ผู้กำกับเจมส์ วาน พูดถึงตอนจบดั้งเดิมของ Furious 7

james wan furious 7จำได้ว่าหลังจากพอล วอล์คเกอร์ เสียชีวิต ผู้สร้างหนังตัดสินใจไม่ตัดตัวละครไบรอัน โอ คอนเนอร์ ออกไป หรือหานักแสดงคนใหม่มาแสดงแทน แต่พยายามหาวิธีที่จะให้พอลอยู่ในหนัง Furious 7 ต่อไป เพื่อเป็นการให้เกียรติเขา ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว พวกเขาก็ได้สร้างตอนจบของหนังก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่ดีในการทั้งยกย่องพอล ให้เกียรติต่อความรู้สึกของแฟนๆ ที่มีต่อพอล และเพื่อให้เป็นการส่งพอลไปด้วยฉากที่ทำให้เราได้จดจำเขาในฐานะไบรอัน โอ คอนเนอร์ ไปตลอดกาล แต่เราก็รู้กันดีว่าตอนจบนี้เป็นตอนจบที่คิดขึ้นมาใหม่หลังจากพอลเสียชีวิต เดิมทีแล้วผู้สร้างตั้งใจให้ Furious 7 เป็นภาคที่จะพาเข้าสู่ไตรภาคใหม่ ตามที่ผู้กำกับเจมส์ วาน บอกระหว่างให้สัมภาษณ์แก่ Collider ครับ

ตอนจบดั้งเดิมนั้นมีเพื่อรับใช้เป้าหมายที่แตกต่างกัน” นั่นก็คือพาเข้าสู่ Furious 8 ใช่ไหม “ถูกต้องเลย ตอนจบดั้งเดิมของ Furious 7 เป็นการตั้งโลกที่ใหญ่ขึ้นไปอีก ที่หนังชุด Fast and Furious จะก้าวเข้าไปสู่ และเป็นความฉลาดอย่างมากของผู้สร้างที่จะคิดเช่นนั้น แต่เมื่อเกิดเรื่องเศร้าขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนั้นไม่อยู่ในประเด็นอีกแล้ว ทั้งหมดนั่นไม่สำคัญอีกแล้ว ต้องให้ความชอบแก่ทางสตูดิโอด้วยที่ไม่ผลักดันให้ไปในทางนั้น พวกเขาตระหนักว่ามันสำคัญแค่ไหนที่จะให้หนังจบลงไป และเพื่อเป็นการยกย่องพอลอย่างสมบูรณ์ที่สุด ต้องให้ความชอบแก่พวกเขาอย่างมากที่ใจกว้าง และเอาด้วยกับตอนจบที่เหมาะสมที่จะเป็นตอนจบ

ผู้กำกับเชื้อสายมาเลเซียที่ไปเติบโตในออสเตรเลียผู้นี้ยังหวังด้วยว่าผู้ชมจะชอบตอนจบดังกล่าว “เพราะตอนที่ผมทราบข่าว ผมตกใจเหมือนทุกคน และผมใช้เวลาหลายวันกว่าจะยอมรับมันได้ แล้วหลังจากนั้นอาการหัวใจสลายก็เริ่มเข้ามา และเราก็ได้ตระหนักว่าพอลจะไม่ได้อยู่กับเราต่อไปในการก้าวต่อไปข้างหน้า และเป็นความรู้สึกที่ยากมากๆ การถ่ายทำหนังให้จบเป็นอย่างสุดท้ายที่ผมอยากทำในตอนนั้น สิ่งที่อยากทำมากกว่าก็คือการพยายามลุกขึ้นมาใหม่ กลับไปที่กองถ่าย เรียกทีมงาน นักแสดง และฝ่ายเบื้องหลังให้มารวมกัน และในฐานะผู้กำกับก็ต้องตีหน้ากล้าหาญไว้ และทำคล้ายเป็นผู้นำในการให้กำลังใจทุกคนให้สู้ต่อ เป็นอะไรที่น่ากลัวสำหรับผมมาก แต่มันกลายเป็นสิ่งที่เราทุกคนเห็นพ้องกันชัดเจนว่าเราต้องสร้างหนังเรื่องนี้ให้จบเพื่อให้เกียรติผลงานของพอล และโดยหลักก็คือเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เขา และการก้าวต่อไปกลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของเรา อย่างอื่นไม่สำคัญแล้ว มันคือการสร้างหนังเรื่องนี้ เพื่อพอล

Read more of this post

สัมภาษณ์ 3 ผู้กำกับ “เพื่อนขีดเส้นใต้” จากนักทำหนังรุ่นนักศึกษาสู่ผู้กำกับมืออาชีพ

Friens underline directorsภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ (เจแปน), วรเทพ ธรรมโอรส (กระตั้ว), อรรถวิศิษฐ์ หัสดินทร ณ อยุธยา (ปั๊บ) คือ 3 ผู้กำกับหน้าใหม่ที่เพิ่งเรียนจบมาจากคณะนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมาหมาดๆ ราว 6 เดือน และก็ได้มีผลงานภาพยนตร์ฉายลงโรงเป็นครั้งแรกด้วย “เพื่อนขีดเส้นใต้” ที่เข้าฉายแล้วแบบจำกัดโรงสุดสัปดาห์นี้ครับ เป็นโครงการหนังที่พวกเขาเริ่มลงมือกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ในนามของบุฟเฟ่ โปรดักชั่น ที่พวกเขาร่วมก่อตั้งกันมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาปี 1 เราได้ไปพูดคุยกับพวกเขาระหว่างทำงานขั้นตอนหลังการถ่ายทำที่แล็บ g2g ที่อยู่ริมถนนวิภาวดี ตั้งแต่ก่อนหนังออกฉาย เพื่อให้พวกเขาได้แนะนำโครงการหนังเรื่องแรกนี้แก่ผู้ชมก่อนตัดสินใจไปดูหนัง

ตามที่ผู้กำกับวรเทพเล่า “เพื่อนขีดเส้นใต้” เป็นโครงการหนังวิทยานิพนธ์ที่ทำส่งอาจารย์มาก่อนครับ “พอทำปุ๊บ เราก็ไม่อยากทำหนังให้เป็นแค่หนังส่งอาจารย์ เราจึงทำออกมาเต็มที่ หานายทุน หาสปอนเซอร์ทุกๆ อย่าง จนกระทั่งทำออกมาเป็นก๊อปปี้เอเสร็จแล้วก็มาเจอพี่ๆ ที่แฮนด์เมดฯ ให้โอกาส

การให้โอกาสของแฮนด์เมด ดิสทริบิวชั่น ในที่นี้ก็คือการช่วยจัดจำหน่ายให้หนังเรื่องนี้ หลังจากที่ทั้งสามทำหนังออกมาเสร็จแล้ว

ผู้กำกับภาณุพรรณขยายความเพิ่มเติมต่อถึงที่มาของหนัง “หนังเรื่องนี้จะแบ่งเป็น 3 พาร์ท ซึ่งพาร์ทแรก (รักเต็มปอด) เราทำมาตั้งแต่ก่อนที่จะขึ้นปี 4 แล้วทีนี้เราก็มองเห็นว่า เฮ้ย พอเราทำเรื่องแรก เราคิดว่าเราเต็มที่แล้ว มันดีแล้วทุกอย่าง มีคุณภาพทั้งภาพและเสียง เราจึงไม่อยากปล่อยให้เป็นแค่หนังตอนเดียวแล้วก็จบไปเป็นแค่หนังสั้น เราเลยพยายามที่จะต่อยอด เราก็เลยผูกเรื่อง สร้างเรื่องให้มันมาสอดคล้องกับเรื่องแรก ก็คือจะมาเป็นเรื่องที่สองก็คือ เดอะ ธีซีส ก็คือหนังของกระตั้ว เราเองเราก็มองว่า ปีสี่ เราก็คงอยากทิ้งอะไรไว้สักอย่างหนึ่ง หรือเราอยากทำตามความฝันของเราก็คือ เราอยากให้หนังธีซีสของนักศึกษาเนี่ย มันไปฉายในโรง ให้คนทั่วไปได้ดู เราเองก็เลยปั้นอีกสองเรื่องขึ้นมา

(อ่านต่อด้านใน)

Read more of this post

นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์ บอกเล่าเบื้องหลัง The Master ในคลิปเบื้องหลัง 15 นาที

behind the masterสำหรับนักดูหนัง ผมคิดว่าเบื้องหลังการสร้างหนังก็น่าสนใจไม่แพ้หนังเหมือนกันครับ เพราะนอกจากการที่เราได้เห็นว่าเบื้องหลังของงานสร้างต้องทำยังไงกันบ้างเพื่อให้ได้สิ่งที่เห็นในจอหนัง การตัดสินใจของผู้สร้างหนังในการเลือกวิธีการต่างๆ เพื่อใช้เล่าหนังของเขาก็เป็นบทเรียนนอกตำราสำหรับผู้ที่สนใจการทำหนังได้ดีมาก เหมือนที่ผู้กำกับเต๋อ นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์ บอกในคลิปเบื้องหลัง The Master ความยาวที่เพิ่งปล่อยออกมาวันนี้ พูดถึงการเลือกวิธีการเล่าเรื่องหนังสารคดีเรื่องนี้ ที่ให้อยู่ในห้องพื้นหลังขาว เพราะต้องการให้รู้สึกเหมือนเป็น “ห้องไต่สวน” เพราะหัวข้อที่เล่าก็มีความเป็น “เหมือนคนในเงามืด” และ “การเป็นบุคคลใต้ดิน” ของประเด็นของเรื่อง และเลือกให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มองกล้องเพราะ “ดูมีความเป็นภาพยนตร์กว่า” การที่ถ่ายจากด้านข้าง

นอกจากนี้ นวพลยังพูดถึงอุปสรรคในการทำงาน สิ่งที่ได้รู้จากการทำหนังสารคดีเรื่องนี้ของเขา และความเห็นของเขาต่อตัวพี่แว่นด้วยครับ ที่เขาได้เรียนรู้จากการดูหนังของร้านนี้ว่า “ทำหนังเล็กๆ ก็เป็นหนังได้ เป็นหนังที่ดีได้ สำหรับคนทำหนังไม่เป็นเลย และเป็นเด็กมอปลายในตอนนั้น มันเป็นกำลังใจให้นิดนึงว่าทำแบบนี้ก็ได้นี่หว่า” และผมคิดว่าหนังของนวพลก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจในแบบเดียวกันแก่หลายๆ คนเช่นกันครับ

หนังยังฉายอยู่ที่เฮาส์ อาร์ซีเอ และได้ความเห็นจากนักดูหนังไปในทางค่อนข้างดีมากครับ คลิกชมคลิปด้านใน

Read more of this post

คริสเตียน เบล บอกว่าจะไม่ร่วมงานกับผู้กำกับแม็คจี (Terminator Salvation) อีก

Christian Bale Termiator Salvationระหว่างเดินสายประชาสัมพันธ์ Exodus: Gods and Kings คริสเตียน เบล นักแสดงที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าคิดยังไงก็พูดยังงั้น ได้ให้สัมภาษณ์แก่ WSJ ซึ่งในส่วนหนึ่งของสัมภาษณ์ก็คุยกันเรื่องงานภาพยนตร์เก่าๆ ครับ แต่เรื่องที่น่าจะกลายเป็นประเด็นเผ็ดร้อนสุดก็คงเป็น Terminator: Salvation ที่เบลเคยร่วมงานกับผู้กำกับแม็คจีเมื่อหลายปีก่อน

หนังเรื่องนี้เป็นหนังคนเหล็กที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้มีศักยภาพที่จะเป็นหนังภาคต่อ แต่กลายเป็นว่าต่อไม่ติด นอกจากได้คำวิจารณ์ด้านลบอย่างมากแล้วยังกลายเป็นหนังคนเหล็กที่ทำรายได้ต่ำสุดของหนังชุดนี้ แถมยังมีเรื่องอื้อฉาวโด่งดังเกี่ยวกับคลิปเสียงที่หลุดออกมาที่เบลด่าผู้กำกับภาพของหนังอย่างรุนแรง แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าเบลกับผู้กำกับแม็คจีก็ไม่ได้กลับมาญาติดีกัน

เบลยอมรับในการให้สัมภาษณ์ว่าตอนที่เบลพบกับแม็คจีเป็นครั้งแรกเพื่อคุยกันเรื่องทิศทางของหนัง เบลบอกแม็คจีตรงๆ เลยว่า จากการที่เคยเห็นผลงานของแม็คจีมาก่อน เบลไม่เชื่อว่าแม็คจีมีความพร้อมพอจะกำกับหนังเรื่องนี้ ผู้สัมภาษณ์บอกเบลว่า การบอกตรงๆ แบบนั้นโหดมาก เพราะผู้กำกับก็มีอีโก้เหมือนกัน

ใช่ๆ แต่เขาพูดว่า ให้โอกาสผมเถอะ ทุกคนต้องการที่จะพัฒนา ผมต้องการที่จะผลัดใบใหม่ และได้โปรด คุณเองก็คงเคยอยู่ในฐานะเดียวกันนี้มาก่อน เมื่อมีคนยอมฝากความเชื่อใจไว้ที่คุณ ซึ่งผมเคยอยู่ในฐานะนั้นจริงๆ” และเบลก็เล่าต่อถึงคำพูดของแม็คจีว่า “โปรดทำแบบนั้นเพื่อผมตอนนี้ ผมรับรองคุณ ผมพร้อมสำหรับหนังเรื่องนี้

แล้วเบลคิดยังไงหลังจากให้โอกาสแล้ว “ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้มีพื้นที่มากมายสำหรับแนวทางการสร้างหนังและตัวละคร ผมจะไม่ทำงานกับเขาอีก แต่ผมก็ขอให้เขาโชคดี โอเคไหม

Read more of this post

ชวนอ่านเนื้อเรื่อง Interstellar ฉบับสตีเวน สปีลเบิร์ก ก่อนที่คริสโตเฟอร์ โนแลน มาแก้ไข

interstellar headerอย่างที่เรารู้กันครับว่าหนัง Interstellar เป็นโครงการดั้งเดิมของสตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งมีแผนจะกำกับต่อจาก Lincoln แต่ก็เปลี่ยนใจในตอนหลัง สปีลเบิร์กได้แนวคิดของเรื่องราวเมื่อราว 8-9 ปีก่อน จากการไปเวิร์คชอปที่ Caltech หรือสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ซึ่งคิพ เอส ธอร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีสัมพัทธภาพ, รูหนอน, หลุมดำ ฟิสิกส์อวกาศ และฟิสิกส์แรงโน้มถ่วง มาบรรยาย จากนั้น สปีลเบิร์ก็จ้างโจนาธาน โนแลน ให้มาพัฒนาบทหนังให้ โดยร่วมกับธอร์นในการสร้างเนื้อเรื่องขึ้นมา

หลังจากที่สปีลเบิร์กตัดสินใจไม่กำกับ โนแลนก็ได้เข้ามากำกับแทน ซึ่งโนแลนได้เล่าให้ฟังตามรายงานจาก /Film ว่าเข้ามาอยู่ในโครงการหนังเรื่องนี้ได้ยังไงว่า “ผมคุยกับโจนาห์ (โนแลน) อยู่ในตอนนั้นเรื่องบทหนังที่เขาเขียนให้สตีเวน สปีลเบิร์ก เราแลกเปลี่ยนความคิดกัน และมันฟังดูน่าตื่นเต้นอย่างที่สุด… ผมได้มีโอกาสเข้ามาในโครงการหนังเรื่องนี้ภายหลัง และได้มีโอกาสดูบทที่พวกเขาเขียนกันเสร็จแล้ว หลายส่วนที่ผมเติมเข้าไปในบทเป็นการรื้ออะไรๆ ออก เพราะพวกเขาใส่ความคิดที่ล้ำน่าตื่นตะลึงแบบที่ผมรู้สึกว่ายากจะเข้าใจได้ในฐานะผู้ชม ผมจึงใช้เวลาแก้ไขบท โดยเลือกประเด็นที่ก่อให้เกิดอารมณ์และสร้างความรู้สึกได้มากขึ้นจากแนวคิดเหล่านี้…โจนาห์ยุ่งอยู่กับการทำงานอย่างอื่น ผมจึงบอกว่า ขอเอานี่ไปแล้วรวมกับแนวคิดที่ผมคิดไว้ได้ไหม แล้วเขาก็บอกทำนองว่า ลองดูแล้วกันนะ แล้วค่อยมาดูกันว่าจะเป็นยังไง แล้วผมก็เอาสิ่งที่ผมทำให้เขาดู และเขาก็ดูเหมือนพอใจกับมัน

แล้วบทหนังฉบับที่เดิมทีสปีลเบิร์กจะทำกำกับ จากการออกแนวคิดของธอร์นกับโจนาธาน โนแลน เป็นยังไง คุณ pippo ได้แปลมาให้อ่านที่บล็อคของเขาครับ ซึ่งในความเห็นของผมแล้ว จะมีบางประเด็นที่ดูเหลือเชื่อกว่าด้วยในแง่เทคโนโลยี เช่นหุ่นยนต์ บทของโนแลนดูเหมือนจะลดความล้ำของไฮเทคลงมาให้ดูจับต้องได้มากขึ้น แต่ก็มีบางองค์ประกอบที่ผมพบว่าบทร่างแรกถูกใจกว่า เช่นองค์สุดท้ายที่เกี่ยวกับมิติเวลา อย่างไรก็ดี มีความสนุกด้านแนวคิดเรื่องรูหนอนกับหลุมดำทั้งสองแบบ

ทั้งสองบทหนังยังดูเหมือนมีกลิ่นอายของ Close Encounter of the Third Kind, Frequency, 2001: A Space Odyssey และ Voices of a Distant Star เหมือนกัน แต่ของโนแลนจะมีองค์ประกอบ The Right Stuff เข้ามาเพิ่ม ขณะที่ของสปีลเบิร์กจะมีองค์ประกอบของ Star Trek: The Motion Picture ใส่เข้ามาแทนครับ อ่านบทร่างของ Interstellar ฉบับก่อนโนแลนกำกับได้ที่นี่เลยครับ แล้วลองแบ่งปันความคิดกันดูว่าชอบแบบไหน ยังไงครับ

Read more of this post

“ผมคงไม่มีวันพูดว่าหนังของคนอื่นไม่ใช่หนังจริงๆ” โนแลนแย้งว่าอ้างคำพูดของเขาผิดเรื่องฉากท้ายเครดิต

Christopher Nolan bond rumorหลังจากบทความของ The Gurdian ตีพิมพ์ออกไป เรื่องคำสัมภาษณ์ของแซ็ค สไนเดอร์ ที่บอกว่าคริสโตเฟอร์ โนแลน บอกผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ ที่อยากให้ใส่ฉากท้ายเครดิตว่า “หนังจริงๆ จะไม่ทำแบบนั้น” และทำให้เกิดคำพูดไม่พอใจตามมาในเว็บข่าวที่อื่นไปทั่ว โนแลนได้ยื่นจดหมายแถลงถึง Buzzfeed ปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าวครับ

ผมคงไม่มีวันพูดว่าหนังของคนอื่นไม่ใช่หนังจริงๆ การยกคำอ้างนั้นมาไม่ถูกต้อง” โนแลนบอก และบอกเป็นนัยว่าบทความให้ข้อมูลที่ผิด

The Guardian ยังไม่มีความเห็นอะไรต่อการแถลงของโนแลนเป็นการขัดแย้ง และยังไม่ได้ลบคำกล่าวดังกล่าวออกจากบทความ แต่มีการใส่เชิงอรรถเข้าไปเพิ่มเติมว่า “เพิ่มเติมหลังจากการตีพิมพ์: โนแลนโต้เถียงว่าไม่ได้พูดตามที่สไนเดอร์อ้างว่าเขากล่าว แต่ตามคำพูดของโนแลนแล้ว เขาบอกสไนเดอร์ว่า “เราไม่ควรไล่ทำตามหนังเรื่องอื่น แต่ให้ซื่อตรงต่อโทนของ Manof Steel

อ่านบทความดั้งเดิมได้ที่นี่

Read more of this post

แก้ข่าว: “ผมคงไม่มีวันพูดว่าหนังของคนอื่นไม่ใช่หนังจริงๆ” โนแลนปฏิเสธตำหนิฉากท้ายเครดิต

nolan snyderแก้ข่าว

หลังจากบทความของ The Gurdian ตีพิมพ์ออกไป เรื่องคำสัมภาษณ์ของแซ็ค สไนเดอร์ ที่บอกว่าคริสโตเฟอร์ โนแลน บอกผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ ที่อยากให้ใส่ฉากท้ายเครดิตว่า “หนังจริงๆ จะไม่ทำแบบนั้น” และทำให้เกิดคำพูดไม่พอใจตามมาในเว็บข่าวที่อื่นไปทั่ว โนแลนได้ยื่นจดหมายแถลงถึง Buzzfeed ปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าวครับ

ผมคงไม่มีวันพูดว่าหนังของคนอื่นไม่ใช่หนังจริงๆ การยกคำอ้างนั้นมาไม่ถูกต้อง” โนแลนบอก และบอกเป็นนัยว่าบทความให้ข้อมูลที่ผิด

The Guardian ยังไม่มีความเห็นอะไรต่อการแถลงของโนแลนเป็นการขัดแย้ง และยังไม่ได้ลบคำกล่าวดังกล่าวออกจากบทความ แต่มีการใส่เชิงอรรถเข้าไปเพิ่มเติมว่า “เพิ่มเติมหลังจากการตีพิมพ์: โนแลนโต้เถียงว่าไม่ได้พูดตามที่สไนเดอร์อ้างว่าเขากล่าว ตามคำพูดของโนแลนแล้ว เขาบอกสไนเดอร์ว่า “เราไม่ควรไล่ทำตามหนังเรื่องอื่น แต่ให้ซื่อตรงต่อโทนของ Man of Steel

****************************************************************

นี่อาจเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดดราม่าตามมา แต่เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และอยากรู้เหมือนกันว่าผู้อ่านจะคิดยังไงกันบ้าง จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยแค่ไหน เพียงแต่ขอให้แสดงความเห็นกันอย่างสุภาพและใช้อารมณ์ให้น้อยลงหน่อยแล้วกันนะครับ

เรื่องของเรื่องก็มาจากบทความบทความ Christopher Nolan: The Man Who Rebooted the Blockbuster หรือ “คริสโตเฟอร์ โนแลน: ชายผู้ยกเครื่องใหม่ให้หนังฮิตระเบิด” ของ The Guardian ที่เป็นบทความเชิงประวัติผลงานของโนแลนครับ มีการสัมภาษณ์ผู้ที่เคยร่วมงานกับโนแลนเพื่อให้เล่าถึงวิธีการทำงานของเขาในผลงานที่ผ่านมา

ในย่อหน้าหนึ่งของบทความ (เข้าใจว่าเป็นการบอกเล่าจากผู้บริหารของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส สักคน) ที่เล่าถึงช่วงการทำงานในฐานะผู้อำนวยการสร้างหนัง Man of Steel ซึ่งอนุมัติให้แซ็ค สไนเดอร์ มารับหน้าที่กำกับ

เขา(โนแลน)สังเกตเห็นบางอย่างที่น่าสนใจในการตอบรับของค่ายหนังต่อ Batman Begins ที่เขาตั้งใจให้ขนาดของหนังออกมาดูใหญ่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยสถานที่ถ่ายทำที่ไกลสุดกู่ถึงหิมาลัยและฉากไคลแม็กซ์ที่เกี่ยวข้องกับการระเบิดก็อทแธม แม้ว่าจะใหญ่ขนาดนี้ เขาก็ยังได้ยินคำพูดว่า “มันใหญ่พอไหม” เขาก็ได้ตระหนักว่าขนาดในภาพยนตร์เป็นมายา ดังนั้นในภาคต่อ The Dark Knight เขาจึงย่อขนาดของภาพยนตร์ลงจากภาคแรก ให้หนังมีฉากทั้งหมดเกิดขึ้นในก็อทแธมอย่างเดียว ซึ่งเขาเปิดฉากเรื่องด้วยการเล่าเรื่องและการกำกับภาพที่มีต้นแบบจาก Heat ของไมเคิล มานน์ ซึ่งมีฉากอยู่ในลอสแอนเจลีส แต่ถ่ายออกมาให้ดูเหมือนเต็มไปด้วยภูเขามากแบบตะวันตกแดนเถื่อน หนังของโนแลนเรื่องนี้ทำรายได้เกินพันล้านเหรียญ “หนัง Batman การใช้ทิศทางแบบนั้น ใช้โทนแบบนั้น ออกมาแบบไม่ให้ตั้งตัว” ผู้กำกับแซ็ค สไนเดอร์ บอก ซึ่งพบโนแลนครั้งแรกบนเครื่องบินตอนที่มุ่งไปงานประชุมทางภาพยนตร์ในลาสเวกัส และได้มีโอกาสสร้าง ภาพยนตร์ที่มีโทนที่คล้ายกันในการยกเครื่องใหม่ให้ Superman นั่นก็คือ Man of Steel ซึ่งเขาได้ศึกษาตามที่โนแลนขอก็คือ ฟุตเตจทดลองจากทะเลทรายขาวในรัฐนิวเม็กซิโก (ฐานทดลองจรวด) เพื่อให้เข้าใจถึงความรู้สึกของวัตถุที่กระทำในความเร็วสูง เมื่อสตูดิโอขอให้สไนเดอร์ใส่ฉากท้ายเครดิตที่เป็นอารมณ์ขันในตอนจบเข้าไป ในรูปแบบของมาร์เวล โนแลนตอบกลับว่า “ภาพยนตร์จริงๆ จะไม่ทำแบบนั้น

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 702 other followers