เกี่ยวกับโฆษณาเหล่านี้

Whiplash – ในความเห็นของคุณ

Whiplash reader reviewเราอาจไม่ต้องพูดถึงความเห็นจากนักวิจารณ์แล้วสำหรับ Whiplash เพราะเราเคยพูดไปแล้ว มองข้ามไปที่รางวัลออสการ์เลยดีกว่า ซึ่งตามคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านรางวัลที่ goldenderby นำมาสรุป หนังมีโอกาสสูงที่สุดที่จะเข้าชิง (และอาจได้รางวัลไปเลย) ก็คือในสาขานักแสดงสมทบชาย จากบทบาทครูจอมโหดของเจ.เค. ซิมมอนส์ รองลงมาคงเป็นในสาขาเทคนิคด้านเสียง, สาขาตัดต่อ, สาขาบทดั้งเดิม ตามลำดับครับ ขณะที่ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็ดูเหมือนจะยังพอมีโอกาสบ้าง แต่ไม่มาก ขณะที่ไมลส์ เทลเลอร์ กับ ผู้กำกับเดเมียน แชเซลล์ ที่แม้จะทำหน้าที่ได้ดีมาก แต่ก็คงยากที่จะแซงคู่แข่งอื่นๆ ที่แข็งกว่ามากในปีนี้

หนังเรื่องนี้เข้าฉายทั่วไปในบ้านเราตั้งแต่ 30 ตุลาคมครับ ความเห็นส่วนใหญ่ก็เป็นบวกมาตั้งแต่ตอนที่ฉายรอบพิเศษก่อนหน้านั้นราวเกือบสัปดาห์แล้ว และรอบน่าจะน้อยลงแล้วในตอนนี้เมื่อมีหนังใหญ่อย่าง Interstellar เข้า และอาจไม่เหลือรอบแล้วเมื่อ The Hunger Games: Mockingjay – Part 1 เข้าฉายครับ ผู้ชมที่ชอบหนังดนตรี และหนังเขย่าขวัญ อาจต้องรีบหาชมกันในช่วงนี้ก่อนลาโรงครับ

ชมหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง เชิญมาแบ่งปันกันเลย

Read more of this post

เกี่ยวกับโฆษณาเหล่านี้

Interstellar – ในความเห็นของคุณ

INTERSTELLARInterstellar ค่อนข้างเป็นภาพยนตร์ที่เสียงแตกในหมู่นักวิจารณ์ในสหรัฐครับ แต่ที่ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับก็คือนี่เป็นงานชิ้นที่ทะเยอะทะยานที่สุดของคริสโตเฟอร์ โนแลน ในแง่แนวความคิดหนังและงานสร้าง ซึ่งนักวิจารณ์ที่ชอบก็จะให้คะแนนด้านนี้กันเต็มๆ ขณะที่นักวิจารณ์อีกกลุ่มที่แม้ยอมรับด้านแนวคิดของหนัง แต่ก็รู้สึกว่าหนังมีข้อผิดพลาดในแง่การเล่าเรื่องกับตัวละครที่ไม่อาจลืมหรือให้อภัยได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสการเข้าชิงรางวัลออสการ์ของหนังที่แม้ว่าในปีนี้จะยังไม่มีหนังที่เป็นตัวเต็งชัดเจนเท่าไหร่ แต่ก็มีหนังที่แข็งกว่า และได้คะแนนดีกว่าหลายเรื่อง

คะแนนของหนังที่ Rotten Tomatoes ตอนนี้อยู่ที่ 7/10 จาก 206 นักวิจารณ์ มีเปอร์เซ็นต์ความชอบอยู่ที่ 72% ส่วนคะแนนวิจารณ์จากการประเมินของ Metacreitic ที่เลือกเฉพาะนักวิจารณ์ชั้นนำ และให้คะแนนละเอียดกว่า พบว่าคะแนนสูงกว่าหน่อยที่ 73/10 ครับ (ปกติจะคะแนนต่ำกว่าของ Rotten Tomatoes) ขณะที่คะแนนจากการโหวตของผู้ใช้ imdb ในตอนนี้ก็สูงกว่ามากที่ 9.2/10 แปลว่าผู้ชมอาจชอบหนังมากกว่านักวิจารณ์

สำหรับผมแล้ว ก็ชื่นชม Interstellar ในแง่แนวคิดและความทะเยอะทะยานของมัน มันเป็นหนังที่มีแนวคิดแบบที่ขาดหายไปจากหนังฮอลลีวู้ดมานาน เป็นหนังเทคนิคพิเศษตระการตาแบบที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่และก็ยังดีกว่าหนังไซไฟเทคนิคตระการตาหลายเรื่องที่สร้างกันอยู่ในช่วงหลังนี้ ชอบการเอาทฤษฏีต่างๆ ที่แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่มาก แต่มาสร้างให้เป็นภาพได้อย่างแปลกตาและล้ำไปอีกขั้น และการได้ชมด้วย IMAX ก็มีหลายครั้งที่ช่วยขยายความงามนั้นให้ออกไปอีก

แต่นี่เป็นหนังที่เล่นท่ายากที่พิศดารในหลายท่าติดต่อกัน ท่าที่ทำได้สำเร็จทำให้เราว้าว แต่ท่าที่ผิดพลาดก็ทำให้เราตะหงิดๆ ใจ โดยเฉพาะการสร้างสถานะทางดราม่าบางอย่างให้ตัวละครที่รู้สึกว่าเชย และขาดๆ เกินๆ (ส่วนใหญ่แล้วเกินมากกว่าขาด) เปรียบกับ Contanct ที่เป็นหนังคล้ายกัน ก็คงบอกว่าชอบ Contact มากกว่า หนังเล่นประเด็นไม่มากเท่า Interstellar และอาจไม่ได้มีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่เท่า แต่มีความเข้มแข็งในสิ่งที่อยากจะนำเสนอกว่า จึงทำออกมาได้สมบูรณ์กว่า

เป็นหนังที่เราบอกได้ว่าเราชอบในการนำเสนอแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์ของหนัง และเราชื่นชมความกล้าหาญของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ถ้าไม่ใช่เขา เราคงยากที่จะได้ดูหนังแบบนี้ และในระดับความพึงพอใจขนาดนี้ แต่หนังก็มีจุดบกพร่องให้เราไม่อาจชอบได้สุดๆ

ชมกันมาแล้วเห็นเป็นประการใดกันบ้างครับ

Read more of this post

Gone Girl – ในความเห็นของคุณ

??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????หลังจากเปิดฉายในสหรัฐมา 2 สัปดาห์ และทำรายได้อยู่ในอันดับหนึ่งบนตารางหนังทำเงินทั้ง 2 สัปดาห์ หนัง Gone Girl ก็เข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้ด้วยรอบพิเศษ หรือ Sneak Preview ที่ฉายเฉพาะรอบ 2 ทุ่ม ตามโรงภาพยนตร์ชั้นนำต่างๆ และก็ดูเหมือนว่ากระแสจะมาแรงไม่แพ้กันเลย รายได้เพียง 2 วันที่หนังออกฉาย แม้เป็นเพียงการจำกัดรอบก็ทำรายได้อยู่ประมาณอันดับ 2 ของรายได้หนังใหม่ที่เข้าฉาย เป็นรองก็แค่ Dracula Untold ที่ฉายแบบทั่วไป และมีจำนวนโรงมากกว่า

Gone Girl เป็นหนังที่ทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมถูกใจด้วยกันทั้งคู่ และใกล้เคียงกัน คะแนนจากการประเมินของ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 8/10 มีนักวิจารณ์ชอบ 88% ส่วนสมาชิกของ imdb ก็ให้คะแนนอยู่ที่ 8.5/10 จาก 64,000 กว่าคนที่ร่วมโหวตในตอนนี้

หนังได้รับคำชมทั้งในแง่การกำกับของผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์ ที่ทำหนังสืบสวนระทึกขวัญเรื่องนี้ได้น่าตื่นเต้น น่าติดตาม และมีชั้นเชิงตลอดเรื่อง ขณะที่บทหนังโดยจิลเลียน ฟลินน์ ที่ดัดแปลงจากนิยายของตัวเอง ก็ได้รับคำชมอย่างมากเช่นกัน ทั้งในแง่ความคาดไม่ถึง และการจิกกัดสังคมปัจจุบัน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือโรซานมันด์ ไพค์ นักแสดงนำหญิงของเรื่องที่ส่งบทบาทได้อย่างอัศจรรย์เหมือนตัวละครที่เธอเล่น และน่าจะได้เข้าชิงออสการ์ครับ

ส่วนตัวแล้ว แม้ว่าหนังจะไม่ได้แพรวพราวระดับเดียวกับ The Social Network หรือลุ้นมากระดับ Se7en แต่ฟินเชอร์ก็เล่าเรื่องได้สนุก วางจังหวะอารมณ์ต่างๆ ไว้ได้ดีเยี่ยม เมื่อลุ้นก็ลุ้น เมื่อตลกร้ายก็ตลกร้าย เมื่อจะให้ช็อคก็ช็อค ทั้งยังทำให้เราสบถได้เป็นระยะๆ เมื่อถึงจุดพลิกผันบางอย่าง นอกจากนี้ เมื่อดูจบแล้วก็ยังทำให้เกิดความหลอนค้างต่อในหัว และทำให้เกิดประเด็นบางอย่างให้ขบคิดต่อไปได้อีกนานเหมือนที่ฟินเชอร์เคยทำได้กับหนังหลายเรื่อง เป็นการเข้าคู่ที่เหมาะกันอย่างมากราวกับกิ่งทองใบหยกระหว่างผู้กำกับที่เลิศในแนวทางของเขากับวัตถุดิบชั้นดีที่เหมาะสมจะให้เขาเล่า ความสุดยอดอีกอย่างก็คือบทบาทการแสดงของไพค์นี่แหละ และเธอคู่ควรจะเข้าชิงออสการ์จริงๆ ครับ

ชมแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ มาใส่ความเห็นกันโดยบอกความรู้สึก ไม่ต้องเล่าเนื้อเรื่องนะครับ

Read more of this post

Dracula Untold – ในความเห็นของคุณ

Dracula Untold headerนักวิจารณ์ของนิวยอร์กโพสต์ เรียก Dracula Untold ว่าเป็น Maleficent สำหรับผู้ชาย ซึ่งผมคิดว่าพอจะสมเหตุผลอยู่ในแง่ที่ว่าเป็นการเอาตัวร้ายมีตีความใหม่ ให้เห็นถึงเหตุผลที่เขาร้าย และถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอะไรที่ร้ายกาจ แล้วสร้างภาพของความเป็นฮีโร่มาลบให้แทน แต่ก็มีส่วนแตกต่างอยู่ในแง่งานสร้างที่ Maleficent ดูชวนให้หลงใหลกว่า ตัวละครก็มีสีสันกว่า แต่สิ่งที่ทำได้ดีกว่าน่าจะเป็นการที่ทำให้เราเข้าถึงตัวละคร ความน่าเชื่อ ความสมเหตุผลของแรงจูงใจ ซึ่งทำให้เราอินกับเรื่องราวได้มากกว่า หรือผมจะบอกว่าชอบ Dracula Untold ในแง่ตัวหนังโดยรวมมากกว่า Maleficent นั่นเอง และค่อนข้างพอใจกับภาพรวม แม้จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ดูจบแล้วก็จบกันไป

แต่ในแง่คำวิจารณ์โดยรวม จากการประเมินของ Rotten Tomatoes มีนักวิจารณ์ชอบเพียง 24% ครับ คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5/10 น้อยกว่า Maleficent ที่มีนักวิจารณ์ชอบ 49% และมีคะแนนเแลี่ยที่ 5.7/10 หนังใช้ทุนสร้างราว 70 ล้านเหรียญสหรัฐ และทำเงินทั่วโลกไปในสัปดาห์แรกของการเปิดฉายที่ 92.1 ล้านเหรียญ หนังน่าจะมีโอกาสได้กำไรนิดหน่อย และอาจพอที่จะทำให้ผู้สร้างตัดสินอนุมัติภาคต่อได้

ชมหนังเรื่องนี้กันมาแล้วชอบกันประมาณไหนครับ ชอบการตีความใหม่หรือไม่ และอยากให้มีภาคต่อไหม มาใส่ความเห็นกันครับ

Read more of this post

Annabelle: ในความเห็นของคุณ

annabelle 02The Conjuring ของผู้กำกับเจมส์ วาน ได้สร้างกระแสหนังสยองขวัญทุนต่ำให้กลับมาอีกครั้ง และหนังก็ทำรายได้แรงจนตุ๊กกตาผี Annabelle จอมขโมยซีนในเรื่องได้มีโอกาสมีภาคแยกของตัวเอง และบอกเล่าเรื่องราวก่อนที่เราจะได้รู้จักมันในหนัง The Conjuring โดยได้จอห์น ลีโอแนตติ ผู้กำกับภาพจาก The Conjuring และเคยผ่านผลงานกำกับมา 2 เรื่อง จาก Mortal Kombat: Annihilation และ The Butterfly Effect 2 มารับหน้าที่กำกับ แต่หนังทั้งเรื่องทำได้ถึงในระดับเดียวกับฉากน่ากลัว 2-3 ฉากที่มันโผล่มาใน The Conjuring หรือไม่ แฟนๆ หนังต้นฉบับกับนักวิจารณ์ส่วนใหญ่คิดว่าไม่ครับ

จากการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังมีนักวิจารณ์ในสหรัฐชอบเพียง 28% มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.3/10 จาก 43 บทวิจารณ์ในตอนนี้ครับ  ส่วนคะแนนจากการโหวตของผู้ชมที่เป็นสมาชิก imdb ก็อยู่ที่ 6.3/10 จาก 950 ผู้ใช้ในตอนนี้

สำหรับความเห็นของผม หนังมีกลิ่นอายของ Rosemary’s Baby, Insidious และ Child’s Play ผสมรวมกัน แต่ยังห่างชั้นหนังเหล่านี้อยู่หลายขุมทั้งเรื่องบท การแสดง ลูกล่อลูกชน และแม้ว่าจะมีฉากน่ากลัวดีๆ 2-3 ฉาก แต่ก็ยังสู้กับ 2-3 ฉากที่ Annambelle มีบทใน The Conjuring ไม่ได้ คอหนังสยองขวัญจะรู้สึกชินชากับมุขสร้างความน่ากลัวและตกใจโดยใช้เสียงดังๆ แต่ฉากพวกนี้น่าจะยังใช้ได้อยู่กับคนที่ค่อนข้างกลัวง่ายครับ ส่วนตัวแล้วคิดว่าเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ฆ่าเวลาได้ ไม่ถึงกับน่าเบื่อ แต่ก็ไม่มีอะไรที่เป็นจดจำ

เพื่อนผู้อ่านเว็บมีความเห็นต่อหนังเรื่องนี้ยังไงกันบ้างครับ

Read more of this post

Boyhood – ในความเห็นของคุณ

boyhood reader reviewถ้า Boyhood ไม่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีหน้า คงจะต้องถือว่าสถาบันศิลปะและวิทยาการด้านภาพยนตร์มีปัญหาอย่างหนักหน่วง ไม่เพียงหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดการเติบโตของเด็กผู้ชายคนหนึ่งได้อย่างสมจริง และทำให้เราเห็นการเติบโตนั้นสะท้อนหลายอย่างของชีวิตคนเราที่แม้จะดูเหมือนเป็นกิจวัตรของมนุษย์ทั่วไป แต่มันได้ขยายใหญ่ให้เห็นความเป็นจริงบางอย่างของชีวิตได้อย่างซาบซึ้ง เทคนิคที่ใช้การถ่ายทำ 12 ปี ที่ค่อยๆ ให้เราเห็นการเติบดตและเปลี่ยนแปลงของตัวละคร สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีแวดล้อม ก็ถือเป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของภาพยนตร์เลยครับ

นอกจากในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแล้ว ริชาร์ด ลิงเทเลอร์ ผู้กำกับของหนังที่เป็นผู้คุมบังเหียนและทดลองวิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ก็ควรได้รับการเข้าชิงรางวัลด้วย รวมถึงในสาขาการตัดต่อที่ทำเรารู้สึกเหมือนได้ติดตามชีวิตไปอย่างไม่สะดุด กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การทดลองวิธีการเล่าเรื่องนี้ของลิงเลเทอร์ประสบความสำเร็จ สุดท้ายคือแพทริเซีย อาร์เวตต์ ในบทแม่ที่หนึ่งฉากสำคัญของเธอในตอนท้ายเรื่อง ถือเป็นการแสดงที่ดีมากๆ และน่าจะช่วยให้เธอได้เข้าชิงรางวัลสมทบหญิงเช่นกัน

Boyhood จะได้รางวัลออสการ์ไหม ตอนนี้ยังตอบยาก เพราะคู่แข่งปีนี้ก็แข็งอยู่หลายเรื่อง เช่น Foxcatcher และ Bird Man ก็กำลังมีกระแสเพิ่มตามมาติดๆ และยังมีหนังตัวเก็งเรือ่งอื่นที่ยังไม่ได้ฉายอย่าง Gone Girl, Interstellar, Unbroken และ Inherent Vice แต่ก็ถือเป็นหนังที่คอหนังไม่ควรพลาด และยิ่งถ้าคุณเป็นคอหนังรางวัลแล้วยิ่งไม่ควรพลาด เพราะจะทำให้เห็นภาพยิ่งขึ้นในแง่การชิงชัยรางวัลเมื่อต้นปีหน้ามาถึงครับ

Boyhood เข้าฉายในบ้านเรามาแล้ว 2 สัปดาห์ เพื่อนๆ ผู้อ่านเว็บที่ได้ชมหนังแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ชอบประมาณไหน และคิดว่าหนังน่าจะได้ชิงรางวัลไหม มาใส่ความเห็นกันครับ

Read more of this post

“ตุ๊กแกรักแป้งมาก” – ความเห็นหลังชมและจากผู้ชมรอบปฐมทัศน์ออกมาเป็นบวกส่วนใหญ่

gecko loves pang 07ผู้กำกับยุทธเลิศ สิปปภาค กลับมาในปีนี้ด้วยหนังอารมณ์ดี ไม่มีความรันทด ใน “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ที่เจ้าตัวบอกว่าได้แรงบันดาลใจจาก Cinema Paradiso, แฟนฉัน และ Forrest Gump ครับ และหนังได้ฉายรอบปฐมทัศน์ไปแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยที่ความเห็นหลังชมส่วนใหญ่ออกมาค่อนข้างดีมาก

เริ่มจากความเห็นในเฟซบุกก่อน คุณพิง ลำพระเพลิง เขียนความเห็นไว้ในเฟซบุกว่า “ตุ๊กแกรักแป้งมาก : สนุกโคตร อีกครั้งที่เอาเรื่องจริงผสมจินตนาการ ยุทธเลิศคืนบัลลังก์ / เก้า เล่นดีสมมาตราฐาน โขม ก้องเกียรติหายใจรดต้นคอมาติดๆ” เพจ Movie Staker ก็มีความเห็นแง่บวก และให้คะแนนหนัง 8/10 ด้วยเหตุผลว่า “นำเสนอเรื่องราวสะท้อนวงการหนังไทย ที่เรียกได้ว่าจิกกัดกันอย่างแสบๆคันๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่เรียนหรืออยู่ในวงการทำหนัง หรือพอรู้เรื่องราวขั้นตอนการทำหนังมาบ้างก็จะยิ่งเข้าใจในสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อกับคนดูและจะโดนใจเป็นพิเศษ หรือผู้ที่พอจะรู้เรื่องราวชีวิตของพี่ต้อมยุทธเลิศมาแล้วบ้างก็จะเก็ทอย่างมาก เพราะหนังเรื่องนี้จะว่าไปมันก็มีเรื่องราวชีวิตและประสบการณ์ของพี่เขาอยู่นั่นเอง” ขณะที่ Pannawish Taecha ให้ความเห็นว่าในเชิงค่อนข้างบวก “หลังจากดูจบ รู้สึกได้ทันทีว่า เป็นหนังที่ชอบมาก… อาจเพราะสามารถเชื่อมโยงอารมณ์ขัน-ยั่วล้อวงการหนังไทย-ที่หนังนำเสนอ จนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าคนไม่รู้เรื่อง “วงใน” เหล่านั้น จะสนุกไหม!?จนมาถึงตอนนี้ ซึ่งพยายามตัด “ความเชื่อมโยงส่วนตัว” ออกไป มองหนังเรื่องนี้อย่างคนดูหนังทั่วไป… ก็น่าจะสนุกได้อยู่…

ส่วนความเห็นด้านลบที่พบก็เช่นจาก STW ที่เพจ Movie Style ให้คะแนนหนัง 62/100 หรือ C-โดยปิดท้ายความเห็นว่า “ในท้ายที่สุดหนังเรื่องนี้ในฐานะของการรำลึก และโหยหาย รวมไปถึงการสะท้อนความเป็นไปของวงการหนังไทยมันทำได้ดีทีเดียว แต่ในแง่ของวิธีการ และส่วนรายล้อมเรื่องราวมันยังดูพิกลพิการไปหน่อย ถือเป็นหนังที่เราไม่ได้เห็นบ่อยๆในบ้านเรานัก และควรค่าแก่การชมแน่นอน

ส่วนความเห็นของผม ใครที่อ่านเว็บไซต์บ่อยๆ คงเดาได้ตั้งแต่การมีบทความนี้แล้ว ผมชอบหนังมากครับ และเป็นหนังไทยที่ชอบที่สุดของปีนี้ในบรรดา 5-6 เรื่องที่ชมมาทั้งหมด (ตีสาม คืนสาม, คิดถึงวิทยา, ตำนวนสมเด็จพระนเรศวร 5, ห้องหลอกหลอน, เพชฌฆาต และ ฝากไว้ในกายเธอ) และไม่ใช่แค่ชอบเฉยๆ แต่ชอบแล้วยังอยากบอกต่อด้วยว่า ไปดูหนังเรื่องนี้กันเถอะ

สาเหตุหลักก็มาจากการที่มันเป็นหนังที่ทำขึ้นเพื่อคาราวะการทำหนังซึ่งผมมีแนวโน้มที่จะชอบหนังลักษณะนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว ไม่ว่าจะ Cinema Paradiso, Hugo, Blowfinger, Cabin in the Woods, รัก 7 ปี ดี 7 หน และ รักโง่ๆ และถ้าเล่าได้ถึง มันก็ยิ่งทำให้ผมชอบเป็นพิเศษ ซึ่ง “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ก็ทำได้ถึงมากๆ ด้วย ทั้งยังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันของการหยิกแกมหยอกวงการหนังไทยที่ฮากระจาย และมีลูกเล่นบางอย่างที่สร้างสรรค์ใช้ได้

ส่วนอีกเหตุผลก็คือการที่มันเล่าอย่างเต็มไปด้วย passion หรือความรักที่มีต่อการทำหนัง และหนังไทยในยุคหนึ่งแบบที่อบอวลอยู่ในทุกอณูของเรื่องราวแบบที่ทำให้เราอภัยต่อข้อผิดพลาดของมันได้หมด และมองส่วนที่ดูเหมือนเชยๆ หรือจงใจเกินไป หรือเกินจริง เป็นความผิดพลาดที่น่าเอ็นดู จนมองว่าลูกเล่นทื่อๆ บางอย่าง เป็นความซื่อที่น่ารัก เหมือนเราไปชมนักร้องที่ร้องสดเพลงที่เล่าเรื่องชีวิตของเขา และเขาสื่อสารกับเราได้อย่างเต็มแรง ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างกินใจ จนเราให้อภัยกับบางโน้ตที่เพี้ยนหรือปลิ้นไปได้เลย

กล่าวโดยสรุปก็คือ “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” มันเป็นเรื่องราวส่วนตัว จดหมายรักถึงแรงบันดาลใจ คาราวะไอดอล และหยิกแกมหยอกวงการหนังไทยของผู้กำกับยุทธเลิศที่น่ารักน่าชัง ผู้ชมที่รู้เรื่องราวในวงการและประวัติการทำหนังของยุทธเลิศจะอินกับหนังเป็นพิเศษไปกับ “สาสน์ที่ซ่อนอยู่” มากมายในหนังเรื่องนี้ ส่วนผู้ชมทั่วไปก็น่าจะประทับใจต่อความรักของพระนางในเรื่องที่ซึ้งใช้ได้ครับ (อยากเขียนวิจารณ์ถึงหนังมาก จะพยายามหาเวลาเขียนนะครับ)

ผมแนบความเห็นจากทวิตเตอร์มากมายไว้ด้านในบทความด้วย เชิญคลิกอ่านได้

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 600 other followers