Furious 7 ทำลายรถกว่า 230 คัน ในการสร้างหนัง และชมคลิปเบื้องหลังฉากเสี่ยงตายในหนัง

furious 7 reader reviewในหนัง Furious 7 เราเห็นรถทั้งตกหน้าผา, ถูกระเบิด, ถูกโยนจากเครื่องบิน, ทิ้งลงมาจากตึก และจับมันชนกันจนยับเยิน แล้วทั้งหมดนั้นกี่คันที่ถูกใช้ไปในการสร้างฉากผาดโผนเกี่ยวกับรถยนต์เหล่านั้นให้เราได้ตื่นเต้นกัน รายงานจากวอชิงตันโพสต์เปิดเผยว่ากว่า 230 คันครับ

เดอะโพสต์ได้ไปสัมภาษณ์เดนนิส แม็คคาร์ธี ซึ่งทำหน้าที่จัดหารถมาใช้ถ่ายทำภาพยนตร์แก่หนังชุด Fast and Furious ซึ่งรวมถึง Furious 7 ด้วย และเปิดเผยอีกว่าฉากขับรถไล่ล่าบนถนนโมนาร์กในโคโลราโด (ฉากที่แย่งตัวประกันบนถนนกลางหุบเขา) เป็นฉากที่ใช้รถเปลืองที่สุด “เราน่าจะทำลายรถมากกว่า 40 คัน แค่ในการถ่ายทำฉากต่อเนื่องฉากนั้น

แม็คคาร์ธีเปิดเผยอีกว่าได้ทำข้อตกลงกับเจ้าของสุสานรถและสถานที่ขายรถมือสองเพื่อให้ทำลายรถ ซึ่งในหนังภาคหกเมื่อปี 2013 Fast & Furious 6เราทำลายรถ 25 คัน ต่อวันได้ พวกเขาจะมาตอนกลางคืนเพื่อมาเอารถที่พังไป แล้วเอามาให้เราใหม่อีก 25 คัน

แต่สิ่งที่ทีมงานต้องระวังหลังจากใช้รถเหล่านี้แล้วก็คือต้องทำลายทิ้งแบบให้หมดสภาพ เพื่อไม่ให้เกิดคดีฟ้องร้องจากคนที่อยากได้รถใช้แล้วในหนัง “เราต้องนับรถทุกคันที่ถูกทำลายในหนัง

นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังมีคลิปเบื้องหลังฉากผาดโผนเกี่ยวกับรถใน Furious 7 ออกมาครับ ที่ให้เราได้เห็นว่าหลายฉาก ทีมงานก็ต้องเสี่ยงตายในการพยายามถ่ายภาพรถเหล่านี้เหมือนกัน เช่นฉากทิ้งรถจากเครื่องบินที่ต้องมีนักดิ่งพสุธาติดกล้องไปเพื่อตามถ่าย หรือฉากไล่ล่าบนถนนก็มีตากล้องที่ขับรถมอเตอร์ไซค์คอยซิ่งตามไป บางฉากก็แสดงให้เห็นถึงความเก่งของนักแสดงแทนล้วนๆ ในการขับรถให้ได้ฉากที่น่าตื่นเต้นครับ คลิกชมคลิปด้านใน

Read more of this post

ชมมิวสิควิดีโอ “See You Again” ประกอบภาพยนตร์ Furious 7

Furious 7  See You Again cap 03It’s been a long day without you my friend

เหนื่อยเหลือเกินวันนี้ เมื่อไม่มีนาย เพื่อนเอ๋ย

And I’ll tell you all about it when I see you again

แล้วจะเฉลยให้ฟัง เมื่อเจอกันครั้งใหม่

We’ve come a long way from where we began

จากวันเริ่มเดินทาง เราต่างมากันไกล

Oh I’ll tell you all about it when I see you again

โอ้ แล้วจะเล่าให้ฟัง เมื่อเจอกันครั้งใหม่

When I see you again

เมื่อได้เจอกันอีกครั้ง

ข้างบนตรงที่เป็นภาษาอังกฤษนั้นคือเนื้อเรื่องตอนต้นของเพลง “See You Again” ประกอบภาพยนตร์ Furious 7 ที่ขับร้องท่อนแร็พโดยวิซ คาลิฟา โดยมีชาร์ลี พุท มาฟีเจอริ่งครับ เป็นเพลงที่ใช้ปิดหนังที่ดีมากๆ และสร้างสรรค์มาอย่างเหมาะสมให้กับอารมณ์ตอนจบ ซึ่งยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ได้ปล่อยมิสิควิดีโอเพลงนี้ออกมาแล้ว โดยมีฉากตอนจบของหนังมาประกอบ (ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ชมหนังแล้วยังไม่เห็นอยากเห็นฉากนี้ก่อนในโรง ก็อย่าเพิ่งคลิกดูครับ)

ไมค์ โนบล็อค ประธานฝ่ายสิ่งตีพิมพ์และเพลงประกอบภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส พูดถึงแนวทางการทำเพลงประกอบสำหรับ Furious 7 ในบทความของฮัฟฟิงตันโพสต์ว่า “มันมีความรู้สึกของการเป็นครอบครัวแท้ๆ และจริง อยู่ทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้าในภาพยนตร์ มันเป็นขั้นตอนที่สะเทือนอารมณ์ มันไม่ควรปฏิบัติเหมือนเป็นของเพื่อการค้า เราจึงไม่เคยปฏิบัติต่อมันเหมือนเป็นการค้า เราจัดการมันอย่างเป็นของที่อ่อนไหวมากๆ”

โนบล็อคยังพูดถึงแนวทางอารมณ์ของเพลงว่า หลังจากหนังที่ตื่นเต้นมาเกือบสองชั่วโมง ก็ต้องมีฉากที่สร้างสมดุลทางอารมณ์ “มันต้องซาบซึ้งและเร้าอารมณ์อย่างเหมาะสม แต่เราก็ยังอยากให้ผู้ชมลุกออกจากที่นั่นในโรงหนังด้วยความรู้สึกดี เราไม่อยากได้อารมณ์ที่ทำให้อารมณ์ทั้งหมดของการชมภาพยนตร์หายไป และเราก็ไม่อยากให้ผู้ชมออกจากโรงด้วยอารมณ์ที่เศร้า หรือรู้สึกเหมือนไปงานศพของใครมา การสร้างเพลงให้เหมาะสมกับฉากนั้นจึงเป็นหัวใจสำคัญ ต้องเป็นเพลงที่ซื่อสัตย์และจริงใจที่เน้นย้ำการเฉลิมฉลองชีวิตของพอล เพื่อเป็นเพลงที่สดุดีให้แก่สิ่งนั้น เราทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้ออกมา

ผู้กำกับเจมส์ วาน เล่าถึงฉากจบที่เพลงนี้มาประกอบด้วยว่า “เรารู้ว่าการไปส่งเพื่ออำลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา เรารู้ว่าเราต้องเดินหน้าต่อ ไม่ใช่เพื่อทำหนังให้จบ แต่เพื่อพอล ทุกอย่างที่เราทำ ทุกความคิด ทุกการตัดต่อ ทุกแนวคิด ก็เพื่อการสร้างฉากจบที่เหมาะสมและเป็นการอำลาอย่างสมเกียรติต่อตัวละครของพอล และสิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง

ชมคลิปด้านในครับ

Read more of this post

รู้หรือไม่ ฉาก”ขนลับ”ใน Fifty Shades of Grey ใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกสร้าง

fifty shades grey sex sceneในยุค 80 ถึงต้นยุค 90 หนังแนวพิศวาสฆาตกรรมเป็นหนึ่งในหนังกระแสหลัก และฉากอัศจรรย์หรือฉากที่ต้องโป๊เปลือยก็มักมีให้เห็นบ่อยๆ ในหนังบู๊ คนที่โตมากับหนังยุคนั้นจึงมักเห็นหน้าอกหรือก้นของนักแสดงเป็นปกติ บางครั้งก็เห็นถึงขนเพชรเลย ซึ่งหนังกระแสหลักในยุคปัจจุบันแทบไม่ค่อยมีให้เห็น จะมีบ้างก็หนังนอกกระแส หรือซีรี่ส์ช่องเอชบีโอ การมาของ Fifty Shades of Grey จึงอาจเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นของผู้ชมในยุคนี้ แล้วเบื้องหลังฉากร่วมรักในหนังเหล่านั้นเป็นยังไงกันบ้าง นิวยอร์กไทมส์ได้ไปสัมภาษณ์คนทำหนังอย่าง จัดด์ อพาโทว์ จาก Trainwreck, เอเดรียน ลินน์ จาก Fatal Attraction และ Indecent Proposal, ฌอง-มาร์ก แวลลี จาก Dallas Buyer Club และ เชมัส แม็คการ์วี ผู้กำกับภาพของ Fifty Shades of Grey เกี่ยวกับเบื้องหลังฉากเซ็กซ์ในหนังที่พวกเขาทำ

สำหรับเบื้องหลังฉากร่วมรักใน Fifty Shades of Grey ในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว เล่าว่าการถ่ายทำฉากดังกล่าวเป็นงานที่ละเอียดอ่อน “เราได้เก็บฉากที่มีเซ็กซ์แจ่มแจ้มไว้ในสัปดาห์สุดท้ายของการถ่ายทำ” และบางฉากที่เราเห็นกันผ่านตาในหนังก็มาจากใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกกสร้างขึ้นด้วย “เราต้องปกป้องนักแสดง เจมี่ ดอร์แมน ต้องปิดบริเวณอวัยวะเพศชายของเขา ดาโกตา จอห์นสัน มีแผ่นปิดบริเวณหัวหน่าวของเธอ และรอบตัวตรงนั้นทั้งหมด เราอยู่ในสถานการณ์ที่สงสัยว่า ในขั้นตอนหลังการถ่ายทำคงต้องใส่ขนลับเข้าไป ผมไม่ได้จะบอกว่ามันเป็นไฮไลท์ในอาชีพของผม แต่มันเป็นสถานการณ์ที่เหนือจริงมากๆ เรามีนักแสดงไว้ถ่ายก้นแทนดาโกตาด้วย ผมรู้สึกยินดีที่ได้คัดเลือกก้นซึ่งไม่มีรอยสักมาแสดงแทนในฉากนั้น เป็นสถานการณ์ที่เหนือจริงอย่างที่ 2” แม็คการ์วีบอก

(อ่านต่อด้านใน)

Read more of this post

คลิปใหม่จาก Avengers: Age of Ultron แนะนำสการ์เล็ตวิทช์กับควิกซิลเวอร์

avengers super siblingsเรารู้เกี่ยวกับอัลตรอน ตัวร้ายหลักของ Avengers: Age of Ultron มาแล้วค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะจากตัวอย่างหนังทั้งหลายที่ปล่อยออกมาก่อน แต่มาร์เวลแทบไม่ค่อยอธิบายเกี่ยวกับคู่แฝดซูเปอร์ฮีโร่ สการ์เลตวิทช์ และ ควิกซิลเวอร์เลย จนกระทั่งตอนนี้ครับ

ในคลิปเบื้องหลังที่เผยฉากใหม่ๆ ของหนังที่มักเกี่ยวข้องกับสองตัวละครนี้ ผู้กำกับจอส วีดอน บอกว่าเขาได้มีโอกาสแนะนำตัวละครที่สำคัญอย่างยิ่งในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือคู่แฝดผู้นี้ที่คนหนึ่งไวปานกระสุนปืน และหุนหัน ส่วนอีกคนสงบนิ่งและเต็มไปด้วยความคิด ผู้สามารถใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของและเข้าไปยุ่งกับจิตใจผู้อื่นได้ ซึ่งทั้งคู่รู้สึกเหมือนพวกเขามีแค่กันและกัน ส่วนทั้งโลกเหมือนเป็นศัตรูกับพวกเขา

อลิซาเบธ โอลเซ่น บอกในคลิปด้วยว่าพลังของสการ์เล็ตวิทช์นั้นมหาศาลจนทำให้เหล่าอเวนเจอร์สต้องไปที่อื่นแล้วค่อยรวมกล่มกันกลับมา

คลิกชมคลิปได้ที่ด้านในครับ

(อัพเดทซับไทย)

Read more of this post

คลิปเบื้องหลังพร้อมซับไทย แนะนำนักแสดงใหม่ของ Furious 7

furious 7 new cast cap 01หนังชุด Fast and Furious จะมีนักแสดงใหม่มาสมทบทุกภาคเสมอเพื่อเพิ่มสีสัน แม้ส่วนใหญ่จะรับบทเป็นตัวร้ายครับ และใน Furious 7 ก็จะเป็นการปรากฏกายครั้งแรกของเด็กการ์ด ชอว์ (เจสัน สแตแธม) ตัวร้ายหลักของภาคนี้ ที่ยังไม่รู้ว่าจะมีบทบาทในภาคต่อไปหรือไม่ รวมถึงเคิร์ท รัสเซล ในบทของเจ้าหน้าที่รัฐบาลลึกลับที่ไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายร้าย และก็ยังมีนักบู๊สาว รอนด้า เราซี่ รับบทเป็นคู่ปรับของเลตตี้ (มิเชล รอดริเกซ), นาตาเลีย เอ็มมานูเอล รับบทเป็นเฮ็คเกอร์สาวที่เข้ามาพัวพันกับภารกิจ, จิมอน ฮอนซู ในบทนักฆ่าตัวฉกาจ และแน่นอนโทนี่ จาร์ หรือ จา พนม ของเราในบทของนักฆ่ามืออาชีพที่จากคลิปบอกเราว่า ไม่ได้มีบทแค่ฉากรถตกเขาแน่นอนครับ

หนังจะเข้าฉาย 2 เมษายนนี้ กำกับโดยเจมส์ วาน คลิปชมคลิปซับไทยด้านใน

Read more of this post

นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์ บอกเล่าเบื้องหลัง The Master ในคลิปเบื้องหลัง 15 นาที

behind the masterสำหรับนักดูหนัง ผมคิดว่าเบื้องหลังการสร้างหนังก็น่าสนใจไม่แพ้หนังเหมือนกันครับ เพราะนอกจากการที่เราได้เห็นว่าเบื้องหลังของงานสร้างต้องทำยังไงกันบ้างเพื่อให้ได้สิ่งที่เห็นในจอหนัง การตัดสินใจของผู้สร้างหนังในการเลือกวิธีการต่างๆ เพื่อใช้เล่าหนังของเขาก็เป็นบทเรียนนอกตำราสำหรับผู้ที่สนใจการทำหนังได้ดีมาก เหมือนที่ผู้กำกับเต๋อ นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์ บอกในคลิปเบื้องหลัง The Master ความยาวที่เพิ่งปล่อยออกมาวันนี้ พูดถึงการเลือกวิธีการเล่าเรื่องหนังสารคดีเรื่องนี้ ที่ให้อยู่ในห้องพื้นหลังขาว เพราะต้องการให้รู้สึกเหมือนเป็น “ห้องไต่สวน” เพราะหัวข้อที่เล่าก็มีความเป็น “เหมือนคนในเงามืด” และ “การเป็นบุคคลใต้ดิน” ของประเด็นของเรื่อง และเลือกให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มองกล้องเพราะ “ดูมีความเป็นภาพยนตร์กว่า” การที่ถ่ายจากด้านข้าง

นอกจากนี้ นวพลยังพูดถึงอุปสรรคในการทำงาน สิ่งที่ได้รู้จากการทำหนังสารคดีเรื่องนี้ของเขา และความเห็นของเขาต่อตัวพี่แว่นด้วยครับ ที่เขาได้เรียนรู้จากการดูหนังของร้านนี้ว่า “ทำหนังเล็กๆ ก็เป็นหนังได้ เป็นหนังที่ดีได้ สำหรับคนทำหนังไม่เป็นเลย และเป็นเด็กมอปลายในตอนนั้น มันเป็นกำลังใจให้นิดนึงว่าทำแบบนี้ก็ได้นี่หว่า” และผมคิดว่าหนังของนวพลก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจในแบบเดียวกันแก่หลายๆ คนเช่นกันครับ

หนังยังฉายอยู่ที่เฮาส์ อาร์ซีเอ และได้ความเห็นจากนักดูหนังไปในทางค่อนข้างดีมากครับ คลิกชมคลิปด้านใน

Read more of this post

ชวนอ่านเนื้อเรื่อง Interstellar ฉบับสตีเวน สปีลเบิร์ก ก่อนที่คริสโตเฟอร์ โนแลน มาแก้ไข

interstellar headerอย่างที่เรารู้กันครับว่าหนัง Interstellar เป็นโครงการดั้งเดิมของสตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งมีแผนจะกำกับต่อจาก Lincoln แต่ก็เปลี่ยนใจในตอนหลัง สปีลเบิร์กได้แนวคิดของเรื่องราวเมื่อราว 8-9 ปีก่อน จากการไปเวิร์คชอปที่ Caltech หรือสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ซึ่งคิพ เอส ธอร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีสัมพัทธภาพ, รูหนอน, หลุมดำ ฟิสิกส์อวกาศ และฟิสิกส์แรงโน้มถ่วง มาบรรยาย จากนั้น สปีลเบิร์ก็จ้างโจนาธาน โนแลน ให้มาพัฒนาบทหนังให้ โดยร่วมกับธอร์นในการสร้างเนื้อเรื่องขึ้นมา

หลังจากที่สปีลเบิร์กตัดสินใจไม่กำกับ โนแลนก็ได้เข้ามากำกับแทน ซึ่งโนแลนได้เล่าให้ฟังตามรายงานจาก /Film ว่าเข้ามาอยู่ในโครงการหนังเรื่องนี้ได้ยังไงว่า “ผมคุยกับโจนาห์ (โนแลน) อยู่ในตอนนั้นเรื่องบทหนังที่เขาเขียนให้สตีเวน สปีลเบิร์ก เราแลกเปลี่ยนความคิดกัน และมันฟังดูน่าตื่นเต้นอย่างที่สุด… ผมได้มีโอกาสเข้ามาในโครงการหนังเรื่องนี้ภายหลัง และได้มีโอกาสดูบทที่พวกเขาเขียนกันเสร็จแล้ว หลายส่วนที่ผมเติมเข้าไปในบทเป็นการรื้ออะไรๆ ออก เพราะพวกเขาใส่ความคิดที่ล้ำน่าตื่นตะลึงแบบที่ผมรู้สึกว่ายากจะเข้าใจได้ในฐานะผู้ชม ผมจึงใช้เวลาแก้ไขบท โดยเลือกประเด็นที่ก่อให้เกิดอารมณ์และสร้างความรู้สึกได้มากขึ้นจากแนวคิดเหล่านี้…โจนาห์ยุ่งอยู่กับการทำงานอย่างอื่น ผมจึงบอกว่า ขอเอานี่ไปแล้วรวมกับแนวคิดที่ผมคิดไว้ได้ไหม แล้วเขาก็บอกทำนองว่า ลองดูแล้วกันนะ แล้วค่อยมาดูกันว่าจะเป็นยังไง แล้วผมก็เอาสิ่งที่ผมทำให้เขาดู และเขาก็ดูเหมือนพอใจกับมัน

แล้วบทหนังฉบับที่เดิมทีสปีลเบิร์กจะทำกำกับ จากการออกแนวคิดของธอร์นกับโจนาธาน โนแลน เป็นยังไง คุณ pippo ได้แปลมาให้อ่านที่บล็อคของเขาครับ ซึ่งในความเห็นของผมแล้ว จะมีบางประเด็นที่ดูเหลือเชื่อกว่าด้วยในแง่เทคโนโลยี เช่นหุ่นยนต์ บทของโนแลนดูเหมือนจะลดความล้ำของไฮเทคลงมาให้ดูจับต้องได้มากขึ้น แต่ก็มีบางองค์ประกอบที่ผมพบว่าบทร่างแรกถูกใจกว่า เช่นองค์สุดท้ายที่เกี่ยวกับมิติเวลา อย่างไรก็ดี มีความสนุกด้านแนวคิดเรื่องรูหนอนกับหลุมดำทั้งสองแบบ

ทั้งสองบทหนังยังดูเหมือนมีกลิ่นอายของ Close Encounter of the Third Kind, Frequency, 2001: A Space Odyssey และ Voices of a Distant Star เหมือนกัน แต่ของโนแลนจะมีองค์ประกอบ The Right Stuff เข้ามาเพิ่ม ขณะที่ของสปีลเบิร์กจะมีองค์ประกอบของ Star Trek: The Motion Picture ใส่เข้ามาแทนครับ อ่านบทร่างของ Interstellar ฉบับก่อนโนแลนกำกับได้ที่นี่เลยครับ แล้วลองแบ่งปันความคิดกันดูว่าชอบแบบไหน ยังไงครับ

Read more of this post

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 2,766 other followers