คริสเตียน เบล บอกว่าจะไม่ร่วมงานกับผู้กำกับแม็คจี (Terminator Salvation) อีก

Christian Bale Termiator Salvationระหว่างเดินสายประชาสัมพันธ์ Exodus: Gods and Kings คริสเตียน เบล นักแสดงที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าคิดยังไงก็พูดยังงั้น ได้ให้สัมภาษณ์แก่ WSJ ซึ่งในส่วนหนึ่งของสัมภาษณ์ก็คุยกันเรื่องงานภาพยนตร์เก่าๆ ครับ แต่เรื่องที่น่าจะกลายเป็นประเด็นเผ็ดร้อนสุดก็คงเป็น Terminator: Salvation ที่เบลเคยร่วมงานกับผู้กำกับแม็คจีเมื่อหลายปีก่อน

หนังเรื่องนี้เป็นหนังคนเหล็กที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้มีศักยภาพที่จะเป็นหนังภาคต่อ แต่กลายเป็นว่าต่อไม่ติด นอกจากได้คำวิจารณ์ด้านลบอย่างมากแล้วยังกลายเป็นหนังคนเหล็กที่ทำรายได้ต่ำสุดของหนังชุดนี้ แถมยังมีเรื่องอื้อฉาวโด่งดังเกี่ยวกับคลิปเสียงที่หลุดออกมาที่เบลด่าผู้กำกับภาพของหนังอย่างรุนแรง แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าเบลกับผู้กำกับแม็คจีก็ไม่ได้กลับมาญาติดีกัน

เบลยอมรับในการให้สัมภาษณ์ว่าตอนที่เบลพบกับแม็คจีเป็นครั้งแรกเพื่อคุยกันเรื่องทิศทางของหนัง เบลบอกแม็คจีตรงๆ เลยว่า จากการที่เคยเห็นผลงานของแม็คจีมาก่อน เบลไม่เชื่อว่าแม็คจีมีความพร้อมพอจะกำกับหนังเรื่องนี้ ผู้สัมภาษณ์บอกเบลว่า การบอกตรงๆ แบบนั้นโหดมาก เพราะผู้กำกับก็มีอีโก้เหมือนกัน

ใช่ๆ แต่เขาพูดว่า ให้โอกาสผมเถอะ ทุกคนต้องการที่จะพัฒนา ผมต้องการที่จะผลัดใบใหม่ และได้โปรด คุณเองก็คงเคยอยู่ในฐานะเดียวกันนี้มาก่อน เมื่อมีคนยอมฝากความเชื่อใจไว้ที่คุณ ซึ่งผมเคยอยู่ในฐานะนั้นจริงๆ” และเบลก็เล่าต่อถึงคำพูดของแม็คจีว่า “โปรดทำแบบนั้นเพื่อผมตอนนี้ ผมรับรองคุณ ผมพร้อมสำหรับหนังเรื่องนี้

แล้วเบลคิดยังไงหลังจากให้โอกาสแล้ว “ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้มีพื้นที่มากมายสำหรับแนวทางการสร้างหนังและตัวละคร ผมจะไม่ทำงานกับเขาอีก แต่ผมก็ขอให้เขาโชคดี โอเคไหม

Read more of this post

เกี่ยวกับโฆษณาเหล่านี้

ชวนอ่านเนื้อเรื่อง Interstellar ฉบับสตีเวน สปีลเบิร์ก ก่อนที่คริสโตเฟอร์ โนแลน มาแก้ไข

interstellar headerอย่างที่เรารู้กันครับว่าหนัง Interstellar เป็นโครงการดั้งเดิมของสตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งมีแผนจะกำกับต่อจาก Lincoln แต่ก็เปลี่ยนใจในตอนหลัง สปีลเบิร์กได้แนวคิดของเรื่องราวเมื่อราว 8-9 ปีก่อน จากการไปเวิร์คชอปที่ Caltech หรือสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ซึ่งคิพ เอส ธอร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีสัมพัทธภาพ, รูหนอน, หลุมดำ ฟิสิกส์อวกาศ และฟิสิกส์แรงโน้มถ่วง มาบรรยาย จากนั้น สปีลเบิร์ก็จ้างโจนาธาน โนแลน ให้มาพัฒนาบทหนังให้ โดยร่วมกับธอร์นในการสร้างเนื้อเรื่องขึ้นมา

หลังจากที่สปีลเบิร์กตัดสินใจไม่กำกับ โนแลนก็ได้เข้ามากำกับแทน ซึ่งโนแลนได้เล่าให้ฟังตามรายงานจาก /Film ว่าเข้ามาอยู่ในโครงการหนังเรื่องนี้ได้ยังไงว่า “ผมคุยกับโจนาห์ (โนแลน) อยู่ในตอนนั้นเรื่องบทหนังที่เขาเขียนให้สตีเวน สปีลเบิร์ก เราแลกเปลี่ยนความคิดกัน และมันฟังดูน่าตื่นเต้นอย่างที่สุด… ผมได้มีโอกาสเข้ามาในโครงการหนังเรื่องนี้ภายหลัง และได้มีโอกาสดูบทที่พวกเขาเขียนกันเสร็จแล้ว หลายส่วนที่ผมเติมเข้าไปในบทเป็นการรื้ออะไรๆ ออก เพราะพวกเขาใส่ความคิดที่ล้ำน่าตื่นตะลึงแบบที่ผมรู้สึกว่ายากจะเข้าใจได้ในฐานะผู้ชม ผมจึงใช้เวลาแก้ไขบท โดยเลือกประเด็นที่ก่อให้เกิดอารมณ์และสร้างความรู้สึกได้มากขึ้นจากแนวคิดเหล่านี้…โจนาห์ยุ่งอยู่กับการทำงานอย่างอื่น ผมจึงบอกว่า ขอเอานี่ไปแล้วรวมกับแนวคิดที่ผมคิดไว้ได้ไหม แล้วเขาก็บอกทำนองว่า ลองดูแล้วกันนะ แล้วค่อยมาดูกันว่าจะเป็นยังไง แล้วผมก็เอาสิ่งที่ผมทำให้เขาดู และเขาก็ดูเหมือนพอใจกับมัน

แล้วบทหนังฉบับที่เดิมทีสปีลเบิร์กจะทำกำกับ จากการออกแนวคิดของธอร์นกับโจนาธาน โนแลน เป็นยังไง คุณ pippo ได้แปลมาให้อ่านที่บล็อคของเขาครับ ซึ่งในความเห็นของผมแล้ว จะมีบางประเด็นที่ดูเหลือเชื่อกว่าด้วยในแง่เทคโนโลยี เช่นหุ่นยนต์ บทของโนแลนดูเหมือนจะลดความล้ำของไฮเทคลงมาให้ดูจับต้องได้มากขึ้น แต่ก็มีบางองค์ประกอบที่ผมพบว่าบทร่างแรกถูกใจกว่า เช่นองค์สุดท้ายที่เกี่ยวกับมิติเวลา อย่างไรก็ดี มีความสนุกด้านแนวคิดเรื่องรูหนอนกับหลุมดำทั้งสองแบบ

ทั้งสองบทหนังยังดูเหมือนมีกลิ่นอายของ Close Encounter of the Third Kind, Frequency, 2001: A Space Odyssey และ Voices of a Distant Star เหมือนกัน แต่ของโนแลนจะมีองค์ประกอบ The Right Stuff เข้ามาเพิ่ม ขณะที่ของสปีลเบิร์กจะมีองค์ประกอบของ Star Trek: The Motion Picture ใส่เข้ามาแทนครับ อ่านบทร่างของ Interstellar ฉบับก่อนโนแลนกำกับได้ที่นี่เลยครับ แล้วลองแบ่งปันความคิดกันดูว่าชอบแบบไหน ยังไงครับ

Read more of this post

“ผมคงไม่มีวันพูดว่าหนังของคนอื่นไม่ใช่หนังจริงๆ” โนแลนแย้งว่าอ้างคำพูดของเขาผิดเรื่องฉากท้ายเครดิต

Christopher Nolan bond rumorหลังจากบทความของ The Gurdian ตีพิมพ์ออกไป เรื่องคำสัมภาษณ์ของแซ็ค สไนเดอร์ ที่บอกว่าคริสโตเฟอร์ โนแลน บอกผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ ที่อยากให้ใส่ฉากท้ายเครดิตว่า “หนังจริงๆ จะไม่ทำแบบนั้น” และทำให้เกิดคำพูดไม่พอใจตามมาในเว็บข่าวที่อื่นไปทั่ว โนแลนได้ยื่นจดหมายแถลงถึง Buzzfeed ปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าวครับ

ผมคงไม่มีวันพูดว่าหนังของคนอื่นไม่ใช่หนังจริงๆ การยกคำอ้างนั้นมาไม่ถูกต้อง” โนแลนบอก และบอกเป็นนัยว่าบทความให้ข้อมูลที่ผิด

The Guardian ยังไม่มีความเห็นอะไรต่อการแถลงของโนแลนเป็นการขัดแย้ง และยังไม่ได้ลบคำกล่าวดังกล่าวออกจากบทความ แต่มีการใส่เชิงอรรถเข้าไปเพิ่มเติมว่า “เพิ่มเติมหลังจากการตีพิมพ์: โนแลนโต้เถียงว่าไม่ได้พูดตามที่สไนเดอร์อ้างว่าเขากล่าว แต่ตามคำพูดของโนแลนแล้ว เขาบอกสไนเดอร์ว่า “เราไม่ควรไล่ทำตามหนังเรื่องอื่น แต่ให้ซื่อตรงต่อโทนของ Manof Steel

อ่านบทความดั้งเดิมได้ที่นี่

Read more of this post

แก้ข่าว: “ผมคงไม่มีวันพูดว่าหนังของคนอื่นไม่ใช่หนังจริงๆ” โนแลนปฏิเสธตำหนิฉากท้ายเครดิต

nolan snyderแก้ข่าว

หลังจากบทความของ The Gurdian ตีพิมพ์ออกไป เรื่องคำสัมภาษณ์ของแซ็ค สไนเดอร์ ที่บอกว่าคริสโตเฟอร์ โนแลน บอกผู้บริหารของวอร์เนอร์ฯ ที่อยากให้ใส่ฉากท้ายเครดิตว่า “หนังจริงๆ จะไม่ทำแบบนั้น” และทำให้เกิดคำพูดไม่พอใจตามมาในเว็บข่าวที่อื่นไปทั่ว โนแลนได้ยื่นจดหมายแถลงถึง Buzzfeed ปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าวครับ

ผมคงไม่มีวันพูดว่าหนังของคนอื่นไม่ใช่หนังจริงๆ การยกคำอ้างนั้นมาไม่ถูกต้อง” โนแลนบอก และบอกเป็นนัยว่าบทความให้ข้อมูลที่ผิด

The Guardian ยังไม่มีความเห็นอะไรต่อการแถลงของโนแลนเป็นการขัดแย้ง และยังไม่ได้ลบคำกล่าวดังกล่าวออกจากบทความ แต่มีการใส่เชิงอรรถเข้าไปเพิ่มเติมว่า “เพิ่มเติมหลังจากการตีพิมพ์: โนแลนโต้เถียงว่าไม่ได้พูดตามที่สไนเดอร์อ้างว่าเขากล่าว ตามคำพูดของโนแลนแล้ว เขาบอกสไนเดอร์ว่า “เราไม่ควรไล่ทำตามหนังเรื่องอื่น แต่ให้ซื่อตรงต่อโทนของ Man of Steel

****************************************************************

นี่อาจเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดดราม่าตามมา แต่เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และอยากรู้เหมือนกันว่าผู้อ่านจะคิดยังไงกันบ้าง จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยแค่ไหน เพียงแต่ขอให้แสดงความเห็นกันอย่างสุภาพและใช้อารมณ์ให้น้อยลงหน่อยแล้วกันนะครับ

เรื่องของเรื่องก็มาจากบทความบทความ Christopher Nolan: The Man Who Rebooted the Blockbuster หรือ “คริสโตเฟอร์ โนแลน: ชายผู้ยกเครื่องใหม่ให้หนังฮิตระเบิด” ของ The Guardian ที่เป็นบทความเชิงประวัติผลงานของโนแลนครับ มีการสัมภาษณ์ผู้ที่เคยร่วมงานกับโนแลนเพื่อให้เล่าถึงวิธีการทำงานของเขาในผลงานที่ผ่านมา

ในย่อหน้าหนึ่งของบทความ (เข้าใจว่าเป็นการบอกเล่าจากผู้บริหารของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส สักคน) ที่เล่าถึงช่วงการทำงานในฐานะผู้อำนวยการสร้างหนัง Man of Steel ซึ่งอนุมัติให้แซ็ค สไนเดอร์ มารับหน้าที่กำกับ

เขา(โนแลน)สังเกตเห็นบางอย่างที่น่าสนใจในการตอบรับของค่ายหนังต่อ Batman Begins ที่เขาตั้งใจให้ขนาดของหนังออกมาดูใหญ่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยสถานที่ถ่ายทำที่ไกลสุดกู่ถึงหิมาลัยและฉากไคลแม็กซ์ที่เกี่ยวข้องกับการระเบิดก็อทแธม แม้ว่าจะใหญ่ขนาดนี้ เขาก็ยังได้ยินคำพูดว่า “มันใหญ่พอไหม” เขาก็ได้ตระหนักว่าขนาดในภาพยนตร์เป็นมายา ดังนั้นในภาคต่อ The Dark Knight เขาจึงย่อขนาดของภาพยนตร์ลงจากภาคแรก ให้หนังมีฉากทั้งหมดเกิดขึ้นในก็อทแธมอย่างเดียว ซึ่งเขาเปิดฉากเรื่องด้วยการเล่าเรื่องและการกำกับภาพที่มีต้นแบบจาก Heat ของไมเคิล มานน์ ซึ่งมีฉากอยู่ในลอสแอนเจลีส แต่ถ่ายออกมาให้ดูเหมือนเต็มไปด้วยภูเขามากแบบตะวันตกแดนเถื่อน หนังของโนแลนเรื่องนี้ทำรายได้เกินพันล้านเหรียญ “หนัง Batman การใช้ทิศทางแบบนั้น ใช้โทนแบบนั้น ออกมาแบบไม่ให้ตั้งตัว” ผู้กำกับแซ็ค สไนเดอร์ บอก ซึ่งพบโนแลนครั้งแรกบนเครื่องบินตอนที่มุ่งไปงานประชุมทางภาพยนตร์ในลาสเวกัส และได้มีโอกาสสร้าง ภาพยนตร์ที่มีโทนที่คล้ายกันในการยกเครื่องใหม่ให้ Superman นั่นก็คือ Man of Steel ซึ่งเขาได้ศึกษาตามที่โนแลนขอก็คือ ฟุตเตจทดลองจากทะเลทรายขาวในรัฐนิวเม็กซิโก (ฐานทดลองจรวด) เพื่อให้เข้าใจถึงความรู้สึกของวัตถุที่กระทำในความเร็วสูง เมื่อสตูดิโอขอให้สไนเดอร์ใส่ฉากท้ายเครดิตที่เป็นอารมณ์ขันในตอนจบเข้าไป ในรูปแบบของมาร์เวล โนแลนตอบกลับว่า “ภาพยนตร์จริงๆ จะไม่ทำแบบนั้น

Read more of this post

ไมเคิล เบย์ เล็งกำกับหนัง 13 Hours เรื่องจริงของเหตุโจมตีคณะผู้แทนทูตสหรัฐในลิเบีย ปี2012

michael bay 13 hoursไมเคิล เบย์ เปรยๆ จะกำกับหนัง Transformers ภาค Age of Extinction เป็นภาคสุดท้าย แม้ว่าจะยังไม่แน่ชัดว่าเบย์จะเลิกกำกับแล้วจริงๆ ไหม แต่ที่แน่ชัดก็คือหนังใหม่ที่เขาอาจกำกับคงไม่มีหุ่นยนต์แน่ๆ ครับ

เดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ รายงานว่าเบย์อยู่ในระหว่างเจรจาเพื่อที่จะกำกับหนังจากเรื่องชื่อ 13 Hours ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โจมตีสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในเบงกาซี ประเทศลิเบีย เมื่อปี 2012 อันเป็นผลให้คริสโตเฟอร์ สตีเฟ่น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำลิเบียและคณะตัวแทนทูตอีกสามคนต้องเสียชีวิตในที่เกิดเหตุครับ

หนังจะดัดแปลงจากหนังสือที่บอกเล่าเหตุการณ์นี้ของมิเชล ซักกอฟ โดยได้ชัค โฮแกน ผู้เขียน The Strain และ The Town มารับหน้าที่ดัดแปลงเป็นบทหนัง ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 6 นาย ที่พยายามต่อสู้และตอบโต้การโจมตีของผู้ก่อการร้ายทุกวิถีทาง เพื่อรักษาชีวิตเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่นั่น แต่ทำสำเร็จได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

รายงานบอกว่าหนัง 13 Hours จะใช้ทุนสูงแค่ 30-40 ล้านเหรียญเท่านั้นครับ

Read more of this post

ฉลอง ภักดีวิวิตร เตรียมกลับมากำกับหนังอีกครั้งในรอบเกือบ 20 ปี ด้วย “อังกอร์ เดอะ มูฟวี่”

angor the movieฉลอง ภักดีวิจิตร หรือ “อาหลอง” ตามที่คนในวงการบันเทิงของบ้านเราเรียกกัน ผู้เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี 2556 และไม่ได้กำกับหนังอีกเลยนับจาก “สุดขีดมังกรเจ้าพระยา 2” ที่ออกฉายในปี 2539 และหันไปกำกับงานละครโทรทัศน์แทนนับแต่นั้น จะกลับมาสู่งานภาพยนตร์อีกครั้งในปีหน้าครับ ด้วย “อังกอร์ เดอะ มูฟวี่” ตามที่ให้สัมภาษณ์แก่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชน

บทสัมภาษณ์ดังกล่าว เน้นไปที่ความเห็นและความรู้สึกของผู้กำกับวัย 83 ต่อการหยิกแกมหยอกของผู้คนในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พันทิปที่นำเอกลักษณ์ประจำบางอย่างของหนังที่ผู้กำกับท่านี้กำกับ เป็นต้นว่า คำกล่าวที่บอกว่างานของท่านเป็น “ระเบิดภูเขา เผากระท่อม” ซึ่งท่านก็ตอบอย่างน่ารักว่า เป็นสโลแกนของเหล่าผู้สร้างสมัยก่อน ที่ไม่มีทุนแล้วชอบไปสร้างกระท่อมอยู่กลางป่าเพื่อระเบิด “แต่เราไม่ใช่ เราระเบิดเฮลิคอปเปอร์

ที่ท้ายบทความ ได้มีการพูดถึงงานที่ท่านจะทำในอนาคตข้างหน้า ซึ่งนอกจากงานละครอย่าง “ทอง 10” ที่จะสร้างให้ช่อง 7 แล้ว ก็ยังมี “อังกอร์ เดอะ มูฟวี่” ด้วยครับ โดยมีแผนเปิดกล้องปีหน้า ใช้ทุนสร้าง 50 ล้านบาท เพื่อออกขายตลาดโลกปีหน้า

อังกอร์” เคยถูกสร้างเป็นฉบับละครทีวีมาก่อน ที่มีพีท ทองเจือ และ วรรัตน์ สุวรรณรัตน์ นำแสดง เป็นละครที่เรตติ้งดีเรื่องหนึ่งของช่อง 7 เรื่องราวของหญิงสาวชื่ออังกอร์ ที่ถูกวิญญาณของเสืออาฆาตเข้าสิงตอนที่เป็นเด็ก ทำให้เธอกลายร่างเป็นเสือแล้วออกอาละวาด ขณะเดียวกันก็แฝงด้วยเรื่องราวผจญภัยเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองด้วย ยังไม่รู้ว่าฉบับหนังจะคงเนื้อเรื่องของฉบับละครไว้แค่ไหน แต่คุณฉลองบอกในบทความว่า “เป็นเรื่องพระเอกที่หลงรักนางเอกซึ่งมีวิญญาณเสืออยู่ในตัว ดังนั้นจะทำอย่างไรให้นางเอกมีความเป็นคนสมบูรณ์

ยังไม่มีรายงานว่าใครจะมารับบทนำ แต่สำหรับนางเอกของเรื่อง ผู้กำกับก็จะเลือกที่แบบฉบับของตัวเองที่ทำมาทุกเรื่องครับ “คิดว่าต้องหานางเอกใหม่ บึ้มๆ หน่อย

หนังจะสร้างฉายโดยมีค่ายหนังจัดจำหน่าย คงต้องติดตามกันอีกที

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้กำกับฉลอง ภักดีวิจิตร ยังได้รางวัลสดุดีความสำเร้จด้านอาชีพจากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยด้วยครับ มีการทำคลิปยกย่องออกมาที่เป็นการพาไปดูเบื้องหลังการทำงาน คลิกชมได้ที่ด้านใน

Read more of this post

ดำดิ่งลงใต้ทะเลที่ลึกที่สุดกับเจมส์ คาเมรอน ในตัวอย่างหนัง Deepsea Challenge 3D

deepsea challenge trailerจากการลงทุนสร้างแคปซูลดำน้ำ และเสี่ยงตายลงไปยังใต้ทะเลลึกของเจมส์ คาเมรอน สร้างประวัติศาสตร์เป็นมนุษย์คนแรกที่ใช้เรือดำน้ำลงไปใต้ทะเลในส่วนที่ลึกที่สุดของโลก เบื้องหลังภารกิจครั้งนั้นได้ถูกถ่ายทำและนำมาตัดต่อเป็นภาพยนตร์ James Cameron’s Deepsea Challenge 3D ครับ ซึ่งได้ปล่อยตัวอย่างหนังออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หนังจะพาไปชมเบื้องหลังภารกิจนี้ของคาเมรอน ตั้งแต่การเตรียมงาน จนถึงตอนที่คาเมรอนดำดิ่งลงสู่ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนาอันเป็นจุดที่ลึกที่สุดของโลก หรือที่เรียกว่า “ชาเลนเจอร์ ดีป” (Challenger Deep) เมื่อมีนาคม 2012 จนเป็นการสร้างสถิติโลกใหม่ให้ตัวเองที่เราเคยนำมาเล่าให้ฟัง ซึ่งการลงไปครั้งนั้นเพื่อเก็บตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ และสำรวจโลกใต้ทะเล เป็นปฏิบัติการที่ทั้งเสี่ยงตาย กดดัน และให้แรงบันดาลใจ

หนังกำกับโดยจอห์น บรูโน, แอนดรูว์ ไวท์ และ เรย์ ควินท์ เข้าฉายในสหรัฐ 8 สิงหาคม ส่วนบ้านเราเข้าฉาย 21 สิงหาคมครับ

คลิกชมตัวอย่างด้านใน

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 618 other followers