เกี่ยวกับโฆษณาเหล่านี้

10 หนังผ่านเข้ารอบออสการ์ 2013 สาขาเทคนิคพิเศษ

life of pi vfxเส้นทางสู่ออสการ์ 2013 เริ่มคึกคักขึ้นทุกขณะครับ ล่าสุดเมื่อคืนนี้ตามเวลาของบ้านเรา สถาบันศิลปะและวิทยาการด้านภาพยนตร์ได้ประกาศรายชื่อหนังที่ผ่านให้เข้าพิจารณาสาขาเทคนิคพิเศษด้านภาพออกมาครับ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 10 เรื่อง แต่ละเรื่องล้วนเป็นหนังพานิชย์ฟอร์มยักษ์เกือบทั้งนั้นครับ มีรายชื่อเรียงลำดับตามตัวหนังสือดังต่อไปนี้ครับ

The Amazing Spider-Man, Cloud Atlas, The Dark Knight Rises, The Hobbit: An Unexpected Journey, John Carter, Life of Pi, The Avengers, Prometheus, Skyfall และ Snow White & the Huntsman

ทั้ง 10 เรื่องที่ผ่านเข้ารอบ John Carter อาจน่าแปลกใจนิดหน่อย เพราะเป็นหนังที่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ แล้วที่หลุดหายไปจากโผก็คือ Men in Black 3 ครับ แต่อาจได้ชิงในสาขาแต่งหน้าแทน และการที่ Life of Pi ได้เข้าชิง อาจหมายถึงว่าหนังอาจมีโอกาสได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย เพราะระยะหลังมานี้ หนังที่ได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมักมีโอกาสสูงกว่าหนังเรื่องอื่นในสาขาเทคนิคพิเศษหากได้ชิงในสาขานี้ด้วย เป็นต้นว่า The Curious Case of Benjamin Button, Avatar และ Hugo ครับ

ทั้งสิบเรื่อง จะต้องส่งตัวแทนด้านเทคนิคพิเศษเข้ามานำเสนอเบื้องหลังในการทำเทคนิคพิเศษ ซึ่งแต่ละเรื่องจะได้เวลาคนละ 10 นาที ในวันที่ 3 มกราคมนี้ หลังจากนั้น คณะกรรมการจะเลือกให้เหลือ 5 เรื่อง เพื่อเป็นผู้เข้าชิงสุดท้ายที่จะประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงพร้อมสาขาอื่นๆ ในวันที่ 10 มกราคมครับ

พอจะเดากันได้ไหมครับว่าจะมีหนังเรื่องนี้เป็น 5 เรื่องสุดท้ายบ้าง

เกี่ยวกับโฆษณาเหล่านี้

ฮิวจ์ แจ็คแมน ถูกทาบให้กลับไปสวมบทวูล์ฟเวอรีน ใน X-Men: Days of Future Past

ดูเหมือนว่าหนัง X-Men: Days of the Future Past ของไบรอัน ซิงเกอร์ จะเป็นการนำนักแสดงจากหนังฉบับอดีตกับปัจจุบันมาเจอกันครับ หลังจากเพิ่งประกาศไปว่าเอียน แม็คเคลเลน กับ แพทริค สต๊วร์ต จะกลับมารับบทเป็นแม็กนีโตกับซาเวียร์ในวัยชรา ล่าสุด The Hollywood Reporter ได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในว่าฮิวจ์ แจ็คแมน ก็กำลังอยู่ระหว่างเจรจามารับบทวูล์ฟเวอรีนอีกครั้งในหนังเรื่องนี้ด้วย

ยังไม่มีรายงานว่าขนาดของบทวูล์ฟเวอรีนจะมากขนาดไหน แต่เท่ากับฉบับในคอมมิคดั้งเดิมของคริส แคลร์มองต์ หรือไม่ หรือจะเป็นแค่สมทบเท่านั้น ซิงเกอร์อาจเอามาแต่โครงเรื่องหลัก แต่เปลี่ยนแปลงตัวละครก็ได้ หรืออาจค่อนข้างยึดตามต้นฉบับดั้งเดิมก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างแรก วูล์ฟเวอรีนก็อาจเป็นเพียงบทรับเชิญหรือสมทบเท่านั้นครับ

หนังฉบับนี้ได้รับฉายาว่าเป็น X-Men ผสม Terminator ครับ เพราะเป็นเรื่องราวการเดินทางข้ามเวลาจากอนาคตของมนุษย์กลายพันธุ์ผู้หนึ่งเพื่อยับยั้งเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เป็นผลให้เหล่ามนุษย์กลายพันธ์ถูกมนุษย์ใช้หุ่นยนต์เซ็นทินัลตามล่าตัวและฆ่าทิ้งไปเป็นจำนวนมาก

สัตว์ประหลาดยักษ์ถล่มโกลเดนเกต ในฟุตเตจแรกจากหนัง Pacific Rim ของเกียลเลอร์โม เดล ทอโร

หนังหุ่นเหล็กปะทะสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เป็นหนังซัมเมอร์ปี 2013 ของผู้กำกับเกียลเลอโม เดล ทอโร แห่ง Hellboy และ Pan’s Labyrinth จะปล่อยตัวอย่างแรกออกมาในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าพร้อมกับหนัง The Hobbit: An Unexpected Journey ครับ และการตลาดแบบไวรัสของหนังก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ดูเหมือนว่าวิธีการโปรโมทนี้จะลอกสูตรมาจาก Cloverfield แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะ Pacific Rim ดูจะเอามาใช้ในแบบของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือการนำเสนอเป็นภาพข่าวด้วยกล้องจากประชาชนที่เห็นเหตุการณ์แบบสั่นไหว ทำให้เราเห็นตัวสัตว์ประหลาดได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ที่มันสั่นและไม่ชัดนี้ก็สร้างความตื่นเต้น เร้าใจ และน่าสะพรึงได้เป็นอย่างดี

Pacific Rim เป็นเรื่องราวในอนาคตอันใกล้ที่โลกมนุษย์ถูกสัตว์ประหลาดจากต่างดาวบุก พวกมันมีชื่อว่า”ไคจู” (Kaijus) แอบอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคและชอบขึ้นมาโจมตีประเทศแถบนั้น ทำให้ประเทศต่างๆต้องรวมมือกันต่อสู้ด้วยการสร้างหุ่นยักษ์ที่เรียกว่า “แจเกอร์” (Jaegers) ขึ้นมา ซึ่งหุ่นยักษ์ตัวเอกของเรื่องได้ริงโกะ คิคูชิ และชาร์ลี ฮันแนม รับบทเป็นสองนักขับหุ่นยนต์ ที่ต้องรวมใจเป็นหนึ่งในการช่วยกันบังคับหุ่นยักษ์ต่อกรกับสัตว์ประหลาดร้ายเหล่านั้น หนังยังมีรอน เพิร์ลแมน, ไอดริส เอลบา และชาร์ลี เดย์ ร่วมแสดงด้วย

เดล ทอโร ได้เอาตัวอย่างหนังไปฉายในงานคอมมิค-คอน เมื่อกรกฏาคมที่ผ่านมา มีข้อมูลชุดใหญ่ที่ผมยังไม่ได้ว่างมาเล่า แต่เท่าที่จำได้ก็คือสัตว์ประหลาดในหนังเรื่องนี้มีทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ยักษ์ มีทั้งบินได้ ทั้งดำดิน ซึ่งในหนังจะได้เห็น 7-8 แบบ ส่วนหุ่นยนต์ก็เป็นหุ่นนานาชาติครับ มีของหลายประเทศ ซึ่งในหนังเรื่องนี้จะมี 4 ตัว เป็นหุ่นยนต์ของรัสเซีย, จีน, อเมริกา และออสเตรเลีย

นอกจากคลิป หนังยังเผยพิมพ์เขียวของหุ่นยนต์ในหนังเรื่องนี้ออกมา 2 ตัวครับ คือหุ่นยิปซี แดนเจอร์ และเชอร์โน อัลฟ่าครับ

Pacific Rim จะออกฉายในระบบ 3D กรกฎาคม 2013 นี้ คลิกชมทั้งหมดด้านใน

Read more of this post

Argo: ความเห็นหลังชม

นักวิเคราะห์รางวัลออสการ์ทุกสำนักการันตีว่า Argo ผลงานชิ้นที่สามของเบน แอฟเฟล็ค จะได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของปี 2013 แน่นอน และอาจมีโอกาสเข้าชิงในสาขาอื่นด้วย รวมถึงผู้กำกับ, บทดัดแปลง, งานสร้าง, นักแสดงสมทบชาย และนักแสดงนำชาย ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สนุก และมีความยอดเยี่ยมในหลายด้าน รวมถึงเป็นหนังที่ได้รับคำวิจารณ์ดีอย่างมากเรื่องหนึ่งของปี ซึ่งจาก 240 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา หนังมีนักวิจารณ์ชอบถึง 95% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.4/10 ครับ

นอกเหนือจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว การที่หนังเข้าถึงผู้ชมจำนวนกลุ่มใหญ่ได้ก็ช่วยเป็นแรงผลักดันได้ดี หนังยังทำรายได้ในบ้านไปแล้วกว่า 98.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการฉายไปแล้วเกือบ 7 สัปดาห์ในตอนนี้ ซึ่งรายได้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกถึงความสำเร็จของหนังอันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กรรมการออสการ์จะพิจารณา เหตุผลที่เหลือก็คือ Argo ยังเป็นหนังที่ยกย่องคนฮอลลีวู้ด ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันสำรัฐในอิหร่านที่หนังเรื่องนี้ต้องการเอามาเล่า ทั้งเบน แอฟเฟล็คก็ได้เป็นหนึ่งในขวัญใจของคนในอุตสาหกรรม ซึ่งการพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องผ่านหนังมาสามเรื่องก็ยิ่งทำให้เขาเป็นที่รักมากขึ้นครับ

เหตุการณ์จับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐในอิหร่านเป็นตัวประกันที่เป็นเรื่องจริงที่หนังเอามานำเสนอนั้น เกิดขึ้นในปี 1980 ที่แม้ผมยังอยู่ในวัยประถม แต่ก็ยังจำภาพข่าวได้ติดตา ฉากจบของหนังในแคนาดาที่ผู้ที่หนีรอดออกมาได้ในหนังนั้น เป็นภาพข่าวที่ยังไม่ลืม และหนังเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดออกมาได้แทบจะเหมือนลอกภาพข่าวเหล่านั้นออกมาเลย ซึ่งถือเป็นความละเอียดอย่างมากของการออกแบบงานสร้างที่ควรได้เข้าชิงรางวัลมากๆ ครับ และผมก็เข้าใจมาตลอดว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตแคนาดาคือผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญในการช่วยเหลือตัวประกันจนกระทั่งหนังเรื่องนี้ได้นำเสนอเรื่องจริงที่ดูเหลือเชื่อให้เราได้รับรู้ถึงแผนหลอกล่อที่ใช้กองถ่ายหนังไซไฟมาเป็นฉากตบตาปฏิบัติการ ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยเป็นที่รู้จักผ่านบทความของนิตยสาร Wire ในปี 2007 ที่เจาะลึกเรื่องราวนี้ และแอฟเฟล็คได้อ่านก็ประทับใจ เอามาดัดแปลงเป็นหนังได้ยอดยอดเยี่ยม สนุก ตื่นเต้น ลุ้น ยกย่องวีรบุรุษ ยกย่องหนังไซไฟเกรดบียุค 70-80 และขณะเดียวกันก็แอบจิกกัดการเมืองกับวงการฮอลลีวู้ดได้อย่างแสบๆ คันๆ

หนังทำให้ผมรู้สึกเหมือนตอนดู Apollo 13 โดยเฉพาะช่วงท้ายของเรื่อง เพราะนี่เป็นหนังที่เรารู้ตอนจบดีอยู่แล้ว แต่การเล่าเรื่องของแอฟเฟล็คก็ยังทำให้เราลุ้นเกร็งไปกับแผนการเอาตัวรอดได้ แล้วอดเชียร์ตัวละครไปด้วยไม่ได้ บางฉากก็ทำให้น้ำตาซึมเลยครับเช่นตอนที่ตัวละครซึ่งไม่เห็นด้วยและคัดค้านแผนการนี้มาตลอด ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการสร้างหนังเลย แต่เมื่อจวนตัวก็สวมบทได้อย่างเนียนและช่วยเหลือปฏิบัติการนี้ไปได้จนรอด

เบน แอฟเฟล็คมีพัฒนาการอย่างมากในการกำกับหนัง จากหนังเล็กๆ ที่ไม่ซับซ้อนมากก่อนหน้านี้อย่าง Gone Baby Gone และ The Town เขาได้มาจับโครงการหนังที่ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น มีตัวละครมากขึ้น งานสร้างยุ่งยากขึ้น แต่ก็ยังทำได้เหนือกว่าสองเรื่องที่แล้ว ฉากหนึ่งที่ผมเห็นว่าเก๋เป็นพิเศษก็คือฉากเปิดเรื่องที่ใช้สตอรี่บอร์ดซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำหนังมาช่วยในการเล่าเรื่อง และช่วงกลางเรื่องที่ใช้การอ่านบทมาสลับกับการฉากของตัวประกันในอริหร่านครับ

เป็นที่รู้กันว่าหนังยุค 70 เป็นหนังยุคโปรดของแอฟเฟล็ค เหมือนที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Details ว่ายุค 70 เป็น “ยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาพยนตร์อเมริกัน” และแอฟเฟล็คก็แอบบอกผ่านองค์ประกอบและวิธีการเล่าเรื่องต่างๆในหนัง ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย เพราะหนังฮอลลีวู้ดสำคัญหลายเรื่องได้เกิดขึ้นในยุคนี้ และกลายเป็นหนังที่มีอิทธิพลและเป็นแม่แบบต่องานของฮอลลีวู้ดในยุคหลังตามมา เป็นต้นว่า The Godfather ทั้งสองภาค, Star Wars, Alien, Taxi Driver, Annie Hall, Dog Day Afternoon, The Exorcist, Jaws, Halloween, Superman, Cabaret และอีกมากมาย ใครที่อยากศึกษาหนังฮอลลีวู้ดควรต้องหาหนังยุคนี้มาดูเยอะๆ รวมถึงพวกที่เป็นหนังคัลท์ไปแล้วที่อาจไม่ได้รับคำวิจารณ์ด้านดีก็ตาม จะเห็นว่าหนังอิทธิพลของหนังเหล่านี้ยังอยู่ในหนังยุคนี้อีกมากมาย

แอฟเฟล็คเองไม่ได้ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องอะไรที่ใหม่ใน Argo เขายืมองค์ประกอบ หรือเลียนแบบบางฉากมาจากหนังยุค 70 เกือบทั้งหมด ฉากใน CIA ได้รับอิทธิพลอย่างแรงมาจาก All the President’s Men ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเคยดูและพบว่ามันมีความคล้ายอยู่มาก แต่แอฟเฟล็คเอามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเล่าเรื่อง และเป็นตัวของตัวเอง เหมือนตัวละครที่แอฟเฟล็คแสดงในหนัง เป็นชายหนุ่มในยุค 70 แต่งองค์ทรงเครื่องและไว้ผมได้เหมือนคนยุคนั้นจริงๆ แต่ก็ยังดูออกว่าเป็นเบน แอฟเฟล็ค

อีกอย่างที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือการคัดเลือกนักแสดง ไม่ว่าบทจะเล็กน้อยแค่ไหน แอฟเฟล็คเลือกนักแสดงเก่งๆและมีคุณภาพมาเล่นหมดเลย ซึ่งยิ่งทำให้หนังน่าติดตามขึ้นไปอีกครับ

ผมให้คะแนนหนังที่ 8.5/10 ครับ เชิญเพื่อนๆให้ความเห็นและลงคะแนนกัน

Read more of this post

The Perks of Being a Wallflower: ความเห็นหลังชม

ตามการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังเรื่อง The Perks of Being a Wallflower มีนักวิจารณ์ชอบอยู่ 87% และคะแนนเฉลี่ยที่ 7.5/10 จาก 134 บทวิจารณ์ที่เว็บไซต์รวบรวมมา แต่สำหรับผมแล้วให้คะแนนหนังเรื่องนี้ในระดับ 9/10 เลยครับ และถือเป็นหนึ่งในหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดของปีนี้ตรงที่หนังได้ถ่ายทอดอารมณ์ความเหงา ความว้าเหว่ และความไม่สมประกอบทางจิตใจให้อบอวนได้ตลอดทั้งเรื่องจนจี๊ดหัวใจมาก และเมื่อตัวละครเอกของเรื่องได้พบว่าเขาได้มีเพื่อนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก มันทำให้เราอดน้ำตาไหลซาบซึ้งไปด้วยไม่ได้ ทั้งนี้อาจเพราะเป็นการดัดแปลงจากประสบการณ์ตรงของผู้กำกับและผู้เขียนบท สตีเฟ่น ชโบสกี้ ผู้ที่เอานิยายของตัวเองเรื่องนี้มาสร้างเป็นหนัง และยังเป็นนิยายที่อิงจากชีวิตส่วนตัวของเขาด้วย

คำว่า “Wallflower” หมายถึงดอกไม้ตามซอกกำแพง หรืออาจหมายถึงวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ ใช้เปรียบกับคนที่ขี้อาย ไม่กล้าเข้าสังคม เวลามีสังสรรค์ก็จะถอนตัวเองเข้าไปอยู่ชิดติดกำแพงแล้วคอยสังเกตความเป็นไปของผู้คน ซึ่งนั่นคือ “ข้อดี” ของการเป็นคนแบบนี้ ได้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้นผ่านจากการสังเกต และเมื่อถูกถามและกล้าแสดงความเห็นก็จะบอกไดอย่างลึกซึ้งและตรงไปตรงมา โลแกน เลอร์แมน รับบทเป็นเด็กหนุ่มขี้เหงา ว้าเหว่ ไม่มีใครเข้าใจ และอยากมีเพื่อนอย่างสุดหัวใจได้อย่างน่าสงสาร น่าเห็นใจ น่าเอ็นดู และเป็นธรรมชาติ  เป็นบทบาทการแสดงอันเหลือเชื่อของเด็กที่เราไม่นึกว่าเด็กจากจากหนัง Percy Jackson จะทำได้ขนาดนี้ครับ และเคมีลงตัวกับเอ็มมา วัตสัน มาก จนทำให้เราลืมเฮอร์ไมโอนี่กับรอนไปเลย เอซรา มิลเลอร์ ก็มาช่วยเสริมให้ทีมนักแสดงมีพลังมากขึ้น เล่นได้เป็นธรรมชาติ เป็นบทเกย์ที่ไม่เชย และขโมยซีนไปหลายฉากกับความเปรี้ยวและก๋ากั่น เป็นนักแสดงดาวรุ่งที่น่าจับตามองอีกคน ทั้งสามคนนี้ช่วยนำพาหนังเรื่องนี้เข้ามากระแทกใจของเราได้ตลอดเวลา

ผมถือว่านี่เป็นหนังวัยรุ่นที่โดนใจที่สุดในรอบหลายปี แม้แต่คนที่เลยวัยรุ่นตอนต้นแบบผมมานานแล้วก็ยังอดจี๊ดหัวใจไปกับหลายๆ อย่างในหนังไม่ได้ และเป็นหนังวัยรุ่นที่ถ่ายทอดได้ออกมาอย่างเข้าใจ ไม่ประดิษฐ์ เป็นธรรมชาติ และแตกต่างในแบบที่นานๆ ที่จะเห็นในหนังวัยรุ่นมากนานแล้ว

เพลงประกอบจากหนังก็มีบทบาทเด่นเช่นกันครับ มีเพลงเก่ายุค 70-80 ที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศและช่วยเล่าเรื่องได้จี๊ดขึ้นไปอีก หนังยังมีรอบฉายอยู่บ้างที่โรงหนังเฮาส์ RCA ครับ ใครที่ได้ดูหนังแล้วลองมาให้ความเห็นและให้คะแนนกันครับ

Read more of this post

Looper: ความเห็นหลังชม

คะแนนเฉลี่ยนของหนัง Looper อยู่ที่ 8.1/10 และมีนักวิจารณ์ชอบราว 94% จาก 231 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes ประเมินมาครับ และนี่เป็นหนังระดับ 8.5/10 ของผมในปีนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้ในขนาดนี้มาจากการเล่าเรื่องและบทหนังของผู้กำกับไรอัน จอห์นสันครับ เป็นหลักครับ ผมชอบการที่เขาเล่าเรื่องหนังเหมือนการเปิดตุ๊กตาไข่ที่จะมีตุ๊กตาตัวเล็กลงเรื่อยๆ ซ่อนอยู่ข้างใน และที่ใจกลางเราก็จะพบตัวเล็กสุดที่เป็นเหมือนหัวใจจริงๆ ว่าหนังเรื่องนี้คืออะไรครับ โฉมหน้าภายนอกของตุ๊กตาตัวนี้คล้ายหนังบู๊แนวไล่ล่า พอแกะไปอีกเราก็พบว่ามันมีความเป็นไซไฟแฟนตาซีอยู่ด้วย แล้วเราก็พบต่อว่ามันทั้งมีความเขย่าขวัญ มีดราม่า และสุดท้ายจริงๆ ก็พูดถึงความรักและการเสียสละ พูดถึงความเป็นมนุษย์ที่มีนิสัยอย่างหนึ่งก็คือไม่ยอมที่จะสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรัก และกล้าที่จะทำทุกอย่างให้ได้สิ่งที่เขารักนั้นคืนมา

การเล่าเรื่องอีกอย่างของหนังที่ผมชอบก็คือเหมือนเป็นการเล่าทีละบท และแต่ละบทก็ใช้ลูกเล่นในการเล่ากับสิ่งที่ต้องการจะบอกแตกต่างกัน สององค์แรกของหนังใช้ในการปูเรื่องตัวละคร ปูกฏเกณฑ์เกณฑ์สำคัญที่เกี่ยวกับความเป็นไซไฟแฟนตาซีว่าด้วยเรื่องราวของการกลายพันธุ์และการเดินทางข้ามเวลา ด้วยลูกเล่นที่อยู่ในระดับน้องๆ ของ Inception และผูกปมง่ายๆใกล้เคียงกับ Terminator แล้วใช้ช่วง 2-3 องค์สุดท้าย เล่าแก่นจริงๆของหนัง โดยใช้องค์ประกอบของหนังดราม่า และหนังเขย่าขวัญ บางฉากทำให้นึกถึง Mad Max ภาคแรก และทำได้ระทึกในระดับเดียวกัน แล้วทั้งหมดก็มาส่งพลังในตอนใกล้จบที่พีคมากๆสำหรับผม หนังเรื่องนี้ยังถูกเก็งจากนักวิเคราะห์รางวัลในสหรัฐว่าอาจได้เข้าชิงออสการ์สาขาบทดั้งเดิมด้วย

นักแสดงในหนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่ได้ดีทุกคน ทั้งบรูซ วิลลิส, โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์, พอล ดาโน และเจฟ แดเนียลส์ แต่ที่ขโมยซีนมากที่สุดคงเป็นเอมิลี่ บลันท์ และเพียร์ซ แกกนอน ครับ

ส่วนเสียของหนังที่ไม่ชอบก็คือ การออกแบบงานสร้างในบางฉากที่ดูเชย และดูไม่ลงทุน แต่ก็เข้าใจได้เพราะหนังมีงบประมาณจำกัดมาก ใช้ทุนสร้างเพียง 30 ล้านเหรียญเท่านั้น

ชอบหนังยังไงกันบ้าง เชิญใส่ความเห็นเลยครับ

Read more of this post

เรื่องย่อ Star Trek Into Darkness เปิดเผย

หลังจากปิดบังข้อมูลอยู่นาน ในที่สุดพาราเมาท์ก็เปิดเผยเรื่องย่ออย่างเป็นทางการของ Star Trek Into Darkness ของผู้กำกับเจ.เจ. อับรามส์ ออกมาครับ แต่ยังคงเก็บงำเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของตัวร้ายที่รับบทโดยเบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์เอาไว้อยู่ และนี่คือเรื่องย่อทางการครับ

“เมื่อลูกเรือยานเอ็นเตอร์ไพรส์ถูกเรียกตัวให้กลับไปยังฐานทัพบ้าน พวกเขาได้พบอำนาจอันน่ากลัวที่ไม่อาจหยุดยั้งได้จากภายในองค์กรของพวกเขาเอง ซึ่งได้ทำการทำลายกองยาน และทุกอย่างที่เป็นความหมายของมัน ทำให้โลกของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ

เมื่อแค้นส่วนตัวของสะสาง กัปตันเคิร์กได้นำปฏิบัติการล่าหัวตัวร้ายที่จ้องฝ่าไปยังในแดนสงครามโลก เพื่อจับกุมหนึ่งบุรุษผู้ที่เป็นอาวุธมหาประลัยล้างโลกได้

เมื่อเหล่าพระเอกของเราเดินเครื่องเข้าสู่เกมชิงไหวพริบแห่งความเป็นความตาย ความรักจะต้องถูกท้าทาย มิตรภาพจะต้องถูกแตกสลาย และการเสียสละจะต้องบังเกิดขึ้นเพื่อครอบครัวเดียวที่เคิร์กมีเหลืออยู่ นั่นก็คือลูกเรือของเขา”

คำใบ้เดียวที่เรื่องย่อบอกเกี่ยวกับตัวร้ายก็คือ “หนึ่งบุรุษผู้ที่เป็นอาวุธมหาประลัยล้างโลก” ซึ่งสาวกสตาร์เทร็คก็คงอดคิดไม่ได้ว่าน่าจะเป็นข่าน นูนีน ซิงห์ นักวิศวกรพันธุกรรมที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของเคิร์กในฉบับซีรี่ส์ และหนัง Star Trek II: The Wrath of Khan ที่ออกฉายปี 1982 ครับ แต่จะใช่ไหม คำเฉลยอาจออกมาตอนฟุตเตจหนัง 9 นาที ที่จะออกฉายแปะหน้าหนัง The Hobbit: An Unexpected Journey ในโรง IMAX

Star Trek Into Darkness นำแสดงโดยคริส ไพน์, แซ็คการี ควินโต, ซูอี้ ซัลดานา, คาร์ล เออร์บัน, ไซมอน เพ็กก์, จอห์น โช และอลิซ อีฟ ครับ ออกฉายกลางพฤษภาคม 2013

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 606 other followers