Guardians of the Galaxy และ Transformers: Age of Extinction เป็นหนังซัมเมอร์ทำเงินสูงสุดปีนี้

gotg new image 01สิ้นสิงหาคมนี้ก็ถือว่าเป็นการสิ้นช่วงเวลาของหนังซัมเมอร์ประจำปีนี้พอดี และก็ดูเหมือนว่าเราจะได้แชมป์รายได้ประจำปีนี้แล้วครับซึ่งตามรายงานของวาไรตี้บอกว่าแชมป์รายได้หนังในสหรัฐคือภาพยนตร์เรื่อง Guardians of the Galaxy

หนังเพิ่งทำเงินผ่านหลัก 200 ล้านเหรียญ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และน่าจะทำเงินราว 246 ล้านเหรียญในวันเสาร์ที่ผ่านมานี้ เอาชนะรายได้ในบ้าน 243.3 ล้านเหรียญของ Transformers: Age of Extinction ที่ครองไว้ รายงานบอกด้วยว่า Guardians of the Galaxy อาจจะกลับมาเป็นหนังทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ในสหรัฐอีกในสัปดาห์นี้ หลังจากเป็นรอง Teenage Mutant Ninja Turtles มาสองสัปดาห์ และหนังใหม่สัปดาห์นี้อย่าง If I Stay และ Sin City 2: A Dame to Kill For ไม่ได้เปิดแรง

สำหรับหนังซัมเมอร์ที่ทำเงินในอเมริกาเหนือสูงสุดเป็นอันดับ 3 อยู่ตอนนี้ก็คือ Maleficent ของดิสนี่ย์ รายได้ตอนนี้อยู่ที่ 237 ล้านเหรียญ ส่วนอันดับ 4 และ 5 เป็นของฟ็อกซ์ คือ X-Men: Days of Future Past ที่ 232.6 ล้านเหรียญ และ Dawn of the Planet of the Apes ที่ 203.2 ล้านเหรียญ

อย่างไรก็ดี ในแง่รายได้ทั่วโลก Transformers: Age of Extinction ยังคงครองอันดับ 1 ที่ 1.05 พันล้านเหรียญ และทิ้งห่าง Guardians of the Galaxy อยู่ไกล เพราะรายได้ทั่วโลกล่าสุดยังอยู่ที่ 435.5 ล้านเหรียญ

Read more of this post

About these ads

The Fault in Our Stars เปิดตัวแรงในสหรัฐ ส่วน Edge of Tomorrow ทำรายได้ดีในตลาดโลก

the fault in our stars box officeรายได้ภาพยนตร์ประจำสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีปรากฏการณ์น่าสนใจจนต้องพูดถึงครับ เพราะมีเหตุการณ์น่าแปลกใจนิดๆ เกี่ยวกับรายได้เปิดตัวของหนังใหม่ในสหรัฐ ซึ่งปรากฏว่าหนังรักวัยรุ่นผู้ป่วยโรคมะเร็ง The Fault in Our Stars ที่ใช้ทุนสร้าง 12 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำรายได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 และเปิดตัวสูงถึงราว 48.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เป็นรายได้รวมกับรอบพิเศษของค่ำวันพฤหัสบดีด้วย ขณะที่หนังฟอร์มใหญ่ทุนสร้าง 178 ล้านเหรียญง Edge of Tomorrow ของทอม ครูส ทำรายได้ไปน่าผิดหวัง เปิดตัวไปราว 29.1 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

การที่ The Fault in Our Stars เปิดตัวทำรายได้เอาชนะ Edge of Tomorrow ในสหรัฐ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะเป็นที่คาดการณ์กันเอาไว้แต่แรกแล้ว นักวิเคราะห์ด้านการตลาดประเมินจากการที่แม้วอร์เนอร์ บราเธอร์ส จะทุ่มงบประชาสัมพันธ์อย่างหนักให้ Edge of Tomorrow ทั้งอัดโฆษณาทางทีวีและติดป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ทั่วไป แต่หนังก็กลับได้กระแสตอบรับจากผู้ชมไม่กระเตื้องเลยตั้งแต่ก่อนหนังฉาย จนถูกประเมินว่าจะเป็นหนังยักษ์ล้มเรื่องหนึ่งของปี

รายงานจากนิวยอร์กไทม์บอกว่า สาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัวของทอม ครูส เอง ที่ลดพลังดาราของตัวเขา ส่วนตัวหนังที่แม้จะได้รับคำวิจารณ์ดีมาก แต่ก็ถูกมองว่าไม่แปลกใหม่ หรือบ้างก็กลับมองว่าแหวกแนวเกินไป บางนักวิเคราะห์มองด้วยว่าชื่อหนังยังชวนให้ผู้ชมนึกถึง The Day After Tomorrow ในแง่ลบด้วย (เดิมที หนังใช้ชื่อว่า All You Need is Kill ตามนิยายต้นฉบับ แต่เปลี่ยนหลังจากเกิดเหตุกราดยิงในโรงหนังที่โคโรลาโด ปี 2012)

กระนั้น Edge of Tomorrow ก็ยังทำรายได้น้อยในสหรัฐกว่าที่คาด และเปิดตัวอยู่อันดับ 3 เป็นรอง Maleficent ของแอนเจลีนา โจลี ที่อยู่อันดับ 2 ในสัปดาห์นี้ หลังจากครองอันดับ 1 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

แต่ Edge of Tomorrow ก็อาจยังไม่ถึงขั้นขาดทุนเสียทีเดียวครับ หนังเปิดตัวในตลาดนอกสหรัฐสุดสัปดาห์นี้ ทำเงินสูงร่วม 111 ล้านเหรียญ เฉพาะรายได้ในจีนก็สูงถึง 25 ล้านเหรียญ ที่เป็นรายได้เปิดตัวหนังของทอม ครูส สูงสุดในจีนด้วย หนังยังไม่ได้เปิดตัวในญี่ปุ่นที่มีฐานแฟนคลับของครูสอยู่เหนียวแน่น รายได้ในต่างประเทศของหนังน่าจะจบที่ 250 ล้านเหรียญอย่างต่ำ ผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ ทางฝ่ายจัดจำหน่ายหวังด้วยว่าการที่หนังได้คำวิจารณ์ในแง่ดี (คะแนนเฉลี่ยที่ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 7.4/10 มีนักวิจารณ์พอใจ 90%) ก็น่าจะทำให้หนังยืนโรงอยู่ได้ยาวๆ ค่อยๆ เก็บรายได้ไปจนมีกำไรครับ ที่แน่ๆ น่าจะทำรายได้สูงกว่า Obivion ที่ทำเงินทั่วโลกไป 286 ล้านเหรียญ

สำหรับความสำเร็จด้านรายได้ของ The Fault in Our Stars ก็มีหลายปัจจัยเช่นกัน แต่โดยหลักๆ ก็น่าจะจากการที่สร้างจากนิยายดังที่มีฐานแฟนคลับวัยรุ่นเหนียวแน่นมากในสหรัฐ รวมกับการตลาดที่เล็งเป้าไปตรงจุด และคำวิจารณ์ด้านดีของหนังด้วย

The Fault in Our Stars ฉบับนิยายขายได้ 11 ล้านเล่มทั่วโลก ขณะที่จอห์น กรีน คนเขียนนิยายเรื่องนี้ก็เป็นคนดังในอินเตอร์เน็ต มีช่องของตัวเองกับน้องชายที่มีผู้ติดตามถึง 2.1 ล้าน และมีผู้ติดตามในทวิตเตอร์ถึง 2.5 ล้าน ซึ่งกรีนมีส่วนช่วยอย่างมากในการประชาสัมพันธ์ให้แก่หนัง เช่นการจัดคอนเสิร์ตทางยูทูบที่นำศิลปินที่ร้องเพลงประกอบหนังมาร้องสดๆ

รายงานจากเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกด้วยว่า การตลาดของฟ็อกซ์เน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายโดยตรงที่เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ โดยเฉพาะสาวๆ วัย 18-34 ให้พวกเธอรู้ว่ากำลังจะมีหนังเรื่องนี้ออกมา แม้ว่าไม่ใช่คนที่เคยอ่านนิยายก็อยากมีส่วนร่วมกับปรากฏการณ์นี้

การประชาสัมพันธ์ใช้สื่อออนไลน์กับเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นหลัก เข้าถึงผู้ชมกลุ่มหลักได้ดีโดยไม่ต้องลงทุนด้านโฆษณาทางทีวีมากนัก (รายงานบอกว่าใช้งบการตลาดไม่ถึง 30 ล้านเหรียญ) มียอดวิวตัวอย่างหนังในยูทูบสูงถึง 22 มากกว่าล้านวิว และมียอดไลค์ตัวอย่างหนังสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของยูทูบสำหรับตัวอย่างหนังทางการ หนังมีการกล่าวถึงทางทวิตเตอร์สุงถึง 3.8 ล้านเมนชั่น กลายเป็นหนังที่มีการพูดถึงทางทวิตเตอร์สูงที่สุดของปี

มีการจัดอีเวนท์เดินสายพบแฟนคลับที่มีนักแสดงนำและกรีนไปปรากฏตัวและฉายหนังแบบไม่ใหญ่โต แต่เข้มข้น ยิ่งเมื่อได้คำวิจารณ์ด้านบวกจากผู้ชม (หนังได้คะแนน CinemaScore A ) ก็ยิ่งสร้างกระแสปากต่อไปดีไปอีก ทั้งยังมีไชลีน วู้ดลี่ ที่กำลังเป็นขวัญใจและโด่งดังระดับหนึ่งจาก Divergent ยิ่งเพิ่มกระแสให้หนังไปอีกครับ

เดิมที The Fault in Our Stars มีความไม่แน่นอนว่าจะได้เข้าฉายในบ้านเราไหม ล่าสุด เฟซบุกของฟ็อกซ์ประเทศไทยบอกว่าได้ตัดสินใจนำหนังมาฉายแน่นอนครับ เพียงแต่อยู่ระหว่างหาวันฉายที่เหมาะสม

ชมสรุปตัวเลขรายได้ 10 อันดับล่าสุดในสหรัฐที่ด้านใน

Read more of this post

Captain America: The Winter Soldier ทำเงินเปิดตัวในสหรัฐ $96 ล้าน ทั่วโลก $303 ล้าน

captain america the winter soldier gallery 04Captain America: The Winter Soldier ได้สร้างสถิติใหม่ด้านรายได้ในสหรัฐครับ ตามรายงานบอกว่ารายได้เปิดตัวหนังสามวันแรกทุบสถิติรายได้ตลอดกาลประจำเดือนเมษายน ด้วยรายได้ 96.2 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับการฉายในตลาดโลกที่ผ่านมาแล้ว 10 วัน ทำให้หนังมีรายได้ทั่วโลกตอนนี้เลย 300 ล้านเหรียญแล้ว

Fast Five เป็นหนังที่ครองแชมป์รายได้สูงสุดตลอดกาลประจำเดือนเมษายนเอาไว้ที่ 86.1 ล้านเหรียญในปี 2011 รายได้เปิดตัวของ Captain America: The Winter Soldier จึงถือเป็นสถิติใหม่และสูงกว่าแชมป์เดิมอยู่พอสมควร ไม่เพียงแค่นั้น ยังทุบสถิติเปิดตัวสูงสุดประจำปีนี้ของ The LEGO Movie ที่ทำไว้ที่ 69 ล้านเหรียญไปอย่างง่ายดายด้วย

เมื่อเทียบกับหนังของมาร์เวลเรื่องล่าสุด Thor: The Dark World ที่เคยเปิดตัวไว้เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ 85.7 ล้านเหรียญ ที่สุดท้ายทำเงินทั่วโลกไป 645 ล้านเหรียญ และมากกว่าภาคแรก Captain America: The First Avenger ที่เปิดตัวสุดสัปดาห์แรก 65 ล้านเหรียญในปี 2011

ในแง่รายได้จากตลาดโลก หนังทำเงินเพิ่มจากสัปดาห์ที่แล้วอีก 107.1 ล้านเหรียญ รวมเป็น 203 ล้านเหรียญในเวลาเพียง 10 วัน ซึ่งตลาดใหญ่สุดก็คือจีนที่หนังเปิดตัวสุงถึง 39 ล้านเหรียญ รองมาก็เกาหลีใต้ที่ 20 ล้านเหรียญ และสหราชอาณาจักรที่ 18 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกตอนนี้อยู่ที่ราว 303 ล้านเหรียญครับ

ในแง่คำวิจารณ์ จากการประเมินของ Rotten Tomatoes พบว่านักวิจารณ์ชอบ 89% ขณะที่ความเห็นของผู้ชมก็ค่อนข้างสอดคล้องครับ เพราะคะแนน CinemaScore ซึ่งเป็นคะแนนจากผู้ชมผ่านการสำรวจของบริษัททางการตลาดให้หนังเรื่องนี้ได้เกรด A ผู้ชมที่ชอบหนังส่วนใหญ่ 57% มีอายุ 26 ปีขึ้นไป และเป็นเพศชาย 64%

Captain America 3 จะออกฉายพฤษภาคม 2016 ซึ่งชนกับหนัง Batman vs Superman ของวอร์เนอร์ฯ ครับ โดยภาคแรก Man of Steel เปิดตัวสัปดาห์แรกในสหรัฐ 116.6 ล้านเหรียญ

ที่มา: Boxoffice Mojo / The Wrap

Read more of this post

The Monkey King ทุบสถิติรายได้ของ Iron Man 3 และ Journey to the West ในจีน

the monkey king boxofficeโจวเหวินฟะเคยกล่าวว่าหนัง The Monkey King จะมีภาคต่อได้ ต้องเปิดตัวอย่างต่ำ 16.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้หนังคงมีภาคต่อเป็นที่แน่นอนแล้วครับ เพราะแค่รายได้วันแรกของหนังก็ปาเข้าไป 41 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ และมีการพูดคุยระหว่างผู้สร้างแล้วว่าภาคต่อจะมาแน่

สถิติรายได้สูงสุดหนึ่งวันของรายได้หนังในจีนเดิมเป็นของ Journey to the West หนังไซอิ๋วอีกเรื่องของโจวซิงฉือ ที่ครองไว้ที่ 34 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการฉายในวันาเลนไทน์ปีที่แล้วครับ และครั้งนี้ก็ถูกลบสถิติโดย The Monkey King ฉบับ 3D ที่ทำรายได้จากการฉายเฉพาะวันเปิดตัวในช่วงวันตรุษจีน ที่ 41 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังทำรายได้ไปเกือบ 65 ล้านเหรียญสหรัฐจากการฉายใน 4 วันแรกครับ ดูจากรูปการณ์แล้วน่าจะมีโอกาสทำรายได้จากการฉาย 7 วัน แซง Journey to the West ที่ครองสถิติไว้ที่ 92.4 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยครับ

ไม่เพียงสถิติการเปิดโดยรวมเท่านั้น รายได้จากการฉายในระบบ IMAX ก็ทุบสถิติรายได้วันเดียวสุงสุดที่ Iron Man 3 ครองไว้ในจีนที่ 1.5 ล้านเหรียญด้วยครับ โดยหนังเรื่องนี้มีรายได้สูงสุดหนึ่งวันจากการฉายในโรงไอแม็กซ์ 140 โรง สุงถึง 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

The Monkey King เป็นหนังแฟนตาซีที่ได้ทีมงานจาก Avatar มาทำเทคนิคพิเศษให้ โดยมีดอนนี เยน รับบทเป็นหงอคง, โจวเหวินฟะรับบทเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ และกัวฟู่เฉิงรับบทเป็นปีศาจกระทิง จัดจำหน่ายในบ้านเราโดยแฮนด์เมด ดิสทริบิวชั่น และ ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ครับ มีแผนเข้าฉายวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ ยังไม่มีรายงานว่าบ้านเราจะจัดฉายแบบ IMAX ด้วยไหม หนังได้ปล่อยตัวอย่างฉบับไทยออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ด้วย คลิกดูที่ด้านในครับ

Read more of this post

Catching Fire ทำรายได้แซง Iron Man 3 เป็นหนังทำรายได้สูงสุดในสหรัฐประจำปี 2013

catching fire mvคนตั้งประเด็นว่า The Hunger Games: Catching Fire จะทำรายได้ในสหรัฐแซง Iron Man 3 ที่ครองสถิติไว้ 409 ล้านเหรียญสหรัฐได้หรือไม่ ส่วนใหญ่คิดว่าโอกาสมีน้อย เพราะนอกจากหนังฉายเอาปลายปีแล้ว หนังยังไม่ได้ฉายในระบบ 3D ที่ค่าตัวแพง ช่วยทำเงินให้มากขึ้นรวดเร็วด้วย แต่มันก็เกิดขึ้นได้ครับ

เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ไลออนส์เกตออกแถลงการณ์ว่า หนังมีรายได้จากการขายตั๋วจนถึง 9 มกราคม เป็นเงินราว 409.4 ล้านเหรียญสหรัฐครับ แซง Iron Man 3 มาอย่างเฉียดฉิวก่อนปิดสถิติประจำปี 2013 ไป และกลายเป็นหนังทำเงินในสหรัฐสูงสุดประจำปี ส่งให้เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เป็นนางพญาหนังทำเงิน เป็นสาวร้อนแรงผู้มากับไฟสมกับตัวละครของเธอครับ

หนังชุด The Hunger Games ยังคงเดินหน้าสู่การเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของ The Hunger Games: Catching Fire เป็นประจักษ์พยานถึงวิสัยทัศน์ของซูแซน คอลลินส์ ผู้เขียนนิยาย, การกำกับที่เชื่อใจได้ของฟรานซิส ลอว์เรนซ์ และการแสดงอันสุดยอดของคณะนักแสดงอันน่าทึ่งที่นำโดยเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และการอำนวยการสร้างที่ดีเลิศของทีมสร้างภาพยนตร์ ทีมการแสดง และทีมจัดจำหน่ายของเรา” จอน เฟลท์ไฮเมอร์ หัวหน้าผู้บริหารของไลออนส์เกตบอกมาในแถลงการณ์ครับ

มาร์ค แฮริส แห่ง Buzzfeed ได้ชี้ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จของ Catching Fire ในทวิตเตอร์ว่า หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังทำเงินสูงสุดประจำปีในสหรัฐเรื่องแรกที่มีผู้หญิงเป็นนักแสดงนำเดี่ยวๆ นับตั้งแต่ The Exorcist ในปี 1970 ครับ (แฮริสบอกว่าเขาคือว่าเอลเลน เบอร์สติน เป็นนักแสดงนำหญิงของเรื่อง ไม่ใช่ลินดา แบลร์) ซึ่งจะว่าไปแล้ว แม้หนังจะมีจอช ฮัทเชอร์สัน ด้วย แต่เราก็ต้องยอมรับว่าแคทนิสคือบทที่เด่นสุดในหนังจริงๆ ครับ

ที่มา: The Huffington Post

Read more of this post

Insidious: Chapter 2 เป็นหนังที่มีอัตราค่าตอบแทนจากการลงทุนสูงที่สุดของปี 2013

insidious chapter 2 profitเรารู้กันไปแล้วว่า Iron Man 3 เป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดอันดับหนึ่งของปีนี้ และ The Hunger Games: Catching Fire เป็นอันดับสอง แต่ถ้าเทียบกับทุนสร้างหรือการลงทุนแล้ว ทั้งสองเรื่องถือว่าให้อัตราผลตอบแทนสูงสุดหรือไม่ เว็บไซต์ข่าวหนัง The Wrap ได้คำนวณรายได้เทียบกับการลงทุนออกมาครับ และพบว่าไม่ใช่ หนังที่ให้อัตราค่าตอบแทนจากการลงทุนสูงที่สุดของปี 2013 คือ Insidious: Chapter 2 ต่างหาก

เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น ผมลองค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ incquity ที่มีบทความภาษาไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ ให้ความเข้าใจเพิ่มเติมว่าค่าตอบแทนจากการลงทุน เป็นการคำนวณความเสี่ยงว่าการลงทุนนั้นๆ จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่ ยิ่งถ้าสูงก็จะยิ่งดี ค่านี้มีอีกชื่อเรียกว่าค่า ROI (Return on Investment) ครับ

สูตรการประเมินก็คือเอารายรับมาตั้งแล้วลบออกด้วยต้นทุน จากนั้นก็นำไปคูณ 100 แล้วหารด้วยต้นทุนอีกที ซึ่งเมื่อประเมินแล้ว Insidious: Chapter 2 มีค่า ROI สูงสุด 31.1 ครับ หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 5 ล้านเหรียญ มีรายได้ทั่วโลก 160.4 ล้านเหรียญ เมื่อนำ (160.4-5)x100/5 =31.1

ในรายงานยังได้สรุป 10 อันดับของหนังที่มีอัตราค่าตอบแทนจากการลงทุนมาให้ดูด้วย ซึ่ง Iron Man 3 ได้ 5.1 อยู่อันดับ 9 และ The Hunger Games: Catching Fire ได้ 5 อยู่ที่อันดับ 10 ครับ ส่วนอันดับต้นๆ เป็นของหนังสยองขวัญทุนต่ำเกือบทั้งหมด

คลิกดูทั้ง 10 อันดับด้านใน

Read more of this post

10 อันดับหนังทำเงินทั่วโลกสูงสุดประจำปี 2013 มี Iron Man 3 ทำเงินอันดับ 1

iron man 303ในช่วงปลายปีแบบนี้ หลายสำนักจะมีการจัดอันดับอะไรต่อมิอะไรกัน หนึ่งในนั้นก็คืออันดับหนังทำเงินทั่วโลกประจำปีด้วย และตามรายงานการสรุปของ box office mojo บอกเราว่า Iron Man 3 ของโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ คือหนังทำเงินสูงสุดประจำปี 2013 ครับ ด้วยรายได้ปิดการฉายที่ 1,215.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนังเรื่องเดียวของปีนี้ที่ทำเงินทั่วโลกแตะพันล้านเหรียญได้

รายได้อันดับสองเป็นของหนังอนิเมชั่น นั่นก็คือ Despicable Me 2 ที่ทำรายได้ทั่วโลกไป 918.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยอันดับที่สามคือ Fast & Furious 6 ทำเงินทั่วโลกไป 788.7 ล้านเหรียญครับ อันดับสี่คือ The Hunger Games: Catching Fire และอันดับห้าคือ Monsters University จะเห็นได้ว่าห้าอันดับแรกเป็นหนังภาคต่อ หรือภาคใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังภาคต่อถึงถูกสร้างบ่อยๆ

หนังที่เป็นแนวคิดใหม่จริงๆ หรือยังไม่เคยมีการสร้างมาก่อนจริงๆ ที่ติดอยู่ในสิบอันดับด้วยก็คือ Gravity ที่อันดับ 7, The Croods ที่อันดับ 9 และ World War Z ที่อันดับ 10 ครับ

ที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือทั้ง 10 อันดับ มีถึง 8 เรื่องที่ออกฉายในระบบ 3D ด้วย แต่ก็มี 2 เรื่องคือ Fast & Furious 6 และ Catching Fire ที่ไม่ได้มี 3 D แปลว่าจำนวนผู้ชมหรือตั๋วที่ขายได้ของสองเรื่องนี้น่าจะสูงมากถึงทำให้หนังขึ้นมาอยู่ใน 5 อันดับแรกได้ เพราะตั๋วหนัง 2D ถูกกว่า 3D ครับ

ด้านล่างนี้คือ 10 อันดับรายได้หนังทั่วโลกประจำปี 2013 ครับ คลิกดูอันดับอื่นๆ เพิ่มเติมได้จากลิงก์ที่มา

1. Iron Man 3 – $1.2 พันล้าน
2. Despicable Me 2 – $918.5 ล้าน
3. Fast & Furious 6 – $788.7 ล้าน
4. The Hunger Games: Catching Fire – $765.3 ล้าน
5. Monsters University – $743.6 ล้าน
6. Man of Steel – $662.8 ล้าน
7. Gravity – $652.3 ล้าน
8. Thor: The Dark World – $627.1 ล้าน
9. The Croods – $587.2 ล้าน
10. World War Z – $540 ล้าน

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 572 other followers