JEDIYUTH’s Review: The Thing (2011)
กุมภาพันธ์ 22, 2012 7 ความเห็น
ถ้าไม่คิดเอา The Thing ฉบับปี 2011 ของผู้กำกับแมทธิส แวน เฮนนินเจน จูเนียร์ ไปเทียบกับฉบับปี 1982 ของผู้กำกับจอห์น คาร์เพนเตอร์ ก็ถือว่าเป็นหนังสยองขวัญแนวอสุรกายที่โอเคเรื่องหนึ่ง หนังสามารถทำให้เราสะดุ้งตกใจ และลุ้นระทึกในระดับที่ใช้ได้ แต่ถ้าเทียบกันแล้วก็คงต้องบอกว่ายังห่างชั้นอยู่หลายขุม ฉบับปี 1982 นั้นเข้าขั้นเป็นหนังสยองขวัญอสุรกายที่คลาสสิคไปแล้ว มีความพิเศษเป็นของตัวเอง เล่าเรื่องได้กดดัน สั่นประสาท หวาดระแวง ลุ้นจนเรานั่งเกร็งจิกเก้าอี้ได้ และเทคนิคพิเศษยุคโบราณในหนังนั้นก็ยังดูน่ากลัวไม่ตกสมัย ส่วนฉบับใหม่นี้เหมือนหนังอสุรกายทั่วไป ไม่มีความโดดเด่นอะไร มันเหมือนหนังสยองขวัญที่พอดูฆ่าเวลาได้ แต่ไม่มีอะไรให้จดจำ
The Thing ฉบับของคาร์เพนเตอร์นั้นก็เป็นหนังรีเมกหรือหนังที่สร้างจากหนังสยองขวัญคลาสสิคปี 1951 อีกทีเหมือนกันครับ จากเรื่อง The Thing from Another World ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องสั้น Who Goes There? ของจอห์น ดับเบิลยู. แคมป์เบล จูเนียร์ ตอนที่ออกฉายนั้น หนังไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้เพราะมีฉากที่แหวะสยองเกินไปจนได้เรท R แถมเพิ่งมี E.T. ของสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่เป็นหนังอบอุ่นกว่า และคนดูก็ยังอินกันอยู่ ฉายตัดหน้าไปก่อนสองอาทิตย์ แต่เมื่อหนังออกเป็นวิดีโอก็กลายเป็นหนังที่ได้รับความชื่นชมจากคอหนังสยองขวัญ และสั่งสมบารมีมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนังที่เข้าขั้นคลาสสิค มันยังสะท้อนความเป็นจ้าวแห่งหนังสยองขวัญอันเป็นสมญานามที่คาร์เพนเตอร์ได้รับด้วย เพราะคาร์เพนเตอร์สร้าง The Thing ให้มีความโดดเด่นแตกต่างออกไปจากฉบับเดิม และให้การคาราวะไปพร้อมกัน ในขณะที่แวน เฮนนินเจน จูเนียร์ ทำได้เพียงอย่างหลัง
อาจแปลกใจที่บทวิจารณ์นี้เขียนถึง The Thing ฉบับปี 2011 ราวกับว่าเป็นหนังรีเมก ทั้งที่เนื้อเรื่องของหนังถูกวางให้เป็นภาคต้นของฉบับคาร์เพนเตอร์ แต่จะบอกให้ว่าโครงเรื่องกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของหนังเหมือนกันราวกับเป็นหนังรีเมกเลยครับ ขณะที่อีก 20 เปอร์เซ็นต์ จะไปคล้ายกับ Alien ของผู้กำกับริดลี่ย์ สก็อต ความคล้ายกันของสองฉบับนี้อยู่ในระดับเดียวกับที่ Fright Night ฉบับสร้างใหม่ที่ไปเหมือนฉบับเก่าขนาดนั้นเลย ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่มอร์แกน ครีก โปรดักชั่น บริษัทผู้สร้างหนังไม่ได้เปลี่ยนชื่อให้หนังให้ต่างออกไปแบบที่ฟ็อกซ์ใช้ชื่อ Rise of the Planet of the Apes เป็นภาคต้นของ Planet of the Apes
เนื้อเรื่องส่วนที่ The Thing ฉบับ 2011 ไปคล้ายกับ Alien คือส่วนเปิดเรื่องตรงที่มีการค้นพบยานอวกาศและสิ่งมีชีวิตต่างดาว เพียงแต่มีฉากเป็นขั้วโลก แทนที่จะเป็นอวกาศ นอกจากนี้หนังยังมีตัวเดินเรื่องเป็นผู้หญิงเหมือนกันด้วยครับ แมรี่ อลิซาเบธ วินสตีด รับบทเป็นเคต ลอยด์ นักบรรพชีวินวิทยาที่ถูกเชื้อเชิญให้เดินทางไปที่ทวีปแอนตาร์กติกา หลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ของดร.แซนเดอร์ ฮัลวอร์สัน (อูลริช ธอมป์เซ่น) พบสิ่งมีชีวิตต่างดาวอยู่ใต้น้ำแข็ง หนังมีผู้หญิงอีกคนที่รับบทโดยคิม บับบ์ แต่ไม่ใช่ตัวละครที่ดูจะมีบทบาทสำคัญท่ามกลางดงผู้ชายเหล่านี้ที่ดูจะฟังแต่ดร.แซนเดอร์ เคตเป็นคนเดียวที่กล้าหือกับเขา และเป็นเสียงแห่งเหตุผลของผู้หญิงที่คอยเตือนผู้ชายถึกเหล่านี้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากเจาะเอาตัวอย่างออกมาจากน้ำแข็ง แต่ก็ไม่มีใครฟังเธอ เมื่ออสุรกายอาละวาดแล้ว เธอก็เป็นคนแรกที่คิดออกว่ามันสามารถแปลงร่างเป็นใครก็ตามที่มันกินเข้าไปแล้วแฝงตัวอยู่ในหมู่มนุษย์เพื่อรอฆ่าคนถัดไป และเธอก็ค้นพบอีกว่าจะดูมันออกได้ยังไง และจะฆ่ามันยังไง จากนั้น เธอก็กลายเป็นผู้กุมอำนาจแทนแซนเดอร์ และคุณคงเดาออกได้ว่าใครจะอยู่เผชิญหน้าอสุรกายเป็นคนสุดท้าย
อสุรกายในฉบับนี้ก็ดูจะมีบุคลิกออกไปแนวเดียวกับ Alien ไม่ใช่ The Thing ตามฉบับของคาเพนเตอร์ มันดูจะตั้งหน้าตั้งตาออกล่าและฆ่ามนุษย์ราวกับเป็นเครื่องจักรสังหารเหมือนในหนังอสุรกายที่เราเห็นกันซ้ำซาก การแปลงกายทำเพื่อรอโอกาสที่จะฆ่า ส่วนฉบับของคาร์เพนเตอร์ มันเน้นเพื่ออำพรางตัวเองไม่ให้ถูกจับได้เป็นหลัก มันรู้ตัวว่าอาจถูกฆ่าได้ มันจึงฆ่าเพื่อปกปิดฐานะตัวเอง ทำให้มันมีลักษณะคล้ายฆาตกรในหนังฆาตกรซ่อนเงื่อน และทำให้มันโดดเด่นออกมาจากอสุรกายในหนังเรื่องอื่น งานออกแบบอสุรกายก็ดูออกไปในคนละอารมณ์ครับ ของคาร์เพนเตอร์ดูสยองและน่ากลัว ส่วนฉบับใหม่นี้ดูสยึมและแหวะมากกว่า เป็นข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดของการเลือกเทคนิคที่เอามาใช้ คอมพิวเตอร์กราฟฟิกจะสร้างอสุรกายให้ออกมาดูประหลาดยังไงก็ได้ แต่ก็ไม่อาจสร้างความน่ากลัวได้เท่าเทคนิคหุ่นยนต์และการเมคอัพ
ความโดดเด่นอีกอย่างของ The Thing ฉบับคาร์เพนเตอร์ที่เหนือกว่าฉบับนี้ก็คือการที่สามารถสร้างบรรยากาศของการหวาดระแวงและกดดันได้อย่างเข้มข้น ทุกตัวละครดูหวาดระแวงกันและปฏิบัติต่อกันเหมือนคนทั่วไปที่รู้ว่ามีฆาตกรอยู่ในหมู่พวกเขา และเขาอาจกลายเป็นเหยื่อที่ถูกฆ่าเป็นรายถัดไป จึงมีทั้งพยายามหาอาวุธป้องกัน หาที่หลบซ่อน และก็พยายามค้นหาว่าใครคือผู้ร้ายตัวจริง ทำให้ทุกตัวละครมีความโดดเด่นและมีหน้าที่ของตัวเอง ทั้งเคิร์ส รัสเซล, คีธ เดวิด, วิลฟอร์ด บริมลี่, เดวิด คลีนอน และริชาร์ด ไดย์ซาร์ท เป็นตัวละครที่คนดูแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร ขณะที่ตัวละครในฉบับ 2011 แทบจะกลืนกันหมดด้วยความที่บุคลิกไม่ค่อยแตกต่างกัน และก็เป็นตัวละครตามแบบฉบับเกินไป
นักแสดงในหนัง The Thing ฉบับ 2011 ทุกคนทำหน้าที่ได้ดีตามแต่ที่บทกำหนดมาให้ แต่ไม่มีใครสามารถสร้างความน่าจดจำได้เป็นพิเศษแม้ว่าจะเป็นนักแสดงมีฝีมือกันทั้งนั้น ทั้งนี้เพราะเพราะบทให้มามีแค่นั้นจริงๆ นั่นก็คือเอาเอาแต่วิ่งหนี หลบซ่อน วิ่งไล่ และทำท่ากลัว ไม่ว่าจะแมรี่ อลิซาเบธ วินสตีด เองที่เป็นตัวนำของเรื่องก็ไม่อาจกลายเป็นริปลี่ย์ใน Alien หรือ ซิดนี่ย์ ใน Scream อีกคนได้ โจล เอ็ดเกอร์ตัน ในบทผู้ช่วยนางเอกก็เป็นตัวละครที่ดูธรรมดา หรือธอมป์เซ่นก็ดูเป็นบทนักวิทยาศาสตร์บ้าอำนาจและโลภตามที่เราเห็นได้จากหนังแนวนี้ทั่วไป
ผมคิดว่าสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดของ The Thing ฉบับใหม่นี้ที่ไม่อาจสร้างความน่าจดจำได้ก็คือการวางทิศทางของหนัง เป็นความคิดที่น่าสนใจในทีแรกในการสร้างให้หนังเป็นภาคต้น เพราะคนที่เคยดูมาก่อนย่อมอยากรู้ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นบ้างในค่ายของนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ก่อนที่จะไล่ยิงสุนัขวิ่งมายังค่ายของชาวอเมริกันในฉบับของคาร์เพนเตอร์ การสร้างภาคต้นเปิดโอกาสให้หนังที่จะสร้างอะไรก็ได้ที่เป็นความโดดเด่นให้ตัวเอง แต่หนังกลับเลือกเดินตามสูตรของฉบับคาร์เพนเตอร์มากเกินไป และที่สำคัญ ไม่อาจทำได้มีประสิทธิภาพเท่า The Thing ฉบับใหม่ และแม้ว่าหนังจะทำเก๋ด้วยการเชื่อมรอยต่อของทั้งสองภาคด้วยตอนจบของหนังแล้วก็ไม่อาจลบล้างความรู้สึกที่ดูมาก่อนหน้านั้นได้ว่า นี่เป็นเพียงหนังอสุรกายเรื่องหนึ่งทั่วไป
คะแนน: 6/10
ข้อมูลเบื้องต้น
The Thing (2011)
ชื่อไทย: แหวกมฤตยูอสูรใต้โลก
กำหนดฉาย(ในไทย) : 17 พฤศจิกายน 2554
บริษัทจัดจำหน่าย: เอ็ม พิคเจอร์ส
ผู้กำกับ: แมธิส แวน เฮนนินเจน จูเนียร์
นักแสดง: แมรี่ อลิซาเบธ วินสตีด, โจล เอ็ดเกอร์ตัน, อูลริช ธอมป์เซ่น, เอริค คริสเตียน โอลเซ่น และ คิม บับบ์
เว็บไซต์ทางการ: http://www.thethingmovie.net


















ฉบับใหม่นี้รู้สึกว่าจะใช้หุ่นกลไลในการสร้างตัวสัตว์ประหลาดเหมือนต้นฉบับนะครับ
ไม่ได้เป็น CG ล้วนๆ
ฉากผ่าศพเป็นกลไกครับ
แต่ฉากที่มาเป็นตัวไล่ล่าเป็น CG
ชอบมากทำได้ดี ผิดตรงที่นักแสดงไม่สามารถดึงผู้ชมได้เท่านั้นเอง
ถ้าได้มิลลา โจโววิชมาแสดงหรือไม่ก็เคต แบกกินเซล (ดาราแม่เหล็ก)
ผมมองว่า เพราะตัวหนังมันเป็นแนวศิลปะจิตวิญญาของความเป็นมนุษย์ (จิตใต้สำนึก)
ความเป็นจริงของสัตว์เมื่อต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอดโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม (สัน ดานของสัตว์)
แม้แต่ที่เราเรียกว่าเอเลี่ยนมันยังต้องอาศัยร่างคนอื่นเพื่อให้มีชีวิตรอด
เพราะฉะนั้นหนังเรื่องมันจึงเป็นงานศิลปะล้วนๆ เป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจยากและไม่สนใจด้วยซ้ำ
และผมคิดว่าหนังดีอยู่แล้วแต่การสื่อให้คนดูเข้าใจยังทำไม่ถูก ประมาณว่าหลงทาง
เพราะกลัวว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่พอทำไปแล้วกลับล้มเหลว(รายได้)
ซึ่งจะเห็นได้ตั้งแต่การออกแบบโปสเตอร์
จึงเหมือนกลับที่คุณพี่เขารีวิวไว้ข้างบนประมาณว่าคุณจะใส่อะไรเข้าไปก็ช่าง
แต่อย่าหลงแนวทางและความเป็นจิตวิญญาณของตัวหนังก็พอ ไม่งั้นคุณจะล้มไม่เป็นท่า
“แล้วจะเอาอะไรกับหนังที่คนดูก็เทียบไม่มี”
ผมชอบนางเอก แค่นั้นแหละ -3-
หนังเรื่องนี้ชอบอย่างเดียวคือ การเชื่อมรอยต่อของทั้งสองภาคนั้นเอง
และสรุปได้แลัวว่าที่พวกเขาเจอมันไม่ใช่ มนุษย์ต่างดาวเลย แต่เป็น…
ไวรัสจากต่างดาวต่างหาก….!!
ดูภาค 2011 ต่อด้วยภาค 1982 และ เล่นเกม The Thing เลยครับ…
ได้อารมณ์สุดๆ !! (^___^)_b
รวมๆ แล้วก็ถือว่าเป็นหนังอสูรกายสนุกๆ ที่ดูเอาบันเทิงได้เรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ชอบหนังแนวนี้
เสน่ห์ดึงดูดอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ก็คงไม่พ้นนางเอก (เพราะมีตัวละครหญิงน้อยเหลือเกิน…^ ^…)
แต่ในเรื่องของความลึกลับตื่นเต้น บรรยากาศกดดันของความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ยังคงห่างชั้นกับเวอร์ชั่นของคาร์เพนเตอร์ อย่างที่คุณเจไดยุธว่า…
แต่สำหรับใครที่อยากดูขอแนะนำว่า หาเวอร์ชั่นของคาร์เพนเตอร์มาวางไว้ข้างๆ ตัว
ดูเวอร์ชั่น 2011 จบปุ๊ป ดูของคาร์เพนเตอร์ต่อปั๊ป จะได้อรรถรสอย่างรุนแรงครับ
…^ ^…
ผมเห็นต่างมากเลย รู้สึกว่าภาคนี้มันก็คือ The Thing อยู่ดีนั่นแหละที่เห็นด้วยคือมันเหมือน Remake
แต่บรรยากาศ Sound ต่างๆทำได้กดดันกว่าภาคเก่าด้วยนะผมว่า เพราะเทคโนโลยีมันทันสมัยขึ้น
เรื่องที่ว่ามันเหมือนหนัง อสูรกาย ทั่วไปนั่นแหละผมว่าไม่ใช่ มันคงความเป็น The Thing อยู่อย่างเต็มเปี่ยมทั้งแรงกดดัน ลักษณะการแฝงกายมีบางจุดที่หลุดบ้างคือแสดงตัวเร็วไปหน่อย แค่นี้ แต่ที่พลาดจุดใหญ่คือมันดันสร้างช้าไปมาในยุคที่หนังแนวนี้มันเกลื่อนแล้วเลยทำให้ดูเหมือนหนังธรรมดาในขณะที่ภาคแรกมันออกมาแปลกแหวกแนวในยุคนั้นที่ทำให้ภาคแรกมีภาษีดีกว่า
สำหรับผมมันก็คือ The Thing สไตล์เดียวกันกับ คาเพนเตอร์ นั่นแหละอีกทั้งยังดูสยองกว่าด้วย
ทำไมผมถึงกล้าพูดว่ามันก็มีดีเหมือนเดิม เพราะ ว่าผมดูฉบับ 2011 ก่อน 1982 นะสิ ความรู้สึกคือ
เหมือนกันเดี๊ยะเลยอย่างกับหนัง Remake แนะแต่ลูกเล่นต่างๆก็รักษาระดับได้ดี +เพิ่มให้ความสยองแต่ -ให้กับบทของนักแสดงแต่ละคน