื่องแล้วถูกตัดจบ ทำให้ไม่แน่ใจว่ามันเป็นตอนจบที่ดีไหม แต่ก็ให้ความรู้สึกว่ามันกำลังจะพาไปสู่เรื่องราวที่มีพลังกว่าครับ 9/10

บทวิจารณ์จะตามมาทีหลังครับ (ค้างไว้หลายเรื่องมาก) ชมกันมาแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ร่วมแสดงความเห็นกันเลยครับ

Read more of this post

Thor: The Dark World – ความเห็นหลังชม

thor the dark world reader reviewThor: The Dark World ถือเป็นความสำเร็จอีกเรื่องของมาร์เวล สตูดิโอ ในแง่รายได้ครับ หนังเปิดตัวในสหรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 85.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามตัวเลขทางการจาก boxofficemojo ซึ่งถือว่าสูงกว่าภาคแรกราว 20+ ล้านเหรียญ หนังยังทำรายได้ในต่างประเทศได้ดีอีกด้วย ซึ่งหลังจากฉายมา 2 สัปดาห์ในตลาดนอกหสรัฐ ทำเงินไปราว 240.9 ล้านเหรียญ สิริรวมแล้วรายได้ทั่วโลกตอนนี้อยู่ที่ราว 326.6 ล้านเหรียญสหรัฐครับ ที่น่าสนใจก็คือรายได้ในจีน หนังเปิดตัวสูงถึง 19.6 ล้านเหรียญ มากกว่า The Avengers และมากกว่ารายได้ตลอดการฉายของ Thor ภาคแรกในจีนด้วย อดสงสัยไม่ได้ว่าภาพใบปิดแฟนเมดที่โรงหนังเผลอไปใช้แล้วกลายเป็นข่าวดัง จะอยู่เบื้องหลังรายได้นี้ไหม ส่วนรายได้เปิดตัว 4 วันแรกในบ้านเราอยู่ที่ 74 ล้านบาทครับ

ในแง่คำวิจารณ์ คะแนนจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ไม่ได้ออกมาดีมากเท่าภาคแรก มีนักวิจารณ์ชอบเพียง 65% และคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2/10 ต่างจากภาคแรกที่ได้ 77% คะแนนเฉลี่ย 6.7/10 ครับ แต่คะแนนนักวิจารณ์ก็สวนกับคะแนนจากผู้ชมในสหรัฐเพราะหนังได้เกรด CinemaScore ซึ่งมาจากการสำรวจความเห็นผู้ชมจากบริษัทด้านการตลาดสรุปเกรดออกมาได้เป็น A- และ 60% ที่ชอบหนังเป็นผู้ชาย ขณะที่ภาคแรกได้เกรด B+

สำหรับผม ผมอยู่ในหมู่ผู้ที่ชอบภาคแรกมากกว่าภาคล่าสุดครับ ภาคแรกมีธีมของมัน ว่าด้วยเรื่องการพิสูจน์ตัวเองของธอร์ และการชดใช้ความผิดพลาด ผสมกับเรื่องราวชิงบัลลังก์แบบเช็คสเปียร์ และทำให้ร่วมลุ้นและมีอารมณ์ร่วมไปกับธอร์ได้ แม้ว่าเรื่องราวความรักกับเจนจะดูเร่งรัดจนไม่อิน เพียงแต่งานสร้างอาจดูธรรมดา และไม่ได้มีการสร้างซีนที่ดูแปลกตาอะไร

ขณะที่ภาคสองมีทั้งเรื่องชิงบัลลังก์ การแก้แค้น หน้าที่กับความรัก การทรยศหักหลัง แต่ไม่อาจมีความรู้สึกร่วมได้เลยกับเรื่องราวเหล่านั้น รู้สึกว่าจืดชืดสนิท แต่หนังก็ไม่ได้แย่ หนังยังอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจเพราะได้การแสดงของทอม ฮิดเดิลสตัน ในบทโลกิ (และความน่ารักของแคท เดนนิ่งส์ ในบทดาร์ซี) มาทำให้การชมตลอดเรื่องสนุก และก็มีฉากตลกๆ มุขฮาๆ หลายฉากที่ทำให้เอาขำ คู่พระนางถูกนักแสดงสมทบขโมยซีนไปหมด

หนังพยายามจะใช้สูตรเดียวกับ The Avengers นั่นก็คือขายตัวละคร ขายเสน่ห์ของตัวละคร และการแสดงที่ดูสนุก แต่ The Avengers ก็ยังมีธีมชัดเจนเรื่องการผนึกกำลัง เรื่องความสามัคคี และใช้สูตรนี้มารับใช้ให้หนังมีท้งแก่นและความสนุก ขณะที่ผมพบว่า Thor: The Dark World เป็นเพียงหนังขายแก๊กฮาๆ กับลีลาของโลกิ ไม่มีธีมอะไรที่จับต้องได้เลย เป็นความบันเทิงในระดับหนึ่ง แต่ดูจบก็จบไปครับ 7/10

เชิญเพื่อนๆ ที่ชมแล้วมาออกความเห็นและให้คะแนนกันครับ ชอบหนังในระดับไหน และชอบภาคไหนมากกว่ากัน

Read more of this post

ตัวอย่างที่สองของ “รักโง่ๆ” LoveSyndrome และความเห็นจากผู้ชมรอบปฐมทัศน์

lovesyndrome trailer 2รักโง่ๆ” ของผู้กำกับพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ได้ฉายรอบสื่อมวลชนไปเมื่อพุธที่ 25 กันยายนที่ผ่านมาครับ ล่วงหน้าก่อนฉายจริง 10 ตุลาคม ถึง 2 สัปดาห์ เป็นการสร้างกระแสปากต่อปากก่อนหน้าที่หนังจะฉาย และก็ทำได้สำเร็จด้วย เพราะตัวหนังมีดีมากพอที่จะได้รับการบอกต่อให้มาชมกัน

หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์อยู่ตรงที่ความพยายามฉีกตัวเองจากสูตรหนังรักหลายคู่แนว Love Actually ที่บ้านเราชอบสร้างกันมาครับ และก็ทำได้อย่างน่าพอใจ เป็นหนังที่ทำให้ผมสนุก ยิ้ม หัวเราะ ซึ้ง และร้องไห้ได้ตามเรื่องราวของบางคู่รักในหนัง แต่สิ่งที่ชอบพิเศษก็ตรงบทหนังที่เกริ่นไว้ว่าพยายามฉีกออกจากความจำเจ ความเลี่ยนของหนังรักทั่วๆ ไป ตรงที่พยายามเล่นกับสูตรเชยๆ เหล่านั้นด้วย มันเหมือนเป็นข้อความบอกรักถึงหนังรักเลี่ยนๆ เชยๆ เหล่านั้นซึ่งมีวิธีการเล่าที่น่ารักมาก มันไม่ใช่หนังที่ดีพร้อม แต่ก็เป็นหนังที่กล้าชวนให้คนอื่นไปดูหนังเรื่องนี้ได้ครับ

และเพื่อไม่ให้กระแสตก “รักโง่ๆ” ยังได้ปล่อยตัวอย่างหนังฉบับที่สองออกมาชวนคุณไปดูด้วยครับ ผมได้แนบตัวอย่างพร้อมความเห็นจากผู้ชมมาให้อ่านที่ด้านในครับ

รักโง่ๆ” นำแสดงโดยภาคิน โตวิลัยศักดิ์, คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์, กานต์พิชชา พิชยศ, เลโอ โซสเซย์, อดุล เจริญรัศมีเกียรติ, ธิติรัตน์ โรจน์แสงรัตน์, วิรพร จิรเวชสุนทรกุล, โกเมนทร์ สวนสมัย และกิตติศักดิ์ ปฐมบูรณา

Read more of this post

The Mortal Instruments: The City of Bones – ความเห็นหลังชม

the mortal instruments reader reviewหลังจากความสำเร็จของนิยายแฟนตาซีโรแมนติกสำหรับวัยรุ่นที่ทำงานถล่มทลายทั่วโลกอย่าง The Twilight Saga ก็มีการสร้างหนังแนวเดียออกมาตามกันโดยหวังที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน เช่น The Host และ Beautiful Creatures แต่ต่างล้มเหลวหมดในทางรายได้ ล่าสุดก็ The Mortal Instruments: The City of Bones ที่ก็มีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก แต่ที่ผมพบว่าแย่กว่าหนังที่สร้างตามกระแสเรื่องอื่นก็คือ นอกจากเป็นหนังที่สนุกน้อยแล้วยังเป็นหนังที่แทบจะหาความเป็นตัวไม่ค่อยได้เลย

The Mortal Instruments: The City of Bones เหมือนจะเป็นการยำใหญ่โครงเรื่องหนังทุกอย่างที่อยู่ในกระแสนิยมมาใช้หมดเลย เป็นเรื่องราวของนักปราบปีศาจแบบ Buffy, มีรักสามเส้าและมนุษย์หมาป่าแบบ The Twilight Saga, เอานัยความสัมพันธ์แบบวายของ The Twilight Saga มาขยายให้เป็นรักระหว่างชายกับชายแบบโจ่งแจ้ง, เอาเรื่องราวของอีกโลกที่ซ่อนในโลกของเราแบบ Harry Potter มาใช้ และยังเอาความสัมพันธ์พ่อกับลูกแบบ Star Wars มาใช้ แต่ทำได้ขาดพลัง หรือบางครั้งก็แห้งแล้งเมื่อเทียบกับต้นฉบับ

ฉากโรแมนติกไม่หวานเท่า The Twilight Saga, ฉากวายไม่จักจี้ชวนวี้ดวิ้วแบบ The Twilight Saga แต่กลับออกมาเป็นส่วนเกิน, โลกในหนังดูน่าสนใจในตอนเปิดตัว แต่ก็ไม่ชวนให้พิศวงเท่าโลกใน Harry Potter, ฉากบู๊บางฉากสนุกและมีอารมณ์ขัน แต่ฉากไคลแม็กซ์กลับไม่ลุ้น และค่อนข้างน่าเบื่อ และฉากช็อคแบบ Star Wars ก็จืดชืดมาก

การเอาโครงเรื่องที่มีอยู่แล้วมาต่อเติมใหม่ หรือมาทำซ้ำใหม่ในรูปแบบอื่น ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สิ่งที่เสียหายก็คือไม่อาจทำได้อารมณ์ถึงเท่าของเก่า หรือทำออกมาได้สนุกเท่า และเมื่อทำออกมาได้ไม่ดีเท่าแล้ว ยิ่งทำให้หนังดูแย่ลงเป็นสองเท่าเพราะโครงเรื่องที่มีอยู่ก็ขาดเอกลักษณ์ในตัวเองอยู่แล้วครับ

ส่วนดีของหนังที่ผมพบก็คือความสวยหล่อของนักแสดง แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรได้มากหากหนังไม่สนุก

4.5/10

Read more of this post

ความเห็นหลังชม: The Wolverine, Percy Jackson และ Kick-Ass 2

kickAss 2 reader reviewหวังว่าคงไม่ช้าเกินไปที่จะเปิดพื้นที่สำหรับหนังที่เข้ามาสักพักใหญ่แล้วให้ได้ออกความเห็นกันนะครับ เริ่มจาก The Wolverine ที่เป็นการกลับมารบบทวูล์ฟเวอรีนในหนังเดี่ยวๆ ของตัวเองอีกครั้งของฮิวจ์ แจ็คแมน ตามความเห็นของนักวิจารณ์แล้วค่อนข้างไปในทางบวกครับ Rotten Tomatoes ประเมินจาก 203 บทวิจารณ์ได้ผลออกมาว่ามีนักวิจารณ์ที่ชอบ 68% คะแนนเฉลี่ย 6.3/10 ครับ เป็นคะแนนที่ดีกว่า X-Men Origins: Wolverine (37%) และ X-Men: The Last Sand (57%) แต่ต่ำกว่าหนัง X-Men ภาคที่เหลือทั้งหมดที่ได้ความชอบเกิน 80% กันหมด ความเห็นโดยสรุปจากนักวิจารณ์ต่อหนังก็คือ ชอบที่ซื่อตรงกับคอมมิคในแง่การนำเสนอตัวละคร แต่องก์สุดท้ายของหนังที่ดูการ์ตูนเกินไป ทำให้หนังถูกตัดคะแนนไปเยอะ

แต่คำวิจารณ์แบบเดียวกันไม่เกิดขึ้นกับ Percy Jackson: Sea of Monsters ครับ การประเมินของ Rotten Tomatoes พบว่ามีนักวิจารณ์ชอบเพียง 39% และได้คะแนนเฉลี่ย 5/10 จาก 98 วิจารณ์ ซึ่งเป็นคะแนนวิจารณ์ที่น้อยกว่าภาคแรก (49%) ที่ก็ไม่ได้คำวิจารณ์ด้านดีสักเท่าไหร่อยู่แล้ว ความเห็นโดยรวมบอกว่าโครงเรื่องกับตัวละครดูซ้ำกับเรื่องอื่นๆ มากเกินไปจนเฝือ และเดาทางได้ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ได้คะแนนไม่มาก

Kick-Ass 2 ก็ได้คะแนนจากนักวิจารณ์น้อยเช่นกัน ได้เพียง 28% และ 4.7/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่าหนังสร้างสไตล์ออกมาได้ไม่โดนใจนักวิจารณ์เท่าภาคแรก จึงทำให้มีการกดคะแนนเยอะมากครับ

ผมยังไม่ได้ดูทั้งสามเรื่อง ยังไม่มีความเห็นครับ ขอให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่านเว็บทุกท่านแล้วกันครับ

Read more of this post

ความเห็นจากคนดูหนังต่อ “ตั้งวง” ของผู้กำกับคงเดช จาตุรันต์รัศมี

tung wong reader review“ตั้งวง” ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับคงเดช จาตุรันต์รัศมี (กอด, เฉิ่ม, สยิว และ แต่เพียงผู้เดียว) เข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้แบบจำกัดโรงครับ หลังจากมีรอบนักวิจารณ์, รอบสื่อฯ ไปเมื่อต้นสัปดาห์ และได้ไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ประเทศเยอรมันมาก่อนหน้านี้ ผมยังไม่มีโอกาสได้ดูหนังเพราะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา งานเยอะมากจนแทบไม่ค่อยมีเวลาไปไหนครับ แต่ก็ได้ติดตามความเห็นจากผู้ที่ชมหนังเรื่องนี้แล้วผ่านสื่อต่างๆ พบว่าความเห็นเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ไปในทางบวกหมด และด้วยความที่ชื่นชอบ “แต่เพียงผู้เดียว” อย่างมาก และชอบการที่ผู้กำกับพยายามนำเสนอเรื่องราวที่ฉีกออกไปจากกระแสนิยมโดยทั่วไป จึงคิดว่าน่าจะเอาความเห็นจากผู้ชมต่อหนัง “ตั้งวง” มาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นการเชิญชวนครับ และคิดว่านี่อาจเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ก็เป็นได้

คุณหมอ”ผมอยู่ข้างหลังคุณ” ให้ 4 ดาวแก่ “ตั้งวง” และบอกว่า “เป็นหนังไทยที่ชอบที่สุดในรอบสองสามปีนี้ เป็นหนังที่มีคุณค่าที่น่าจะมีคนดูมากกว่าสิบคน และในรอบหลายปีนี้จะมีหนังไทยเรื่องไหนที่พูดถึง ‘ความเป็นไทย’ ได้ครบเครื่องที่สุด ก็ต้องเป็น ตั้งวงณัฐพงษ์ โอฆะพนม จากคอลัมน์ “เอกเขนกดูหนัง” ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ก็เขียนชมว่าตั้งวงว่า “คือหนังไทยที่ดีที่สุดของปี พ.ศ. 2556 ณ เวลานี้ (นั่นหมายความว่า หลังจากสัปดาห์นี้ อาจจะมีหนังไทยเรื่องอื่นที่ดีกว่าก็เป็นได้

อีกความเห็นจากสมาชิกพันทิป “คนเดินทาง” ให้คะแนน 8.5/10 แก่หนัง และเขียนความเห็นในกระทู้รีวิวไว้ว่า ““ตั้งวง” เราชอบเหมือน “เกรียน ฟิคชั่น” “ฮอร์โมน” แต่เรื่องนี้เล่นประเด็นที่แรงกว่า เซอร์เรียลกว่า ตรงไปตรงมากว่าอยู่ในโลกแห่งความจริงมากกว่า” และความเห็นจาก OaterALMIGHTY บอกว่า “ตั้งวง หนังไทยดีมีคุณภาพ เข้าถึงง่ายและโดนสุดๆ เป็นหนังที่ดูสนุก สะท้อนสังคมได้ดี เล่าเรื่องได้อารมณ์คล้ายหนังญี่ปุ่น โดยที่ไม่ต้องใช้เพลงประกอบ เล่าดิบๆ ง่ายๆ ตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อมอะไมาก ผมชัวร์ว่าต้องโดนใจคนไทยทั้งประเทศ เป็นหนังที่ดูเหมือนจะถูกมองข้าม ที่ไม่น่ามองข้ามแห่งปี!

ตั้งวง เล่าเรื่องของ การรำ โดยเน้นไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นเด็กหนุ่มเกรียนๆสี่คน ยองกับเจ เด็กเนิร์ดประจำโรงเรียน เบส นักกีฬาผู้ไฝ่ฝันที่อยากเป็นตัวแทนโรงเรียน และ เอ็ม เด็กหนุ่มผู้หลงรักการเต้น cover เกาหลีเป็นชีวิตจิตใจ กับความคิดมักง่ายที่จะทำภารกิจรำแก้บนโดยมี พี่นัท นางรำรับจ้างรำ แก้บน เป็นผู้ฝึกสอน

หนังนำแสดงโดย สมภพ สิทธิอาจารย์, สิริภัทร คูหาวิชานันท์, ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์, อนวัช พัฒนวณิชกุล, ณัฐรัฐ เลขา และยังมีกัญญารัตนฺ์ จิรรัชกิจ ทำหน้าที่อำนวยการสร้างด้วย ผมได้แนบความเห็นและวิจารณ์จากทวิตเตอร์มาให้อ่านเพิ่มเติมที่ด้านในครับ พร้อมด้วยตัวอย่างหนังฉบับใหม่ และเพื่อนผู้อ่านท่านไหนที่ได้ชมหนังแล้ว ลองมาให้ความเห็นกันดูครับ

Read more of this post

Despicable Me 2: ความเห็นหลังชม

despicable me 2 reader reviewจาก 153 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา Despicable Me 2 มีนักวิจารณ์ชอบถึง 75% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.6/10 ถือว่าคำวิจารณ์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แม้ว่าจะไม่ดีเท่ากับภาคแรกที่มีนักวิจารณ์ชอบถึง 81% และมีคะแนนเฉลี่ย 6.8/10 แต่หนังก็ทำรายได้ถล่มทลายในสหรัฐในสัปดาห์แรกของการเปิดฉายแซงภาคแรกไปอย่างไม่เห็นฝุ่น รายได้ทั่วโลกตอนนี้ก็ไปปา 335 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว เป็นรายได้ที่อาจแซงหนังของพิกซาร์ที่มักเป็นแชมป์รายได้หนังอนิเมชั่นทุกปีเลย

ผมยังไม่ได้ดูหนังครับ เลยยังไม่มีความเห็น แต่จากที่อ่านมาคร่าวๆ ก็คือตัวเนื้อเรื่องของหนังสู้ภาคแรกไม่ได้ ออกจะบางเบาและไม่ให้แรงบันดาลใจเท่า แต่สิ่งที่ทำให้หนังเป็นที่ถูกใจก็คือมุขตลกจากเหล่าตัวมิเนียนจอมขโมยซีนที่ทำให้ผู้ชมฮาก๊ากกันมาก และงาน 3D ที่ค่อนข้างแพรวพราวครับ

เพื่อนผู้อ่านเว็บท่านอื่นที่ได้ชมมาแล้วคิดเห็นอย่างไรต่อหนังกันบ้างครับ ให้กี่คะแนนกันครับจากเต็มสิบ มาใส่ความเห็นกันเลยครับ

Read more of this post

Pacific Rim: ความเห็นหลังชม

pacific rim reader reviewไม่เคยลุ้นรายได้หนังฮอลลีวู้ดแบบนี้มานานแล้วครับ เพราะอยากให้ Pacific Rim ทำเงินในระดับที่ทำให้มีการอนุมัติให้สร้างภาคต่อมาก นี่เป็นหนังซัมเมอร์ปีนี้ที่ผมสนุกและเกือบฟินที่สุด และโดนใจผมกว่า Iron Man 3, Fast & Furious 6, Man of Steel และ World War Z เลย เป็นหนังที่ทำให้กลับไปนึกถึงตอนเด็กอีกครั้งเหมือนที่คำพูดของรุ่นน้องที่ไปดูหนังด้วยกันพูดว่า มันเป็นหนังที่ทำให้เรานึกถึงตอนที่อยากขับหุ่นยนต์ออกไปบู๊กับผู้ร้าย

หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงการ์ตูนแนวหุ่นยักษ์หรือซูเปอร์โรบ็อทหลายเรื่องมาก เช่น เกรทมาชินกา, เกรนไดเซอร์ ขณะที่เด็กรุ่นใหม่อาจนึกถึงเอวาเกเลียนด้วย สัตว์ประหลาดในหนังก็ทำให้นึกถึงพวกหนังอุลตราแมน มีกระทู้ในพันทิปที่เปรียบเทียบองค์ประกอบของซูเปอร์โรบ็อทกับหนังเรื่องนี้ได้น่าสนใจมาก ลองไปอ่านดูได้ที่นี่ครับ

ตัวเนื้อเรื่องของ Pacific Rim เป็นอะไรที่พื้นๆ ซ้ำซาก คล้ายหนังหายนะหลายเรื่อง แต่ทำได้ถึงและมีพลังในแบบที่ไม่มีหนังซัมเมอร์ฮอลลีวู้ดเรื่องไหนที่ใช้เนื้อเรื่องซ้ำซากแบบนี้ทำได้มานานแล้ว และยังเป็นการเอาโครงเรื่องแบบหนังฮอลลีวู้ดมาตรฐานมามาใส่องค์ประกอบจากการ์ตูนหุ่นยนต์และสัตว์ประหลาดของญี่ปุ่นได้อย่างลงตัวเป็นเนื้อเดียวกัน

สำหรับคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา โดยรวมก็อยู่ในแดนบวกครับ มีนักวิจารณ์ชอบ 72% คะแนนเฉลี่ย 6.8/10 จาก 187 บทวิจารณ์ในตอนนี้ เพื่อนผู้อ่านเว็บที่ไปชมมาแล้วรู้สึกยังไงต่อหนังบ้างครับ ชอบหรือไม่ชอบตรงไหนบ้าง และให้คะแนนกันเท่าไหร่ครับ

Read more of this post

World War Z: ความเห็นหลังชม

world war z image 03หนังเรื่อง World War Z อาจไม่ใช่หนังซอมบี้ที่ดีที่สุด ถ้าวัดจากองค์ประกอบว่าหนังซอมบี้มักต้องมีฉากน่ากลัว และต้องฉากที่เสียดสีหรือวิพากษ์สังคมหรือความเป็นมนุษย์แรงๆ เพราะทั้งสององค์ประกอบนี้เบามากด้วยความที่เป็นหนังเรต PG-13 และแทบจะปล่อยผ่านประเด็นจริงจังไปเลย แต่มันทำหน้าที่ได้ดีในแง่ของการเป็นหนังซัมเมอร์ที่ให้ความบันเทิง หนังพาเราร่วมลุ้นระทึก ตื่นเต้น และนั่งเกร็งตั้งแต่ห้านาทีแรกของหนังไปจนจบ ซึ่งแม้จะน่าเสียดายที่หนังเลือกทิ้งประเด็นดราม่าที่เปิดเอาไว้ แต่คิดว่าผู้สร้างคงกลัวว่าถ้าจะเน้นประเด็นเหล่านั้นด้วย หนังอาจยาวถึงสองชั่วโมงครึ่ง และอาจไม่แน่ใจว่าจะทำมันออกมาให้ถึง จึงเน้นเรื่องสร้างความบันเทิงแบบลุ้นระทึกอย่างเดียว

หนังบอกเล่าเรื่องราวของสงครามโลกกับซอมบี้ แต่สเกลของหนังตีวงแคบเข้ามาโดยเน้นการสืบสวนของเจอรี่ (แบรด พิตต์) เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติในการหาต้นตอของเชื้อโรคที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้และหาวิธีรักษาซึ่งพาให้เขาต้องเดินทางไปทั่วโลก ความที่เคยทำงานในสงครามมาก่อนก็ทำให้เขาเชี่ยวชาญในการเอาตัวรอดระดับหนึ่ง และความที่เป็นคนช่างสังเกตก็ทำให้เขาได้พบวิธีช่วยเหลือมนุษย์ในที่สุด

ผู้ชมติดตามการสืบสวนของเจอรี่ไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลกและได้ร่วมลุ้นให้เจอรี่รอดท่ามกลางฝูงซอมบี้ที่วิ่งเร็วและบ้าประหนึ่งฝูงสัตว์ร้ายอันบ้าคลั่ง ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการฝ่าด่านเกมต่างๆ เพื่อเก็บเบาะแสเพื่อเอาไปใช้ในด่านสุดท้าย ตั้งแต่การพยายามหนีออกจากเมือง การเจอซอมบี้ในความมืด ฝูงซอมบี้ที่ทะลักกำแพงเมืองเข้ามา ซอมบี้บนเครื่องบิน และซอมบี้ในห้องทดลองที่บางฉากชวนให้นึกถึงความสยองขวัญของเกม Resident Evil และน่าจะเป็นการสร้างฉากที่คล้ายเกมได้ดีกว่าหนังที่สร้างจากเกมเองด้วยซ้ำ

แบรด พิตต์ทำหน้าที่ได้ดีอย่างมากในการพาหนังทั้งเรื่องให้ไปรอดได้ตลอดฝั่ง ได้มีฉากโชว์ความเท่และฉากใช้ความสามารถไปพร้อมกัน

8/10

Read more of this post

The Lone Ranger: ความเห็นหลังชม

the lone ranger reader reviewนิตยสารฟอร์บทำนายว่า The Lone Ranger จะกลายเป็นหนังขาดทุนมหาศาลของปีนี้ และก็ดูเหมือนจะเป็นไปตามคำทำนายจริงๆ ครับ ด้วยทุนสร้าง 225 ล้านเหรียญในสหรัฐ (ไม่รวมงบด้านการตลาด) หนังเปิดตัวในการฉายวันแรกวันที่ 4 กรกฎาคม ไปเพียงไม่ถึง 10 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะทำรายได้ 5 วันไปราวๆ 45 ล้านเหรียญ น่าจะกลายเป็นหนังของดิสนี่ย์อีกเรื่องที่ขาดทุนในระดับเดียวกับ John Carter

นักวิจารณ์ในสหรัฐดูเหมือนจะสับเละเลยครับ คะแนนจากการประเมินของ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 4.6/10 และมีนักวิจารณ์ชอบ 23% ส่วนคะแนนจากการประเมินของ Metacritic อยู่ที่ 37/100 ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่านักวิจารณ์ใจร้ายเกินไปที่กดคะแนนขนาดนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าคะแนนที่เหมาะสมน่าจะอยู่กลางๆ พอดี เพราะแม้ว่าหนังจะข้อเสียด้านการเล่าเรื่อง มีความซ้ำซากจำเจของตัวละคร และหนังยืดยาวเกินความจำเป็น แต่หนังก็มีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นการพยายามจะคาราวะหรืออ้างอิงหนังเก่าอย่าง Once Upon a Time in the West มีการสร้างฉากแอ็คชั่นที่ใหญ่โต ซับซ้อน และสนุกในระดับดูได้เพลินๆ มีมุขตลกขำได้เป็นระยะๆ โดยเฉพาะจากม้าในเรื่อง

จอห์นนี่ เดปป์ พยายามสร้างบุคลิกให้ตอนโต้ ตัวละครของเขาให้มีเอกลักษณ์เพี้ยนๆ แบบกัปตันแจ็ค สแปโรว์ แต่เอาเข้าจริงแล้วก็กลายเป็นตัวละครเพี้ยนแบบจำเจที่เราเห็นจากเดปป์จนชินแล้ว ไม่เห็นอะไรแปลกใหม่แล้ว จึงไม่น่าจะเป็นการสร้างตัวละครอันน่าจดจำจนมีความแข็งแรงได้เท่ากัปตันแจ็คแน่ๆ และเดปป์ก็ควรลองหาบทแบบอื่นได้แล้วครับ

ชอบหนังกันแค่ไหน และมีความเห็นยังไง ใส่กันมาเลยครับ

Read more of this post

สารวัตรหมาบ้า: ความเห็นหลังชม

the cop reader reviewสารวัตรหมาบ้า หนังเน้นสไตล์ มีซีนเท่ๆเก๋ๆ ชวนอมยิ้มกับ reference และฉากคาราวะต่างๆ ที่ใส่มาเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ผมชอบที่สุดในหนัง และชื่นชมในความกล้าหาญในการเอาสไตล์ของหนังไทยยุค 80 มาเล่าเรื่อง ซึ่งทำได้ละเอียดตั้งแต่บทพูด การใช้ดนตรีประกอบ การสร้างฉาก รวมไปถึงการตัดต่อ

หนังเรื่องหนึ่งที่ผมนึกถึงตอนดูเรื่องนี้ก็คือ The Artist คล้ายกันในแง่การพยายามเลียนแบบฟอร์มของหนังยุคเก่า แต่เป็นคนละยุคกัน เพียงแต่ The Artist เอาฟอร์มของหนังเงียบมาเล่าเรื่องวงการบันเทิง แต่ “สารวัตรหมาบ้า” เอาฟอร์มหนังบู๊ดราม่ายุค 80 และทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเชยไปแล้วกลับมาเก๋อีกครั้งด้วยการเล่าเรื่องหนังแนวสืบสวนฆาตกรรมได้ซับซ้อนใกล้เคียงแบบที่ทำให้คุณนึกถึงซีรี่ส์ CSI และมีการสร้างฉากบางฉากที่ชวนให้นึกถึง Se7en และ LA Confidetial และหนังไทยอย่างของฉลอง ภักดีวิจิตร หรือคมน์ อรรฆเดช หรือหนังบู๊ตำรวจของสรพงษ์ ชาตรี

การเล่นกับฟอร์มอย่างหนักก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือคนที่ชอบก็จะสนุกในการติดตามดู reference หรือการใช้ลูกเล่นต่างๆ ตั้งแต่วิธีการถ่ายทำ การเคลื่อนกล้อง, การใส่ดนตรีประกอบ, การตัดต่อแบบที่เห็นได้ในหนังยุคโน้น เป็นความบ้าสมชื่อกับชื่อหนังเลย แต่คนที่ไม่คุ้นหรือไม่ชอบฟอร์มแบบนี้ จะไม่อินกับหนัง เพราะแม้กระทั่งบทพูดและวิธีการแสดงในบางขณะก็พยายามทำให้เหมือนที่หนังเก่าๆ ใช้กัน ซึ่งไม่เห็นหนังยุคปัจจุบันใช้นานแล้ว (ยกเว้นแต่ในละครของคุณฉลอง)

ส่วนที่ไม่ชอบของหนัง น่าจะเป็นช่วงพลิกผันและไคลแม็กซ์ของเรื่องที่ยังเล่าได้ยืดยาดไปนิด จนทำให้หนังขาดพลัง ยังลุ้นไม่พอ และการแสดงของนักแสดงบางคนในช่วงท้ายก็เบาไป ทำให้มันไม่พีคเท่าที่อยากให้เป็น

ไม่คิดว่า “สารวัตรหมาบ้า” จะถูกใจทุกคน เพราะสไตล์ของมัน แต่คิดว่าเป็นหนังที่นักดูหนังควรไปศึกษาลูกเล่นครับ

7/10

Read more of this post

Now You See Me: ความเห็นหลังชม

NOW YOU SEE MENow You See Me น่าจะเป็นหนังที่ทำเงินในสหรัฐของค่ายซิมมิทสูงสุด ถ้าไม่นับหนังชุด The Twilight Saga ครับ หนังใช้ทุนสร้างราว 75 ล้านเหรียญ และทำเงินไปแล้ว 94.4 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงเหนียวอยู่ในอันดับที่ 5 ในตารางหนังทำเงินหลังจากฉายมา 4 สัปดาห์ ถือเป็นหนังฮิตเงียบของค่ายเลย ซัมมิทไม่มีบริษัทตัวแทนจัดจำหน่ายนอกสหรัฐ แต่จะขายหนังให้บริษัทจัดจำหน่ายท้องถิ่นเอาไปฉาย และด้วยทุนสร้างที่ไม่สูงมากก็น่าจะทำให้หนังเกือบได้ทุนคืนแล้วจากการขายให้บริษัทต่างประเทศมาซื้อไปฉายครับ

ในแง่คำวิจารณ์ คะแนนวิจารณ์จากการประเมินของ Rotten tomatoes ไม่ได้ดีมาก มีนักวิจารณ์ชอบ 49% และคะแนนเฉลี่ย 5.9/10 จาก 109 บทวิจารณ์ที่รวบรวมมา

ในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าเป็นหนังที่ให้ความบันเทิงและหลอกล่อเราด้วยชั้นเชิงแบบมายากลเหมือนเรื่องราวในหนัง ทำให้เราหลงไปอีกทาง แล้วมาเซอร์ไพรส์กับตอนจบที่เราคาดไม่ถึง แม้จะไม่ใช่เป็นตอนจบที่แปลกใหม่อะไร ตัวละครธรรมดา แต่ใช้ยอดนักแสดงมาสร้างความไม่ธรรมดาให้ตัวละครเหล่านี้ดูมีเสน่ห์ แต่หนังก็เหมือนกับมายากลที่พอจบกันแล้วก็จบกัน เป็นความสนุกที่ไม่ได้ให้ข้อคิดหรือแรงบันดาลใจอะไรติดตัวออกมา เลยทำให้มันรู้สึกว่าเนื้อเรื่องนั้นเบาหวิว นอกจากนี้ แรงจูงใจในการกระทำของตัวละครก็ยังจับต้องไม่ค่อยได้ ถ้าบทหนังสามารถให้เราเห็นความสำคัญของ “เนตรภาคี” ได้มากกว่าที่ตัวละครพูด ก็จะทำให้หนังมีน้ำหนักมากขึ้น แต่อย่างที่บอกครับ หนังสนุกและน่าติดตาม

แก้ไข: 8/10

ชอบหนังกันแค่ไหน และให้คะแนนเท่าไหร่ ใส่ความเห็นกันได้ครับ

Read more of this post

Fast & Furious 6: ความเห็นหลังชม

fast and furious 615Fast & Furious 6 น่าจะเป็นหนัง 2D ของฤดูร้อนปีนี้ที่ทำรายได้สูงสุด และน่าจะครองตำแหน่งหนัง 2D ทำเงินสูงสุดแห่งปีจนกว่า The Hunger Games: Catching Fire จะมาถึงครับ รายได้ในสหรัฐจากการฉาย 10 วันตอนนี้อยู่ที่ราว 170 ล้านเหรียญสหรัฐ รายได้จากตลาดโลกอีกราว 310 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนบ้านเราก็ผ่าน 180 ล้านบาทไปแล้ว

หนังยังทำหน้าที่ให้ความบันเทิงได้ในระดับที่ดีในฐานะเป็นหนังซัมเมอร์ด้วยครับ คะแนนจาก Rotten Tomatoes อยู่ที่ 72% ต่ำกว่า 78% ของภาคที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ต่ำขนาดเสียฟอร์ม สำหรับผมแล้ว หนังสนุกในระดับเดียวกันกับภาคที่แล้ว แต่สิ่งที่ชอบมากกว่าน่าจะเป็นฉากเซอร์ไพรส์ท้ายเรื่องที่ทำให้อยากดูภาค 7 ในทันที

Fast & Furious 6 เป็นหนังบู๊ดูเอามันส์ ถ้ามันสามารถตอบโจทย์นี้ได้ สร้างความมันส์ได้ ก็ถือว่ามันสอบผ่านตามจุดประสงค์ และหนังเรื่องนี้ก็ทำได้มากกว่าสอบผ่าน มันมีฉากบู๊บนถนนที่ลุ้นระทึก ขณะเดียวกันก็ซับซ้อน เป็นฉากที่ไม่ได้ถ่ายทำได้ง่ายๆ เลย โดยเฉพาะฉากสู้กับรถถัง ฉากบู๊บนรันเวย์สุดท้ายแม้จะไม่ดูใหญ่โตเท่าฉากรถถัง ไม่ได้ดูซับซ้อนเท่า น่าจะเป็นฉากบู๊ปิดท้ายที่ดุเดือดและมันส์กว่า และความมืดก็ทำให้ฉากนี้ไม่มันส์เท่าที่อยากให้มันส์ แต่ก็สร้างอารมณ์ลุ้น เอาใจช่วยตัวละครได้ไม่แตกต่างกันมาก

สิ่งที่ทำให้ Fast & Furious 6 ทำสำเร็จกว่าหนังบู๊เอามันส์เรื่องอื่นๆ ก็เพราะไม่ได้เน้นแค่ฉากบู๊อย่างเดียว มันมีบทที่ดีในระดับใช้ได้ในการให้เรารู้สึกห่วงใยตัวละคร  และมีข้อได้เปรียบกว่าหนังบู๊อื่นตรงที่มีตัวละครที่มีเสน่ห์ที่เรารู้จักกันมาหลายภาคแล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างความผูกพันมาก เพียงแค่ใส่ฉากให้ตัวละครเหล่านี้ได้แสดงบางอย่างให้เราได้รักพวกเขามากขึ้นก็พอ ถ้าทำได้แล้ว หนังก็สามารถจัดฉากลุ้นระทึกอะไรเข้ามาได้หมด คนดูจะไม่รู้สึกงั้นๆ กับฉากบู๊ ฉากเสี่ยงตายต่างๆ เพราะเมื่อคนดูชอบตัวละครแล้วก็จะลุ้นให้ตัวละครเอาตัวรอดให้ได้ ยิ่งจัดฉากที่ดูว่าเสี่ยงตายมาก ยากที่จะฝ่าไปได้ ก็ยิ่งทำให้คนดูลุ้นมันส์ขึ้น

หนังบู๊หลายเรื่องทำให้เราอินกับตัวละครไม่ได้ ต่อให้มีฉากบู๊ที่ซับซ้อน หรือไฮเทค หรืออลังการยิ่งใหญ่กว่าหนังเรื่องนี้ เราก็จะไม่ค่อยรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับมันเท่าไหร่ แค่รู้สึกว่าฉากใหญ่โตดีนะ แต่แค่นั้น เหมือนแค่นั่งดูงานโชว์ฉากบู๊อย่างเดียวที่สักพักก็จะน่าเบื่อ เพราะไม่มีอารมณ์เป็นแกนของภาพที่จะดึงให้เรามีส่วนร่วม

อีกอย่างที่ชอบมากๆ ก็คือการกระจายบท ให้ทุกตัวละครหลักได้เด่น มีฉากเท่ ฉากโชว์ ฉากขำ ได้อย่างที่ไม่มีใครถูกกลืนหาย แม้แต่ตัวร้าในเรื่องที่รับบทโดยลุค เอแวนส์ กับ โจ ทาสลิม ก็มีช่วงเวลาได้เด่นเป็นที่จดจำบนจอครับ

ชอบหนังเรื่องนี้แค่ไหนกันบ้าง ใส่ความเห็นกันเลยครับ และอนุญาตให้สปอยล์ได้

Read more of this post

The Great Gatsby: ความเห็นหลังชม

the great gatsby reader reviewThe Great Gatsby เพิ่งจะเข้าโรงในบ้านเราสัปดาห์นี้ ขณะที่เข้าฉายที่สหรัฐมาก่อนล่วงหน้า รายได้เปิดตัวในสหรัฐก็อยู่ในระดับดี เพราะทำรายได้ไปราว 50 ล้านเหรียญจากการเปิดฉาย 3 วันแรก ซึ่งแม้ไม่สูงมาก และไม่ได้เป็นแชมป์รายได้ประจำสัปดาห์ แต่ก็สูงกว่าที่สตูดิโอและนักวิเคราะห์ประเมินไว้

ในแง่คำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ในสหรัฐ ดูจะไม่ค่อยได้รับการต้อนรับที่ดี หนังได้รับคำวิจารณ์ก้ำกึ่ง มีนักวิจารณ์เพียง 50 % ที่ชอบหนัง และคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.9/10 จากการประเมินของ Rotten Tomatoes

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงจากงานเขียนของเอฟ. สก็อต ฟิทซ์เจอรัลด์ ที่แต่งเอาไว้ตั้งแต่ปี 1925 และเป็นวรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลต่อสังคมอเมริกันเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องราวที่แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนเป็นเรื่องราวความรัก แต่ที่จริงแล้วเป็นการสะท้อนและเสียดสีสังคมของยุคนั้น แก่นเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือการพูดถึงความเสื่อมของสังคมอเมริกันยุคนั้นที่ให้คุณค่าแก่เปลือกของความหรูหราฟู่ฟ่า ความร่ำรวย และชนชั้น มากกว่าความดีงามของจิตใจ และการมีศีลธรรม

นักวิจารณ์ชั้นนำอย่างท็อดด์ แม็คคาร์ธี จากเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ ที่ชอบหนังเรื่องนี้ บอกว่าแก่นเรื่องจากนิยายต้นฉบับยังติดอยู่เหนียวแน่น มีคณะนักแสดงที่ดี มีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาก็เชื่อว่าวิธีการนำเสนอของผู้กำกับบัซ เลอร์มานน์ อาจไม่ถูกใจทุกคน ส่วนเคนเนธ ทูแรน จาก LA Times ดูจะเห็นตรงกันข้าม บอกว่าแม้หนังจะมีการแสดงอันยอดเยี่ยม แต่หลายอย่างในหนังก็ผิดพลาด โดยเฉพาะแนวทางในการกำกับ “ผู้กำกับประกาศให้รู้กันโดยตลอดถึงความรักที่เขามีต่อนิยายเรื่องนี้ แต่หนังที่เขาสร้างขึ้นจากมันมีบ่อยครั้งที่ใช้เป็นข้ออ้างในการถ่ายทอดสไตล์อันบ้าคลั่งส่วนตัว” ขณะที่เอ.โอ. สก็อต จาก NY Times บอกว่า The Great Gatsby เป็นหนังที่สนุก ไม่ว่าเราจะเคยได้ยินมาอย่างไรก็ตาม “แต่หนทางที่ดีที่สุดที่จะสนุกกับหนังอันโฉ่งฉ่างและยิ่งใหญ่ของบัซ เลอร์มานน์ เรื่องนี้ ก็คือการปล่อยวางนัยแฝงอะไรก็ตามทางวรรณคดีที่คุณอาจถูกลวงให้พาไป” แต่อย่างหนึ่งที่แทบทุกนักวิจารณ์เห็นพ้องกันก็คือการแสดงของนักแสดง โดยเฉพาะลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในบทเจย์ แก็ตสบี้ ครับ

ผมยังไม่ได้ดู The Great Gatsby เลยยังไม่มีความเห็นแก่ตัวหนัง ส่วนเพื่อนผู้อ่านเว็บที่ได้ดูกันแล้ว อยากชวนมาให้ความเห็นกันดูครับ ชอบหนังเรื่องนี้มากแค่ไหน และให้คะแนนเท่าไหร่ และถ้าสามารถตอบคำถามต่อไปนี้ด้วยได้ก็ลองตอบดูครับ 1. คุณคิดว่าแก่นของเรื่องจากฉบับนิยายยังอยู่ในหนังฉบับนี้ไหม และถูกนำเสนอออกมาได้ชัดเจนพอไหม 2.นักวิจารณ์หลายคนบอกว่าสไตล์ด้านภาพและงานสร้างของผู้กำกับบดบังแก่นของเรื่อง เลยกลายเป็นงานโชว์ภาพและงานสร้างเกินไป เห็นด้วยหรือไม่ครับ 3. งาน 3D ของหนังเป็นอย่างไรบ้างครับ ในแง่การเอามาใช้กับหนังชีวิต 4. ถ้าเทียบกับงานเก่าของบัซ เลอร์มานน์ ชอบเรื่องนี้มากกว่าหรือน้อยกว่าครับ และ 5.ชอบการแสดงของใครเป็นพิเศษครับ

Read more of this post

Star Trek Into Darkness: ความเห็นหลังชม

star trek into darkness new pic 02หนัง Star Trek Into Darkness ภาคต่อของสตาร์เทร็คฉบับรีบู๊ทที่หลายคนรอคอยได้เข้าฉายในบ้านเรามาตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ ในแบบโรงทั่วไป หนังจะมีรอบมิดไนท์ที่โรว IMAX ของพารากอน และรัชโยธิน วันที่ 15 นี้ด้วยครับ ก่อนที่จะเปิดฉายแบบเต็มๆ ให้ชมในโรง IMAX ปลายสัปดาห์นี้ หนังถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ราว 30 นาที อรรถรสแบบเต็มร้อยตามความตั้งใจของผู้สร้างก็คงต้องเป็นโรง IMAX นี่แหละ

หนังจะเข้าฉายในสหรัฐสุดสัปดาห์นี้เช่นกัน หลังจากฉายในตลาดอินเตอร์ก่อนหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่ารายได้เปิดตัวจาก 7 ประเทศรวมกัน 31.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เปิดตัวสูงกว่าภาคปี 2009 ถึง 70% หนังจะเข้าฉายในตลาดใหญ่อย่างจีนและรัสเซียในสัปดาห์นี้พร้อมสหรัฐ ซึ่งดูแล้วก็มีทีท่าว่าจะทำเงินสูงกว่าภาคที่แล้ว ส่วนรายได้ของบ้านเรานั้น อ่านจากกระทู้ของคุณ Ba-Yan-Tree ในพันทิป บอกว่ารายได้ตอนนี้แตะ 16 ล้านบาทแล้ว มีแววว่าน่าจะทำเงินเกิน 29 ล้านบาท ที่ภาคปี 2009 เคยทำไว้

ในแง่คำวิจารณ์ ประเมินจาก Rotten Tomatoes ที่ตอนนี้รวบรวมมา 71 บทวิจารณ์แล้ว แม้จะยังไม่ถึงครึ่งของนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ แต่ก็พอสรุปได้ว่าความเห็นออกไปในทางบวกเป็นส่วนใหญ่ครับ หนังมีนักวิจารณ์ชอบ 87% และคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5/10

สำหรับความเห็นของผม บอกได้ว่าเป็นหนังที่สนุก ตื่นเต้น และชวนลุ้นมากๆ และยังเป็นหนังที่ซาบซึ้งในแง่ความสัมพันธ์ของตัวละครด้วย ทั้งยังมีการสร้างฉากหรือใส่ลูกเล่นบางอย่างที่ทำให้เรานึกถึงภาคเก่า ที่ส่วนตัวมองว่าใช้ได้อย่างสร้างสรรค์ครับ แต่ถ้าบอกในฐานะแฟนหนังชุดนี้ที่ดูมาทุกภาคก็คงบอกว่าหนังยังไม่ครบรส เพราะสตาร์เทร็คจะต้องมีองค์ประกอบทางเนื้อเรื่องที่เป็นไซไฟปรัชญา พวกนิยามความหมายของคำว่า “สิ่งมีชีวิต” หรือโลกใหม่ พรมแดนใหม่ ที่ทำให้เราได้มาสำรวจ “ความเป็นมนุษย์” ของตัวเราเอง หนังเน้นไปที่การผจญภัยและความสัมพันธ์ของตัวละครแค่นั้น หนังสตาร์เทร็คภาคที่ดีที่สุด (ซึ่งในความเห็นของผมยังเป็น Star Trek II: Wrath of Khan) สามารถเอาองค์ประกอบทางเนื้อเรื่องเหล่านี้มาเล่าได้อย่างกลมกลืน กลมกล่อม และเสริมกันหมด

ผมให้คะแนนหนังที่ 8/10 ครับ เพื่อนผู้อ่านเว็บชอบหนังเรื่องนี้แค่ไหน ยังไงกันบ้างครับ และให้กี่คะแนนกัน และถ้าสามารถให้ความเห็นได้มากกว่านั้น อยากให้ลองเปรียบกับภาคที่แล้วว่าชอบมากหรือน้อยกว่ากัน และถ้าเปรียบกับภาคเก่าๆ ทั้งหมด ชอบในระดับไหนครับ สุดท้ายก็คือถ้าได้ชมในระบบ IMAX ด้วย รู้สึกว่าอรรถรสเป็นอย่างไรบ้างครับ

ใส่ความเห็นกันมาได้เลย อนุญาตให้สปอยล์ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ได้ชมไม่ควรอ่านครับ

Read more of this post

Iron Man 3: ความเห็นจากผู้ชม

iron man 3 superbowl ad capIron Man 3 ได้เข้าฉายในบ้านเราผ่านมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมครับ และตามรายงานล่าสุดก็กลายเป็นหนังที่เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลของบ้านเราด้วยรายได้สูงถึง 47 ล้านบาท สูงกว่า 41 ล้านที่ The Avengers ครองไว้เดิม และรายได้ล่าสุดตอนนี้ก็ทำไปถึง 170 ล้านบาทแล้ว

รายได้ในต่างประเทศก็สูงถล่มทลายอย่างมากเช่นกันครับ รายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกในสหรัฐสูงถึง 175 ล้านเหรียญ เป็นสถิติเปิดตัวสูงสุดที่เป็นรองแค่ The Avengers เท่านั้น รวมกับรายได้ทั่วโลกอีกราว 504.8 ล้านเหรียญ รายได้ทั่วโลกตอนนี้เลย 680 ล้านเหรียญไปแล้ว

ในแง่คำวิจารณ์ จากการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังมีนักวิจารณ์ชอบราว 77 % สูงกว่าภาคที่แล้ว แต่ไม่เท่ากับภาคแรก ความเห็นจากผู้ชมก็ออกไปในทางชื่นชอบเป็นส่วนใหญ่ แม้ส่วนหนึ่งจะไม่พอใจการตีความแมนดารินในหนังเรื่องนี้ และอีกส่วนก็ไม่พอใจทิศทางการกำกับของเชน แบล็ค ที่ให้หนังออกไปในแนวบู๊ตลกมากกว่าจะเน้นความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เพียวๆ

ส่วนตัวแล้ว ผมชอบกว่าสองภาคแรก เพราะรู้สึกว่ามีความลงตัวในการเล่าเรื่องมากกว่า และการวางทิศทางให้ออกมาเป็นหนังบู๊ตลกในคราบของหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ทำได้ตามจุดประสงค์ของมันตั้งแต่เปิดฉาก มีบทสนทนาและแก๊กต่างๆ ที่ฮาเป็นระยะ และมีฉากบู๊ที่ชวนให้เราลุ้นได้จริงๆ จะมีติบ้างก็ตรงที่ในบางฉาก หนังเดินเรื่องเร็วเกินไป และไม่ยอมขยี้ให้ซาบซึ้งทั้งที่ทำได้ แต่เน้นเดินเรื่องเร็วจากจุดเอไปจุดบีมากเกินไป ผมพยายามจะเขียนวิจารณ์หนังออกมาครับ ขอติดไว้ก่อนสำหรับการวิจารณ์เต็มๆ

เพื่อนผู้อ่านชอบแคไหนครับ ให้กันกี่คะแนน มีอะไรที่ไม่ชอบบ้าง เชิญเล่าให้ฟังได้โดยเต็มที่ อนุญาตให้สปอยล์ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ชมไม่ควรอ่านครับ

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 475 other followers