The Fault in Our Stars เปิดตัวแรงในสหรัฐ ส่วน Edge of Tomorrow ทำรายได้ดีในตลาดโลก

the fault in our stars box officeรายได้ภาพยนตร์ประจำสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีปรากฏการณ์น่าสนใจจนต้องพูดถึงครับ เพราะมีเหตุการณ์น่าแปลกใจนิดๆ เกี่ยวกับรายได้เปิดตัวของหนังใหม่ในสหรัฐ ซึ่งปรากฏว่าหนังรักวัยรุ่นผู้ป่วยโรคมะเร็ง The Fault in Our Stars ที่ใช้ทุนสร้าง 12 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำรายได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 และเปิดตัวสูงถึงราว 48.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เป็นรายได้รวมกับรอบพิเศษของค่ำวันพฤหัสบดีด้วย ขณะที่หนังฟอร์มใหญ่ทุนสร้าง 178 ล้านเหรียญง Edge of Tomorrow ของทอม ครูส ทำรายได้ไปน่าผิดหวัง เปิดตัวไปราว 29.1 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

การที่ The Fault in Our Stars เปิดตัวทำรายได้เอาชนะ Edge of Tomorrow ในสหรัฐ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะเป็นที่คาดการณ์กันเอาไว้แต่แรกแล้ว นักวิเคราะห์ด้านการตลาดประเมินจากการที่แม้วอร์เนอร์ บราเธอร์ส จะทุ่มงบประชาสัมพันธ์อย่างหนักให้ Edge of Tomorrow ทั้งอัดโฆษณาทางทีวีและติดป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ทั่วไป แต่หนังก็กลับได้กระแสตอบรับจากผู้ชมไม่กระเตื้องเลยตั้งแต่ก่อนหนังฉาย จนถูกประเมินว่าจะเป็นหนังยักษ์ล้มเรื่องหนึ่งของปี

รายงานจากนิวยอร์กไทม์บอกว่า สาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัวของทอม ครูส เอง ที่ลดพลังดาราของตัวเขา ส่วนตัวหนังที่แม้จะได้รับคำวิจารณ์ดีมาก แต่ก็ถูกมองว่าไม่แปลกใหม่ หรือบ้างก็กลับมองว่าแหวกแนวเกินไป บางนักวิเคราะห์มองด้วยว่าชื่อหนังยังชวนให้ผู้ชมนึกถึง The Day After Tomorrow ในแง่ลบด้วย (เดิมที หนังใช้ชื่อว่า All You Need is Kill ตามนิยายต้นฉบับ แต่เปลี่ยนหลังจากเกิดเหตุกราดยิงในโรงหนังที่โคโรลาโด ปี 2012)

กระนั้น Edge of Tomorrow ก็ยังทำรายได้น้อยในสหรัฐกว่าที่คาด และเปิดตัวอยู่อันดับ 3 เป็นรอง Maleficent ของแอนเจลีนา โจลี ที่อยู่อันดับ 2 ในสัปดาห์นี้ หลังจากครองอันดับ 1 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

แต่ Edge of Tomorrow ก็อาจยังไม่ถึงขั้นขาดทุนเสียทีเดียวครับ หนังเปิดตัวในตลาดนอกสหรัฐสุดสัปดาห์นี้ ทำเงินสูงร่วม 111 ล้านเหรียญ เฉพาะรายได้ในจีนก็สูงถึง 25 ล้านเหรียญ ที่เป็นรายได้เปิดตัวหนังของทอม ครูส สูงสุดในจีนด้วย หนังยังไม่ได้เปิดตัวในญี่ปุ่นที่มีฐานแฟนคลับของครูสอยู่เหนียวแน่น รายได้ในต่างประเทศของหนังน่าจะจบที่ 250 ล้านเหรียญอย่างต่ำ ผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ ทางฝ่ายจัดจำหน่ายหวังด้วยว่าการที่หนังได้คำวิจารณ์ในแง่ดี (คะแนนเฉลี่ยที่ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 7.4/10 มีนักวิจารณ์พอใจ 90%) ก็น่าจะทำให้หนังยืนโรงอยู่ได้ยาวๆ ค่อยๆ เก็บรายได้ไปจนมีกำไรครับ ที่แน่ๆ น่าจะทำรายได้สูงกว่า Obivion ที่ทำเงินทั่วโลกไป 286 ล้านเหรียญ

สำหรับความสำเร็จด้านรายได้ของ The Fault in Our Stars ก็มีหลายปัจจัยเช่นกัน แต่โดยหลักๆ ก็น่าจะจากการที่สร้างจากนิยายดังที่มีฐานแฟนคลับวัยรุ่นเหนียวแน่นมากในสหรัฐ รวมกับการตลาดที่เล็งเป้าไปตรงจุด และคำวิจารณ์ด้านดีของหนังด้วย

The Fault in Our Stars ฉบับนิยายขายได้ 11 ล้านเล่มทั่วโลก ขณะที่จอห์น กรีน คนเขียนนิยายเรื่องนี้ก็เป็นคนดังในอินเตอร์เน็ต มีช่องของตัวเองกับน้องชายที่มีผู้ติดตามถึง 2.1 ล้าน และมีผู้ติดตามในทวิตเตอร์ถึง 2.5 ล้าน ซึ่งกรีนมีส่วนช่วยอย่างมากในการประชาสัมพันธ์ให้แก่หนัง เช่นการจัดคอนเสิร์ตทางยูทูบที่นำศิลปินที่ร้องเพลงประกอบหนังมาร้องสดๆ

รายงานจากเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกด้วยว่า การตลาดของฟ็อกซ์เน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายโดยตรงที่เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ โดยเฉพาะสาวๆ วัย 18-34 ให้พวกเธอรู้ว่ากำลังจะมีหนังเรื่องนี้ออกมา แม้ว่าไม่ใช่คนที่เคยอ่านนิยายก็อยากมีส่วนร่วมกับปรากฏการณ์นี้

การประชาสัมพันธ์ใช้สื่อออนไลน์กับเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นหลัก เข้าถึงผู้ชมกลุ่มหลักได้ดีโดยไม่ต้องลงทุนด้านโฆษณาทางทีวีมากนัก (รายงานบอกว่าใช้งบการตลาดไม่ถึง 30 ล้านเหรียญ) มียอดวิวตัวอย่างหนังในยูทูบสูงถึง 22 มากกว่าล้านวิว และมียอดไลค์ตัวอย่างหนังสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของยูทูบสำหรับตัวอย่างหนังทางการ หนังมีการกล่าวถึงทางทวิตเตอร์สุงถึง 3.8 ล้านเมนชั่น กลายเป็นหนังที่มีการพูดถึงทางทวิตเตอร์สูงที่สุดของปี

มีการจัดอีเวนท์เดินสายพบแฟนคลับที่มีนักแสดงนำและกรีนไปปรากฏตัวและฉายหนังแบบไม่ใหญ่โต แต่เข้มข้น ยิ่งเมื่อได้คำวิจารณ์ด้านบวกจากผู้ชม (หนังได้คะแนน CinemaScore A ) ก็ยิ่งสร้างกระแสปากต่อไปดีไปอีก ทั้งยังมีไชลีน วู้ดลี่ ที่กำลังเป็นขวัญใจและโด่งดังระดับหนึ่งจาก Divergent ยิ่งเพิ่มกระแสให้หนังไปอีกครับ

เดิมที The Fault in Our Stars มีความไม่แน่นอนว่าจะได้เข้าฉายในบ้านเราไหม ล่าสุด เฟซบุกของฟ็อกซ์ประเทศไทยบอกว่าได้ตัดสินใจนำหนังมาฉายแน่นอนครับ เพียงแต่อยู่ระหว่างหาวันฉายที่เหมาะสม

ชมสรุปตัวเลขรายได้ 10 อันดับล่าสุดในสหรัฐที่ด้านใน

Read more of this post

About these ads

Captain America: The Winter Soldier ทำเงินเปิดตัวในสหรัฐ $96 ล้าน ทั่วโลก $303 ล้าน

captain america the winter soldier gallery 04Captain America: The Winter Soldier ได้สร้างสถิติใหม่ด้านรายได้ในสหรัฐครับ ตามรายงานบอกว่ารายได้เปิดตัวหนังสามวันแรกทุบสถิติรายได้ตลอดกาลประจำเดือนเมษายน ด้วยรายได้ 96.2 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับการฉายในตลาดโลกที่ผ่านมาแล้ว 10 วัน ทำให้หนังมีรายได้ทั่วโลกตอนนี้เลย 300 ล้านเหรียญแล้ว

Fast Five เป็นหนังที่ครองแชมป์รายได้สูงสุดตลอดกาลประจำเดือนเมษายนเอาไว้ที่ 86.1 ล้านเหรียญในปี 2011 รายได้เปิดตัวของ Captain America: The Winter Soldier จึงถือเป็นสถิติใหม่และสูงกว่าแชมป์เดิมอยู่พอสมควร ไม่เพียงแค่นั้น ยังทุบสถิติเปิดตัวสูงสุดประจำปีนี้ของ The LEGO Movie ที่ทำไว้ที่ 69 ล้านเหรียญไปอย่างง่ายดายด้วย

เมื่อเทียบกับหนังของมาร์เวลเรื่องล่าสุด Thor: The Dark World ที่เคยเปิดตัวไว้เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ 85.7 ล้านเหรียญ ที่สุดท้ายทำเงินทั่วโลกไป 645 ล้านเหรียญ และมากกว่าภาคแรก Captain America: The First Avenger ที่เปิดตัวสุดสัปดาห์แรก 65 ล้านเหรียญในปี 2011

ในแง่รายได้จากตลาดโลก หนังทำเงินเพิ่มจากสัปดาห์ที่แล้วอีก 107.1 ล้านเหรียญ รวมเป็น 203 ล้านเหรียญในเวลาเพียง 10 วัน ซึ่งตลาดใหญ่สุดก็คือจีนที่หนังเปิดตัวสุงถึง 39 ล้านเหรียญ รองมาก็เกาหลีใต้ที่ 20 ล้านเหรียญ และสหราชอาณาจักรที่ 18 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกตอนนี้อยู่ที่ราว 303 ล้านเหรียญครับ

ในแง่คำวิจารณ์ จากการประเมินของ Rotten Tomatoes พบว่านักวิจารณ์ชอบ 89% ขณะที่ความเห็นของผู้ชมก็ค่อนข้างสอดคล้องครับ เพราะคะแนน CinemaScore ซึ่งเป็นคะแนนจากผู้ชมผ่านการสำรวจของบริษัททางการตลาดให้หนังเรื่องนี้ได้เกรด A ผู้ชมที่ชอบหนังส่วนใหญ่ 57% มีอายุ 26 ปีขึ้นไป และเป็นเพศชาย 64%

Captain America 3 จะออกฉายพฤษภาคม 2016 ซึ่งชนกับหนัง Batman vs Superman ของวอร์เนอร์ฯ ครับ โดยภาคแรก Man of Steel เปิดตัวสัปดาห์แรกในสหรัฐ 116.6 ล้านเหรียญ

ที่มา: Boxoffice Mojo / The Wrap

Read more of this post

The Monkey King ทุบสถิติรายได้ของ Iron Man 3 และ Journey to the West ในจีน

the monkey king boxofficeโจวเหวินฟะเคยกล่าวว่าหนัง The Monkey King จะมีภาคต่อได้ ต้องเปิดตัวอย่างต่ำ 16.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้หนังคงมีภาคต่อเป็นที่แน่นอนแล้วครับ เพราะแค่รายได้วันแรกของหนังก็ปาเข้าไป 41 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ และมีการพูดคุยระหว่างผู้สร้างแล้วว่าภาคต่อจะมาแน่

สถิติรายได้สูงสุดหนึ่งวันของรายได้หนังในจีนเดิมเป็นของ Journey to the West หนังไซอิ๋วอีกเรื่องของโจวซิงฉือ ที่ครองไว้ที่ 34 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการฉายในวันาเลนไทน์ปีที่แล้วครับ และครั้งนี้ก็ถูกลบสถิติโดย The Monkey King ฉบับ 3D ที่ทำรายได้จากการฉายเฉพาะวันเปิดตัวในช่วงวันตรุษจีน ที่ 41 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังทำรายได้ไปเกือบ 65 ล้านเหรียญสหรัฐจากการฉายใน 4 วันแรกครับ ดูจากรูปการณ์แล้วน่าจะมีโอกาสทำรายได้จากการฉาย 7 วัน แซง Journey to the West ที่ครองสถิติไว้ที่ 92.4 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยครับ

ไม่เพียงสถิติการเปิดโดยรวมเท่านั้น รายได้จากการฉายในระบบ IMAX ก็ทุบสถิติรายได้วันเดียวสุงสุดที่ Iron Man 3 ครองไว้ในจีนที่ 1.5 ล้านเหรียญด้วยครับ โดยหนังเรื่องนี้มีรายได้สูงสุดหนึ่งวันจากการฉายในโรงไอแม็กซ์ 140 โรง สุงถึง 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

The Monkey King เป็นหนังแฟนตาซีที่ได้ทีมงานจาก Avatar มาทำเทคนิคพิเศษให้ โดยมีดอนนี เยน รับบทเป็นหงอคง, โจวเหวินฟะรับบทเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ และกัวฟู่เฉิงรับบทเป็นปีศาจกระทิง จัดจำหน่ายในบ้านเราโดยแฮนด์เมด ดิสทริบิวชั่น และ ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ครับ มีแผนเข้าฉายวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ ยังไม่มีรายงานว่าบ้านเราจะจัดฉายแบบ IMAX ด้วยไหม หนังได้ปล่อยตัวอย่างฉบับไทยออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ด้วย คลิกดูที่ด้านในครับ

Read more of this post

Catching Fire ทำรายได้แซง Iron Man 3 เป็นหนังทำรายได้สูงสุดในสหรัฐประจำปี 2013

catching fire mvคนตั้งประเด็นว่า The Hunger Games: Catching Fire จะทำรายได้ในสหรัฐแซง Iron Man 3 ที่ครองสถิติไว้ 409 ล้านเหรียญสหรัฐได้หรือไม่ ส่วนใหญ่คิดว่าโอกาสมีน้อย เพราะนอกจากหนังฉายเอาปลายปีแล้ว หนังยังไม่ได้ฉายในระบบ 3D ที่ค่าตัวแพง ช่วยทำเงินให้มากขึ้นรวดเร็วด้วย แต่มันก็เกิดขึ้นได้ครับ

เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ไลออนส์เกตออกแถลงการณ์ว่า หนังมีรายได้จากการขายตั๋วจนถึง 9 มกราคม เป็นเงินราว 409.4 ล้านเหรียญสหรัฐครับ แซง Iron Man 3 มาอย่างเฉียดฉิวก่อนปิดสถิติประจำปี 2013 ไป และกลายเป็นหนังทำเงินในสหรัฐสูงสุดประจำปี ส่งให้เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เป็นนางพญาหนังทำเงิน เป็นสาวร้อนแรงผู้มากับไฟสมกับตัวละครของเธอครับ

หนังชุด The Hunger Games ยังคงเดินหน้าสู่การเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของ The Hunger Games: Catching Fire เป็นประจักษ์พยานถึงวิสัยทัศน์ของซูแซน คอลลินส์ ผู้เขียนนิยาย, การกำกับที่เชื่อใจได้ของฟรานซิส ลอว์เรนซ์ และการแสดงอันสุดยอดของคณะนักแสดงอันน่าทึ่งที่นำโดยเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และการอำนวยการสร้างที่ดีเลิศของทีมสร้างภาพยนตร์ ทีมการแสดง และทีมจัดจำหน่ายของเรา” จอน เฟลท์ไฮเมอร์ หัวหน้าผู้บริหารของไลออนส์เกตบอกมาในแถลงการณ์ครับ

มาร์ค แฮริส แห่ง Buzzfeed ได้ชี้ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จของ Catching Fire ในทวิตเตอร์ว่า หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังทำเงินสูงสุดประจำปีในสหรัฐเรื่องแรกที่มีผู้หญิงเป็นนักแสดงนำเดี่ยวๆ นับตั้งแต่ The Exorcist ในปี 1970 ครับ (แฮริสบอกว่าเขาคือว่าเอลเลน เบอร์สติน เป็นนักแสดงนำหญิงของเรื่อง ไม่ใช่ลินดา แบลร์) ซึ่งจะว่าไปแล้ว แม้หนังจะมีจอช ฮัทเชอร์สัน ด้วย แต่เราก็ต้องยอมรับว่าแคทนิสคือบทที่เด่นสุดในหนังจริงๆ ครับ

ที่มา: The Huffington Post

Read more of this post

Insidious: Chapter 2 เป็นหนังที่มีอัตราค่าตอบแทนจากการลงทุนสูงที่สุดของปี 2013

insidious chapter 2 profitเรารู้กันไปแล้วว่า Iron Man 3 เป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดอันดับหนึ่งของปีนี้ และ The Hunger Games: Catching Fire เป็นอันดับสอง แต่ถ้าเทียบกับทุนสร้างหรือการลงทุนแล้ว ทั้งสองเรื่องถือว่าให้อัตราผลตอบแทนสูงสุดหรือไม่ เว็บไซต์ข่าวหนัง The Wrap ได้คำนวณรายได้เทียบกับการลงทุนออกมาครับ และพบว่าไม่ใช่ หนังที่ให้อัตราค่าตอบแทนจากการลงทุนสูงที่สุดของปี 2013 คือ Insidious: Chapter 2 ต่างหาก

เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น ผมลองค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ incquity ที่มีบทความภาษาไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ ให้ความเข้าใจเพิ่มเติมว่าค่าตอบแทนจากการลงทุน เป็นการคำนวณความเสี่ยงว่าการลงทุนนั้นๆ จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่ ยิ่งถ้าสูงก็จะยิ่งดี ค่านี้มีอีกชื่อเรียกว่าค่า ROI (Return on Investment) ครับ

สูตรการประเมินก็คือเอารายรับมาตั้งแล้วลบออกด้วยต้นทุน จากนั้นก็นำไปคูณ 100 แล้วหารด้วยต้นทุนอีกที ซึ่งเมื่อประเมินแล้ว Insidious: Chapter 2 มีค่า ROI สูงสุด 31.1 ครับ หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 5 ล้านเหรียญ มีรายได้ทั่วโลก 160.4 ล้านเหรียญ เมื่อนำ (160.4-5)x100/5 =31.1

ในรายงานยังได้สรุป 10 อันดับของหนังที่มีอัตราค่าตอบแทนจากการลงทุนมาให้ดูด้วย ซึ่ง Iron Man 3 ได้ 5.1 อยู่อันดับ 9 และ The Hunger Games: Catching Fire ได้ 5 อยู่ที่อันดับ 10 ครับ ส่วนอันดับต้นๆ เป็นของหนังสยองขวัญทุนต่ำเกือบทั้งหมด

คลิกดูทั้ง 10 อันดับด้านใน

Read more of this post

10 อันดับหนังทำเงินทั่วโลกสูงสุดประจำปี 2013 มี Iron Man 3 ทำเงินอันดับ 1

iron man 303ในช่วงปลายปีแบบนี้ หลายสำนักจะมีการจัดอันดับอะไรต่อมิอะไรกัน หนึ่งในนั้นก็คืออันดับหนังทำเงินทั่วโลกประจำปีด้วย และตามรายงานการสรุปของ box office mojo บอกเราว่า Iron Man 3 ของโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ คือหนังทำเงินสูงสุดประจำปี 2013 ครับ ด้วยรายได้ปิดการฉายที่ 1,215.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนังเรื่องเดียวของปีนี้ที่ทำเงินทั่วโลกแตะพันล้านเหรียญได้

รายได้อันดับสองเป็นของหนังอนิเมชั่น นั่นก็คือ Despicable Me 2 ที่ทำรายได้ทั่วโลกไป 918.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยอันดับที่สามคือ Fast & Furious 6 ทำเงินทั่วโลกไป 788.7 ล้านเหรียญครับ อันดับสี่คือ The Hunger Games: Catching Fire และอันดับห้าคือ Monsters University จะเห็นได้ว่าห้าอันดับแรกเป็นหนังภาคต่อ หรือภาคใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังภาคต่อถึงถูกสร้างบ่อยๆ

หนังที่เป็นแนวคิดใหม่จริงๆ หรือยังไม่เคยมีการสร้างมาก่อนจริงๆ ที่ติดอยู่ในสิบอันดับด้วยก็คือ Gravity ที่อันดับ 7, The Croods ที่อันดับ 9 และ World War Z ที่อันดับ 10 ครับ

ที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือทั้ง 10 อันดับ มีถึง 8 เรื่องที่ออกฉายในระบบ 3D ด้วย แต่ก็มี 2 เรื่องคือ Fast & Furious 6 และ Catching Fire ที่ไม่ได้มี 3 D แปลว่าจำนวนผู้ชมหรือตั๋วที่ขายได้ของสองเรื่องนี้น่าจะสูงมากถึงทำให้หนังขึ้นมาอยู่ใน 5 อันดับแรกได้ เพราะตั๋วหนัง 2D ถูกกว่า 3D ครับ

ด้านล่างนี้คือ 10 อันดับรายได้หนังทั่วโลกประจำปี 2013 ครับ คลิกดูอันดับอื่นๆ เพิ่มเติมได้จากลิงก์ที่มา

1. Iron Man 3 – $1.2 พันล้าน
2. Despicable Me 2 – $918.5 ล้าน
3. Fast & Furious 6 – $788.7 ล้าน
4. The Hunger Games: Catching Fire – $765.3 ล้าน
5. Monsters University – $743.6 ล้าน
6. Man of Steel – $662.8 ล้าน
7. Gravity – $652.3 ล้าน
8. Thor: The Dark World – $627.1 ล้าน
9. The Croods – $587.2 ล้าน
10. World War Z – $540 ล้าน

Read more of this post

10 อันดับหนังฮอลลีวู้ดขาดทุนประจำปี 2013 โดยนิตยสารฟอร์บส์

fifth estate forbes 2013นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศ 10 อันดับหนังฮอลลีวู้ดขาดทุนสูงสุดประจำปี 2013 ออกมาครับ ซึ่งดูแล้วเกือบทั้งหมดเป็นหนังสตูดิโอทุนปานกลาง แต่ทำรายได้ทั่วโลกต่ำกว่าทุนสร้าง โดยหนังที่ติดอยู่ในอันดับที่ 1 ก็คือ The Fifth Estate หนังว่าด้วยการก่อตั้งวิกิลีกส์ที่มีเบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์ รับบทนำเป็นจูเลียน แอสแซนจ์ กำกับโดยบิล คอนดอน ผู้กำกับ The Twilight Saga: Breaking Dawn ทั้งสองภาค และเคยได้รางวัลออสการ์จากการเขียนบทจาก Gods and Monsters ครับ

ฟอร์บส์ให้เหตุผลที่ The Fifth Estate เป็นหนังขาดทุนสูงสุดแห่งปีก็เพราะวัดจากเปอร์เซ็นต์รายได้ที่หนังได้จากการฉายทั่วโลกเมื่อเทียบกับทุนสร้าง ซึ่งหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 28 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าดิสนี่ย์กับดรีมเวิร์คส์น่าจะใช้งบการตลาดราว 25 ล้านเหรียญ หนังทำเงินทั่วโลกไป 6 ล้านเหรียญ และต้องแบ่งให้โรงหนังอีก 50% ซึ่งแปลว่าจะได้กลับมาเพียง 3 ล้านเหรียญ และฟอร์บส์สรุปว่าเมื่อวัดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว หนังได้กลับมาเพียง 21% ของทุนสร้าง

หนังที่ดูเหมือนเป็นหนังคว่ำแห่งปีมากที่สุดของดิสนี่ย์อย่าง The Lone Ranger ไปติดอยู่ใน 10 อันดับของฟอร์บส์ครับ ซึ่งให้เหตุผลว่าหนังทำเงินทั่วโลกไป 260 ล้านเหรียญ ซึ่งยังมากกว่าทุนสร้าง 215 ล้านเหรียญ หนังที่ติดอยู่ในอันดับทั้งหมดทำเงินต่ำกว่าทุนสร้างหมด หนังทุนสูงเรื่องเดียวที่ติดอยู่ในโผก็คือ RIPD ของยูนิเวอร์แซล หนังใช้ทุนสร้าง 130 ล้านเหรียญ ทำเงินทั่วโลก 78.3 ล้านเหรียญ ได้คืนกลับมาเพียง 60% ของทุนสร้าง หนังอยู่อันดับ 9 ในรายการ

หนังที่อยู่ในรายการเรื่องอื่นๆ ก็ได้แก่ Bullet to the Head ของซิลเวสเตอร์ สตอลโลน มาเป็นอันดับสอง ทำรายได้ทั่วโลก 9 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ หรือทำเงินได้ 36% จากทุนสร้าง อันดับสามคือ Paranoia ของเลียม เฮมส์เวิร์ธ และแฮริสัน ฟอร์ด หนังใช้ทุนสร้าง 35 ล้านเหรียญ ได้เงินทั่วโลก 13.5 ล้านเหรียญ คิดเป็น 39% ของทุนสร้าง

ดูรายการทั้งหมดข้างในครับ

Read more of this post

Catching Fire อาจเป็นหนังที่รายได้เปิดตัวสูงสุดของปี 2013 และชมเอ็มวี We Remain

catching fire mvเมื่อต้นปี บทความของนิตยสารฟอร์บคาดการณ์ว่าหนังที่จะเปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดในสหรัฐปี 2013 คือ Iron Man 3 ขณะที่ The Hunger Games: Catching Fire จะเป็นหนังที่เปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดรองลงมา แต่จะเป็นหนังที่ไม่ได้ฉายในระบบ 3D ที่เปิดตัวสูงสุดของปีครับ ไลออนส์เกตก็คาดการณ์คล้ายกัน คิดว่าหนังน่าจะเปิดตัวด้วยตัวเลขรายได้ราว 140-150 ล้านเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงกับภาคแรกที่เปิดตัว 152.5 ล้านเหรียญ แต่เมื่อใกล้วันฉายแล้ว กระแสของหนังดีจนมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขจะสูงกว่านั้นครับ

ในรายงานของ THR บอกว่า ขณะที่ไลอ้อนส์เกตยังไม่หวังสูงและคาดว่าหนังจะเปิดตัวใกล้เคียงภาคแรกอยู่ วงในของค่ายหนังอื่นๆ คิดว่าหนังน่าจะเปิดตัวสูงถึง 175 ล้านเหรียญ มากกว่า 174.1 ล้านเหรียญของ Iron Man 3 ที่เปิดตัวไปเมื่อกลางปีครับ และจะกลายเป็นหนังที่เปิดตัวสูงสุดเป็นอันดับสองในสหรัฐรองจาก The Avengers ที่เปิดตัวไป 207 ล้านเหรียญ

แต่ไม่ว่าใครจะคาดถูก หนังก็น่าจะเปิดตัวแรงทีเดียวครับ ถ้าไม่เปิดตัวสูงเป็นอันดับหนึ่งของปี ก็คงเป็นหนัง 2D ที่เปิดตัวสูงสุดของปีแน่ๆ

ขณะเดียวกัน หนังก็ได้ปล่อยเอ็มวีเพลง We Remain ของคริสตินา อากีเลร่า ออกมาครับ เป็นการตัดเอาฟุตเตจที่เคยฉายผ่านตัวอย่างหนังแล้วร้อยใส่ประกอบเพลง และมีซับไตเติ้ลภาษาไทยทางการโดยสหมงคลฟิล์มให้อ่านด้วย และชวนให้ยิ่งอยากดูหนังมากขึ้นไปอีก

คลิกชมเอ็มวีด้านใน

Read more of this post

Thor: The Dark World ถล่มตลาดหนังโลก, Ender’ s Games เป็นแชมป์รายได้ในสหรัฐ

enders game boxรายได้หนังประจำสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในอเมริกาไม่ค่อยน่าตื่นเต้นนัก แต่ในตลาดโลกนอกอเมริกาดูจะน่าตื่นเต้นกว่าครับ

มาเริ่มกันที่ในอเมริกาเหนือก่อน Ender’s Game หนังใหม่ที่เข้าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นแชมป์ในตารางหนังทำเงินครับ ทำรายได้สามวันไป 28 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นตัวเลขที่ใช้ได้ แต่คงต้องเหนือยหนักกว่าจะทำเงินคุ้มค่างบสร้าง 110 ล้านเหรียญครับ

ตามรายงานของ boxofficemojo บอกว่าเป็นตัวเลขรายได้ที่อยู่ใกล้เคียงสูงกว่าหนังจากนิยายเยาวชนอย่าง The Golden Compass (25.8 ล้าน) และ Eragon (23.2 ล้าน) แต่ยังน้อยกว่าหนังชุด Harry Potter และ The Hunger Games และเมื่อเทียบกับหนังไซไฟทุนสูงด้วยกันของปีนี้ รายได้ยังอยู่ห่าง Pacific Rim และ The Oblivion ที่เปิดตัว 37 ล้านเหรียญ ทั้งคู่ แต่ก็สูงกว่า After Earth นิดๆ ที่เปิดตัวไป 27.5 ล้านเหรียญ

ในแง่ความเห็นจากผู้ชมในสหรัฐ หนังได้เกรด CinemaScore ที่ B+ จากการสำรวจของบริษัทด้านการตลาดต่อความเห็นของผู้ชมหลังจากชมหนังแล้ว ส่วนความเห็นจากนักวิจารณ์อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ได้ 60% และ 6/10 จาก Rotten Tomatoes ครับ

รายได้ของหนังน่าจะลดลงหนักเมื่อ Thor: The Dark World เปิดฉายในสัปดาห์หน้า นักวิเคราะห์มองว่า Ender’s Game คงทำรายได้ในสหรัฐไปอย่างมากสุดราว 75 ล้านเหรียญ และไม่น่าจะมากพอที่จะทำให้มีภาคต่อตามมาได้

และสำหรับ Thor: The Dark World ก็เปิดตัวในตลาดโลกไปแล้วกว่า 37 ประเทศครับ ตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา รวมรายได้ล่าสุดจนถึงสุดสัปดาห์ก็ได้ไปมากถึง 109.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทั้งหมดจาก 70 เปอร์เซ็นต์ของตลาดนอกสหรัฐ โดยทำเงินจากสหราชอาณาจักรไปสูงสุดที่ 13.4 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้หนังจากเครือดิสนี่ย์ตอนนี้สูงถึง 2.314 พันล้านเหรียญ สูงกว่าสถิติสูงสุดก่อนหน้านี้ในปี 2010 ไปแล้ว หนังน่าจะทำเงินเพิ่มขึ้นอีกในตลาดสหรัฐ, จีน, ญี่ปุ่น และอาร์เจนตินา ที่กำลังจะเข้าฉายครับ

ความเห็นของนักวิจารณ์ต่อหนังก็หลากหลายครับ บ้างบอกว่าเป็นหนัง Thor อย่างที่ควรเป็นและแฟนๆ รอคอย บ้างบอกว่าเป็นหนังมาร์เวลที่แย่ที่สุดนับจาก Iron Man 2 คะแนนจาก Rotten Tomatoes ตอนนี้อยู่ที่ 79% มีคะแนนเฉลี่ย 6.4/10 จาก 56 บทวิจารณ์ เมื่อเทียบกับภาคแรกแล้ว เปอร์เซ็นต์ยังสูงกว่า แต่คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าครับ

Thor: The Dark World จะเข้าฉายบ้านเราสุดสัปดาห์นี้ ส่วน Ender’s Game เพิ่งเข้าฉายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Read more of this post

Gravity เปิดตัวรายได้ทำลายสถิติ และได้รับคำวิจารณ์ด้านดีท่วมท้น

gravity boxofficeปกติไม่ค่อยจะรายงานเรื่องรายได้หนังเท่าไหร่ครับ เพราะเป็นคนไม่ค่อยชอบตัวเลข และเกลียดการจำสถิติต่างๆ แต่ Gravity ของผู้กำกับอัลฟองโซ คัวรอน ได้สร้างสถิติใหญ่เกินกว่าที่จะเพิกเฉยได้

ตามรายงานของ Box Office Mojo บอกว่า หนังเปิดตัวสามวันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในสหรัฐไปถึง 55.6 ล้านเหรียญ และได้จากตลาดต่างประเทศจาก 27 ประเทศอีก 27.4 ล้านเหรียญครับ

สถิติใหญ่ที่หนังได้สร้างขึ้นก็คือรายได้เปิดตัวหนังประจำเดือนตุลาคมครับ ซึ่ง 55.6 ล้านเหรียญเป็นรายได้เปิดตัวหนังในสหรัฐประจำเดือนตุลาคมที่สูงที่สุดเท่าที่มีมา ทุบสถิติเดิมที่ Paranormal Activity 3 เคยทำไว้ ทั้งยังเป็นรายได้เปิดตัวหนังมากที่สุดที่เคยมีมาของนักแสดงนำ แซนดรา บูลล็อค และจอร์จ คลนี่ย์ ด้วย รายได้เปิดตัวหนังสูงสุดของบูลล็อคก่อนหน้านี้ก็คือ The Heat ที่เปิดตัว 39 ล้านเหรียญ เมื่อปลายมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงหญิงที่มีหนังเปิดตัวสุงสุดถึงสองเรื่องในปีนี้ ส่วนของคลูนี่ย์คือ Batman and Robin ตั้งแต่ปี 1997 ครับ

ในรายงานบอกด้วยว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจากการชมในแบบ 3D ครับ ที่หนังเรื่องนี้มีผู้ชมในสหรัฐเข้าชมในระบบนี้เกินกว่าที่คาดมาก และรายได้ 70% ของหนังก็มาจากตั๋ว 3D ด้วย

ในแง่คำวิจารณ์ หนังได้คะแนน 96/100 จากการประเมินของ Metacritic ซึ่งถือว่าเป็นหนังที่มีคะแนนสูงที่สุดในตอนนี้ของปีนี้ รองจาก Inside Llewyn Davis ของพี่น้องโคเอน (มีหนังเรื่องอื่นอยู่ในรายการด้วยที่คะแนนสูงกว่า Gravity แต่มาจากคงานวิจารณ์ที่ไม่ถึง 5 ชิ้น จึงไม่นับครับ)

ส่วนการประเมินจาก Rotten Tomatoes ก็มีคำวิจารณ์บวก 98% คะแนนเฉลี่ย 9.1/10 ครับ ซึ่งสูงใกล้เคียงกับหนังคลาสสิคอย่าง The Godfather, Citizen Kane และ The Third Man

นักวิเคราะห์รางวัลมองกันว่าด้วยความสำเร็จทางรายได้และคำวิจารณ์ดีขนาดนี้ หนังมีสิทธิ์เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแน่ๆ รวมถึงในสาขาผู้กำกับ, นักแสดงนำหญิง และด้านเทคนิคต่างๆ ด้วย

Read more of this post

Pacific Rim ทำรายได้ในจีนทะลุ $100 ล้าน แล้ว ทุบสถิติรายได้ของ The Avengers

pacific rim final trailerไม่บ่อยที่หนังฮอลลีวู้ดจะทำรายได้ในประเทศจีนสูงกว่ารายได้ในบ้านของตัวเอง แต่ก็เป็นไปได้แล้วสำหรับ Pacific Rim ของผู้กำกับเกียลเลอโม เดล ทอโร และไม่เพียงแค่นั้น ยังทำรายได้ในจีนทะลุ 100 ล้านเหรียญสหรัฐแล้วด้วย

ตามรายงานของเดอะแรปบอกว่าเมื่อสุดสัปดาห์วันที่ 16-18 สิงหาคมที่ผ่านมา รายได้ของ Pacific Rim ทะลุ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากทำรายได้ในสุดสัปดาห์ที่สามของการฉายในจีนไปอีก 14 ล้านเหรียญ และคงอยู่อันดับ 1 ในตารางหนังทำเงินของที่นั่นเป็นสัปดาห์ที่ 3

รายได้ในตลาดต่างประเทศของ Pacific Rim ตอนนี้อยู่ที่ 286 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนรายได้ในสหรัฐตอนนี้อยู่ที่ 98 ล้านเหรียญ รวมจากตลาดทั่วโลกก็ 385 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นตัวเลขรายได้ที่น่าจะทำกำไรให้หนังได้แล้ว หลังจากรายได้ในบ้านไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

เมื่อเทียบกับรายได้ของหนังฮอลลีวู้ดที่ฉายในจีนด้วยกันของปีนี้ มีเพียง Iron Man 3 ที่นำอยู่ที่รายได้ 120 ล้านเหรียญ ตั้งแต่เปิดตัวมิถุนายนที่ผ่านมา แต่กระสั้นก็แซงรายได้ของหนังฮอลลีวู้ดไปหลายเรื่องแล้ว เช่น The Avengers (84 ล้านเหรียญ), Kung Fu Panda 2 (92 ล้านเหรียญ) ส่วนหนังฮอลลีวู้ดที่ทำรายได้สูงสุดในจีนก็คือ Transformers 3 ที่เป็นหนังหุ่นยนต์เหมือนกันครับ ครองแชมป์ตลอดกาลของจีนอยู่ที่ 172 ล้านเหรียญ

Read more of this post

เคต แบลนเช็ตต์ เป็นเต็งจ๋าแรกที่จะได้ชิงออสการ์จาก Blue Jasmine ของวู้ดดี้ อัลเลน

blue jasmine trailerนักวิเคราะห์ของฮอลลีวู้ดเก็งกันว่านิโคล คิดแมน ในบทเจ้าหญิงเกรซ จาก Grace of Monaco และนาโอมิ วัตต์ ใน Diana น่าจะได้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงในปีหน้า แต่ก็ยังเป็นการคาดเดาจากหนังที่ยังไม่ได้เข้าฉายครับ แต่เต็งจ๋าคนแรกจริงๆ ในเส้นทางสู่ออสการ์ปี 2014 เบื้องต้นคือเคต แบลนเช็ตต์ จากผลงานเรื่องล่าสุดของวู้ดดี้ อัลเลน ที่เพิ่งเข้าฉายในสหรัฐเมื่อปลายกรกฎาคมที่ผ่านมา

หนังเปิดฉายแบบจำกัดโรง และทำรายได้เฉลี่ยต่อโรงสูงที่สุดในสหรัฐของปีนี้จนถึงตอนนี้ (100,000 เหรียญ) และทำรายได้เฉลี่ยต่อโรงทุบสถิติ Midnight in Paris ของอัลเลนที่ออกฉายเมื่อสองปีก่อน

พีท แฮมมอนด์ นักวิเคราะห์ด้านรางวัลภาพยนตร์จากเดดไลน์ให้ความเห็นในบทความเมื่อ 29 กรกฎาคมว่า “ไม่มีใครเริ่มต้นกระแสออสการ์ของปี 2013 ได้เท่าบทบาทอันยอดเยี่ยมอย่างเป็นเอกฉันท์ของเคต แบลนเช็ตต์ ในหนัง Blue Jasmine ผู้ออกเสียงของออสการ์ยังได้ดูหนังเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย และขับรถไปที่สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ในเบเวอรีฮิลล์ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างหนาแน่น และมีเสียงตอบรับต่อหนังในแง่ดีอย่างมาก

แฮมมอนด์เสริมอีกว่า “อาจจะเสี่ยงไปหน่อยที่กล้าทำนายอะไรเกี่ยวกับออสการ์ในช่วงกลางฤดูร้อนแบบนี้ แต่ดูเหมือนเคต แบลนเช็ตต์ กลายเป็นตัวเก็งแน่นอนที่จะเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงจากบทบาทของไฮโซสาวแห่งนิวยอร์กที่อยู่ในสภาวะเครียดและสติแตกหลังจากถูกยึดทรัพย์เพราะเหตุอื้อฉาวทางการเงินที่สามีของเธอเป็นคนก่อขึ้น มันเป็นบทบาทอันซับซ้อนที่รางวัลชอบที่จะมอบให้

หนังยังมีนักวิจารณ์ชอบถึง 90% และมีคะแนนเฉลี่ย 7.9/10 จาก 115 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมาครับ

Blue Jasmine ยังมีแซลลี่ ฮอว์กินส์, ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด, บ็อบบี้ แคนนาเวล และอเล็ค บอลด์วิน ร่วมนำแสดงครับ จะเข้าฉายในบ้านเรา 10 ตุลาคมนี้ คลิกดูตัวอย่างได้ที่ด้านใน

Read more of this post

The Conjuring กลายเป็นหนังสยองขวัญทุนต่ำอีกเรื่องที่ยึดตารางหนังทำเงินในสหรัฐของปี

the conjuring boxรายได้เปิดตัวหนังสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาของสหรัฐมีความน่าสนใจไม่น้อยครับ เพราะท่ามกลางหนังซัมเมอร์ฟอร์มยักษ์ทุนสร้างระดับ 100 ล้าน มีหนัง The Conjuring หนังสยองขวัญทุนสร้างเพียง 20 ล้านของผู้กำกับเจมส์ วาน เข้ามาแข่งขันในตลาดด้วย และกลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้ไม่เพียงทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังทำรายได้เปิดตัวเหนือหนังฟอร์มใหญ่แล้วนั้นด้วยครับ

ตามรายงานบอกว่า หนังเปิดตัวด้วยรายได้ 41.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทิ้งห่างหนังฟอร์มใหญ่ทุนสร้าง 130 ล้านเหรียญ อย่าง R.I.P.D. ที่มีนักแสดงระดับไรอัน เรย์โนลด์ กับเจฟฟ์ บริดเจส นำแสดง ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น ที่เปิดตัวเพียง 12.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำเงินอยู่แค่อันดับ 7 ของสุดสัปดาห์ และยังเปิดตัวเหนือกว่า Red 2 ที่เปิดตัวอยู่อันดับ 5 ที่ 18.5 ล้านเหรียญสหรัฐครับ

The Conjuring ยังทำรายได้เปิดตัวสูงกว่าหนังฟอร์มยักษ์ทุน 100 ล้าน ขึ้นไปอีกหลายเรื่องของปีนี้ด้วยครับ ตามนี้ Pacific Rim ($37.2 ล้าน), The Lone Ranger ($29.2 ล้าน), After Earth ($27.5 ล้าน) และ White House Down ($24.0 ล้าน) โดยได้คะแนน CinemaScore A- ซึ่งเป็นคะแนนจากการสำรวจความเห็นของผู้ชมของบริษัทด้านการตลาด มีคำวิจารณ์ด้านบวก 84% จากการประเมินของ Rotten Tomatoes

หนังกำกับโดยเจมส์ วาน จาก Saw และยังได้เป็นหนังที่ได้เรต R ทั้งที่ไม่มีฉากโหดหรือฉากแหวะ แต่เพราะความน่ากลัวล้วนๆ ของหนัง มีแพทริค วิลสัน และ เวรา ฟาร์มิกา นำแสดง ในบทสามีภรรยานักสืบสวนเรื่องเหนือธรรมชาติที่เข้าไปช่วยเหลือครอบครัวที่ถูกผีคุกคาม รอน วีฟวิงสตัน และลิลี่ เทย์เลอร์ รับบทเป็นสามีภรรยาของครอบครัวดังกล่าว

การสำรวจทางการตลาดพบว่าการที่หนังทำเงินสูง เพราะผู้ชมที่เป็นผู้หญิงเบื่อหนังบู๊ แล้วหันไปดูหนังสยองขวัญแทน และถือว่าเป็นผู้ชมกลุ่มใหญ่สุดของหนังแนวนี้ คนที่ซื้อตั๋ว The Conjuring ราว 53% เป็นผู้หญิง

เจฟฟ์ โกลด์สไตน์ ผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ ที่จัดจำหน่าย The Conjuring ให้ความเห็นว่า “มันเป็นการวางหมากที่กล้ามากสำหรับเราในการนำหนังออกฉายกลางซัมเมอร์ ความสำเร็จของมันแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวที่สดใหม่ย่อมดึงดูดผู้ชมให้มาดูหนังอย่างมาก การที่หนังอิงจากคนที่มีชีวิตอยู่จริงก็ทำให้หนังดูเจ๋งด้วย และทำให้คุณกลัวมากยิ่งขึ้น

นอกจาก The Conjuring แล้ว หนังสยองขวัญทุนต่ำที่ยึดครองตารางหนังในสหรัฐปีนี้ยังมี The Purge ของผู้สร้าง Paranormal Activity ด้วย ที่ใช้ทุนสร้าง 3 ล้านเหรีญ แต่ทำเงินในสหรัฐไปแล้ว 64.1 ล้านเหรียญ และจากตลาดนอกสหรัฐอีก 12.3 ล้านเหรียญ และเมื่อต้นปีก็มี Mama ของยูนิเวอร์แซลฯ ที่เปิดตัว 32.1 ล้านเหรียญสหรัฐ

ดูตัวอย่างหนังใหม่ของ The Conjuring ด้านในครับ

ที่มา: THR / Box Office Mojo

Read more of this post

Man of Steel สร้างสถิติใหม่ให้รายได้เปิดตัวของหนังเดือนมิถุนายนในสหรัฐ

man of steel 01

UPDATE: ตัวเลขรายได้แน่นอนออกมาแล้วครับ Man of Steel เปิดตัวด้วยรายได้ 116.6 ล้านเหรียญสหรัฐในอเมริกาเหนือ สูงกว่าที่ประมาณไว้คร่าวๆในทีแรก รวมกับรายได้รอบพิเศษในสหรัฐแล้วเท่ากับ 128.6 ล้านเหรียญ (via @ERCboxoffice )

Man of Steel ไม่ได้เพียงทำรายได้สูงสุดในสหรัฐสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ครับ แต่ยังสร้างสถิติรายได้เปิดตัวใหม่ด้วย ด้วยการทำรายได้เปิดตัวหนังสูงสุดประจำเดือนมิถุนายน

ตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์บอกว่า หนังกำเนิดใหม่ซูเปอร์แมนของผู้กำกับแซ็ค สไนเดอร์ และขียนบทโดยเดวิด เอส. โกเยอร์ ทำรายได้สูงถึงราว 113.1 ล้านเหรียญ จากการเปิดฉายในสัปดาห์แรก ทุบสถิติเก่าของ Toy Story 3 ที่เคยทำไว้ใน 110.3 ล้านเหรียญ ในปี 2010 และยังทำรายได้เหนือว่า Superman Returns ที่เปิดตัว 84.6 ล้านเหรียญ ในปี 2006 ด้วย รายได้นี้ของ Man of Steel ยังไม่รวมอีก 12 ล้านเหรียญ จากรอบพิเศษในค่ำวันพฤหัสบดี ซึ่งถ้ารวมก็จะเท่ากับทำรายได้ 125.1 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการฉายเกือบสี่วัน

หากรายได้เกิน 100 ล้านเหรียญ แปลว่าหนังภาคต่อชุดนี้ได้กลับมา สตูดิโอได้สร้างหนังในโทนที่ผู้ชมวันนี้ต้องการ นั่นก็คืออะไรที่มืดหม่น” เจฟฟ์ บล็อค รองประธานแหละหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ของเอ็กซิบิเตอร์ บริษัทด้านข้อมูลและการตลาด บอก

แต่แม้ว่าหนังจะโดนใจผู้ชมส่วนใหญ่ จากการที่ได้เกรด A- ของ CinemaScore ซึ่งเป็นคะแนนจากการสำรวจความเห็นหลังชมภาพยนตร์ที่ทำโดยบริษัทด้านการตลาดชั้นนำ แต่หนังก็ดูจะไม่ค่อยถูกใจนักวิจารณ์นัก เพราะมีนักวิจารณ์ชอบเพียง 56% จากการประเมินของเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ครับ

นอกจากเปิดฉายในบ้านแล้ว หนังก็ยังเปิดฉายในตลาดต่างประเทศอีก 24 แห่ง พร้อมกันในสัปดาห์นี้ ซึ่งในรายงานบอกว่าทำรายได้รวม 71.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ Man of Steel เปิดตัวทั่วโลกในสัปดาห์แรกสูงถึง 196.7 ล้านเหรียญครับ

“พี่มาก..พระโขนง” ทำรายได้ผ่าน 500 ล้านบาทแล้ว และปล่อยใบปิดใหม่ออกมาฉลอง

pee mak 500 headerพี่มาก..พระโขนง” ได้รับการคาดเดาว่าจะเป็นหนังร้อยล้านเรื่องใหม่ของจีทีเอช และผู้กำกับบรรจง ปิสัญธนะกูล ตั้งแต่ยังไม่เปิดฉาย แต่หลังจากออกตัวแรงตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ที่เป็นวันฉายวันแรก และทำรายได้เข้าสู่หลักร้อยล้านเร็วมากตั้งแต่สุดสัปดาห์แรกของการเปิดฉาย ทำให้มีการคาดเดากันอีกว่าหนังน่าจะจบที่อย่างต่ำ 250 ล้านบาท แต่เมื่อสัปดาห์ต่อไปที่มีหนังใหญ่อย่าง “คู่กรรม” เข้าฉาย และทำรายได้น่าผิดหวัง หนัง “พี่มาก..พระโขนง” ก็ยังทำรายได้ต่อเนื่อง ด้วยสาเหตุของกระแสบอกต่อ และการดูซ้ำ และครองอันดับ 1 บนตารางหนังทำเงินของบ้านเรามา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน และหนังก็ทำรายได้แตะ 500 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จีทีเอชได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านทวิตเตอร์ครับว่า “ผ่าน 500 แล้วกราบขอบพระคุณผู้ชมทุกๆบางมากมากครับ >< มาร่วมสร้างสถิติกันในโรงภาพยนตร์“ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ 29 ของการออกฉาย ถือเป็นรายได้ประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ เพราะยังไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนที่ทำรายได้เฉพาะในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่สูงถึงขนาดนี้ โดยสถิติเก่าเป็นของ “สุริโยไท” ที่ทำรายได้ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ไว้ที่ 324.5 ล้านบาท คาดว่าหลังจากหมดรอบฉายแล้ว คงมีการสรุปรายได้จากจังหวัดอื่นๆ ด้วยอีกทีครับว่าสรุปแล้วได้เท่าไหร่

รายได้หนังของบ้านเรา มักไม่ค่อยเอาของต่างจังหวัดมารวมครับ เพราะการฉายในต่างจังหวัดนั้นจะเป็นการขายขาดให้สายหนัง รายได้ที่ค่ายหนังจะได้จึงมาจากการซื้อหนังไปฉาย ตัวอย่างเช่นจากข่าวของไทยรัฐที่บอกว่าสายหนังภาคใต้ซื้อ “พี่มาก..พระโขนง” ไป 10 ก๊อปปี้ เพียง 2 ล้านบาท แต่รายได้หนังถึงวันที่ 19 เมษายน ทำไปถึง 10 ล้านบาทแล้ว 2 ล้านบาทก็จะเป็นรายได้ที่เข้าค่ายหนังครับ ไม่ใช่ได้จากรายได้เข้าชม 10 ล้านตรงนั้น จะเฉพาะค่าตั๋วในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ หลังจากการแบ่งเปอร์เซ็นต์กับโรงฉายแล้ว (ส่วนใหญ่จะแบ่งกัน 50%) ถึงจะเป็นรายได้ที่ค่ายหนังจะได้ครับ

พร้อมๆ กับข่าวนี้ จีทีเอชยังได้ปล่อยใบปิดใหม่ออกมาฉลองรายได้ด้วยครับ เป็นภาพจากฉากงานวัดที่คู่พระนางน่าจะมีความสุขที่สุดในหนังเรื่องนี้ เหมาะแก่การเป็นภาพฉลองรายได้มากๆ คลิกดูใบปิดด้านใน

Read more of this post

“พี่มาก..พระโขนง” ทำรายได้ผ่าน 200 ล้านบาทแล้ว และคลิปเบื้องหลังมากมาย

pee mak boxofficeไม่บ่อยเลยที่หนังไทยสมัยนี้สักเรื่อง จะทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท แต่ “พี่มาก..พระโขนง” ของจีทีเอชหรือผู้กำกับบรรจง ปิสัญธนะกูล ไปได้ไกลถึง 200 ล้านบาทแล้วครับ เป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดของค่ายไปแล้ว

ทวิตเตอร์ของจีทีเอชเป็นผู้ประกาศข่าวนี้ครับ บอกว่า “แจ้งมาละครับพ้นคืนนี้(5เม.ย.)พี่มาก..พระโขนงผ่าน 200 ล้านแน่นอนแล้ว ขอกราบขอบพระคุณทุกๆคนที่ร่วมกันสร้างปรากฎการณ์พี่มากฟีเวอร์” ถือเป็นการทำลายสถิติรายได้สูงสุดของหนังจีทีเอชเรื่อง “ATM เออรัก เออเร่อ” ที่เคยทำไว้ที่ 152.5 ล้านบาท ในปี 2555 และกลายเป็นหนังไทยที่ทำเงินสูงสุดอันดับที่ 5 มีแนวโน้มที่จะทำรายได้แซงอันดับ 2, 3 และ 4 ในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรทั้งสามภาคเป็นเจ้าของสถิติอยู่

นอกจากเรื่องรายได้แล้ว จีทีเอชยังได้ปล่อยคลิปเบื้องหลังออกมาหลายตัวเลยครับ เช่นการตามหาโลเกชั่นถ่ายทำ เบื้องหลังฉากสงคราม การเมคอัพ และล่าสุดก็เบื้องหลังท่าเต้นกองพันฮาๆ ในหนังที่เล่าออกมาในแบบขำๆ เหมือนตัวหนัง

“พี่มาก..พระโขนง” น่าจะยังคงทำรายได้ต่อไปอีกในสัปดาห์ที่จะถึง เพราะวันหยุดยาวกำลังมาครับ คลิกชมคลิปทั้งหมดด้านใน

Read more of this post

“พี่มาก…พระโขนง” ทำรายได้เปิดตัววันแรกเยอะมาก ที่ 21.20 ล้านบาท และความเห็นหลังชม

Pee Mak Phrakanong firstlookปกติไม่ค่อยได้รายงานตัวเลขรายได้ภาพยนตร์เท่าไหร่ครับ แต่นี่เป็นข่าวทุบสถิติที่ต้องพูดถึง ตามข้อความบนทวิตเตอร์ของผู้กำกับบรรจง ปิสัญธนะกูล บอกว่าหนัง “พี่มาก..พระโขนง” เปิดตัววันแรกจากการฉายเมื่อวานนี้สูงถึง 21.20 ล้านบาทเลยครับ เป็นรายได้เปิดตัววันแรกที่สูงอย่างมาก

ถือเป็นข่าวดี เพราะไม่บ่อยที่หนังไทยจะทำเงินสูงแบบนี้ครับ รายงานจากทวิตเตอร์จากผู้ชมหลายคนก็บอกว่าโรงหนังแน่นเลย มีคนเข้าคิวยืนต่อแถวซื้อตั๋วกันยาวเหยียด แต่ละรอบก็เหลือแค่ 2-3 แถวหน้าสุดครับ

ผมเคยคาดว่าว่า “พี่มาก” จะทำเงินถึง 100 ล้านบาทแน่นอน แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสถึงเร็วขนาดนี้ครับ ถ้ารายได้เปิดตัววันแรกสูงขนาดนี้ รายได้ 4 วันไม่น่าจะต่ำกว่า 85 ล้านบาทครับ

ความสำเร็จอย่างหนึ่งของหนัง ไม่ใช่เรื่องการตลาดเพียงอย่างเดียวด้วย ตัวหนัง “พี่มาก..พระโขนง” ก็ทำสำเร็จในแง่การให้ความบันเทิงแก่คนดู โดยส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอิ่มหรือถึงสุดจุดยอดกับหนังเรื่องนี้ และไม่คิดว่าหนังสมบูรณ์แบบไปหมด มีบางอย่างที่ผมชอบมาก และไม่ค่อยชอบในหนัง แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่านี่เป็นหนังที่ตีโจทย์แตก ผู้กำกับได้สร้างโลกอันน่าเชื่อและชวนให้คล้อยตามไปได้จนจบ และรู้สึกคุ้มค่าที่ได้มานั่งชมหนัง

หนังอาจเน้นขายความฮา แต่ส่วนที่โดนใจผมมากที่สุดกลับเป็นฉากซึ้งในตอนใกล้จบที่ทำเอาน้ำตานองหน้าเลย

ความเห็นโดยรวมจากผู้ที่ชมมาแล้วก็อยู่ในเกณฑ์ดีส่วนใหญ่ครับ ผมยังไม่ค่อยเห็นใครให้คะแนนหนังเรื่องนี้ต่ำกว่า 7/10 ซึ่งแปลว่าอาจจะมีบางส่วนที่ไม่ได้ปลื้มหนังมากมาย แต่ก็ยอมรับว่าหนังเรื่องนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ควรให้การสนับสนุน

พร้อมๆกับข่าวนี้ ผมได้แนบความเห็นน่าสนใจจากทวิตเตอร์เข้ามาให้อ่านกันด้วยครับ

Read more of this post

Lost in Thailand หนังจีนฟอร์มเล็กสร้างสถิติใหญ่ในจีน

lost in thailandข่าวใหญ่สำหรับหนังเล็กจากจีนแผ่นดินใหญ่ครับ หนังตลกแนว road movie ที่มาถ่ายทำในบ้านเราเรื่อง Lost in Thailand ทำรายได้สถิติรายได้ขนานใหญ่ในจีนครับ ตามรายงานของ Film Business Asia

สถิติที่รวมถึงการเป็นหนังที่เปิดตัวสูงสุดประจำเดือนธันวาคม และยังเป็นหนังที่ทำรายได้หนึ่งวันสูงสุดในประเทศ และหลังจากเปิดตัวมา 8 วัน หนังทำรายได้ในประเทศไปถึง 450 ล้านหยวน หรือเท่ากับราว 72.2 ล้านเหรียญสหรัฐ

หนังนำแสดงและกำกับโดยดาวตลกของจีนชื่อซูเจิ้ง (Xu Zheng) ที่เดินทางจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ แข่งกับคู่แข่งทางธุรกิจในบริษัทเพื่อตามตัวเจ้านายให้เซ็นเอกสารให้ อันเป็นเอกสารที่กำหนดชะตาทางการเงินของพวกเขา ทำพาไปสู่การผจญภัยแบบเจ็บตัว และการนำมาซึ่งการตั้งคำถามสำคัญว่าอะไรคือสิ่งที่ชีวิตควรให้ความสำคัญก่อน

ยังไม่รู้ว่าบ้านเรามีผู้ซื้อมาจัดจำหน่ายหรือยัง การซื้อมาฉายก็อาจขายยากอยู่เพราะนักแสดงอาจไม่เป็นที่รู้จักมาก แต่ผู้จัดจำหน่ายอาจเอาประเด็นเรื่องรายได้กับการถ่ายทำในไทยมาเป็นจุดขายได้

คลิกชมตัวอย่างหนังเรื่องนี้ได้ที่ด้านในครับ

Read more of this post

Skyfall เปิดตัวในสหรัฐทุบสถิติหนังเจมส์ บอนด์, Lincoln ทำรายได้แรง

หลังจาก Skyfall โกยเงินในตลาดโลกล่วงหน้าก่อนสหรัฐถึง 2 สัปดาห์ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ถึงคราวเปิดตัวในอเมริกาเหนือบ้างครับ และเปิดตัวแรงแบบทุบสถิติหนังเจมส์ บอนด์ ทุกภาคเลย ด้วยรายได้เปิดตัวสูงถึง 87.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นเป็นหนังทำรายได้สูงสุดอันดับหนึ่งประจำสัปดาห์ มากกว่า Quantum of Solace ที่ครองสถิติเปิดตัวไว้ที่ 67 ล้านเหรียญสหรัฐครับ และเมื่อรวมกับอีก 2.2 ล้านเหรีญสหรัฐจากรอบเที่ยงคืนของ IMAX ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาอีกราว 2.2 ล้านเหรียญ ก็ทำให้หนังทำรายได้ในสหรัฐไปแล้วร่วม 90 ล้านเหรียญครับ

รายได้ในตลาดนอกสหรัฐเองก็แรงเช่นกัน เพราะเมื่อรวมกับรายได้ที่ฉายมา 3 สัปดาห์ อีก 428 ล้านเหรียญ รายได้โดยสรุปจากทั่วโลกทั้งหมดรวมทั้งในอเมริกาเหนือด้วยก็ราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ น่าจะมากกว่า 590 ล้านเหรียญ ที่เป็นรายได้คร่าวๆของสองภาคก่อนหน้านี้ที่นำแสดงโดยแดเนียล เครก ไปอย่างสบาย

สาเหตุที่ทำให้ Skyfall ทำรายได้สูงขนาดนี้ การวิเคราะห์จาก boxofficemojo นอกจากกระแสคำวิจารณ์ก่อนเปิดตัวในสหรัฐที่ออกไปในทางดีมากๆ แล้ว การเฉลิมฉลอง 50 ปี ของหนังชุดเจมส์ บอนด์ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเป็นโอกาสพิเศษที่ต้องเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ทั้งยังการประชาสัมพันธ์หนังที่เข้าเป้ามากๆ ตั้งแต่การเริ่มสร้างความคึกคักให้ล่วงหน้าตั้งแต่ในกีฬาโอลิมปิคที่ลอนดอน และการได้เพลงของอะเดลมาช่วยเสริมกระแสครับ

รายได้ของ Skyfall ในสหรัฐ น่าจะลากยาวไปถึง 250 ล้านเหรียญได้ด้วยครับ เพราะคำวิจารณ์จากคนดูก็ดีมากๆ หนังได้ CinemaScore ซึ่งเป็นเกรดการให้คะแนนจากบริษัทการสำรวจความเห็นด้านการตลาดที่ไปสอบถามผู้ชมหลังดูหนังจบ ซึ่งได้เกรดสูงถึง A เลยครับ

หนังที่เปิดตัวแรงในสัปดาห์นี้อีกเรื่องก็คือ Lincoln ของสตีเวน สปีลเบิร์กครับ จาก 11 โรงฉายในหสรัฐ หนังทำเงินไปราว 9 แสนเหรียญ คิดเป็น 81,800 เหรียญต่อโรงครับ ซึ่งถือว่าเป็นรายได้แบบจำกัดโรงเกิน 10 ดรงที่สูงที่สุดเป็นอันดับสอง รองจาก Precious คะแนนวิจารณ์โดยเฉลี่ยของหนังอยู่ที่ 7.8/10 และมีนักวิจารณ์ชอบราว 92% จากการประเมินของ Rotten Tomatoes ครับ นักวิเคราะห์รางวัลในสหรัฐมองว่าหนังเป็นเต็งสองรองจาก Argo ที่จะได้เข้าชิงออสการ์ปีหน้านี้

The Avengers ถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศ สร้างสถิติรายได้ใหม่

UPDATE: ตัวเลขรายได้แท้จริงของ The Avengers ในอเมริกาเหนือออกมาแล้วครับ ตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่าสูงกว่าที่ประเมินไว้ในทีแรกอีกพอสมควร นั่นก็คือ 207.4 ล้านเหรียญสหรัฐครับ

The Avengers ถล่มบ็อกออฟฟิศในอเมริกาเหนือประหนึ่งโดนฮัลค์ทำลายครับ หนังเปิดตัวด้วยยอดรายได้ 200.3 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการสร้างสถิติรายได้เปิดตัวใหม่ของสุดสัปดาห์ ทำลายแชมป์เก่า Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 2 ที่ทำไว้ 169.2 ล้านเหรียญสหรัฐไปหลายช่วงตัวเลยทีเดียวครับ ส่วนหนึ่งที่รายได้สูงถึงขนาดนี้เพราะมีผู้ชมราว 52 % ยอมเสียเงินแพงกว่าเพื่อไปชมในระบบ 3 มิติด้วย กระทั่งโรงหนังไอแม็กซ์เองก็ที่นั่งเต็มตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่เพียงรายได้ในสหรัฐเท่านั้นที่สูงเป็นประวัติการณ์ ในตลาดโลกเองก็ทำรายได้ถึง 441.5 ล้านเหรียญ จาก 52 ประเทศ หลังจากเปิดฉายล่วงหน้าในสหรัฐมา 1 สัปดาห์ แปลว่าหลังจากการฉายไปแล้วสองสัปดาห์ หนังทำรายได้ทั่วโลกรวมกัน 641.8 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่า The Hunger Games ไปแล้ว

จากบทวิเคราะห์ของ LA Times มองว่ามีหลายปัจจัยที่ช่วยให้หนังทำเงินได้ในระดับนี้ ซึ่งฮอลลีวู้ดควรเรียนรู้ไว้ นอกเหนือจากการเลือกใช้นักแสดงระดับเกรดเอที่เรียกผู้ชมได้อย่างโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ หรือสการ์เลต โจแฮนสันแล้ว การวางทิศทางของหนังโดยผู้กำกับจอส วีดอน เองก็เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ให้ The Avengers เป็นหนังบู๊ที่เต็มไปด้วยมุขตลก และมีความบันเทิง ทำให้ผู้ชมในสหรัฐสนุกกับหนังอย่างมาก ผลคะแนนของ CinemaScore ที่มาจากการสำรวจความเห็นของผู้ชมโดยบริษัทด้านการตลาดก็ให้เกรดหนังเรื่องนี้สูงสุดถึง A+ เท่ากับ Avatar กับ Titanic และผู้ชมเหล่านี้ก็ยังนำไปบอกต่อ สร้างกระแสปากต่อปากตามมา

กระแสปากต่อปากก็ยังมาจากการจัดฉายในตลาดนอกสหรัฐล่วงหน้าก่อนหนึ่งสัปดาห์ด้วยครับ ที่ทำให้ผู้ชมในส่วนอื่นของโลกได้ชื่นชมหนังผ่านโซเชียลเน็ตวิร์คต่างๆ และยังมาจากคะแนนของนักวิจารณ์ด้วยที่จากการประมวลผลของเว็บไซต์ Rotten Tomatoes นั้น มีถึง 93% ที่ชอบหนังเรื่องนี้

ปัจจัยสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ The Avengers ทำรายได้ถล่มทลายก็คือการไม่รีบเร่งสร้างหนัง มาร์เวล สตูดิโอนั้นวางแผนสร้าง The Avengers ผ่านการสร้างหนังซูเปอร์ฮีโร่มา 5 เรื่อง ให้ค่อยๆ สร้างพลังตั้งแต่ Iron Man ในปี 2008 ตามด้วย The Incredible Hulk, Iron Man 2, Thor และ Captain America: The First Avengers กว่าที่ทั้งหมดจะมารวมพลังกันถล่มสถิติในปีนี้ ใช้เวลายาวนานถึง 5 ปี ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ฉลาด อดทน และมีประสิทธิภาพยิ่งครับ

ดิสนี่ย์ขาดทุน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากหนัง John Carter

ดูเหมือนว่าอนาคตของหนัง John Carter จะไม่สดใสเอาเสียเลย หลังจากเปิดตัวในสหรัฐด้วยรายได้ที่ค่อนข้างต่ำเพียง 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตามรายงานระบุว่าดิสนี่ย์ใช้ทุนสร้างไป 250 ล้านเหรียญสหรัฐ และงบด้านการตลาดอีก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งด้วยงบประมาณระดับนี้ หนังต้องทำรายได้ทั่วโลกอย่างน้อย 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึงจะได้ทุนคืน แต่ดูเหมือนว่าคงเป็นไปไม่ได้ ล่าสุดดิสนี่ย์ออกแถลงการ ( via Deadline ) ว่าหนังคงจะขาดทุนราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐครับ

รายงานจากการวิเคราะห์จากวงในของวอลสตรีทบอกมาก่อนหน้านี้ว่าหนังน่าจะขาดทุนราว 160 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอิงจากคะแนน Cinemascore จากผู้ชมหลังจากชมมาแล้วที่ให้หนังได้ B+ กับคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ที่ก้ำกึ่ง แต่หนังก็ทำรายได้ในสัปดาห์ที่ 2 ลดฮวบไปถึง 55% ซึ่งทำให้ผู้บริหารของดิสนี่ย์ออกแถลงการออกมาว่า หนังน่าจะขาดทุนมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้

Read more of this post

ผลสำรวจบอกว่า The Hunger Games อาจเปิดตัวถึง 100 ล้านเหรียญ และคลิปแรกจากหนัง

The Hunger Games จะเปิดตัวด้วยรายได้ใหญ่โตแน่ๆ แหละ เมื่อดูจากกระแสแล้ว แต่จะใหญ่โตขนาดไหนนั้น ผลสำรวจบอกว่าหนังอาจทำรายได้สัปดาห์แรกในบ้านถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐเลยครับ

LA Times รายงานว่าเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริหารของไลอ้อนเกต บริษัทผู้สร้างหนังจากนิยายเรื่องนี้ได้ใช้บริการของบริษัทวิจัยการตลาดเพื่อสำรวจความสนใจต่อตัวหนังก่อนที่หนังจะฉาย ผลออกมาว่ามีตัวเลขสูงอย่างมาก วงในที่เห็นตัวเลขบอกว่าหนังมีโอกาสทำเงินในสัปดาห์แรกของการเปิดฉายในสหรัฐถึง 100 ล้านเหรียญ อาจน้อยหรือมากกว่านั้นไม่เท่าไหร่

ในรายงานบอกว่ามีจำนวนผู้ชมในสหรัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่จะให้ The Hunger Games เป็นตัวเลือกแรกของหนังที่จะออกฉายในอีก 4 สัปดาห์ข้างหน้า และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อหนังใกล้ฉาย ตัวเลขรายได้สัปดาห์เปิดตัวที่บริษัทสำรวจและวิจัยการตลาดให้แก่ไลอ้อนเกตในตอนนี้ก็คือ 70-90 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ไลอ้อนเกตยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์หนังแบบเต็มตัวเท่าไหร่ ไม่ว่าจะทั้งทางทีวี อินเตอร์เนต หรือติดใบปิดตามที่ต่างๆ คาดว่าถ้าได้โหมประชาสัมพันธ์แบบเต็มตัวแล้วจะช่วยให้หนังทำรายได้เข้าเป้าอย่างแน่นอน และเผลอๆ อาจเกิน 100 ล้านเหรียญด้วย

หนึ่งในการประชาสัมพันธ์ล่าสุดของหนัง ก็คือการส่งโฆษณาทางทีวี และคลิปแรกของหนังออกมาเรียกน้ำย่อยครับ ซึ่งโฆษณาทางทีวีตัวล่าสุดนี้ใช้เพลง Safe and Sound ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ กับวงเดอะ ซีวิว วอร์ มาสร้างบรรยากาศดราม่าได้ดีมากๆ ส่วนคลิปแรกของหนังก็ออกไปในทางบู๊นิดๆ กับฉากที่แคทนิส (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) แสดงทักษะการยิงธนูให้ดูว่าเธอยิ่งแม่นแค่ไหนครับ คลิกชมทั้งคู่ได้ที่ด้านใน

Read more of this post

Harry Potter and Deathly Hallows: Part II เป็นหนังปี 2011 ที่ได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุดของ Rotten Tomatoes

หนังชุด Harry Potter ดูจะปิดฉากได้สวยงามมากครับ เพราะไม่เพียงภาคสุดท้าย Harry Potter and the Deathly Hallows: Part II จะเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดของปี 2011 ตามรายงานของ Boxoffice Mojo แล้ว หนังยังได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุดปี 2011 จากกระประเมินของ Rotten Tomatoes ด้วยครับ

เว็บไซต์ Rotten Tomatoes ได้สรุปคะแนนวิจารณ์ของหนังที่ฉายตลอดปี 2011 ออกมาแล้ว และ Harry Potter and the Deathly Hallows: Part II เป็นหนังที่ฉายทั่วไปและได้เปอร์เซ็นต์บวกมากที่สุดครับ นั่นก็คือ 96% จาก 273 บทวิจารณ์ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.4/10 โดยมี Moneyball ที่แสดงนำโดยแบรด พิตต์ ตามมาอยู่ในอันดับ 2 ที่ 95% จาก 213 บทวิจารณ์ และมีคะแนนเฉลี่ยที่ 8/10

สำหรับหนังที่ฉายแบบจำกัดโรงและได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุดตามการประเมินของ Rotten Tomatoes ก็คือหนังสารคดี Project Nim ได้ 98% จาก 124 บทวิจารณ์ มีคะแนนเฉลี่ยที่ 8.1/10 ตามด้วย A Separation หนังดราม่าจากอิหร่าน ได้ 100 % จาก 64 บทวิจารณ์ มีคะแนนเฉลี่ยที่ 8.7 /10

หากแบ่งเป็นประเภทของหนังแล้ว Mission: Impossible – Ghost Protocol ได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุดในประเภทหนังบู๊ผจญภัย (93% – 7.6/10), Arthur Christmas ได้คำวิจารณ์ดีที่สุดประเภทอนิเมชั่น (92% – 7.2/10), The Artist ได้คำวิจารณ์ดีที่สุดประเภทหนังตลก (97% – 8.8/10) และ Attack the Block ได้คำวิจารณ์ดีที่สุดในประเภทหนังสยองขวัญ (90% – 7.4/10)

การประเมินคะแนนวิจารณ์หนังในรอบปี 2011 ประเภทที่ออกฉายทั่วไปของ Metacritic ก็ยังตรงกับ Rotten Tomatoes ใน 2 อันดับแรกด้วยครับ โดย Harry Potter and the Deathly Hallows: Part II ได้ไป 87/100 ตามด้วย Moneyball ได้ 87/100 เช่นกัน แต่ทำไม Harry Potter ถูกจัดให้อยู่ในอันดับสูงกว่า Moneyball ของเว็บนี้ ยังไม่แน่ใจวิธีการประเมินของเขาเท่าไหร่ครับ

Read more of this post

ปี 2554 หนังไทยมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น

ตอนที่กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วม และดูเหมือนรายได้ของหนังจะซบเซาในช่วงนั้นจนทำให้มีการคาดการณ์กันว่าอุตสาหกรรมหนังในบ้านเราในปีนี้อาจต้องมีรายได้ย่ำแย่แน่ๆ แต่กลายเป็นว่ารายได้โดยเฉลี่ยของค่ายหนังใหญ่ในบ้านเราก็ยังคงสูงกว่าเมื่อปีที่แล้วครับ

ตามรายงานของเนชั่นที่ได้ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารของจีทีเอช และสหมงคลฟิล์ม ทำให้เรารู้ว่ารายได้เฉลี่ยของหนังในเครือเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วมากครับ โดยจีทีเอชมีรายได้จากหนังเพิ่มขึ้น 20% ส่วนสหมงคลเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งคุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานของจีทีเอช บอกว่า จีทีเอชโชคดีที่ “ลัดดาแลนด์” และ “Suckseed ห่วยขั้นเทพ” นั้นประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ส่วน”เสี่ยเจียง” หรือ คุณสมศักดิ์ เตชนะรัตนประเสริฐ ประธานของสหมงคลฟิล์มส์ ให้ความเห็นว่าสาเหตุหนึ่งที่รายได้ของหนังเพิ่มขึ้นมาจากค่าตั๋วที่เพิ่มขึ้นด้วย

หนังฮอลลีวู้ดเองก็ดูจะทำรายได้เพิ่มขึ้นในบ้านเราในปีที่ผ่านมาด้วยครับ คุณปัณณทัต พรหมสุภา ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทยูไอพีประเทศไทยซึ่งจัดจำหน่ายหนังอย่าง Transformers: Dark of the Moon และ Mission: Impossible – Ghost Protocol บอกว่ารายได้รวมของหนังในเครือปีนี้แตะสี่พันล้านบาทเป็นครั้งแรกด้วยครับ

ในรายงานยังมีการสรุปรายได้สูงสุดสิบอันดับของหนังไทยในปี 2554 ด้วยครับ ซึ่งหนัง “ตำนานสมด็จพเระนเรศวรมหาราช ภาค 3” และ “ภาค 4” เป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดของปีอยู่ใน 2 อันดับแรก โดยอันดับ 3 เป็นของ “ลัดดาแลนด์” จากจีทีเอช ที่เป็นหนังไทยอีกเรื่องของปีที่ทำรายได้ไปเกิน 100 ล้านบาทด้วยครับ

คลิกดู 10 อันดับหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในปี 2554 ได้ที่ด้านใน

Read more of this post

รายได้หนังในสหรัฐช่วงวันหยุดคริสต์มาส Mission: Impossible 4 และ War Horse มาแรง

แม้ว่าตัวเลขรายได้ของหนัง Mission: Impossible – Ghost Protocol จะออกมาน่าเสียวไส้ในช่วงวันคริสต์มาส เพราะทำรายได้วันที่ 24-25 ธันวาคม ไปเพียง 29.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่รายได้ของหนังก็กระเตื้องขึ้นหลังจากนั้นจนมีรายได้ 4 วันติดต่อกันในช่วงวันหยุดคริสต์มาสอยู่ที่ 46.2 ล้านเหรียญ กลายเป็นตัวเลขรายได้ที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้หนังมีรายได้ในบ้านตอนนี้อยู่ที่ 78.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นรายได้เปิดตัวที่น้อยกว่าภาคสาม แต่นั่นเพราะภาคสามเปิดตัวในช่วงซัมเมอร์ และด้วยคะแนนที่ผู้ชมให้หนังนั้นค่อนข้างสูง วงในวิเคราะห์กันว่าหนังน่าจะทำรายได้สุดท้ายในบ้านมากกว่าภาคสาม และอาจมากกว่าภาคแรกที่ทำไป 180 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยครับ นี่ยังไม่รวมกับอีก 140 ล้านเหรียญจากรายได้ในตลาดนอกสหรัฐด้วย

หนังภาคต่อ Sherlock Holmes: A Game of Shadows ซึ่งเปิดตัวเป็นที่หนึ่งในสัปดาห์ที่แล้วได้ตกมาอยู่ในอันดับสองของสัปดาห์นี้โดยทำไปได้ 31.8 ล้านเหรียญ มียอดรวมในบ้านตอนนี้อยู่ที่ราว 90.6 ล้านเหรียญ จากการฉาย 11 วัน หนังยังไม่ได้เปิดตัวในตลาดต่างประเทศแบบเต็มตัวทำให้ยังไม่มีรายได้ในส่วนนั้นออกมา และแม้ว่าหนังจะได้รับคำวิจารณ์ว่าสู้ภาคแรกไม่ได้ แต่จากรายได้ขณะนี้ก็น่าจะทำให้หนังหมดห่วงว่าจะขาดทุนได้แล้ว เช่นเดียวกับ Alvin and the Chipmunks: Chipwrecked ก็หมดห่วงว่าจะขาดทุนได้ เพราะทำรายได้ไปอีก 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และยอดรวมตอนนี้อยู่ที่ราว 57 ล้านเหรียญจากการฉายในบ้าน แม้ว่ารายได้สุดท้ายของหนังอาจไม่มากเท่าภาคก่อนหน้านี้ก็ตาม

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 540 other followers