2 ใบปิดจากหนังหุ่นยนต์นักมวย Real Steel ของฮิวจ์ แจ็คแมน

ดรีมเวิร์คส์เผยโฉมสองใบปิดหนังหุ่นยนต์ชกมวย Real Steel ออกมาครับ ซึ่งใบปิดทางมุมซ้ายนั้นใช้ในสหรัฐ ส่วนทางมุมขวาใช้ในตลาดโลก

มีความแตกต่างกันอย่างมากของทั้งสองใบปิดดูจะเน้นที่เรื่องราวหุ่นยนต์ชกมวยอย่างเดียว และแม้แนวคิดของใบปิดจะดูดี แต่งานกราฟฟิกโดยรวมแล้วดูไม่ค่อยต่างจากใบปิดซีรี่ส์หรือหนังฉายทางทีวีนัก ขณะที่ทางขวามีภาพของตัวละครมนุษย์ใส่เข้ามาด้วยโดยไม่ลืมที่จะขายฮิวจ์ แจ็คแมน และบอกเราว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกด้วยนะ และมีหุ่นยนต์ที่เดินเข้าสังเวียนอยู่ตรงกลางเป็นเหมือนจุดเชื่อมความสัมพันธ์ งานกราฟฟิกออกจะดูดีกว่า และน่าสนใจกว่าครับ

คลิกที่ใบปิดทั้งคู่เพื่อชมภาพใหญ่กว่านี้

 

About these ads

The Hobbit ประกาศชื่อภาคและวันฉายอย่างเป็นทางการ

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้ประกาศวันฉายและชื่อของทั้งสองภาคอย่างเป็นทางการให้แก่หนังของผู้กำกับปีเตอร์ แจ็คสัน ที่ดัดแปลงจากนิยาย The Hobbit ของเจ.อาร์.อาร์ โทลคีน อย่างเป็นทางการออกมาแล้วครับ

อย่างที่รู้กันครับว่าหนังจะแบ่งออกเป็นสองภาค ซึ่งภาคแรกของหนังนั้นจะใช้ชื่อว่า The Hobbit: An Unexpected Journey ออกฉาย 14 ธันวาคม 2012 และภาคสองจะใช้ชื่อว่า The Hobbit: There and Back Again ออกฉาย 13 ธันวาคม 2013 ซึ่งทั้งสองภาคจะเป็นเหตุการณ์ก่อนในไตรภาค The Lord of the Rings ราว 60 ปี บอกเล่าเรื่องราวของฮอบบิทนามว่าบิลโบ แบ็กกินส์ (มาร์ติน ฟรีแมน) ที่ร่วมเดินทางไปกับคณะของคนแคระเพื่อแย่งสมบัติแห่งอาณาจักรคนแคระแห่งเอรีบอร์คืนกลับมาจากพญามังกรนามว่าสม็อก

ปีเตอร์ แจ็คสัน จะกำกับทั้งสองภาคด้วยกล้องดิจิตอล 3D รุ่นล่าสุด จากบทหนังที่ร่วมกันเขียนของฟราน วอลช์, ฟิลิปปา บอเยนส์, เกียลเลอโม เดล ทอโร และปีเตอร์ แจ็คสัน

เอียน แม็คเคนเลน จะกลับมารับบทพ่อมดเทาแกนดาล์ฟ และมาร์ติน ฟรีแมน รับบทเป็นบิลโบ แบ็กกินส์ นักแสดงจากไตรภาค The Lord of the Rings ที่กลับมารับบทอีกในทวิภาคนี้ก็ได้แก่เคต แบลนเชต, ออร์ลันโด บลูม, เอียน โฮล์ม, คริสโตเฟอร์ ลี, ฮิวโก วีฟวิ่ง, เอลิจาห์ วู้ด และแอนดี้ เซอร์กีสครับ

หนังเรื่องนี้จะเป็นงานสร้างร่วมกันระหว่างนิวไลน์ ซินีมา และเอ็มจีเอ็ม โดยนิวไลน์จัดการเรื่องการถ่ายทำ วอร์เนอร์ บราเธอร์สจะดูแลการจัดจำหน่ายในตลาดโลก โดยเอ็มจีเอ็มจะจัดจำหน่ายในบางประเทศและได้ลิขสิทธิ์การฉายทางทีวีทั่วโลกครับ

ที่มา: วาไรตี้

ตัวอย่างแรกของ 1911 หนังเรื่องที่ 100 ของเฉินหลง และครบ 100 ปีสงครามปฏิวัติจีน

เฉินหลงจะมีอายุ 57 ในปีนี้ เขาเล่นหนังเรื่องแรกมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ในปี 1962 ใน Big and Little Wong Tin Bar ค่อยๆ ไต่เต้าเรื่อยมาจากตัวประกอบจนกลายเป็นนักแสดงชื่อดังก้องโลกทุกวันนี้ หนังเรื่อง 1911 ที่เขาร่วมอำนวยการสร้างและนำแสดง จะเป็นเรื่องที่ 100 ของเขาครับ และตัวอย่างหนังก็ออนไลน์แล้วที่ เว็บไซต์ทางการ

ใน 1911 เฉินหลงจะรับบทเป็นหวงซิน นายทหารผู้นำคณะปฏิวัติที่ร่วมมือกับดร.ซุนยัดเซ็นโค่นล้มการปกครองของราชวงศ์ชิง (ซึ่งเราเคยได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของเรื่องราวนี้มาก่อนจาก The Last Emperor) ที่ปกครองจีนมายาวนานกว่า 200 ปี ดังนั้นนอกจากหนังจะเป็นเรื่องที่ 100 ของเฉินหลงแล้ว ยังเป็นการระลึกครบรอบ 100 ปี สงครามปฏิวัติจีนและการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย

ตัวอย่างหนังให้ภาพที่ดูเป็นงานสร้างมหากาพย์มากๆ กำกับโดย Zhang Li ผู้ที่เคยเป็นผู้กำกับภาพของหนัง Red Cliff

ผมเข้าใจว่ารัฐบาลจีนให้การสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยครับ ซึ่งทำให้รู้สึกแปลกที่ตัวอย่างแรกที่ออกมาผ่านเว็บไซต์ทางการของหนังในญี่ปุ่น และตัวอย่างหนังก็เป็นเสียงญี่ปุ่นด้วย

คลิกชมตัวอย่างได้ที่ด้านใน

Read more of this post

ตัวอย่างหนังสยองขวัญ Don’t Be Afraid of the Dark อำนวยการสร้างโดยเดล ทอโร

หนังชื่อ Don’t Be Afraid of the Dark เชิญชวนไม่ให้กลัวความมืด แต่ตัวอย่างหนังฉบับเต็มของหนังเรื่องนี้กลับทำให้ผมกลัวความมืดแทน เพราะทั้งฉาก ดนตรี และกลเม็ดสยองขวัญในตัวอย่างหนังทำให้รู้สึกน่ากลัวและลุ้นมากๆ ครับ

หนังกำกับโดยทรอย นิกซี่ย์ ผู้กำกับคนล่าสุดที่เกียลเลอโม เดล ทอโร มีแผนจะปั้นให้เจริญรอยตามเขา แต่ฉากและงานศิลป์ในเรื่องยังคงดูเป็นงานสยองแบบสวยงามตามฉบับของเดล ทอโร อยู่

หนังบอกเล่าเรื่องราวของเด็กน้อย(เบลี เมดิสัน) ที่ตามพ่อ (กาย เพียร์ซ) และแฟนสาวของพ่อ (เคธี โฮล์มส์) ไปอยู่ยังคฤหาสน์ในฝันหลังใหม่ แต่มันกลายเป็นฝันร้ายเมื่อมีบางสิ่งที่น่ากลัวหลบอยู่ในนั้นด้วย ลูกสาวพยายามบอกพ่อ แต่พ่อก็คิดว่าลูกจินตนาการไปเอง มีเพียงแฟนใหม่ของพ่อที่เชื่อและพยายามช่วยไขเงื่อนงำนี้ หนังจัดจำหน่ายโดยดิสนี่ย์ และมีแผนเข้าฉายในบ้านเราเร็วๆ นี้ครับ

คลิกชมตัวอย่างหนังแบบ HD ได้ที่ Yahoo Movies หรือคลิกชมด้านใน

Read more of this post

ตัวอย่างหนัง 50/50 ที่โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์ รับบทเป็นหนุ่มที่ต่อสู้กับโรคมะเร็ง

สิ่งที่น่าสนใจของหนัง 50/50 ที่นอกจากจะอิงจากเรื่องจริง และมีโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์ นักแสดงที่ผมชอบมารับบทนำแล้ว ก็คือการที่หนังบอกเล่าด้วยโทนติดตลก ไม่พยายามจะให้เป็นหนังรันทดหดหู่สู้ชีวิตให้กำลังใจแบบที่เราเคยเห็นกันมาครับ แต่กลับเล่าเรื่องแบบหนังตลกผสมดราม่า และทำให้ไม่รู้สึกหนักอึ้งเกินไปที่จะเข้าไปชม

50/50 เป็นผลงานกำกับของโจนาธาน เลวีน จาก The Wackness บอกเล่าเรื่องราวของอดัม (แต่ดัดแปลงจากชีวิตจริงของนักเขียนหนุ่มน้อยชื่อวิล ไรเซอร์ ที่คุณจะได้เห็นตัวจริงตอนต้นตัวอย่างหนัง) ซึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง และมีโอกาสรอดเพียง 50/50

หลังจากนั้นก็ต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเหมือนที่คนเป็นโรคมะเร็งอาจต้องเปชิญ ต้องเสียผมเพราะคีโมบำบัด อาจไม่มีสาวมาหลง และที่สำคัญก็คือการสูญเสียสภาพจิตใจ แม้ว่าจะได้กำลังใจอย่างดีจากเพื่อนรักอย่างเพื่อนรักที่รับบทโดยเซ็ธ โรเกน แต่ดูเหมือนกำลังใจที่ทำให้พระเอกของเราลุกขึ้นมาสู้โรคมะเร็งต่อได้น่าจะมาจากเพื่อนร่วมงานผู้หญิงที่รับบทโดยแอนนา เคนดริคที่บอกว่า “เราเปลี่ยนสถานการณ์ไม่ได้หรอก เราเปลี่ยนได้แต่การเลือกวิธีรับมือกับสถานการณ์

หนังยังมีบริซ ดัลลัส เฮาเวิร์ด, แอนเจลิกา ฮุสตัน และฟิลลิป เบเกอร์ ฮอลล์ ร่วมแสดง คลิกชมตัวอย่างหนังได้ที่ Apple หรือด้านใน

Read more of this post

ตัวอย่างฉบับเต็มของนินจารันทาโร่ Nintama Rantaro ของผู้กำกับทาคาชิ มิอิเกะ

ผมไม่ใช่แฟนของผู้กำกับทาคาชิ มิอิเกะ (13 Assassins) แต่ผมเป็นแฟนของการ์ตูนนินจารันทาโร่ และปลื้มตัวอย่างฉบับเต็มของหนังฉบับคนแสดงเรื่องนี้ที่เพิ่งออนไลน์มากๆ ครับ

จากที่เห็น ผู้สร้างดูจะเคารพต้นฉบับอย่างมาก ทั้งโทนของหนัง ทั้งตัวละคร ฉบับคนแสดง ที่พยายามทำออกมาให้ได้ให้ได้แบบเดียวกับต้นฉบับ และทำให้ผมย้อนไปถึงตอนที่ตื่นมาดูการ์ตูนชุดนี้ตอนเช้าๆ

นินจารันทาโร่เป็นเรื่องราวของนินจาเด็กในโรงเรียนฝึกนินจา ที่นอกจากเรียนรุ้การเป็นนินจาที่ดีแล้ว ก็เรียนรู้บทเรียนชีวิตไปพร้อมๆ กัน ด้วยเรื่องราวที่ป่วน ฮา อลหม่าน และตลกใสๆ แบบเด็กๆ

ตัวละครแต่ละตัวก็มีความโดดเด่นกันไปคนละแบบ เช่นสามเกลอเพื่อนรัก รันทาโร่พระเอกของเรื่องก็เป็นเด็กยากจนที่มาเรียนวิชาเพื่อไปช่วยเหลือครอบครัว มีนิสัยทำอะไรเปิ่นๆ แต่ก็รักเพื่อนพ้อง, คิริมารุ นินจาเด็กกำพร้าที่มีนิสัยขี้งก และความขี้งกมักทำให้เกิดเรื่องยุ่งๆ ในบางครั้ง และชิมเบ้ นินจาเด็กตุ้ยนุ้ยที่ค่อนข้างอ่อนแอ แต่จิตใจดี

หนังจะออกฉายในญี่ปุ่นกรกฎาคมนี้ครับ ส่วนในบ้านเรายังไม่มีข่าวว่ามีใครซื้อมาฉายรึยังครับ

Read more of this post

ประเด็นจิตวิทยาและสังคม จาก X-Men: The Last Stand

สมัยที่ X-Men: The Last Stand ออกฉายในปี 2006 มีบทความวิเคราะห์ของหนังเรื่องนี้ตีพิมพ์ใน NYTimes ที่ผมได้เรียบเรียงมา และดูเหมือนว่ามีหลายคนจะชอบบทความนั้นครับ เลยนำกลับมาให้อ่านอีกครั้งเพื่อเรียกน้ำย่อยเมื่อ X-Men: First Class จะออกฉายในสัปดาห์หน้า ขอบอกว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมชอบการ์ตูนและหนังชุด X-Men เป็นพิเศษกว่าซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่น เพราะแม้ภายนอกจะดูเหมือนเรื่องพลังพิเศษ แต่โดยแก่นของมันแล้วมีเรื่องราวความเป็นมนุษย์แฝงอยู่มาก ทั้งรัก โลภ กรธ หลง ผิดพลาด เสียใจ ความรัก และอีกมากมาย และซูเปอรืฮีโร่ในเรื่องราวนี้ก็ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่พวกเขาก็มีปมกันทุกคนครับ

เมื่อก่อนซูเปอร์ฮีโร่ไม่ค่อยมีปัญหาว้าวุ่นใจเหมือนมนุษย์ทั่วไป จะมีก็แต่เรื่องไปปราบเหล่าร้ายเท่านั้น แม้แต่ผู้ร้ายของเรื่องก็มีแต่ร้ายอย่างเดียว ไม่มีด้านอื่นให้เราเห็น แต่ต้องขอบคุณทิม เบอร์ตัน ที่ทำให้หนังซูเปอร์ฮีโร่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้ทั้งพระเอกและผู้ร้ายมีความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา หนังซูเปอร์ฮีโร่หลายเรื่องที่ทำตามๆ กันออกมาก็แสดงให้เห็นว่าถึงจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่มีพลังพิเศษ แต่ในชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้พิเศษต่างไปจากมนุษย์ พวกเขามีปัญหาชีวิต มีปัญหาทางจิต ไม่ได้พิเศษแตกต่างไปจากมนุษย์ เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ใน X-Men: the Last Stand ก็เช่นกัน แล้วพวกเขามีปัญหาอะไรบ้าง เราจะมาสรุปให้ดูกันว่าผู้กำกับแบรท เรทเนอร์ และ มือเขียนบทอย่างไซมอน คินเบิร์ก กับ แซ็ก เพนน์ ใส่อะไรไว้บ้างในหนังเรื่องนี้

Read more of this post

Kung Fu Panda 2: ดูแล้วมาวิจารณ์กัน

 Kung Fu Panda ภาคแรกนั้นได้ทั้งเงินและคำวิจารณ์ที่ดีมาก มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวจนทำให้เมื่อมีการประกาศสร้างภาคต่อออกมา รับความกังขาว่าจะทำสู้ภาคเดิมได้แค่ไหน และเมื่อ Kung Fu Panda 2 ออกฉาย ภายใต้การกำกับของเจนนิเฟอร์ หยู มันได้พิสูจน์ครับว่าทำออกมาได้สนุก และเป็นหนังที่ดีไม่แพ้กัน

จากคะแนนของนักวิจารณ์ที่เว็บไซต์ Rotten Tomatoes คำนวณออกมา หนังมีเปอร์เซ็นต์คำวิจารณ์ด้านบวกถึง 80% คะแนนจากการคำนวณของ Metacritic ก็อยู่ที่ 67/100 ซึ่งใกล้เคียงกับที่ภาคแรกได้รับ

ผมได้มีโอกาสชมเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมให้หนังเรื่องนี้ 9/10 เลย หักออก 1 ตรงที่อาจไม่สดใหม่เท่ากับภาคแรก แต่ที่เหลือแล้วรู้สึกว่าเป็นหนังที่อิ่มมาก และมีความลงตัวมากในแง่ของการเล่าเรื่อง ใส่ฉากตลก ฉากแอ็คชั่น และดราม่าชวนซึ้งและเศร้าเข้ามาได้อย่างกำลังพอเหมาะ ในจังหวะที่เหมาะสม และในแง่ของความฮาและฮาก๊ากจริงจังมากมายหลายมุขมาก ฉากบู๊ก็ทำออกมาได้ชวนตื่นเต้นและลุ้น

ในภาคนี้ เสี่ยวโป(แจ็ค แบล็ค)รู้ความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเองว่าเขาไม่ใช่ลูกของพ่อห่าน พร้อมๆ กับการผงาดสู่บัลลังก์ของลอร์ดเชน (แกรี่ โอลด์แมน) ผู้กระกายอำนาจและเจ้าเล่ห์ โปรู้ว่าลอร์ดเชนนั้นเกี่ยวข้องกับอดีตของเขา ภารกิจการไปยับยั้งความชั่วของลอร์ดเชนจึงกลายเป็นภารกิจสืบหาความจริงเกี่ยวกับอดีตของตัวเองด้วย ทำให้เมื่อพบกับลอร์ดเชน โปถึงกับตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก และลอร์ดเชนก็ใช้เรื่องนี้ย้อนกลับมาเล่นงานโป

แต่การเดินทางไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับอดีตก็เป็นการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองของโปด้วยว่า เขาควรต้องเป็นใครกันแน่ ระหว่างอดีตที่เขาถือกำเนิดมา หรือเรื่องราวปัจจุบันที่สร้างเขาให้เป็นอย่างที่เขาเป็น และควรที่จะฝังใจอยู่กับแผลในอดีต หรือลืมมันเพื่อสร้างความสงบให้แก่จิตใจ

ตรงกันข้ามกับโป ลอร์ดเชนเองก็มีแผลในอดีต แต่กลับไม่ยอมที่จะลืมมัน ใช้ความเจ็บปวดนั้นมาเป็นตัวผลักดันให้เขาขึ้นสู่อำนาจ และกระหายที่จะทำลายกังฟูให้หมดไป แกรี่ โอลด์แมนให้เสียงพากย์ลอร์ดเชนให้ออกมาดูร้ายได้อย่างมีมิติ และเป็นตัวละครตัวร้ายที่น่าจดจำมากๆ

เรื่องราวของลอร์ดเชนกับอดีตของโปก็ดูจะเป็นส่วนที่มีความเป็นด้านมืดของการ์ตูนเรื่องนี้ ทำให้เรื่องราวบางขณะดูหนักอยู่พอสมควร แต่ผู้กำกับเก่งที่เติมมุขตลกใส่เป็นระยะๆ ไม่ให้หนังหนักเกินไปจนพ้นจากขีดของความเป็นหนังตลกสู่หนังดราม่า

ฉากจบของหนังที่โปกลับไปหาพ่อห่านก็ชวนซึ้งมากๆ ทำให้ผมน้ำตาหยดหลายแหมะทีเดียว

เพื่อนผู้อ่านเว็บที่ไปชมมาแล้วคิดเห็นอย่างไรต่อหนังกันบ้างครับ ถ้าเต็ม10 จะให้หนังเรื่องนี้เท่าไร ใส่กันมาเลยครับ

Read more of this post

The Hangover Part II: ดูแล้วมาวิจารณ์กัน

ปกติแล้ว หนังฮอลลีวู้ดที่มาใช้เมืองไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำหลักมักไม่ค่อยทำเงิน แต่หนัง The Hangover Part II  ดูจะล้างอาถรรพ์เรื่องนี้ได้แล้ว เพราะไม่เพียงแค่ทำเงิน แต่ยังทำเงินอย่างมากด้วยครับ รายได้จากการฉายในสหรัฐตอนนี้ตั้งแต่รอบมิดไนท์ของวันพุธถึงวันศุกร์ ทำเงินไปแล้วราว 61.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าเมื่อสิ้นสัปดาห์อาจจะมีรายได้เกิน 120 ล้านเหรียญสหรัฐจากการฉาย 5 วันครับ ทำให้เป็นหนังที่เปิดตัวแรงที่สุดแห่งปี และเป็นหนังตลกเรต R ที่เปิดตัวสูงสุดตอนนี้

ส่วนในแง่คำวิจารณ์ ดูเหมือนว่าการเป็นการย่ำอยู่บนโครงเรื่องเดิมและมุขเดิมๆ ของหนังจากภาคแรก ดูจะทำให้ The Hangover Part II ได้รับคำวิจารณ์ด้านบนจากนักวิจารณ์อย่างมากทีเดียว คะแนนด้านบวกจากการประเมินของ Rotten Tomatoes อยู่ที่ 33% คิดเป็นคะแนนได้ 4.9/10 เท่านั้น เมื่อเทียบจากภาคแรกที่ได้บวกไปถึง 79% คะแนนจากการประเมินของ Metacritic ก็ลดลงจากภาคแรกเช่นกัน เพราะได้ไป 44/100 จากที่ของภาคแรกเคยได้ถึง 73/100 ครับ

สำหรับนักดูหนังในบ้านเรา ที่อาจดีใจที่เมืองไทยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ แต่ก็มีความเห็นหลากหลายต่อหนังเช่นกันครับ บางคนเห็นว่าแม้หนังจะเดิม แต่ก็ยังทำให้ฮาก๊ากและสนุกแบบบ้าคลั่งได้ บางคนก็เห็นว่าสนุกแบบกลางๆ ขณะที่บางคนก็ไม่ชอบ ไม่สนุกเลย เป็นความเห็นที่หลากหลายจริงๆ

ผมยังไม่มีโอกาสได้ชมครับ ยังคงยุ่งกับการปั่นงานอยู่เลย จึงขอมอบหน้าที่การวิจารณ์และออกความเห็นต่อหนังให้แก่เพื่อนผู้อ่านเว็บทุกท่านครับ คิดอย่างไรกับหนังบ้าน และจะให้คะแนนเท่าไหร่จากเต็ม 10 จัดมาเลยครับ

Read more of this post

ตัวอย่างแรกของ The Girl with the Dragon Tattoo ของเดวิด ฟินเชอร์ หลุดออกมาแล้ว

มีรายงานบอกว่าตัวอย่างหนังเขย่าขวัญ The Girl with the Dragon Tattoo ของผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์ ภาคแรกของไตรภาค The Millennium Trilogy ของนักเขียนชาวสวีเดน สตีก ลาร์สสัน จะออนไลน์ในช่วงสุดสัปดาห์หน้านี้ ด้วยสองฉบับด้วยกันครับ นั่นก็คือฉบับเรดแบนด์ที่จะมีฉากรุนแรงสำหรับผู้ชมนอกสหรัฐ และฉบับกรีนแบนด์ที่ตัดฉากเลือดและน่ากลัวออก สำหรับผู้ชมในสหรัฐ แต่ปรากฏว่าฉบับเรดแบนด์หลุดออกมาออนไลน์ให้ชมก่อน (via /Film)

มีสิ่งเดียวที่บ่นได้สำหรับตัวอย่างหนังที่หลุดออกมานี้ก็คือมันไม่ใช่ตัวอย่างหนัง HD และมีภาพสั่นนิดหน่อย แต่ที่เหลือแล้วโดนใจอย่างมาก เป็นการใช้ภาพจากหนังมาตัดต่อแบบเร็วๆ ใส่เพลง “Immigrant Song” ของ Led Zeppelin ที่นำมาเรียบเรียงใหม่โดยเทรนท์ เรเซอร์ และ แคเรน โอ

เป็นตัวอย่างหนังที่เฟี้ยวมากๆ สมกับการเป็นผู้ที่ไม่หยุดนิ่งของเดวิด ฟินเชอร์ ที่พยายามจะทำอะไรให้แตกต่างจากเดิมทุกครั้ง เพราะปกติหนังเขย่าขวัญแบบนี้ก็จะมีรูปแบบหนึ่งที่เรามักเห็นกัน

หลายฉากที่เห็นในตัวอย่างหนัง ดูเหมือนใช้สถานที่ถ่ายทำและใช้ช็อตแบบเดียวกันกับหนังของสวีเดนปี 2009 เพียงแต่เปลี่ยนตัวนักแสดงกันเล่น กระนั้นก็ตามก็ยังมีฉากที่ให้อารมณ์ว่าดูเป็นงานสร้างที่ใหญ่กว่า และดูมีด้านมืดมากกว่านิดหน่อย

คำโปรยของหนังก็เด็ดไม่แพ้กันครับ “The Feel Bad Movie of Christmas” และใส่เข้ามาในตัวอย่างหนังได้อย่างมีสไตล์ นี่น่าจะเป็นหนังที่มีด้านมืดที่สุดของฟินเชอร์นับจาก Se7en ครับ (คลิกชมตัวอย่างด้านใน)

Read more of this post

ภาพชุดใหม่จากกองถ่าย Men In Black III

กองถ่ายหนัง Men In Black III กำลังถ่ายทำกันอยู่ที่ย่านควีนส์ในนิวยอร์กครับ และภาพเบื้องหลังการถ่ายทำล่าสุดก็ออนไลน์ให้ชมที่ movieweb ครับ

หนึ่งในภาพชุดนี้มีวิล สมิธ และ จอช โบรลิน ในชุดสูทดำ เกินอยู่กลางทุ่ง และมีชาวบ้านสักคนเดินตาม ส่วนอีกภาพเป็นภาพที่โบรลินกำลังสวมอุปกรณ์บางอย่างที่ต่อเข้ากับแคปซูลสักอย่างครับ

ในภาคนี้ เรื่องราวเกี่ยวข้องกับการเดินทางย้อนเวลา ทำให้โบรลินได้รับบทเป็นวัยหนุ่มของเจ้าหน้าที่เคของทอมมี่ ลี โจนส์ ซึ่งเป็นปี 1969 ที่มีการก่อตั้งองค์กรบุรุษในชุดดำขึ้นมา ตัวร้ายได้เดินทางมาจากอนาคตเพื่อขัดขวางการก่อตั้งองค์กร และเจ(สมิธ)จึงต้องเดินทางย้อนเวลาไป และขอความช่วยเหลือจากเคในวัยหนุ่ม

แบรี่ ซอนเนนเฟลด์ ยังคงกำกับภาคนี้อยู่ครับ และออกฉายปีหน้าในระบบสามมิติ คลิกชมภาพเพิ่มเติมได้จากลิงก์ด้านบน

 

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส วางแผนสร้างหนังเฟซบุคไซไฟ The Future of Us

อีกหนึ่งหนังเกี่ยวกับเฟซบุคกำลังจะมาครับ แต่เป็นหนังนิยายวิทยาศาสตร์แทน

เด๊ดไลน์รายงานว่าวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้ซื้อลิขสิทธิ์นิยาย The Future of Us ของเจย์ แอสเชอร์ และ แคโรลิน แม็คเลอร์ มาสร้างเป็นหนังครับ ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสาวในปี 1996 ที่ได้มีอินเตอเน็ตใช้ที่บ้านเป็นครั้งแรก แต่เมื่อเธอเปิดเข้าไป เธอกลับเจอเว็บไซต์ประหลาดที่เกี่ยวข้องกับเธออยู่ในนั้น เว็บดังกล่าวก็คือ Facebook ของเธอเองในอีก 15 ปีข้างหน้า

หลังจากได้รู้จากเฟซบุคว่าเธอจะกลายเป็นอะไรในอนาคต เธอกับเพื่อนรักจึงพยายามเปลี่ยนตัวเอง หรือหาทางไม่ให้ตัวเองมีชีวิตอนาคตแบบนั้น และการตัดสินใจเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่ออนาคตที่บอกเล่าผ่านเฟซบุคของเธอครับ

อ่านเรื่องย่อแล้วนึกถึง The Butterfly Effect เลยครับ

Sex and Zen 3D: Extreme Ecstasy เตรียมเล้าโลมผู้ชมในอเมริกา

หลังจากเข้าฉายในบ้านเรา 9 มิถุนายนนี้ และฉายก่อนหน้านี้ในบางประเทศ หนัง Sex and Zen 3D: Extreme Ecstasy ก็เตรียมตัวบุกอเมริกาเหนือบ้างครับ ตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ แต่ยังไม่มีวันฉายแน่นอนว่าหนังอีโรติกสามมิติเรื่องแรกของโลกเรื่องนี้จะลงโรงในอเมริกาเมื่อไหร่

หนังเข้าฉายมาแล้วในบางประเทศ ซึ่งในฮ่องกงนั้นหนังทำเงินทำรายสถิติของหนัง Avatar ขณะที่การเข้าฉายในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์แบบไม่มีการตัดฉากออกเลย แต่ให้อยู่ในเรท R18 ก็ทำรายได้เฉลี่ยต่อโรงสูงกว่า Scream 4 ถึงหกเท่า และหลังจากฉายติดต่อกันหกสัปดาห์ในออสเตรเลียก็ทำรายได้ต่อโรงแซงหน้ารายได้ของ Fast Five ขณะที่สัปดาห์แรกของการเปิดฉายในนิวซีแลนด์ก็ทำรายได้ต่อโรงทัดเทียมกับ Pirates of Caribbean: On Stranger Tides ทีเดียวครับ

Sex and Zen 3D: Extreme Ecstasy เป็นภาพยนตร์อีโรติกสามมิติที่ใช้นักแสดงหนังโป๊ของญี่ปุ่นมารับบทนำเป็นส่วนใหญ่ บอกเล่าเรื่องราวของบัณฑิตหนุ่มในราชวงศ์หมิงที่ได้เป็นแขกในสำนักเริงรมย์ของเจ้าชาย และลุ่มหลงในกามารมณ์จนละทิ้งภรรยา หนังดัดแปลงจากนิยายคลาสสิคของจีนเรื่อง The Carnal Prayer Mat ซึ่งผู้อำนวยการสร้างสตีเฟ่น เซียว ให้นิยามหนังว่า “เป็นเหมือนการเดินทางเข้าไปสำรวจใกล้เตียงของใครสักคน

Read more of this post

ออร์ลันโด บลูม กลับมารับบทเลโกลัส ใน The Hobbit

ข่าวดีสำหรับแฟนๆ ของออร์ลันโด บลูม และ พันธมิตรแห่งแหวนทั้งหลาย ปีเตอร์ แจ็คสัน ยืนยันผ่านเฟซบุคครับว่าออร์ลันโด บลูม จะกลับคืนสู่มัชฌิมมโลก ด้วยบทเลโกลัส เอลฟ์หนุ่มรูปงาม ในหนังภาคต้นของอภินิหารแหวนครองพิภพเรื่อง The Hobbit ครับ

นี่คือคำพูดที่แจ็คสันเขียนไว้ครับ “สิบปีก่อน ออร์ลันโด บลูมได้สร้างตัวละครที่เป็นที่จดจำจากการสวมบทเลโกลัส ผมตื่นเต้นที่จะได้ประกาศในวันนี้ว่าเราจะกลับสู่มัชฌิมโลกอีกครั้งโดยมีเขาไปด้วย ผมตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับออร์ลันโดอีก ตลกดีที่ผมดูแก่ขึ้น แต่เขาไม่เลย สงสัยว่าด้วยเหตุนี้เขาถึงเหมาะสำหรับบทเอลฟ์

แจ็คสันยังยืนยันก่อนหน้านี้ด้วยครับว่านักแสดงอังกฤษสตีเฟ่น ฟราย จะมาสวมบทเป็น The Master of Laketown เจ้าแห่งนครทะเลสาบ ผู้ปกครองเมืองผู้โลภและขี้ขลาด ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องด้วยครับ เพราะเป็นผู้ลุ่มหลงต่อทองคำที่มังกรสมักขโมยไปจนยอมละทิ้งชาวเมือง

หนังภารกิจสังหารบิน ลาดิน ของแคธริน บิเกโลว์ ออกฉาย 2012

โซนี่ พิคเจอร์ส ได้ลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายในสหรัฐของหนังดราม่าของผู้กำกับออสการ์แคธริน บิเกโลว์ ว่าด้วยเรื่องราวหน่วยซีล Team 6 ของกองทัพเรือสหรัฐในการล่าสังหารอุซามะห์ บิน ลาดิน โดยมีแผนส่งออกฉายในสหรัฐปลายปี 2012 ครับ ตามรายงานของเด๊ดไลน์

เดิมทีหนังใช้ชื่อว่า Killing Bin Laden แต่อาจเปลี่ยนชื่อใหม่เพราะมีการแก้ไขบทหนังใหม่หลังจากเหตุการณ์สังหารบิน ลาดิน ที่เป็นข่าวครับ เพราะเดิมทีบทหนังที่มาร์ค โบล (The Hurt Locker) เขียนไว้นั้น เป็นเรื่องราวของหน่วยทหารที่พยายามลอบสังการผู้นำอัล ไกด้า เมื่อสิบปีก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

หนังจะเปิดกล้องในฟดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยมีบริษัทแอนนาเพอร์นา พิคเจอร์ส ออกทุนสร้างให้ โซนี่ได้ลิขสิทธิ์หนังเพราะจะออกทุน 25 ล้านเหรียยสหรัฐในการประชาสัมพันธ์และทำการตลาดหนังเรื่องนี้ แต่จะได้รายได้จากการจำจำหน่าย 15% เป็นการตอบแทน ซึ่งอาจช่วยให้ได้กำไรเพิ่มอีกเพราะหนังมีแววที่จะเป็นตัวเก็งเข้าชิงออสการ์ครับ

ตัวอย่างหนังฉบับเต็มของ The Smurfs

สำหรับแฟนๆ ของเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวสีฟ้าที่เรียกว่า The Smurfs ตัวอย่างหนังฉบับเต็มของหนังในฉบับคนแสดงผสมตัวละครจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิกออนไลน์สู่โลกแล้วทาง Yahoo Movies ครับ

ตัวอย่างหนังบอกเนื้อเรื่องย่อซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก เหล่าสเมิร์ฟกลุ่มหนึ่งหนีการตามล่าของพ่อมดการ์กาเมล (แฮงค์ อซาเรีย) แล้วหลุดออกจากดินแดนของพวกมันมาสู่ใจกลางนิวยอร์ก ซึ่งต้องพึ่งตัวละครมนุษย์ที่รับบทโดยนีล แพทริค แฮริส และ เจย์มา เมย์ส ช่วยเหลือ ระหว่างนั้น พวกมันก็ทำให้ชีวิตของทั้งคู่วุ่นวายไปด้วย

ตัวอย่างหนังดูจะเน้นไปที่เด็กและครอบครัวครับ และมุขตลกต่างๆ ดูจะคล้ายๆ กับมุขจากฉบับการ์ตูนและหนังที่เรื่องราวคล้ายกันครับ เลยแค่รู้สึกว่าตัวสเมิร์ฟดูน่ารักดีนะ แต่ตัวอย่างหนังไม่ค่อยขำเลย

หนังจะเข้าฉายสิงหาคมนี้ในสหรัฐครับ คลิกชมตัวอย่างหนังได้ที่ด้านใน

Read more of this post

2 คลิปโฆษณาใหม่ของ Transformers: Dark of the Moon

อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยสำหรับหนัง Transformers: Dark of the Moon ก็คือมีทีมประชาสัมพันธ์และการตลาดที่ดีมากครับ เพราะงานโปรโมททุกชิ้นที่ออกมาทั้งตัวอย่างหนัง ภาพนิ่ง สัมภาษณ์ คลิปหนัง และใบปิด ดูดีหมด และปล่อยออกมาให้ตื่นเต้นอยู่ตลอด มีอะไรใหม่ๆ ให้ตื่นเต้นไปด้วยตลอด และล่าสุดก็ 2 คลิปโฆษณาทางทีวีของหนังที่ผู้กำกับไมเคิล เบย์ ปล่อยออกมาให้ชมที่ช่องในยูทูปของเบย์เองครับ

ภาพส่วนใหญ่ของคลิปเป็นภาพที่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็แซมด้วยภาพใหม่นิดหน่อยชวนให้ตื่นเต้น และครั้งนี้ก็เป็นเจ้ามิเรจ หุ่นยนต์ที่แปลงร่างมาจากรถสีแดงๆ ครับ คลิกชมได้ที่ด้านใน

Read more of this post

The Lion King คืนจอในรูปแบบ 3 มิติ

วอลท์ ดิสนี่ย์ พิคเจอร์ส ได้ยืนยันว่าหนังฉบับ 3 มิติ ของ The Lion King หนังอนิเมชั่นสุดคลาสสิคที่ออกฉายในปี 1994 และได้สองรางวัลออสการ์ จะคืนจอในสหรัฐ 16 กันยายนนี้ แบบจำกัดโรง และจำกัดเวลาเพียงสองสัปดาห์ ก่อนที่ฉบับบลูเรย์ 3 มิติ ของหนัง จะวางจำหน่ายในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ครับ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยืนยันว่าหนังจะเข้าโรงบ้านเราหรือไม่ครับ คงต้องติดตามกันต่อไป

หนังเป็นเรื่องราวของสิงโตหนุ่มซิมบ้าที่ถูกแย่งชิงบัลลังก์ และเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนทำให้พ่อต้องตาย และภายหลังก็ได้รู้ความจริงและได้กำลังใจจากเพื่อนสรรพสัตว์ให้เขากลับไปยังอาณาจักรเพื่อชิงบัลลังก์เจ้าป่าคืนมา หนังได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวตำนานของโมเสสในพระคัมภีร์ และนิยายเรื่องเฮมเล็ตของเช็คสเปียร์ครับ

พร้อมๆ กับข่าวนี้ ดิสนี่ย์ยังได้ปล่อยตัวอย่างหนังฉบับ 3 มิติของหนังออกมาให้ชมกันที่ Yahoo Movies ด้วย ดูแล้วสวยงามมาก คลิกชมได้ที่ด้านใน

Read more of this post

หนัง Akira และ Uncharted: Drake’s Fortune เสียผู้กำกับ

มีโครงการหนังฮอลลีวู้ดสองเรื่องสูญเสียผู้กำกับที่เดิมถูกวางตัวไว้พร้อมกันทีเดียวสองโครงการในวันเดียวกันครับ

โครงการแรกก็คือหนังดัดแปลงจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Akira ของวอร์เนอร์ บราเธอร์สที่เพิ่งเสียนักแสดงนำอย่างเคียนู รีฟส์ และต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่หมดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ล่าสุดก็เสียอัลเบิร์ต ฮิวจ์ ผู้กำกับของหนังไปอีกหนึ่ง แปลว่าโครงการหนังคงต้องไปเริ่มใหม่จากศูนย์จริงๆ ซึ่งสาเหตุที่ฮิวจ์พ้นจากโครงการหนังเรื่องนี้ไปก็ด้วยเหตุผลว่า “มีความเห็นแตกต่างทางความคิดสร้างสรรค์” กับผู้สร้างครับ ตามที่เด๊ดไลน์รายงาน

อีกหนึ่งโครงการที่เสียผู้กำกับไปก็คือหนังจากวิดีโอเกมแนวผจญภัยล่าขุมทรัพย์เรื่อง Uncharted: Drake’s Fortune ของโซนี่ พิคเจอร์สครับ วาไรตี้ รายงานว่าผู้กำกับเดวิด โอ. รัสเซล ตัดสินใจถอนตัวออกจากโครงการหนังเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลว่า “มีความเห็นแตกต่างทางความคิดสร้างสรรค์” เช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้รัสเซลออกมาให้สัมภาษณ์ถึงแผนงานสร้างของเขาครับ ซึ่งดูจะแตกต่างจากเนื้อเรื่องของเกมมาก และเหมือนรัสเซลจะไม่เคยเล่นเกมนี้เลย นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหลักถึงความเห็นที่ไม่ตรงกันกับผู้สร้าง

อย่างไรก็ดี โครงการหนังถัดไปของรัสเซลน่าจะเป็นการกลับมาร่วมงานกับมาร์ค วอห์ลเบิร์กอีก หลังจาก The Fighter ในหนังเรื่อง The Silver Lining Playbook ว่าด้วยเรื่องราวของครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่เป็นโรคจิตหลอนแล้วถูกโรงพยาบาลส่งให้มาอยู่กับแม่ จากนั้นก็พยายามที่จะพิชิตใจของภรรยาเก่าคืนมา ซึ่งมีรายงานว่าจะเปิดกล้องกันในเดือนนี้ครับ

ฟิลลิป นอยซ์ กำกับ Bloodsport ฉบับรีเมก

หนังยุค 80 ที่ฮอลลีวู้ดแห่กันนำกลับมาสร้างใหม่ ดูเหมือนจะครอบคลุมทุกแนวแล้วครับ แม้แต่หนังแนวศิลปะป้องกันตัวด้วย

ตามรายงานของ Screen Daily บอกว่าผู้อำนวยการสร้างเอ็ด เพรสแมน มีแผนจะปัดฝุ่นให้หนังศิลปะป้องกันตัวที่แจ้งเกิดให้ฌอง-คล้อด แวน แดม เรื่อง Bloodsport โดยมีฟิลลิป นอยซ์ (Salt) มารับหน้าที่กำกับ จากบทหนังของโรเบิร์ต มาร์ค คาเมน จาก Taken ครับ

ในฉบับดั้งเดิม หนังอิงจากชีวิตจริงของแฟรงค์ ดุ๊กซ์ อาจารย์นินจัตสึที่ได้รับการฝึกฝนวิชาจากอาจารย์ชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็ก และหนีทหารมาเข้าร่วมการแข่งประลองยุทธในฮ่องกงที่จัดขึ้นโดยองค์กรใต้ดินทุก 5 ปี

ต้นฉบับนั้นเป็นหนังศิลปะการต่อสู้ที่ดีเรื่องหนึ่งเมื่อวัดจากยุคของมันเอง มีฉากที่น่าจดจำหลายฉาก โดยเฉพาะฉากฝึกการต่อสู้ที่แวน แดม ฉีกขาบนเก้าอี้ กลายเป็นฉากที่ทำให้มีหนังแนวเดียวกันหรือมีผู้ฝึกศิลปะป้องกันตัวพยายามเลียนแบบ ยังไม่รวมฉากสู้กับตัวร้ายของเรื่องที่ดุเดือดและมีการออกแบบคิวบู๊ที่ดีมากเรื่องหนึ่ง

ในฉบับรีเมก หนังจะย้ายเหตุการณ์ไปที่บราซิลแทน เป็นเรื่องราวของทหารอเมริกันที่เดินทางไปที่นั่นเพื่อปรับสภาพจิตใจจากความรุนแรงของสงครามในอัฟกานิสถาน แล้วได้เข้าไปพัวพันกับการแข่งขันศิลปะป้องกันตัวในที่สุด

ถือเป็นความท้าทายอย่างมากในการสร้าง Bloodsport ในยุคนี้ครับ ถึงแม้จะได้ทีมงานที่ดูดีมากสร้างก็ตามา เพราะไม่เพียงแต่จะทำยังไงให้เข้าถึงคนดูรุ่นใหม่ที่อาจเห็นว่าหนังแนวนี้เชยแล้ว ยังต้องหานักแสดงนำที่มีเสน่ห์และความสามารถมากพอแบบที่แวน แดม เคยแสดงไว้

ตัวอย่างแรกของหนังอนิเมชั่นภาคต่อ Happy Feet 2

ปีนี้เป็นปีที่มีหนังอนิเมชั่นภาคต่อออกมาหลายเรื่องจริงๆ ครับ เรามี  Kung Fu Panda 2, Cars 2 และ Puss in Boots ซึ่งเป็นกึ่งภาคต่อของ Shrek ล่าสุดที่เพิ่งปล่อยตัวอย่างหนังแรกออกมาวันนี้ก็คือ Happy Feet 2 ภาคต่อของหนังอนิเมชั่นรางวัลออสการ์ปี 2007 ครับ

ตัวอย่างหนังไม่มีอะไรมากไปกว่าการแนะนำตัวของหนังคล้ายตัวอย่างยั่วน้ำลายทั่วไป มีฉากของแพนกลินตัวน้อยๆ น่ารักมากร้องเล่นเต้นรำด้วยเพลง Sexy Back ของจัสติน ทิมเบอร์เลค แต่เปลี่ยนคำใหม่เป็น Fluffy Back ด้วยเพราะอาจจะให้เหมาะแก่ผู้ชมวัยหนูๆ น้องๆ

ในภาคนี้ หนังจะพาผู้ชมกลับไปยังดินแดนน้ำแข็งแห่งแอนตาร์คติกาอีกครั้ง พบว่ามัมเบิล (เอลิจาห์ วู้ด) และกลอเรีย (อลิเซีย มอร์ หรือ Pink) ได้มีลูกด้วยกัน ชื่อเอริก (อีจี เดลี่) ที่กำลังค้นหาพรสวรรค์เฉพาะของตัวเองในโลกของนักเต้นและนักร้องแห่งเพนกวินจักรพรรดิ แต่ก็มีภัยคุกคามใหม่มาสู่เหล่าเพนกวินเหล่านี้

หนังกำกับโดยจอร์จ มิลเลอร์ เช่นเคย โดยมีนักแสดงมาให้เสียงตัวละครกันคับคั่ง ตั้งแต่โรบิน วิลเลียมส์, แฮงค์ อซาเรีย, แบรด พิตต์, แมต เดมอน และ โซเฟีย เวอร์การา

หนังมีแผนออกฉายในสหรัฐเดือนพฤศจิกายนนี้ครับ คลิกชมตัวอย่างหนังได้ที่ Apple หรือด้านใน

Read more of this post

ตัวอย่างแรกของหนังฉลามคลั่ง Shark Night 3D

ถ้าคุณชอบหนังสยองขวัญแบบ 3 มิติ ด้วยรสชาติเดิมๆ Shark Night 3D อาจเหมาะกับคุณครับ และตัวอย่างหนังก็ออนไลน์ให้ชมกันแล้วที่ Apple

เนื้อเรื่องย่อของหนังสรุปได้สั้นๆ ว่ากลุ่มเพื่อนไปเที่ยวและพักกันที่บ้านกลางทะเลสาบในหลุยเซียนา แล้วจู่ๆ ก็มีฉลามมาจู่โจมทั้งที่เป็นทะเลสาบน้ำจืดไม่ได้ติดกับทะเล และต่อมาก็พบว่าเป็นพวกชาวบ้านโรคจิตที่เอามาปล่อยไว้และตั้งใจเล่นเกมโหดกับพวกเขาเหล่านี้

จากตัวอย่างหนัง ฉลามที่ดุเป็นพิเศษเหล่านี้ดูจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนโรคจิตในการทรมานเหยื่อนั่นเองครับ และเหยื่อก็ดูจะนุ่งน้อยชิ้นกันทุกคน

Shark Night 3D กำกับโดยเดวิด อาร์ เอลลิส จาก Snake on a Plane และ The Final Destination มีแผนออกฉายในบ้านเราต้นเดือนกรกฎาคมครับ

หนังยังได้ปล่อยใบปิดแรกออกมาด้วยซึ่งคุณสามารถชมคู่กับตัวอย่างหนังได้ที่ด้านใน

Read more of this post

ตามรอยฝูงหมาป่า The Hangover Part II ในไทย

เว็บไซต์ของ CNNGo มีบทความน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง The Hangover Part II นั่นก็คือการแนะนำสถานที่ถ่ายทำในหนังที่เป็นสถานที่ในเมืองไทย เผื่อคุณดูหนังจบแล้วอยากรู้ว่าเป็นที่ไหน และอยากไปตามรอยดูสถานที่เหล่านั้นครับ

สถานที่หลักๆ ในไทยที่ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำก็ได้แก่ ภูเล บีช รีสอร์ต แอนด์ สปา จังหวัดกระบี่ ซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากงานแต่งงาน, ซอยแปลงนาม เยาวราช ใช้เป็นที่ถ่ายทำฉากที่ฟิล(แบรดลี่ คูเปอร์), สตู(เอ็ด เฮล์มส์) และอลัน (แซ็ค กาลิเฟียนากีส) ตื่นขึ้นหลังจากเมาไม่ได้สติ, วงเวียนถนนทรงวาดในฉากลิงส่งยา, เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ถูกใช้เป็นฉากวัดจีน นอกจากนี้ก็ยังมีซอยคาวบอย ย่านอโศก, ซอยสุขุมวิท 7/1 และโรงแรมเลอบัว

และนอกจากสถานที่ถ่ายทำในไทยกับนักแสดงไทยเช่นคุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา จะได้ร่วมแสดงแล้ว วงดนตรีจากเชียงใหม่อย่าง Ska Rangers ซึ่งเล่นในฉากแต่งงานในหนัง ก็ยังได้มีเพลงประกอบให้แก่หนังถึง 2 เพลง ด้วยครับ หนึ่งในนั้นคือเพลง “I Ran” ซึ่งคุณไปทดลองฟังได้ที่เฟซบุคของวงนี้
แล้วหากอยากให้แนะนำว่าควรเที่ยวที่ไหนในเมืองไทย ผู้กำกับท็อด ฟิลลิปส์ บอกในสัมภาษณ์ของ Collider ว่า “สำหรับผมแล้ว กรุงเทพฯเป็นหนึ่งในนครที่สวยที่สุด คุณควรไปที่นั่นเลย กรุงเทพฯเป็นเมืองที่หลากหลายมากๆ ในหนังของเรา เราถ่ายทำกันเยอะมากที่ย่านเยาวราชของกรุงเทพฯ เราได้ไปเที่ยวชมและสัมผัสพื้นที่นั้น แต่กรุงเทพฯในฐานะเมืองใหญ่แล้วสวยมาก เหลือเชื่อมาก
คูเปอร์เห็นด้วยกับฟิลลิปส์ เขาบอกว่าเขาได้ไปใช้เวลาช่วงคริสต์มาสที่เชียงใหม่ และได้ไปอยู่รีสอร์ตสองสัปดาห์ แต่ก็ยังอยากกลับไปกรุงเทพฯ และแนะนำร้านอาหารโปรดที่ควรไปว่า “ผมชอบร้าน Top Menu เป็นร้านอาหารจีนที่ผมกินบ่อยมากตอนที่อยู่กรุงเทพฯ” (คูเปอร์น่าจะหมายถึงร้าน Top Menu ที่อยู่หลังสวน เพราะผมนึกถึงร้านอื่นไม่ออก)
เรายังมีคลิปสัมภาษณ์นักแสดงพร้อมซับไตเติ้ลภาษาไทยที่ทางวอร์เนอร์ฯ ประเทศไทยส่งมาให้ประชาสัมพันธ์ด้วยครับ ซึ่งพูดถึงกรุงเทพฯ เยอะมาก
คลิกเข้าชมได้ที่ด้านใน

Read more of this post

ใบปิดแรกของ The Twilight Saga: Breaking Dawn – Part I

Breaking Dawn แปลว่ารุ่งอรุณ และใบปิดแรกของ The Twilight Saga: Breaking Dawn – Part I ก็ใช้ภาพท้องฟ้ารุ่งอรุณสีแดงๆ เป็นใบปิด ว้าว โอ้โฮ ช่าง… ว้าว เป็นพัฒนาการมากๆ เพราะปกติจะใช้แค่พื้นดำๆ แล้วมีตัวหนังสือที่เป็นชื่อเรื่อง ครั้งนี้การออกแบบไปไกลมากถึงการใช้ภาพทิวทัศน์มาเป็นพื้นแล้ว ว้าว คาดไม่ถึงเลย คาดเดายากมาก ว้าว

อย่างไรก็ตาม นอกจากข่าวใบปิดแล้ว ยังมีข่าวตัวอย่างหนังแรกของหนังด้วยครับว่า จะฉายปฐมทัศน์ในงานประกาศรางวัลเอ็มทีวี มูวี่ อวอร์ด 2011 วันที่ 6 มิถุนายนนี้ ซึ่งหนังภาคที่แล้วของ The Twilight Saga เข้าชิงมากที่สุด

คลิกที่ภาพเพื่อชมขนาดใหญ่กว่านี้ครับ

ใบปิดใหม่ของ Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 2 นำเสนอเฮอไมโอนี

เมื่อวานนี้ วอร์เนอร์ บราเธอร์สปล่อยใบปิดตัวละครฉบับแฮรี่ พอตเตอร์ (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) ออกมา วันนี้ถึงคิวของเฮอไมโอนี (เอ็มมา วัตสัน) บ้างครับ และถ้ายังคงใช้แนวทางนี้ต่อไป พรุ่งนี้เราน่าจะได้เห็นใบปิดฉบับรอน (รูเพิร์ต กรินท์) หรือไม่ก็โวลเดอมอร์แน่ๆ ครับ

ใบปิดยังคงใช้โทน งานออกแบบ และคำโปรยเดียวกันกับฉบับของแฮรี่ และก็น่าจะดูสวยงามมากเมื่อครบชุดแล้ว

Harry Potter and the Deathly Hallows: Part II ออกฉายกลางเดือนกรกฎาคมนี้ครับ ในระบบ 3 มิติด้วย

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่กว่านี้

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 482 other followers