10 หนังผ่านเข้ารอบออสการ์ 2013 สาขาเทคนิคพิเศษ

life of pi vfxเส้นทางสู่ออสการ์ 2013 เริ่มคึกคักขึ้นทุกขณะครับ ล่าสุดเมื่อคืนนี้ตามเวลาของบ้านเรา สถาบันศิลปะและวิทยาการด้านภาพยนตร์ได้ประกาศรายชื่อหนังที่ผ่านให้เข้าพิจารณาสาขาเทคนิคพิเศษด้านภาพออกมาครับ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 10 เรื่อง แต่ละเรื่องล้วนเป็นหนังพานิชย์ฟอร์มยักษ์เกือบทั้งนั้นครับ มีรายชื่อเรียงลำดับตามตัวหนังสือดังต่อไปนี้ครับ

The Amazing Spider-Man, Cloud Atlas, The Dark Knight Rises, The Hobbit: An Unexpected Journey, John Carter, Life of Pi, The Avengers, Prometheus, Skyfall และ Snow White & the Huntsman

ทั้ง 10 เรื่องที่ผ่านเข้ารอบ John Carter อาจน่าแปลกใจนิดหน่อย เพราะเป็นหนังที่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ แล้วที่หลุดหายไปจากโผก็คือ Men in Black 3 ครับ แต่อาจได้ชิงในสาขาแต่งหน้าแทน และการที่ Life of Pi ได้เข้าชิง อาจหมายถึงว่าหนังอาจมีโอกาสได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย เพราะระยะหลังมานี้ หนังที่ได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมักมีโอกาสสูงกว่าหนังเรื่องอื่นในสาขาเทคนิคพิเศษหากได้ชิงในสาขานี้ด้วย เป็นต้นว่า The Curious Case of Benjamin Button, Avatar และ Hugo ครับ

ทั้งสิบเรื่อง จะต้องส่งตัวแทนด้านเทคนิคพิเศษเข้ามานำเสนอเบื้องหลังในการทำเทคนิคพิเศษ ซึ่งแต่ละเรื่องจะได้เวลาคนละ 10 นาที ในวันที่ 3 มกราคมนี้ หลังจากนั้น คณะกรรมการจะเลือกให้เหลือ 5 เรื่อง เพื่อเป็นผู้เข้าชิงสุดท้ายที่จะประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงพร้อมสาขาอื่นๆ ในวันที่ 10 มกราคมครับ

พอจะเดากันได้ไหมครับว่าจะมีหนังเรื่องนี้เป็น 5 เรื่องสุดท้ายบ้าง

About these ads

ฮิวจ์ แจ็คแมน ถูกทาบให้กลับไปสวมบทวูล์ฟเวอรีน ใน X-Men: Days of Future Past

ดูเหมือนว่าหนัง X-Men: Days of the Future Past ของไบรอัน ซิงเกอร์ จะเป็นการนำนักแสดงจากหนังฉบับอดีตกับปัจจุบันมาเจอกันครับ หลังจากเพิ่งประกาศไปว่าเอียน แม็คเคลเลน กับ แพทริค สต๊วร์ต จะกลับมารับบทเป็นแม็กนีโตกับซาเวียร์ในวัยชรา ล่าสุด The Hollywood Reporter ได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในว่าฮิวจ์ แจ็คแมน ก็กำลังอยู่ระหว่างเจรจามารับบทวูล์ฟเวอรีนอีกครั้งในหนังเรื่องนี้ด้วย

ยังไม่มีรายงานว่าขนาดของบทวูล์ฟเวอรีนจะมากขนาดไหน แต่เท่ากับฉบับในคอมมิคดั้งเดิมของคริส แคลร์มองต์ หรือไม่ หรือจะเป็นแค่สมทบเท่านั้น ซิงเกอร์อาจเอามาแต่โครงเรื่องหลัก แต่เปลี่ยนแปลงตัวละครก็ได้ หรืออาจค่อนข้างยึดตามต้นฉบับดั้งเดิมก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างแรก วูล์ฟเวอรีนก็อาจเป็นเพียงบทรับเชิญหรือสมทบเท่านั้นครับ

หนังฉบับนี้ได้รับฉายาว่าเป็น X-Men ผสม Terminator ครับ เพราะเป็นเรื่องราวการเดินทางข้ามเวลาจากอนาคตของมนุษย์กลายพันธุ์ผู้หนึ่งเพื่อยับยั้งเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เป็นผลให้เหล่ามนุษย์กลายพันธ์ถูกมนุษย์ใช้หุ่นยนต์เซ็นทินัลตามล่าตัวและฆ่าทิ้งไปเป็นจำนวนมาก

สัตว์ประหลาดยักษ์ถล่มโกลเดนเกต ในฟุตเตจแรกจากหนัง Pacific Rim ของเกียลเลอร์โม เดล ทอโร

หนังหุ่นเหล็กปะทะสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เป็นหนังซัมเมอร์ปี 2013 ของผู้กำกับเกียลเลอโม เดล ทอโร แห่ง Hellboy และ Pan’s Labyrinth จะปล่อยตัวอย่างแรกออกมาในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าพร้อมกับหนัง The Hobbit: An Unexpected Journey ครับ และการตลาดแบบไวรัสของหนังก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ดูเหมือนว่าวิธีการโปรโมทนี้จะลอกสูตรมาจาก Cloverfield แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะ Pacific Rim ดูจะเอามาใช้ในแบบของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือการนำเสนอเป็นภาพข่าวด้วยกล้องจากประชาชนที่เห็นเหตุการณ์แบบสั่นไหว ทำให้เราเห็นตัวสัตว์ประหลาดได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ที่มันสั่นและไม่ชัดนี้ก็สร้างความตื่นเต้น เร้าใจ และน่าสะพรึงได้เป็นอย่างดี

Pacific Rim เป็นเรื่องราวในอนาคตอันใกล้ที่โลกมนุษย์ถูกสัตว์ประหลาดจากต่างดาวบุก พวกมันมีชื่อว่า”ไคจู” (Kaijus) แอบอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคและชอบขึ้นมาโจมตีประเทศแถบนั้น ทำให้ประเทศต่างๆต้องรวมมือกันต่อสู้ด้วยการสร้างหุ่นยักษ์ที่เรียกว่า “แจเกอร์” (Jaegers) ขึ้นมา ซึ่งหุ่นยักษ์ตัวเอกของเรื่องได้ริงโกะ คิคูชิ และชาร์ลี ฮันแนม รับบทเป็นสองนักขับหุ่นยนต์ ที่ต้องรวมใจเป็นหนึ่งในการช่วยกันบังคับหุ่นยักษ์ต่อกรกับสัตว์ประหลาดร้ายเหล่านั้น หนังยังมีรอน เพิร์ลแมน, ไอดริส เอลบา และชาร์ลี เดย์ ร่วมแสดงด้วย

เดล ทอโร ได้เอาตัวอย่างหนังไปฉายในงานคอมมิค-คอน เมื่อกรกฏาคมที่ผ่านมา มีข้อมูลชุดใหญ่ที่ผมยังไม่ได้ว่างมาเล่า แต่เท่าที่จำได้ก็คือสัตว์ประหลาดในหนังเรื่องนี้มีทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ยักษ์ มีทั้งบินได้ ทั้งดำดิน ซึ่งในหนังจะได้เห็น 7-8 แบบ ส่วนหุ่นยนต์ก็เป็นหุ่นนานาชาติครับ มีของหลายประเทศ ซึ่งในหนังเรื่องนี้จะมี 4 ตัว เป็นหุ่นยนต์ของรัสเซีย, จีน, อเมริกา และออสเตรเลีย

นอกจากคลิป หนังยังเผยพิมพ์เขียวของหุ่นยนต์ในหนังเรื่องนี้ออกมา 2 ตัวครับ คือหุ่นยิปซี แดนเจอร์ และเชอร์โน อัลฟ่าครับ

Pacific Rim จะออกฉายในระบบ 3D กรกฎาคม 2013 นี้ คลิกชมทั้งหมดด้านใน

Read more of this post

Argo: ความเห็นหลังชม

นักวิเคราะห์รางวัลออสการ์ทุกสำนักการันตีว่า Argo ผลงานชิ้นที่สามของเบน แอฟเฟล็ค จะได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของปี 2013 แน่นอน และอาจมีโอกาสเข้าชิงในสาขาอื่นด้วย รวมถึงผู้กำกับ, บทดัดแปลง, งานสร้าง, นักแสดงสมทบชาย และนักแสดงนำชาย ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สนุก และมีความยอดเยี่ยมในหลายด้าน รวมถึงเป็นหนังที่ได้รับคำวิจารณ์ดีอย่างมากเรื่องหนึ่งของปี ซึ่งจาก 240 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes รวบรวมมา หนังมีนักวิจารณ์ชอบถึง 95% และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.4/10 ครับ

นอกเหนือจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว การที่หนังเข้าถึงผู้ชมจำนวนกลุ่มใหญ่ได้ก็ช่วยเป็นแรงผลักดันได้ดี หนังยังทำรายได้ในบ้านไปแล้วกว่า 98.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการฉายไปแล้วเกือบ 7 สัปดาห์ในตอนนี้ ซึ่งรายได้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกถึงความสำเร็จของหนังอันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กรรมการออสการ์จะพิจารณา เหตุผลที่เหลือก็คือ Argo ยังเป็นหนังที่ยกย่องคนฮอลลีวู้ด ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันสำรัฐในอิหร่านที่หนังเรื่องนี้ต้องการเอามาเล่า ทั้งเบน แอฟเฟล็คก็ได้เป็นหนึ่งในขวัญใจของคนในอุตสาหกรรม ซึ่งการพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องผ่านหนังมาสามเรื่องก็ยิ่งทำให้เขาเป็นที่รักมากขึ้นครับ

เหตุการณ์จับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐในอิหร่านเป็นตัวประกันที่เป็นเรื่องจริงที่หนังเอามานำเสนอนั้น เกิดขึ้นในปี 1980 ที่แม้ผมยังอยู่ในวัยประถม แต่ก็ยังจำภาพข่าวได้ติดตา ฉากจบของหนังในแคนาดาที่ผู้ที่หนีรอดออกมาได้ในหนังนั้น เป็นภาพข่าวที่ยังไม่ลืม และหนังเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดออกมาได้แทบจะเหมือนลอกภาพข่าวเหล่านั้นออกมาเลย ซึ่งถือเป็นความละเอียดอย่างมากของการออกแบบงานสร้างที่ควรได้เข้าชิงรางวัลมากๆ ครับ และผมก็เข้าใจมาตลอดว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตแคนาดาคือผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญในการช่วยเหลือตัวประกันจนกระทั่งหนังเรื่องนี้ได้นำเสนอเรื่องจริงที่ดูเหลือเชื่อให้เราได้รับรู้ถึงแผนหลอกล่อที่ใช้กองถ่ายหนังไซไฟมาเป็นฉากตบตาปฏิบัติการ ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยเป็นที่รู้จักผ่านบทความของนิตยสาร Wire ในปี 2007 ที่เจาะลึกเรื่องราวนี้ และแอฟเฟล็คได้อ่านก็ประทับใจ เอามาดัดแปลงเป็นหนังได้ยอดยอดเยี่ยม สนุก ตื่นเต้น ลุ้น ยกย่องวีรบุรุษ ยกย่องหนังไซไฟเกรดบียุค 70-80 และขณะเดียวกันก็แอบจิกกัดการเมืองกับวงการฮอลลีวู้ดได้อย่างแสบๆ คันๆ

หนังทำให้ผมรู้สึกเหมือนตอนดู Apollo 13 โดยเฉพาะช่วงท้ายของเรื่อง เพราะนี่เป็นหนังที่เรารู้ตอนจบดีอยู่แล้ว แต่การเล่าเรื่องของแอฟเฟล็คก็ยังทำให้เราลุ้นเกร็งไปกับแผนการเอาตัวรอดได้ แล้วอดเชียร์ตัวละครไปด้วยไม่ได้ บางฉากก็ทำให้น้ำตาซึมเลยครับเช่นตอนที่ตัวละครซึ่งไม่เห็นด้วยและคัดค้านแผนการนี้มาตลอด ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการสร้างหนังเลย แต่เมื่อจวนตัวก็สวมบทได้อย่างเนียนและช่วยเหลือปฏิบัติการนี้ไปได้จนรอด

เบน แอฟเฟล็คมีพัฒนาการอย่างมากในการกำกับหนัง จากหนังเล็กๆ ที่ไม่ซับซ้อนมากก่อนหน้านี้อย่าง Gone Baby Gone และ The Town เขาได้มาจับโครงการหนังที่ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น มีตัวละครมากขึ้น งานสร้างยุ่งยากขึ้น แต่ก็ยังทำได้เหนือกว่าสองเรื่องที่แล้ว ฉากหนึ่งที่ผมเห็นว่าเก๋เป็นพิเศษก็คือฉากเปิดเรื่องที่ใช้สตอรี่บอร์ดซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำหนังมาช่วยในการเล่าเรื่อง และช่วงกลางเรื่องที่ใช้การอ่านบทมาสลับกับการฉากของตัวประกันในอริหร่านครับ

เป็นที่รู้กันว่าหนังยุค 70 เป็นหนังยุคโปรดของแอฟเฟล็ค เหมือนที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Details ว่ายุค 70 เป็น “ยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาพยนตร์อเมริกัน” และแอฟเฟล็คก็แอบบอกผ่านองค์ประกอบและวิธีการเล่าเรื่องต่างๆในหนัง ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย เพราะหนังฮอลลีวู้ดสำคัญหลายเรื่องได้เกิดขึ้นในยุคนี้ และกลายเป็นหนังที่มีอิทธิพลและเป็นแม่แบบต่องานของฮอลลีวู้ดในยุคหลังตามมา เป็นต้นว่า The Godfather ทั้งสองภาค, Star Wars, Alien, Taxi Driver, Annie Hall, Dog Day Afternoon, The Exorcist, Jaws, Halloween, Superman, Cabaret และอีกมากมาย ใครที่อยากศึกษาหนังฮอลลีวู้ดควรต้องหาหนังยุคนี้มาดูเยอะๆ รวมถึงพวกที่เป็นหนังคัลท์ไปแล้วที่อาจไม่ได้รับคำวิจารณ์ด้านดีก็ตาม จะเห็นว่าหนังอิทธิพลของหนังเหล่านี้ยังอยู่ในหนังยุคนี้อีกมากมาย

แอฟเฟล็คเองไม่ได้ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องอะไรที่ใหม่ใน Argo เขายืมองค์ประกอบ หรือเลียนแบบบางฉากมาจากหนังยุค 70 เกือบทั้งหมด ฉากใน CIA ได้รับอิทธิพลอย่างแรงมาจาก All the President’s Men ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเคยดูและพบว่ามันมีความคล้ายอยู่มาก แต่แอฟเฟล็คเอามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเล่าเรื่อง และเป็นตัวของตัวเอง เหมือนตัวละครที่แอฟเฟล็คแสดงในหนัง เป็นชายหนุ่มในยุค 70 แต่งองค์ทรงเครื่องและไว้ผมได้เหมือนคนยุคนั้นจริงๆ แต่ก็ยังดูออกว่าเป็นเบน แอฟเฟล็ค

อีกอย่างที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือการคัดเลือกนักแสดง ไม่ว่าบทจะเล็กน้อยแค่ไหน แอฟเฟล็คเลือกนักแสดงเก่งๆและมีคุณภาพมาเล่นหมดเลย ซึ่งยิ่งทำให้หนังน่าติดตามขึ้นไปอีกครับ

ผมให้คะแนนหนังที่ 8.5/10 ครับ เชิญเพื่อนๆให้ความเห็นและลงคะแนนกัน

Read more of this post

The Perks of Being a Wallflower: ความเห็นหลังชม

ตามการประเมินของ Rotten Tomatoes หนังเรื่อง The Perks of Being a Wallflower มีนักวิจารณ์ชอบอยู่ 87% และคะแนนเฉลี่ยที่ 7.5/10 จาก 134 บทวิจารณ์ที่เว็บไซต์รวบรวมมา แต่สำหรับผมแล้วให้คะแนนหนังเรื่องนี้ในระดับ 9/10 เลยครับ และถือเป็นหนึ่งในหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดของปีนี้ตรงที่หนังได้ถ่ายทอดอารมณ์ความเหงา ความว้าเหว่ และความไม่สมประกอบทางจิตใจให้อบอวนได้ตลอดทั้งเรื่องจนจี๊ดหัวใจมาก และเมื่อตัวละครเอกของเรื่องได้พบว่าเขาได้มีเพื่อนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก มันทำให้เราอดน้ำตาไหลซาบซึ้งไปด้วยไม่ได้ ทั้งนี้อาจเพราะเป็นการดัดแปลงจากประสบการณ์ตรงของผู้กำกับและผู้เขียนบท สตีเฟ่น ชโบสกี้ ผู้ที่เอานิยายของตัวเองเรื่องนี้มาสร้างเป็นหนัง และยังเป็นนิยายที่อิงจากชีวิตส่วนตัวของเขาด้วย

คำว่า “Wallflower” หมายถึงดอกไม้ตามซอกกำแพง หรืออาจหมายถึงวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ ใช้เปรียบกับคนที่ขี้อาย ไม่กล้าเข้าสังคม เวลามีสังสรรค์ก็จะถอนตัวเองเข้าไปอยู่ชิดติดกำแพงแล้วคอยสังเกตความเป็นไปของผู้คน ซึ่งนั่นคือ “ข้อดี” ของการเป็นคนแบบนี้ ได้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้นผ่านจากการสังเกต และเมื่อถูกถามและกล้าแสดงความเห็นก็จะบอกไดอย่างลึกซึ้งและตรงไปตรงมา โลแกน เลอร์แมน รับบทเป็นเด็กหนุ่มขี้เหงา ว้าเหว่ ไม่มีใครเข้าใจ และอยากมีเพื่อนอย่างสุดหัวใจได้อย่างน่าสงสาร น่าเห็นใจ น่าเอ็นดู และเป็นธรรมชาติ  เป็นบทบาทการแสดงอันเหลือเชื่อของเด็กที่เราไม่นึกว่าเด็กจากจากหนัง Percy Jackson จะทำได้ขนาดนี้ครับ และเคมีลงตัวกับเอ็มมา วัตสัน มาก จนทำให้เราลืมเฮอร์ไมโอนี่กับรอนไปเลย เอซรา มิลเลอร์ ก็มาช่วยเสริมให้ทีมนักแสดงมีพลังมากขึ้น เล่นได้เป็นธรรมชาติ เป็นบทเกย์ที่ไม่เชย และขโมยซีนไปหลายฉากกับความเปรี้ยวและก๋ากั่น เป็นนักแสดงดาวรุ่งที่น่าจับตามองอีกคน ทั้งสามคนนี้ช่วยนำพาหนังเรื่องนี้เข้ามากระแทกใจของเราได้ตลอดเวลา

ผมถือว่านี่เป็นหนังวัยรุ่นที่โดนใจที่สุดในรอบหลายปี แม้แต่คนที่เลยวัยรุ่นตอนต้นแบบผมมานานแล้วก็ยังอดจี๊ดหัวใจไปกับหลายๆ อย่างในหนังไม่ได้ และเป็นหนังวัยรุ่นที่ถ่ายทอดได้ออกมาอย่างเข้าใจ ไม่ประดิษฐ์ เป็นธรรมชาติ และแตกต่างในแบบที่นานๆ ที่จะเห็นในหนังวัยรุ่นมากนานแล้ว

เพลงประกอบจากหนังก็มีบทบาทเด่นเช่นกันครับ มีเพลงเก่ายุค 70-80 ที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศและช่วยเล่าเรื่องได้จี๊ดขึ้นไปอีก หนังยังมีรอบฉายอยู่บ้างที่โรงหนังเฮาส์ RCA ครับ ใครที่ได้ดูหนังแล้วลองมาให้ความเห็นและให้คะแนนกันครับ

Read more of this post

Looper: ความเห็นหลังชม

คะแนนเฉลี่ยนของหนัง Looper อยู่ที่ 8.1/10 และมีนักวิจารณ์ชอบราว 94% จาก 231 บทวิจารณ์ที่ Rotten Tomatoes ประเมินมาครับ และนี่เป็นหนังระดับ 8.5/10 ของผมในปีนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้ในขนาดนี้มาจากการเล่าเรื่องและบทหนังของผู้กำกับไรอัน จอห์นสันครับ เป็นหลักครับ ผมชอบการที่เขาเล่าเรื่องหนังเหมือนการเปิดตุ๊กตาไข่ที่จะมีตุ๊กตาตัวเล็กลงเรื่อยๆ ซ่อนอยู่ข้างใน และที่ใจกลางเราก็จะพบตัวเล็กสุดที่เป็นเหมือนหัวใจจริงๆ ว่าหนังเรื่องนี้คืออะไรครับ โฉมหน้าภายนอกของตุ๊กตาตัวนี้คล้ายหนังบู๊แนวไล่ล่า พอแกะไปอีกเราก็พบว่ามันมีความเป็นไซไฟแฟนตาซีอยู่ด้วย แล้วเราก็พบต่อว่ามันทั้งมีความเขย่าขวัญ มีดราม่า และสุดท้ายจริงๆ ก็พูดถึงความรักและการเสียสละ พูดถึงความเป็นมนุษย์ที่มีนิสัยอย่างหนึ่งก็คือไม่ยอมที่จะสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรัก และกล้าที่จะทำทุกอย่างให้ได้สิ่งที่เขารักนั้นคืนมา

การเล่าเรื่องอีกอย่างของหนังที่ผมชอบก็คือเหมือนเป็นการเล่าทีละบท และแต่ละบทก็ใช้ลูกเล่นในการเล่ากับสิ่งที่ต้องการจะบอกแตกต่างกัน สององค์แรกของหนังใช้ในการปูเรื่องตัวละคร ปูกฏเกณฑ์เกณฑ์สำคัญที่เกี่ยวกับความเป็นไซไฟแฟนตาซีว่าด้วยเรื่องราวของการกลายพันธุ์และการเดินทางข้ามเวลา ด้วยลูกเล่นที่อยู่ในระดับน้องๆ ของ Inception และผูกปมง่ายๆใกล้เคียงกับ Terminator แล้วใช้ช่วง 2-3 องค์สุดท้าย เล่าแก่นจริงๆของหนัง โดยใช้องค์ประกอบของหนังดราม่า และหนังเขย่าขวัญ บางฉากทำให้นึกถึง Mad Max ภาคแรก และทำได้ระทึกในระดับเดียวกัน แล้วทั้งหมดก็มาส่งพลังในตอนใกล้จบที่พีคมากๆสำหรับผม หนังเรื่องนี้ยังถูกเก็งจากนักวิเคราะห์รางวัลในสหรัฐว่าอาจได้เข้าชิงออสการ์สาขาบทดั้งเดิมด้วย

นักแสดงในหนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่ได้ดีทุกคน ทั้งบรูซ วิลลิส, โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์, พอล ดาโน และเจฟ แดเนียลส์ แต่ที่ขโมยซีนมากที่สุดคงเป็นเอมิลี่ บลันท์ และเพียร์ซ แกกนอน ครับ

ส่วนเสียของหนังที่ไม่ชอบก็คือ การออกแบบงานสร้างในบางฉากที่ดูเชย และดูไม่ลงทุน แต่ก็เข้าใจได้เพราะหนังมีงบประมาณจำกัดมาก ใช้ทุนสร้างเพียง 30 ล้านเหรียญเท่านั้น

ชอบหนังยังไงกันบ้าง เชิญใส่ความเห็นเลยครับ

Read more of this post

เรื่องย่อ Star Trek Into Darkness เปิดเผย

หลังจากปิดบังข้อมูลอยู่นาน ในที่สุดพาราเมาท์ก็เปิดเผยเรื่องย่ออย่างเป็นทางการของ Star Trek Into Darkness ของผู้กำกับเจ.เจ. อับรามส์ ออกมาครับ แต่ยังคงเก็บงำเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของตัวร้ายที่รับบทโดยเบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์เอาไว้อยู่ และนี่คือเรื่องย่อทางการครับ

“เมื่อลูกเรือยานเอ็นเตอร์ไพรส์ถูกเรียกตัวให้กลับไปยังฐานทัพบ้าน พวกเขาได้พบอำนาจอันน่ากลัวที่ไม่อาจหยุดยั้งได้จากภายในองค์กรของพวกเขาเอง ซึ่งได้ทำการทำลายกองยาน และทุกอย่างที่เป็นความหมายของมัน ทำให้โลกของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ

เมื่อแค้นส่วนตัวของสะสาง กัปตันเคิร์กได้นำปฏิบัติการล่าหัวตัวร้ายที่จ้องฝ่าไปยังในแดนสงครามโลก เพื่อจับกุมหนึ่งบุรุษผู้ที่เป็นอาวุธมหาประลัยล้างโลกได้

เมื่อเหล่าพระเอกของเราเดินเครื่องเข้าสู่เกมชิงไหวพริบแห่งความเป็นความตาย ความรักจะต้องถูกท้าทาย มิตรภาพจะต้องถูกแตกสลาย และการเสียสละจะต้องบังเกิดขึ้นเพื่อครอบครัวเดียวที่เคิร์กมีเหลืออยู่ นั่นก็คือลูกเรือของเขา”

คำใบ้เดียวที่เรื่องย่อบอกเกี่ยวกับตัวร้ายก็คือ “หนึ่งบุรุษผู้ที่เป็นอาวุธมหาประลัยล้างโลก” ซึ่งสาวกสตาร์เทร็คก็คงอดคิดไม่ได้ว่าน่าจะเป็นข่าน นูนีน ซิงห์ นักวิศวกรพันธุกรรมที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของเคิร์กในฉบับซีรี่ส์ และหนัง Star Trek II: The Wrath of Khan ที่ออกฉายปี 1982 ครับ แต่จะใช่ไหม คำเฉลยอาจออกมาตอนฟุตเตจหนัง 9 นาที ที่จะออกฉายแปะหน้าหนัง The Hobbit: An Unexpected Journey ในโรง IMAX

Star Trek Into Darkness นำแสดงโดยคริส ไพน์, แซ็คการี ควินโต, ซูอี้ ซัลดานา, คาร์ล เออร์บัน, ไซมอน เพ็กก์, จอห์น โช และอลิซ อีฟ ครับ ออกฉายกลางพฤษภาคม 2013

เอียน แม็คเคลเลน และ แพทริค สต๊วร์ต กลับมาร่วมสมทบ X-Men: Days Of Future Past

ขณะที่ไบรอัน ซิงเกอร์ กำลังเตรียมงานสร้าง X-Men: Days of the Future Past และไปเยี่ยมปีเตอร์ แจ็คสัน เพื่อชมหนัง The Hobbit รอบปฐมทัศน์โลก ก็ได้ประกาศข่าวน่าตื่นเต้นผ่านทางทวิตเตอร์ว่า เอียน แม็คเคลเลน กับ แพทริค สต๊วร์ต จะกลับมารับบทเป็นแม็กนีโตและศาสตราจารย์เอ็กซ์วัยชราอีกครั้ง ในหนังภาคต่อของ X-Men: First Class เรื่องนี้ครับ

แต่แฟนๆของไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ กับ เจมส์ แม็คเอวอย อย่าเพิ่งตกใจไปครับว่าจะไม่ได้เห็นทั้งคู่ เพราะดูเหมือนว่าทั้งแม็คเคลเลนกับสต๊วร์ตจะมารับบทแค่ประมาณหนึ่งเท่านั้น ดูเหมือนว่าบทหลักๆยังอยู่ที่แม็กนีโตกับซาเวียร์วัยหนุ่ม และให้สาววายทั้งหลายได้กรี๊ดกร๊าดกับความสัมพันธ์ของคู่นี้กันต่อ นอกจากนี้ ซิงเกอร์ได้ยืนยันด้วยว่าทั้งฟาสเบนเดอร์, แม็คเอวอย, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และนิโคลัส โฮลท์ ได้ตกลงกลับมารับบทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

X-Men: Days of the Future Past ดัดแปลงจากคริส แคลร์มองต์ ซึ่งเป็นเรื่องราวตอนที่มนุษย์กลายพันธ์จากอนาคตได้ย้อนเวลากลับมายังยุควัยหนุ่มเพื่อหยุดแผนการร้ายของแม็กนีโตที่จะนำไปสู่การสังหารหมู่มนุษย์กลายพันธ์ในอนาคต หนังถูกมองว่าจะเป็น X-Men ผสม Terminator ครับ มีแผนออกฉายกรกฎาคม 2014

Moonrise Kingdom และ Silver Linings Playbook นำเข้าชิงรางวัล Spirit Awards 2013

ความคักคักของการประกาศรางวัลภาพยนตร์ประจำปีได้เริ่มขึ้นแล้วครับ และ The Independent Film Spirit Awards ซึ่งถือว่าเป็นออสการ์ของหนังอินดี้ก็ได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงประจำปี 2013 ออกมาแล้วครับ ซึ่งหนังกลางปี Moonrise Kingdom ของเวส แอนเดอร์สัน ที่ได้ไปฉายเปิดในเทศกาลหนังเมืองคานส์ในช่วงเดียวกับที่หนังเข้าฉายบ้านเราก็ได้เข้าชิงสูงสุดถึง 5 รางวัล และเท่ากับ Silver Linings Playbook หนังตลกปนเศร้าตัวเก็งออสการ์ครั้งที่จะถึงนี้ของผู้กำกับเดวิด โอ. รัสเซล ครับ หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายในบ้านเราเดือนมกราคม โดยการจัดจำหน่ายของ UHE ครับ ส่วนหนังที่เข้าชิงติดๆ

รองลงมาก็คือ Beasts of the Southern Wild หนังจากซันแดนซ์ที่เป็นการกำกับครั้งของเบนห์ ซีทลิน และไปคว้ารางวัลจากคานส์มาแล้ว ได้เข้าชิง 4 รางวัลครับ

ในส่วนสาขานักแสดง น่าจะเป็นปีทองของแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ ที่ได้เข้าชิงทั้งสาขานำชายจาก Killer Joe และสาขาสมทบชายจาก Magic Mike

หนังเรื่องอื่นที่เคยผ่านตานักดูหนังบ้านเรามาแล้ว และได้เข้าชิงในบางสาขาด้วยก็ได้แก่ End of Watch และ The Perks of Being Wallflower ครับ คลิกชมรายชื่อผู้เข้าชิงทั้งหมดได้ที่ด้านใน

Read more of this post

Iron Man 3 จะไม่ใช่หนังเครียด ผู้อำนวยการสร้างบอก

แม้ว่าตัวอย่างแรกของหนัง Iron Man 3 ของผู้กำกับเชน แบล็ค จะมีโทนด้านมืด และดูหม่น เควิน ฟีจ ประธานของมาร์เวล สตูดิโอ เปิดเผยแก่ West Australian ( via Collider) ว่าภาคสามของหนังซูเปอร์ฮีโร่เกราะเหล็ก “จะไม่ใช่หนังเครียด” แต่จะนำเสนอทิศทางที่สดใหม่ซึ่งรวมถึงการที่จะทำให้เราได้รู้จักตัวของโทนี่ สตาร์ก ของโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ มากขึ้น

มันไม่ใช่หนังเครียด แต่เราขุดปมของโทนี่มาตีแผ่มากขึ้น ความยากของมันก็คือการพยายามทำให้เป็นหนังที่ยอด เราพยายามทำให้ทุกภาคออกมายอดเยี่ยม ทั้งแตกต่างและสดใหม่ สิ่งที่คุณจะได้เห็นใน Iron Man 3 คือทิศทางที่ไม่ซ้ำของเดิมมากๆ” ฟีจบอก

ผู้กำกับเชน แบล็ค เสริมประเด็นนี้เช่นกันในบทสัมภาษณ์เดียวกันครับ “เราไม่ได้ตั้งเป้าให้เป็นหนังที่จำเป็นต้องใหญ่ขึ้น เราเล็งไปที่การนำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่ เป็นการพยายามจับเอาความรู้สึกของได้ครอบครองสายฟ้าไว้ในขวดแก้ว เราพยายามให้คุณได้สนุกตื่นเต้นอย่างมหาศาลในพื้นที่เล็กๆ  เหมือนได้ทำสตูว์ชามเล็กๆที่อร่อยให้คุณ” (สรุปความก็คือใช้สิ่งเล็กๆสร้างความสนุกอันยิ่งใหญ่)

และโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ พูดถึงทิศทางใหม่นี้ว่า “คุณจะพบว่าทำไม The Avengers ถึงเป็นหนังที่ใช่ที่มาพร้อมกับผู้คนที่ใช่และผู้กำกับที่ใช่ คุณจะรู้สึกแบบเดียวกันกับหนัง Iron Man 3

ทวนเนื้อเรื่องของหนังกันอีกทีครับ Iron Man 3 ของมาร์เวลสตูดิโอ นำโทนี่ สตาร์กหรือไอร์ออนแมน นักอุตสาหกรรมผู้โอหังแต่ชาญฉลาด เผชิญหน้ากับศัตรูผู้ที่ไม่รู้จักขอบเขต เมื่อสตาร์กพบว่าโลกส่วนตัวของเขาถูกทำลายในเงื้อมือของศัตรู เขาได้ออกเสาะหาว่าใครคือผู้สั่งการครั้งนี้ และการค้นหาครั้งนี้ ไม่ว่าไปทางไหน ได้กลายเป็นบททดสอบความกล้าหาญของเขา

เมื่อหลังชนฝา สตาร์กรอดมาได้เพราะเครื่องมือของเขา และต้องใช้ความฉลาดกับสัญชาตญาณเพื่อหาทางปกป้องคนที่ใกล้ชิด เมื่อสตาร์กโต้กลับ เขาได้พบคำตอบของคำถามที่หลอกหลอนเขาอย่างลับๆ มานาน เขาสร้างชุดเกราะขึ้นมา หรือชุดเกราะสร้างเขากันแน่

สุสานหิงห้อย Grave of the Fireflies กำลังจะเป็นหนังคนแสดง ออกฉายปี 2014

ในปี 2013 หนังอนิเมชั่น “สุสานหิงห้อย” หรือ Grave of the Fireflies จะมีอายุครบ 25 ปีครับ และบริษัทจัดจำหน่ายชื่อ GKIDS ในอเมริกา ก็ได้ซื้อหนังเอาไปฉายใหม่เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบของอนิเมชั่นอมตะเรื่องนี้ และขณะเดียวกัน บริษัทสร้างหนังของอังกฤษชื่อเดรสเดน พิคเจอร์ส ก็ได้ซื้อลิขสิทธิ์หนังเรื่องนี้เอาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฉบับคนแสดงแล้ว ตามรายงานของสกีนเดลี่ครับ

หนังต้นฉบับดัดแปลงจากนิยายกึ่งอัตชีวประวัติของอากิยูกิ โนซากะ ที่เขียนไว้ในปี 1967 มีฉากเป็นเมืองโกเบในญี่ปุ่นปี 1945 หลังจากถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มหนัก ทำให้พี่น้องสองคนต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า พี่ชายวัย 14 ต้องเลี้ยงดูน้องสาววัย 4 ขวบ ตามลำพัง และต้องต่อสู้กับความหิวโหยและโรคระบาดในช่วงสงครามโลก

สตูดิโอจิบลีได้นำนิยายเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นออกในปี 1988 ภายใต้การกำกับของไอซาโอะ ทากาฮาตะ และหนังได้กลายเป็นขวัญใจของนักวิจารณ์ และนักประวัติศาสตร์ ทั้งยังเป็นที่ชื่นชมในหมู่นักดูหนังทั่วโลก ในแง่ที่หนังได้นำเสนอภาพอันโหดร้ายของสงครามได้อย่างสะเทือนใจและมีพลัง บริษัทเอ็นทีวีของญี่ปุ่นเคยดัดแปลงเป็นฉบับภาพยนตร์ทางทีวีมาครั้งหนึ่งในปี 2005 ครับ

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทนอกญี่ปุ่นจะได้ดัดแปลงนิยายเรื่องนี้เป็นฉบับภาพยนตร์ครับ และวางแผนที่จะให้หนังออกฉายในปี 2014

Independence Day 3D ถูกถอดจากกำหนดฉายเดิม

ในปี 2013 เราจะได้ดูหนังเก่าที่ถูกนำไปแปลงเป็น 3D แล้วกลับมาฉายใหม่ 5-6 เรื่องเลยครับ แต่ดูเหมือนว่า Independence Day 3D อาจหายไปจาก 5-6 เรื่องนั้น เพราะฟ็อกซ์ตัดสินใจถอดหนังออกจากกำหนดฉายเดิมในเดือนกรกฎาคม ตามรายงานของ Boxoffice Mojo

อย่างไรก็ดี อย่าเพิ่งตกใจหรือเสียใจไปสำหรับแฟนที่อยากดูหนังเรื่องนี้ในระบบ 3D เพราะมันยังมีความเป็นไปได้อยู่ที่พวกเขาจะหากำหนดฉายใหม่ เพียงแต่ยังไม่ใช่ในเดือนกรกฎาคมปีหน้าเท่านั้น

ไม่มีคำแถลงเป็นทางการว่าทำไมถึงถูกถอดออกไปจากกำหนดฉายเดิมครับ แต่สันนิษฐานได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการที่ White House Down หนังเรื่องใหม่ของโรแลนด์ เอ็มเมอริช จะเปิดฉายก่อนหน้า ID4 หนึ่งสัปดาห์ และอีกหนึ่งเดือนจากนั้นก็จะมีหนัง After Earth ของวิล สมิธ ที่เป็นของค่ายโซนี่ พิคเจอร์ส ออกฉายด้วย หรืออีกสาเหตุก็คือหนังต้องการเวลามากขึ้นในการแปลงฟิล์มให้เป็นสามมิติครับ

ดังนั้น ตอนนี้หนัง 3D ที่เหลือของปี 2013 ที่เป็นหนังเก่าเอามาฉายใหม่ก็เหลือ Jurassic Park, The Little Mermaid, Star Wars: Episode II และ Episode III และเรื่อง Top Gun ครับ ซึ่งก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดี

หลอนกับตัวอย่างหนังสยองขวัญมนุษย์ต่างดาว Dark Skies จากผู้สร้าง Paranormal Activity

Dark Skies น่าจะถือว่าแหวกแนวขึ้นมาอีกนิดสำหรับเจสัน บลัม และบลัมเฮาส์ โปรดักชั่น ของเขา ที่พักหลังสร้างแต่หนังสยองขวัญแนวแอบถ่าย หรือฟุตเตจลับครับ เพราะครั้งนี้เป็นหนังที่ถ่ายทำแบบปกติทั่วไป แต่อย่างไรก็ดี นี่ยังเป็นหนังสยองขวัญฟอร์มเล็กอยู่ และตัวอย่างหนังก็เผยโฉมแล้วที่  Fandango ครับ

หนังมีเคอรี รัสเซล กับจอช แฮมิลตัน รับบทเป็นคู่สามีภรรยาในหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่กันอย่างมีความสุขกับลูกชายอีกสองคน แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดในคืนหนึ่งที่เหมือนมีขโมยเข้าบ้าน ครอบครัวของพวกเขาก็เริ่มพบกับเรื่องเหลือเชื่อตามมาอีกมากมาย ตั้งแต่ฝูงนกบินมาชนบ้านแล้วตายเกลื่อน มีรอยประหลาดบนตัวพวกเขาและลูก จนถึงขั้นที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึ่งต่อมาก็พบว่าอาจเกี่ยวข้องกับการบุกรุกของเอเลี่ยนที่จะมาลักพาตัวพวกเขาไป ท้ายหนังยังเผยภาพเงาของเอเลี่ยนตัวเล็กๆ น่ากลัวด้วยครับ

ตัวอย่างหนังทำออกมาดูดีมากๆ หลอนและน่ากลัว สิ่งเดียวที่ติดขัดอยู่บ้านก็คือนี่เป็นผลงานกำกับของสก็อต สต๊วร์ต จาก Legion และ Priest แต่หนังฟอร์มเล็กแบบนี้อาจเหมาะกับเขากว่าก็ได้ครับ

Dark Skies มีแผนจะเข้าฉายราวเดือนกุมภาพันธ์ คลิกดูตัวอย่างหนังด้านใน

Read more of this post

ตัวอย่างหนังเขย่าขวัญ Countdown จากจีทีเอช

หลังจากมีตัวอย่างหนังของ Countdown หลุดออกมาวันก่อน จีทีเอชได้ตัวอย่างแบบคมชัดออกมาให้ชมแล้วครับเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา

ตัวอย่างหนังดูเป็นการพยายามที่จะลบภาพความเป็นค่ายหนังฟีลกู๊ดของจีทีเอชแม้ว่าค่ายนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังสยองขวัญมาก่อนเช่นกัน เช่น “ชัตเตอร์” และ “บอดี้ ศพ19” เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาอยากได้หนังที่มีด้านมืดแบบสุดโต่งมาช่วยเน้นให้ชัดขึ้นว่าไม่ได้สร้างแค่หนังชวนอารมณ์ดีเท่านั้น

เนื้อเรื่องของหนังก็อย่างที่เล่าก่อนหน้านี้ครับ เพื่อนสามคนในคืนเข้าสู่ปีใหม่ที่นิวยอร์ก กับฝรั่งส่งยาโรคจิต (รับบทโดยเดวิด อัศวนนท์) ซึ่งจะมาทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องจดจำไปจนวันตาย และไม่รู้ว่าจะได้รอดสู่วันปีใหม่ไหม เพราะฝรั่งรายนี้จับพวกเขาทรมานอย่างซาดิสต์ เชื่อว่าฉากหักนิ้วในตัวอย่างหนังจะกลายเป็นภาพจำแบบที่ฉากผีขี่คอใน “ชัตเตอร์” เคยทำมาแล้วครับ

หนังมีกลิ่นอายของ Funny Games และ The Strangers ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นหนังที่สดใหม่ในตลาดโลก แต่มีความใหม่ในแง่ตลาดของบ้านเรา และใหม่สำหรับค่ายจีทีเอชเอง อาจไม่ได้ดูแปลกน่าสนใจมากสำหรับนักดูหนังทั่วไปเท่าไหร่ที่เคยดูหนังแนวนี้มาหลายเรื่อง แต่อาจโดนใจสำหรับแฟนประจำของจีทีเอชที่ได้เห็นพวกเขาฉีกแนวบ้าง

Countdown นำแสดงโดย พชร จิราธิวัฒน์, ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ และ จรินทร์พร จุนเกียรติ์ กำกับและเขียนบทโดยนัฐวุฒิ พูนภิริยะ ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องสั้นของเขาเองครับ มีแผนออกฉาย 20 ธันวาคมนี้ คลิกดูตัวอย่างด้านใน

Read more of this post

ดูเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของโลกคนตัวจิ๋วในตัวอย่างอนิเมชั่นงามๆ ของ Epic

ไม่ได้มีโอกาสเอาตัวอย่างแรกของ Epic มาให้ชม แต่ไม่เป็นไรครับ ตัวอย่างเต็มของหนังเรื่องนี้ออนไลน์แล้วที่ Apple และยิ่งดูดีมากขึ้นไปอีก

หนังเป็นผลงานสร้างของบลูสกาย ที่อยู่เบื้องหลังหนังอนิเมชั่นชุด Ice Age แต่ครั้งนี้จับเอาเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ในโลกของมนุษย์ตัวจิ๋วและเหล่าสิ่งมีชีวิตพิศดารที่ซ้อนอยู่ในโลกของเรา มาบอกเล่าเป็นงานอนิเมชั่นสวยสดและตระการตาแบบสามมิติครับ หนังยังมีทีมนักแสดงแถวหน้าที่ระดมกันมาอย่างคับคั่งเพื่อให้เสียงตัวละคร ได้แก่อแมนดาไซย์ฟรีด, คอลิน ฟาเรลล์, จอช ฮัทเชอร์สัน, บียอนเซ่ โนว์ลส์, คริสตอฟ วอลท์ซ, จอห์นนี่ น็อกซ์วิลล์, เอซิซ แอนซารี และพิทบูล เป็นต้น กำกับโดยคริส เวดจ์ จาก Ice Age และ Robots ครับ

ตัวอย่างหนังช่วยเล่าเรื่องเป็นอย่างดี เกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่เชื่อเรื่องมนุษย์ตัวจิ๋วและทุ่มเทในการหาหลักฐานพิสูจน์ แล้วลูกสาวของเขาก็เกิดจับพลัดจับผลูเข้าไปสู่โลกอันพิศดารนี้หลังจากถูกเวทมนตร์สักอย่างทำให้ตัวเล็กลงและคุยกับสิ่งมีชีวิตต่างๆได้ และเธอก็ยังเข้าไปอยู่ท่ามกลางระหว่างสงครามของธรรมะและอธรรมในโลกแห่งนั้นด้วย

หนังมีกำหนดฉายในสหรัฐกลางพฤษภาคมปี 2013 ครับ คลิกชมตัวอย่างด้านใน

Read more of this post

ดูกองทัพยักษ์อาละวาดในตัวอย่างใหม่จาก Jack the Giant Slayer ของไบรอัน ซิงเกอร์

หลังจากเราได้ดูหนังที่ดัดแปลงจากเทพนิยายสโนว์ไวท์ถึง 2 เรื่อง ในปีนี้ ปีหน้าเราจะได้ดูหนังจากเทพนิยายเรื่องอื่นกันบ้างครับ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Jack the Giant Slayer ของผู้กำกับไบรอัน ซิงเกอร์ จาก X-Men และ Superman Returns ครับที่ดัดแปลงจาก “Jack and the Beanstalk” ผสมกับ “Jack the Giant-Killer” และตัวอย่างก็เผยโฉมออกมาแล้วที่ Apple

เดิมทีหนังใช้ชื่อว่า Jack the Giant Killer ครับ แต่เพิ่งมาเปลี่ยนไม่นานนี้เพื่อให้โดนใจวัยรุ่นมากขึ้น หนังมีนิโคลัส โฮลท์ ที่เคยร่วมงานกับซิงเกอร์จาก X-Men: First Class มารับบทเป็นแจ็ค หนุ่มชาวนายากจนที่ได้ครอบครองถั่ววิเศษ และพอเจ้าหญิงอิซาเบล (เอเลียนอร์ ทอมลินสัน) มาขอหลบฝนในกระท่อมของเขา เจ้าถั่ววิเศษก็งอกดันกระท่อมกับเจ้าหญิงขึ้นไปสู่ดินแดนของยักษ์บนท้องฟ้า ภารกิจช่วยเจ้าหญิงจึงเกิดขึ้น โดยมียวน แม็คเกรเกอร์ รับบทเป็นเอลมอนท์ หัวหน้าองค์รักษ์ของพระราชาแบรห์มเวลล์ (เอียน แม็คเชน) เป็นผู้นำไป เรื่องราวซับซ้อนมากขึ้นเมื่อลอร์ด โรเดอริค ที่ปรึกษาของพระราชาเกิดมักใหญ่ใฝ่สูงและคิดจะใช้กองทัพยักษ์ภายใต้การนำของแฟลลอน ยักษ์สองหัว (บิล ไนอี้ กับ จอห์น แคสเซอร์ ร่วมกันให้เสียงตัวละครคนละหัว) บุกสู่โลกมนุษย์เพื่อแย่งชิงบัลลังก์

นอกจากเรื่องราวการผจญภัยและสงครามอันน่าตื่นเต้นแล้ว หนังยังมีเรื่องราวรักต่างฐานันดรของหนุ่มชาวนาผู้ต้อยต่ำกับเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ด้วย ซึ่งแจ็คไม่เพียงต้องหาทางเอาชนะยักษ์ แต่ยังต้องหาทางเอาชนะใจพระราชาที่ไม่เห็นด้วยกับความรักของทั้งคู่

ตัวอย่างหนังให้เห็นองค์ประกอบที่น่าสนใจทุกอย่างของหนังเรื่องนี้ครับ ตั้งแต่ฉากอันยิ่งใหญ่ เทคนิคพิเศษอันแปลกตา มุขตลก โรแมนติก และการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น เป็นสูตรผสมที่ครบครันของหนังผจญภัยจากเทพนิยาย

หนังจะออกฉายมีนาคม 2013 ครับ คลิกดูตัวอย่างด้านใน

Read more of this post

ฟุตเตจแรกชวนระทึกขวัญจากหนังอสุรกายภาคต่อ The Host 2

หนังอสุรกายภาคต่อ The Host 2 เงียบหายไปนานเลยครับ ข่าวการสร้างภาคต่อนั้นมีออกมาตั้งแต่หลังภาคแรกฉายในปี 2006 ดูเหมือนว่าทีมผู้สร้างรอที่จะให้ได้งานเทคนิคพิเศษที่พร้อมก่อน และฟุตเตจแรกจากหนังก็เผยโฉมออกมาแล้ววันนี้ที่ Twitch ครับ

ฟุตเตจนี้เป็นคล้ายๆ กับฟุตเตจทดลอง เอาฉากหนึ่งในหนังมาให้ดูเต็มๆ เผยให้เห็นอสุรกายตัวใหญ่แห่งแม่น้ำฮันออกมาล่าเหยื่อ ทำออกมาได้น่าตื่นเต้น และที่สำคัญก็คืองานเทคนิคพิเศษดูเนียนขึ้นในระดับฮอลลีวู้ดเลยครับ เป็นงานเบื้องหลังของบริษัท Macrograph ที่ดูแลงานเทคนิคพิเศษให้ A Chinese Ghost Story ฉบับล่าสุด รวมถึง Journey to the West ของโจวซิงฉือด้วย ท้ายคลิปยังมีการแยกให้ดูระหว่างงานก่อนและหลังทำเทคนิคพิเศษของแต่ละช็อตด้วยครับ

The Host 2 กำกับโดยปาร์คมยอง-ชาน ผู้กำกับที่มาจากสายงานโฆษณา มารับหน้าที่แทนบองจุนโฮที่กำกับภาคแรกเอาไว้ คลิกชมคลิปด้านในหรือจากลิงก์ด้านบนครับ

Read more of this post

The Hunger Games: Catching Fire เผยโฉมใบปิดเคลื่อนไหวแบบไฟลุก

เฉกเช่นที่เคยเผยโฉมใบปิดหนัง The Hunger Games แบบเคลื่อนไหว ไลออนส์เกตทำแบบเดียวกันกับภาคต่อ The Hunger Games: Catching Fire ครับ ด้วยการทำใบปิดแรกเป็นโลโก้ของเข็มกลัดนกม็อคกิงเจย์ที่ค่อยๆมีไฟลุกท่วม พร้อมใส่ดนตรีที่ฟังดูน่าตื่นเต้นที่ Facebook ของหนังครับ และพวกเขายังขอให้คุณร่วมแชร์ภาพใบปิดนี้ผ่านสังคมออนไลน์ เพื่อเป็น 12 แฟนหนังที่จะได้รับเลือกให้มีชื่ออยู่ในท้ายเครดิตของหนังด้วย

ใน The Hunger Games: Catching Fire แคทนิส (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) กับ พีต้า (จอช ฮัทเชอร์สัน) ต้องกลับสู่สนามประลองของเกมล่าชีวิตอีกครั้ง ในการแข่งขั้นครบรอบปีที่ 75 ที่ได้ให้ผู้ที่เคยชนะเกมนี้ในอดีตของแต่ละเขตได้กลับมาต่อสู้กันใหม่ ซึ่งทำให้พวกเขายิ่งมีอันตรายมากขึ้น เพราะผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนล้วนมีประสบการณ์สูง และมีแฟนคลับที่ติดตามอยู่มากมาย หนังจะออกฉายพฤศจิกายน 2013 ครับ

คลิกชมใบปิดฉบับยูทูบด้านใน หรือคลิกที่ลิงก์ด้านบน

Read more of this post

ตัวอย่างแรกของ Journey to the West หนังไซอิ๋วฉบับใหม่ของโจวซิงฉือ

หลังจาก CJ7 ที่ออกฉายในปี 2008 โจวซิงฉือก็หายหน้าไปจากจอเลย เราเกือบได้เห็นเขาเล่นหนังฮอลลีวู้ดครั้งแรกใน The Green Hornet แต่ก็ด้วยเหตุผลด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ลงรอยกันกับทีมผู้สร้าง ทำให้เขาถอนตัวออกไป งานหนังส่วนใหญ่ของโจวซิงฉือหลังจากนั้นก็คือการอำนวยการสร้างเป็นส่วนใหญ่ครับ แต่ในปีหน้านี้ ผลงานล่าสุดเรื่อง Journey to the West ที่เป็นการนำไซอิ๋วมาดัดแปลงใหม่เป็นครั้งที่สามสำหรับเขา ก็จะกลับมาทำให้คุณหายคิดถึงกันครับ และตัวอย่างแรกก็เผยโฉมออกมาแล้วที่ MTime ( via Twitch) ครับ

โจวซิงฉือเพิ่งแถลงข่าวเปิดตัวหนังเรื่องนี้ที่จีน โดยบอกว่าเขาไม่ได้รับบทนำในไซอิ๋วฉบับนี้ครับ เพื่อที่จะทำหน้าที่กำกับและอำนวยการสร้างได้เต็มที่ แต่ในเนื้อข่าวไม่ได้บอกมาครับว่าใครจะรับบทเป็นเห้งเจีย ตัวเอกของเรื่อง โจวยังไม่ยอมเปิดเผยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของหนังด้วยครับ บอกแต่ว่าจะมีทั้งเรื่องราวความรัก ผสมกับตลกหรรษาตามฉบับของเขาในหนังเรื่องนี้ และเขาอยากที่จะสร้างฉากเทคนิคพิเศษจากทีมงานในประเทศเองให้ออกมาเทียบเท่ากับฮอลลีวู้ดครับ

หนังเรื่องนี้ยังเป็นการกลับมาของซูฉีด้วย ซึ่งเธอจะร่วมรับบทกับโป้หวง (Bo Huang), เหวินจาง (Zhang Wen), หลัวจื้อเสียง (Show Luo) และโจวซิ่วนา (Chrissie Chow) ครับ

ตัวอย่างหนังไม่มีอะไรมาก ทำหน้าที่เป็นตัวอย่างยั่วน้ำลายอย่างแท้จริงด้วยการโชว์ด้านหลังของตัวละครที่ทำให้เรารู้ว่าเป็นตัวละครไหน ใส่ดนตรีที่น่าสนใจ และบอกเราว่าหนังจะฉายตรุษจีน 2013 ครับ แต่ก็ให้อารมณ์แบบหนังจีนฟอร์มยักษ์ยุค 80 และหนังเรื่อง Buddha’s Palm ของชอว์บราเธอร์ส โจวซิงฉือกำกับหนังเรื่องนี้ร่วมกับเดเร็ก กัวะ (Gallants)ครับ คลิกดูตัวอย่างและใบปิดแรกที่ด้านใน

Read more of this post

แคลฟลิน, บูธ, โฮลบรู้ก และเรดเมย์น ร่วมชิงบทแฮรี่ ออสบอร์น ใน The Amazing Spider-Man 2

ดูเหมือนว่าการค้นหานักแสดงผู้ที่จะมารับบทเป็นแฮรี่ ออสบอร์น ใน The Amazing Spider-Man 2 จะยังไม่สิ้นสุดครับ นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งของฮอลลีวู้ดที่ขึ้นชื่อด้านการแสดงบทดราม่าจิตๆ ยังคงเข้ามาทดสอบบทนี้กันอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็มาเพิ่มอีก 4 คน ตามรายงานของฮีทวิชั่น

อีก 4 คนที่เข้ามาทดสอบบทนี้ นอกเหนือจากแดน เดฮาน, แบรดี้ คอร์เบ็ท และอัลเดรน แอห์เรนไรค์ ที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ก็คือ แซม แคลฟลิน จาก Snow White and the Huntsman, ดั๊กลาส บูธ จาก LOL, บอยด์ โฮลบรู้ก จาก The Host และ เอ็ดดี้ เรดเมย์น จาก Les Miserables ครับ

ลักษณะตัวละครของแฮรี่ ออสบอร์น ในไอ้แมงมุมฉบับนี้จะแตกต่างจากฉบับที่เจมส์ ฟรังโก้ เคยเล่นในไตรภาคของแซม ไรมี่ครับ ในรายงานบอกว่าจะมีด้านมืด ลึกลับ และเศร้าสร้อยมากขึ้น จะไม่ค่อยร่าเริงและเสเพลตามแบบฉบับนั้น การคัดเลือกนักแสดงดูเหมือนจะเลือกคนที่มีนัยน์ตาเศร้า หรือเด่นเรื่องการรับบทตัวละครที่มีปมทางจิตเป็นพิเศษครับ และเราคงต้องมารอดูกันว่าใครจะได้บทไป

ผมยังคิดว่าเดฮานเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดอยู่

ตัวอย่างฉบับพากย์ไทยของ Cold War หนังที่ทุบสถิติรายได้ในฮ่องกง และเอาชนะ Skyfall ได้

ถ้าคุณชอบดูหนังบู๊ฮ่องกงที่มีฉากบู๊ตื่นเต้น และการหักเหลี่ยมเฉือนคม Cold War หรือในชื่อไทย “2 คม ล่าถล่มเมือง” อาจเป็นหนังที่โดนใจคุณครับ

หนังเป็นผลงานกำกับร่วมกันของลองแมน เหลียง และ ซันนี่ ลัค ซึ่งตามรายงานจาก asian pop news บอกว่าเพิ่งทุบสถิติรายได้เปิดตัวของภาพยนตร์ในจีนและฮ่องกง ทำรายได้ไป 2.01 ล้านเหรียญฮ่องกงจากการฉายวันและ และขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของหนังทำเงินประจำสัปดาห์เหนือกว่า Skyfall ที่เปิดตัวพร้อมกัน

หนังมีกัวฟู่เฉิงและเหลียงเจียฮุยแสดงนำครับ เป็นเรื่องราวว่าด้วยการไล่ล่าคนร้ายลึกลับที่จับผู้บัญชาการตำรวจระดับสูงของฮ่องกง 5 นาย เป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ เท่ากับเป็นการหยามตำรวจอย่างมาก กัวฟู่เฉิงรับบทเป็นชอนเลา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฝ่ายปฏิบัติการ ที่ต้องการเจรจาและสืบหาตัวคนร้ายที่แท้จริง ส่วนเหลียงเจียฮุยรับบทเป็นรองผบ.อีกคนที่ต้องการโจมตีคนร้ายอย่างบ้าคลั่ง เพราะหวังที่จะใช้คดีนี้ดันตัวเองเพื่อให้ขึ้นสู่ระดับสูงสุด หนังยังมีหลิวเต๋อหัวมารับบทรับเชิญเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วย และยังมีหยางไฉ่หนี, หลี่จื้อถิง และเผิงอวี๋เยี่ยน มาร่วมรับบทสมทบครับ

นักวิจารณ์ในท้องถิ่นเรียกหนังเรื่องนี้ว่า “เป็นความหวังใหม่” ของหนังฮ่องกง แม้ว่าแก่นของเรื่องจะคล้ายกับ Infernal Affairs ก็ตาม แต่หนังก็มีองค์ประกอบและสารที่สุดใหม่สำหรับผู้ชม

ลองแมน เหลียง บอกว่าแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้มาจากช่วงที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เห็นบารัค โอบามา, จอห์น แม็คเคลน และฮิลลารี คลินตัน เชือดเฉือนแข่งขันกันอย่างสูสี และคิดว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในฮ่องกงบ้างจะเป็นยังไง “หลังจากนั้นพวกเราก็เลยมานั่งคิดกันว่า เหตุการณ์เช่นนี้มันควรจะเกิดขึ้นช่วงเวลาใด สถานที่ไหน และการดำเนินเรื่อง ควรจะออกมาในรูปแบบไหน อย่างเช่น สถานการณ์ที่มีความตึงเครียด แต่ต้องเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับ การตัดทอนและคานอำนาจซึ่งกันและกัน.. ในที่สุด เราก็เลือกที่จะให้เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของฮ่องกง และให้ความสำคัญของตัวเรื่องไปที่ ตำรวจที่มีอำนาจสูงสุดในฮ่องกง นั่นก็คือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั่นเองในการดำเนินเรื่อง หลังจากนั้นก็เริ่มใส่สถานการณ์ต่างๆ เข้าไป

ผู้กำกับซันนี่ ลัค ช่วยเสริมว่า “ปัจจัยที่พวกเรายึดมั่นอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มเรื่องนั่นคือ ความถูกต้องเหมือนจริงที่สุดของเนื้อเรื่อง พวกเราเลือกที่ใช้เหตุการณ์การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา มาเป็นบริบทส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องในสถานการณ์เดียวกันที่จะเกิดขึ้นในฮ่องกง เราจะต้องทำให้หนังที่มีเค้าโครงมาจากต่างประเทศ กลายมาเป็นหนังฮ่องกงให้ได้ ต้องทำให้เหมือนจริงที่สุด” ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ ทีมผู้สร้างได้ศึกษาข้อมูลการทำงานของตำรวจอย่างละเอียด รวมถึงชีวิตประจำวัน และเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ด้วยครับ

หนังจะเข้าฉายบ้านเรา 29 พฤศจิกายนนี้ คลิกชมตัวอย่างด้านใน

Read more of this post

ภาพแรกของคาร์ล เออร์บัน ในบทตัวร้ายจาก Riddick

หลังจากรับบทเป็นพระเอกใน Dredd คาร์ล เออร์บันจะเปลี่ยนโหมดกลับไปเป็น “วาโก้” ตัวร้ายที่เขาเคยรับบทเป็น The Chronicle of Riddick อีกครั้ง ในภาคต่อของหนังที่ใช้ชื่อสั้นกว่าเดิมว่า Riddick ครับ และผู้กำกับเดวิด ทูอี้ ก็ได้เผยภาพนิ่งแรกของเออร์บันในบทนี้ออกมาที่บล็อคของเขา

ในครั้งนี้ วิน ดีเซลกลับมาสวมบทริชาร์ด บี. ริดดิค หนุ่มโหดผู้มองเห็นในความมืดอีกครั้ง ซึ่งหลังจากถูกทรยศและถูกทิ้งให้ตายอยู่บนดาวที่เต็มไปด้วยอสุรกายดุร้าย พระเอกขบถคนนี้ก็เอาตัวรอดมาได้และกลายเป็นตัวอันตรายมากกว่าเดิม เมื่อศัตรูหลงกลมาอยู่ในที่ที่เขาวางหมากไว้ ริดดิคก็วางแผนแก้แค้นอย่างสาสม และหาทางกลับไปยังดาวบ้านเกิดเพื่อกอบกู้มันก่อนถูกทำลาย

ทูอี้ยังได้บอกความคืบหน้าเพิ่มเติมของหนังว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทำเทคนิคพิเศษด้านภาพและด้านเสียง ลงเสียง บันทึกเสียง ปรับแต่งสี แต่งเสียง แก้งานเสียง พร้อมงานหลังการถ่ายทำอื่นๆ ครับ เขายังได้ภาพโลโก้ของหนังออกมาให้ดูกันด้วยครับว่าหน้าตาจะเป็นยังไง

นอกจากดีเซลและเออร์บันแล้ว หนังยังมีแคที แซ็คฮอฟ และเดฟ บาติสตา ร่วมแสดงด้วย หนังยังไม่มีกำหนดฉายครับ

Read more of this post

ทอม ฮาร์ดี้ รับบทนำในหนังจากวิดีโอเกม Splinter Cell

หลังจากปั้นโครงการหนังจากวิดีโอเกม Assassin’s Creed ให้เดินหน้าได้สำเร็จ บริษัทผลิตเกมยูบิซอฟต์ก็หันไปหาโครงการหนังใหม่ทันที และโครงการต่อไปที่พวกเขาเตรียมปั้นก็คือ Splinter Cell ครับ โดยได้ว่าจ้างให้นักเขียนบทดาวรุ่ง เอริก ซิงเกอร์ มาเขียนบท และวางตัวทอม ฮาร์ดี้ มารับบทเป็นแซม ฟิสเชอร์ ตัวเอกของเรื่อง

แม้ว่าจะยังไม่มีค่ายหนังไหนจะมาขอซื้อหนังไปจัดจำหน่าย แต่การได้ทอม ฮาร์ดี้ มารับบทนำ แปลว่ายูบิซอฟต์มีแผนที่จะสร้างเป็นหนังภาคต่อ และจากความร้อนแรงของฮาร์ดี้ในช่วงหลังนี้ จะต้องมีค่ายจัดจำหน่ายหนังมาแย่งประมูลกันแน่ๆ ครับ

ในรายงานบอกว่าซิงเกอร์จะใช้องค์ประกอบจากเกมทั้งห้าภาคเลย มาเขียนบทหนัง ว่าด้วยเรื่องราวของเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจนามว่าแซม ฟิสเชอร์ หัวหน้าของทีมยุทธการที่ถูกจินตนาการขึ้นมา ในการรับมือกับผู้ก่อการร้าย

จากความนิยมของเกมตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2002 หนังเรื่องนี้คงมีฐานแฟนคลับอยู่มากโขครับ และถ้ายูบิซอตฟ์เอาจริง เราอาจได้หนังที่ล้างคำสาปหนังจากเกมที่มักทำสู้เกมไม่ได้เสียที แต่การที่ฮาร์ดี้รับเล่นก็น่าจะแปลว่าอาจมีทีมสร้างเก่งพอสมควร

นอกจากหนังเรื่องนี้ที่เตรียมสร้างแล้ว ฮาร์ดี้ยังมีหนังว่าด้วยการต่อต้านการค้าสัตว์ที่เขาร่วมสร้างกับลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ โทบี้ แม็คไกวร์ด้วย และก็กำลังถ่ายทำ Mad Max: Fury Road ของจอร์จ มิลเลอร์ อยู่ครับ

ที่มา: THR

ไรอัน กอสลิ่งหน้าเยินบนใบปิดแรกของ Only God Forgives

ถือเป็นความหาญกล้าของทีมการตลาดของหนัง Only God Forgives ที่แทนที่จะใช้หน้าหล่อๆ ของไรอัน กอสลิ่ง มาทำเป็นใบปิดเพื่อประชาสัมพันธ์ พวกเขาเลือกใบหน้าในสภาพเยินเพราะถูกอัดจนตาปิดมาเป็นภาพใบปิดแทนครับ และทำให้น่ากลัวน้อยลงด้วยการทำเป็นสีขาวดำ นี่เป็นใบปิดที่ถูกทำออกมาเฉพาะเพื่อขายหนังในงานอเมริกัน ฟิล์มส์ มาร์เก็ต ปีนี้ครับ ซึ่ง The Film Stage เพิ่งได้มา

หนังเป็นผลงานกำกับของนิโคลัส วินดิ้ง เรฟิน ซึ่งเคยร่วมงานกับกอสลิ่งใน Drive บอกเล่าเรื่องราวของอาชญการที่หลบหนีกฎหมายมาอยู่ในกรุงเทพฯ และเปิดค่ายมวยไทยบังหน้า เมื่อน้องชายของเขาถูกตำรวจไทยนอกราชการชื่อช้างฆ่าตายเพราะไปฆ่าข่มขืนผู้หญิง ตัวละครของกอสลิ่งถูกแม่ของเขาซึ่งรับบทโดยคริสติน สก็อต โธมัส ขอให้แก้แค้นแทนน้อง และเขาก็เอาบัญชีแค้นทั้งหมดขึ้นไปสะสางบนเวทีมวยครับ

หนังเรื่องนี้ถ่ายทำในไทยเกือบทั้งเรื่อง ซึ่งเรฟินให้สัมภาษณ์แก่ Liberation ว่าเขาชอบกรุงเทพฯมาก “บางครั้ง รู้สึกเหมือนอยู่ในฉากของหนังเรื่อง Blade Runner เลย ผมกินอาหารไทยได้ทุกวันเลยด้วย ซื้อของเล่นเยอะมาก พวกหุ่นยนต์ และใบปิดหนัง เมื่อวานนี้ ผมได้ใบปิดดั้งเดิมของ Godzilla และ Sublime ด้วย

หนังจะเข้าฉายในสหรัฐปลายธันวาคมปี 2013 ครับ คาดว่าบ้านเราก็จะได้ชมกันช่วงนั้น คลิกดูใบปิดด้านใน

Read more of this post

9 นาทีของ Star Trek ภาคต่อ และตัวอย่าง Man of Steel จะฉายแปะหัว The Hobbit

ปีที่แล้ว เราได้เห็นฉากเปิดเรื่องของหนัง The Dark Knight Rises ของวอร์เนอร์ฯ ฉายให้ชมก่อนหนัง Mission: Impossible – Ghost Protocol ของพาราเมาท์ ในโรง IMAX ปีนี้ดูเหมือนว่าสองค่ายนี้สลับกันครับ พาราเมาท์ พิคเจอร์สประกาศว่าพวกเขาจะฉายฉากในหนังความยาว 9 นาที ของ Star Trek Into Darkness ของเจ.เจ. อับรามส์ แปะหัวหนัง The Hobbit: An Unexpected Journey ในโรงไอแม็กซ์ราว 500 โรงในสหรัฐครับ ที่จะฉายวันที่ 14 ธันวาคมนี้

Star Trek Into Darkness เหมือนกับ The Dark Knight Rises ตรงที่มีการใช้กล้องไอแม็กซ์ถ่ายทำฉากบางส่วนเช่นกัน รวมถึงฉากเปิดเรื่องของหนัง แต่ครั้งนี้จะพิเศษกว่าตรงที่ไม่ใช่ฉากไอแม็กซ์ธรรมดาครับ แต่เป็น IMAX 3D ด้วย

นอกจากฉากเปิดเรื่อง 9 นาทีแล้ว พาเราเมาท์ก็จะปล่อยตัวอย่างแรกของหนังออกมาในวันเดียวกันด้วยครับ ฉายเปิดหัวหนัง The Hobbit ในโรงทั่วไป แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะรวมกับโรงหนังในบ้านเราหรือไม่ครับ อย่างไรก็ดี เราก็คงจะได้ดูออนไลน์พร้อมกับในสหรัฐ

นอกจากนี้แล้ว รายงานจาก CMB บอกด้วยว่าวอร์เนอร์ฯ กับฟ็อกซ์ ไม่ยอมน้อยหน้าพาราเมาท์ เพราะวอร์เนอร์ฯจะปล่อยตัวอย่างใหม่ของหนังซูเปอร์แมน Man of Steel ส่วนฟ็อกซ์ก็จะปล่อยตัวอย่างแรกของ The Wolverine ออกมาแปะหัวหนัง The Hobbit เหมือนกันครับ และเราก็คงจะได้ดูตัวอย่างหนังทั้งหมดนี้พร้อมกับในสหรัฐหากที่บ้านเรายังไม่พร้อมเอามาฉายในโรงครับ

UPDATE: ผู้กำกับเจมส์ โกลด์แมนทวีตข้อความค่ำนี้ตามเวลาของบ้านเราครับว่า ตัวอย่างหนัง The Wolverine ไม่ได้จะฉายแปะหัวหนัง The Hobbit ครับ แต่ตัวอย่างแรกจะเผยโฉมต้นปี 2013

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 475 other followers